[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta. ตอนที่ 134 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta.

Ch.134 - 63 คลุ้มคลั่งคิดเคียดแค้น • บทต้น


"ราชีออค.....!? สารเลว เจ้าทำอะไร !"
 
ฉันพุ่งหอกของตัวเองไปยังลำคอของดิเฟริสหมายจะเสือกแทง ดิเฟริสเบิกตากว้างมองดูฉันที่เข้าใกล้ ทั้งหมดที่เธอทำคือเอียงศีรษะไปด้านหลัง
 
ก่อนที่ฉันจะทันจ้วงคอหอย​ของหล่อนด้วยปลายหอก ดาบก็เข้ามาปัดป้องจากด้านข้าง ฉัน​ปรายตายังชายที่สะเออะเข้ามา ใช้แรงจวกของตัวเองหมุนร่างไปรอบ ๆ และใช้หอกบังคับเหวี่ยงตัวให้เพียงพอที่จะข่มขู่ให้ทั้งสองกระโดดตัวหลบถอยไปด้านหลังในทันที
 
"โอ้ ตายจริง เจ้านี่ไม่ใช่เล่น ๆ เลยนี่นา"
 
"หล่อนช่างเลือดเย็นผิดมนุษย์มนา นั่นแหละ​นางถึงฆ่าคนได้โดยไม่ลังเล เป็นหลักฐานถึงการสืบทอดสันดาน​จากพ่อที่บ้าคลั่งของนางเองชัดแจ้ง​ยิ่งกว่าผู้ใด"
 
ชายคนนั้น — เมลคีออร์ดูจะรื่นเริงขณะกล่าววาจานั้น และแม้ว่าตรรกะความคิดของฉันจะรู้ดีว่าเขาเพียงแต่พยายามสั่นประสาทฉันข้างใน แต่มันก็ยังคงส่งผลกระทบและสมองของฉันก็ชาชะงัด
 
พูดถึงพ่อที่บ้าคลั่งของฉัน บอกว่าฉันกับเขาเหมือนกันอย่างนั้นรึ — หุบปาก ต่อให้เขาไม่พูดเรื่องพรรค์นั้น ต่อให้มันน่าสะอิดสะเอียน แต่ลึก ๆ ข้างในแล้ว ฉันก็รับรู้ดี — คิดแบบนั้นแล้ว ฉันก็ไม่อาจต้านทานได้อีกและเริ่มขบฟันตัวเองแน่นจนลั่นเสียงดัง
 
ประเมินจากสถานการณ์ การต่อสู้สองต่อหนึ่งนี้มันไม่มีทางเลยสำหรับฉัน แต่ด้วยราชีออคที่ล้มลงไปแล้ว ฉันก็ไม่มีตัวเลือกอื่นอีก ฉันพยายามกำหนดลมหายใจตัวเองเท่าที่จะทำได้ นั่นทำให้ฉันใจเย็นลงและเริ่มอยู่ในการควบคุม
 
"......อย่ามองข้าด้วยหน้าตาน่ากลัวแบบนั้นซิ่ หนูน้อย ศัตรูของเจ้าไม่ใช่ทางนี้หรอกนะ"
 
เลือดสีแดงคล้ำหลั่งไหลออกมาจากรอยสักของเธอ และใบหน้าเสียโฉมของดิเฟริสก็เผยให้เห็นความเจ็บปวดขณะที่ยังคงหัวเราะอะไรบางอย่าง
 
แขนทั้งสองข้างของหล่อนผายขึ้นในอากาศที่ว่างเปล่า แสงปริศนาเรืองวาบวาดลวดลายกลางอากาศ
 
เสียงกัมปนาทราวกับแผ่นดินแยก จากนั้นราชีออคที่อยู่ด้านหลังฉันก็ค่อย ๆ ลุกตัวขึ้น
 
"ราชี—"
 
ฉันชะงักก่อนที่จะเรียกมันจบ ปกติแล้วมันจะตอบรับฉันด้วยเสียงเห่าอย่างทุกที ทว่าครั้งนี้ร่างที่ใหญ่โตของมันกลับพุ่งตรงมายังฉัน
 
".....ราชีออค ?"
 
ฉันเรียกมันอีกครั้งอย่างสับสน มีบางอย่างที่ไม่ถูกต้องอย่างเห็นได้ชัด
 
มันทรุดตัวลงกับพื้นอีกครั้ง คร่ำครวญอย่างทรมานขณะที่หมอบกับพื้นเบื้องหน้าด้วยขาหน้าของมัน น้ำลายแตกฟองจากปาก และรูม่านตาก็เบิกกว้างอย่างกับอยู่สภาพที่ถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง
 
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ? ฉันขนลุกขึ้นชันไปทั้งตัวและมีความรู้สึกอย่างเลวร้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่นี้
 
"ฮิฮิฮิฮิ เอาซิ่ มาเล่นกับสัตว์เลี้ยงแสนน่ารักของเจ้ากันเถอะ——!!"
 
ดิเฟริสเริ่มขับเคี่ยวเสียงหัวเราะอีกครั้ง และหล่อนก็วาดแขนของตัวเองราวกับเริงระบำ พร้อมกับวาดเส้นสีม่วงอัปมงคลนั้นในอากาศ
 
ราชีออคลุกขึ้นอีกครั้งและหันตรงมาทางฉัน ฉันสามารถบอกได้เลยจากสายตาของมันว่ามันไม่สามารถควบคุมตัวเองได้อีกแล้ว น้ำลายเหนียวไหลย้อย และเริ่มขู่คำรามใส่ฉัน
 
ฉันไม่เห็นสิ่งใดนอกไปจากความเคว้งคว้าง ฉันแทบจะไม่สามารถหลบราชีออคที่พุ่งทะยานเข้าใส่ฉันได้เลย และในตอนนี้ก็เคลื่อนกายไปอย่างไร้สติ
 
"ราชีออค—"
 
มันยากที่จะเชื่อว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันพยายามเรียกชื่อมันอีก แล้วราชีออคก็โหยหวนด้วยความทรมานอีกครั้ง มันไถหัวของตัวเองกับพื้นดินราวกับจะขับไล่ความสับสนออกไป การกระทำที่แสดงถึงการต่อต้านอย่างชัดเจน เสียงหัวเราะหยอกล้อของดิเฟริสพลันกลายเป็นเสียงแหลมสูง
 
"สมกับเป็นวงศ์วานแห่ง​มังกร ! ยังจะต้านทานได้อยู่อีก !!"
 
ผู้หญิงคนนี้เคลื่อนไหวไปมาอย่างมีชีวิตชีวา ด้วยเลือดที่ไหลซิบบนใบหน้าและลำคอเปรอะเปื้อนไปตามร่างกาย ยิ่งสร้างตัวตนของความน่ารังเกียจได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ฉันไม่อาจเข้าใจหล่อนได้เลย และแน่นอน อะไรก็ตามแต่ที่มนุษย์ไม่อาจเข้าใจได้ก็รังแต่สร้างความสะพรึงกลัวให้กับพวกเขา
 
สตรีผู้นี้กำลังควบคุมราชีออค
 
ไม่มีทางน่ะ เรื่องบ้าบอแบบนั้นจะเป็นไปได้ยังไง ? การควบคุมความคิดของสิ่งมีชีวิต เรื่องพรรค์นั้น — ถึงแม้ว่าเสี้ยวหนึ่งในใจฉันยังคงปฏิเสธเรื่องนี้ แต่ที่ขอบครรลองสายตา ยังแลเห็นมอธเพลิงบนท้องฟ้าร่ายรำและลุกลามเปลวเพลิงไปทั่วย่านสามัญชน
 
".....เจ้าควบคุมสัตว์อสูรได้ ?"
 
เวทมนตร์ เหมือนกับราชีออคที่ควบคุมสายลม
 
ระหว่างทางที่มายังลานน้ำพุนี้ ฉันเองก็ได้คำนึงถึงความเป็นไปได้ของพฤติกรรมอันผิดปกติของเหล่ามอธเพลิงที่อาจถูกสร้างจากน้ำมือมนุษย์ ทั้งยังจดจำเรื่องของอสูรบาบูนที่ไม่สมควรอยู่ที่นั่นได้ด้วย
 
อึดใจนั้น ทัศนียภาพกลายเป็นสีแดงก่ำ
 
ฉันใส่เรี่ยวแรง​ทั้งหมดไปยังแขนขวาและขว้างหอกออกไป มันพุ่งทะยานเป็นเส้นตรง เจาะทะลวงต้นขาขวาของหญิงคนนั้น เลือดสดพวยพุ่งเป็นละออง
 
เสียงหัวเราะแหลมของเธอกลายเป็นเสียงกรีดร้อง "ดิเฟริส !" เมลคีออร์หลุดจากท่าทีใจเย็นเป็นครั้งแรกพร้อมเรียกชื่อหล่อน
 
ริมฝีปากของฉันแสยะยิ้ม ท่วมท้นไปด้วยความพึงพอใจอันข้นคลั่กดั่งน้ำมันหนักและดำมืด ฉันลากนิ้วมือข้างซ้ายไปตามรูปแก้มตัวเองพบว่ามันบิดเบี้ยวอย่างร้ายกาจบนใบหน้า
 
หึ เสียงหัวเราะบางเบาแค่นออกจากลำคอ รู้สึกราวกับเดือดปุดอยู่ข้างใน แต่ในทางกลับกันหัวของฉันก็เหมือนถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งเย็นยะเยือก
 
หูของฉันอื้ออึง ความรู้สึกอันน่าพิศวงเสมือนตัวเองกำลังลอยขึ้นและไม่ยึดติดกับพื้นดินอีกแล้ว
 
ความขุ่นเคืองอันพร่ามัวถูกปลดปล่อยเป็นเสียงหัวเราะทุ้มต่ำ
 
ฉันเหยียบหัวของศพที่อยู่ใกล้ที่สุด ดึงดาบเล่มบางของฉันที่ปักคาคอมันก่อนหน้านี้
 
ดิเฟริสเองก็ดึงหอกออกจากขาตัวเองแล้วและเขวี้ยงลงกับพื้นส่งเสียงดังเคร้ง สีหน้าของเธอยามนี้ฉาบไปด้วยโทสะและความอัปยศอดสู หล่อนชายตามองฉันด้วยความเกลียดชังและความพยาบาท ฉันรู้สึกได้ว่าริมฝีปากตัวเองเยียดขึ้น
 
ยัยนี่ คือศัตรูของคามิล
 
คิดได้ดังนั้น ความรู้สึกดั่งโคลนตะกอนที่ไม่อาจพรรณนาก็เอ่อล้นขึ้นมา
 
แม้แต่ความทุกข์ทรมานของราชีออคก็หายวับไปจากความคิดแล้ว
 
"ข้าจะฆ่าเจ้า"
 
น้ำเสียงเหี้ยมเกรียมของฉันประกาศกร้าวดังก้อง หัวสมองเย็นเยือกศูนย์องศาสัมบูรณ์



NEKOPOST.NET