[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta. ตอนที่ 132 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta.

Ch.132 - 61 นัยน์ตาสีเลือด


"ตามกลิ่นของเฟเรียไป เร็วเข้า !"
 
พวกเขาคงจะยังไปได้ไม่ไกลนัก ด้วยความสับสนอลหม่านขนาดนี้และความเตะตาของพวกเขาจะต้องเป็นที่สังเกตเห็นของใครก็ตามที่ผ่านไปมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในย่านขุนนาง
 
แต่ฉันไม่รู้ตัวตนของบุรุษในชุดดำทั้งสอง และไม่แน่ใจว่าท่านไวส์เคานท์โอเกร็นกับเฟเรียจะอยู่ด้วยกัน ดังนั้นฉันจึงให้ราชีออครีบที่สุดเท่าที่จะทำได้
 
ราชีออคร่อนลงบนถนนในย่านสามัญชนที่ไฟเริ่มซา จากนั้นก็วิ่งไปตามถนน  มันผลักฝูงมอธเพลิงออกไปเป็นครั้งคราวด้วยสายลมแรงและรีบวิ่งบนถนนที่ว่างเปล่า
 
ในที่สุดฉันก็เพิ่งตระหนักได้ถึงความเคลื่อนไหวอันพิลึกพิลั่นของมอธเพลิง พวกมันยังคงรวมตัวที่ขอบเขตการควบคุมสายลมของราชีออค ทว่ากลับไม่เคลื่อนไหวเป็นระลอกอีกแล้ว
 
มีบางอย่างที่ไม่เป็นธรรมชาติ นั่นคือสิ่งที่ฉันคิด พฤติกรรมที่ผิดแผกของอสูรเวทย์นั้นยังคงดำเนินมาตั้งแต่ไม่กี่ปีก่อนอย่างต่อเนื่อง ทว่าพฤติกรรมในตอนนี้มันแตกต่างไปจากปกติอย่างชัดเจน ห่างไกลจากพฤติกรรมตามธรรมชาติของพวกมัน มันไม่ควรจะเกิดขึ้น เว้นเสียแต่ว่านี่จะเป็นการโหมโรงของมหันตภัยบางอย่าง ด้วยความรู้ทั้งหมดที่สั่งสมมาเกี่ยวกับอสูรเวทย์บอกกับฉันว่าบางอย่างผิดวิสัยไป
 
มัน "เป็นไปไม่ได้" สำหรับมอธเพลิง ที่จะสร้างอัคคีภัยที่รุนแรงเท่านี้ จากพื้นฐานของพฤติการณ์ทางชีววิทยาของพวกมัน
 
— ถ้างั้น อุบัติการณ์นี้ก็จะต้องเป็นฝีมือของมนุษย์
 
ภาพในอดีตเมื่อสามปีก่อนผุดวาบขึ้นมาอีกครั้ง
 
อสูรเวทย์ที่หลุดออกมาจากป่าอสูรและเข้ามาในถิ่นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ อสูรบาบูน อาบิเจียนาส มันดูคล้ายจะตื่นตัวกับเลือดของมนุษย์ แต่หากพิจารณาจากธรรมชาติดั้งเดิมของมัน นั่นไม่ควรจะเป็นไปได้เลย
 
แม้ว่าอสูรบาบูนจะมีสติปัญญาสูง แต่มันก็ยังคงเป็นอสูรเวทย์ที่มีธรรมชาติโดยสันดานอย่างสัตว์ กล่าวคือ การที่พวกมันจะไล่ล่ามนุษย์ที่ไม่ใช่อาหารของมัน ในสถานที่กำลังเผาไหม้ด้วยเปลวเพลิงนั่นไม่ใช่วิสัยโดยธรรมชาติของพวกมันเลยสักนิดเดียว
 
......เมื่อบางสิ่งที่ผิดปกติวิสัยอุบัติขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็เกือบจะแน่ใจได้ว่าต้องเป็นฝีมือของมนุษย์ ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาทำได้อย่างไร แต่มันจะต้องมีใครสักคนที่มีวิธีการทำให้สัตว์อสูรและอสูรเวทย์คลุ้มคลั่งได้
 
ขณะที่ฉันจมไปในความคิด ราชีออคก็ร้องกรรเสียงเบา
 
"เจอแล้วเหรอ ?"
 
ฉันชักดาบที่รั้งไว้กับเอวของตัวเอง
 
มันเป็นเพียงแค่ดาบพิธีการเล่มบาง แต่ก็คมพอจะใช้ต่างอาวุธได้
 
ในลานน้ำพุเล็ก ๆ ฉันเห็นคนสองคนในชุดดำ หนึ่งแบกร่างของเฟเรียไว้บนหลัง และอีกคนถือหอก มองไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง
 
ฉันมองเห็นเพียงแค่สองเงาดำที่อีกด้านของบ่อน้ำพุ .......ส่วนท่านไวส์เคานท์โอเกร็นเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่พบเห็น แต่ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่เพียงลำพัง มันยังคงมีเงาของใครอยู่ด้วย ก็คงจะเป็นเงาของท่านไวส์เคานท์โอเกร็นนั่นแหละ
 
อย่างแรก ฉันต้องพิจารณาว่าจำเป็นจริง ๆ หรือที่ต้องช่วยเหลือเฟเรีย ? ฉันจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย ถ้าต้องคอยพะวงว่าพวกเขามีตัวประกันอยู่ด้วย — ตามความเห็นของฉันก็คือ มันจะเป็นการยากที่จะลักตัวเธอกลับมาจากพวกเขา
 
"ไป ราชีออค ได้เวลาออกล่าแล้ว"
 
ทันใดนั้นราชีออคก็พุ่งกระโจนดั่งลูกศร
 
ด้วยการจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว เกล็ดของราชีออคจึงเบี่ยงคมหอกที่เข้าโจมตีออกไปอย่างเปล่าประโยชน์ ราชีออคฉีกกระชากแขนที่ไร้เกราะของชายผู้นั้น การเคลื่อนไหวจากการปะทะกันผลักให้เขาถูกทุ่มตัวลงไปยังบ่อน้ำพุ ทำให้น้ำพวยพุ่งกระเซ็นไปทั้งหมด
 
ในเวลาเดียวกัน ฉันกระโดดลงจากหลังของราชีออคและมุ่งตรงไปพร้อมกับใช้ดาบสั้นทะลวงชายที่แบกร่างเฟเรียไว้
 
ฉันไม่ได้กังวลเรื่องชะตากรรมของตัวประกัน แต่อาจต้องแบกรับความหนักใจในทางเลือกของตัวเองไปตลอดกาล นั่นคือบทเรียนที่ฉันได้รับหลังจากการเกิดใหม่นี้
 
เสียงพิลึกหลุดออกจากปากของผู้ที่ถูกฉันแทงไหล่โดยสมบูรณ์แบบ ขณะที่ฉันดึงตัวเฟเรียออกมาจากเขา เฟเรียร้องกรี๊ดเมื่อพวกเรากลิ้งลงกับพื้นไปพร้อมกัน ถึงอย่างไรฉันก็เป็นเพียงแค่เด็ก 9 ขวบ มันยากสำหรับฉันนักล่ะที่จะให้ทำอะไรอย่างการแบกร่างเด็กสาวอายุ 16 ปีอย่างเฟเรีย
 
"หมอบลง"
 
การสั่งการเสียงห้วนและตรงไปตรงมาได้กลายเป็นนิสัยไปแล้ว เฟเรียที่พยายามลุกขึ้นมองฉันอย่างประหลาดใจ ฉันก็ก้าวเดินไปยังคนที่ถูกราชีออคกัดตายและหยิบหอกของเขาขึ้นมา อ่า มันหนักไปหน่อย แต่ก็พอไหวล่ะนะ
 
ทันใดนั้นเอง ฉันได้ยินเสียงวัตถุหนัก ๆ ตกลงใส่บ่อน้ำพุและน้ำก็สาดกระจายขึ้นมาอีกระลอก ที่อีกด้านหนึ่งของม่านน้ำที่โปรยปรายคล้ายสายฝน คนสองคนกำลังตรงมายังฉัน
 
".....เหวย ๆ เอลิซ่า คาลเดีย ไม่คาดคิดเลยว่าจะได้พบเจ้ารวดเร็วเช่นนี้ เจ้าช่างละม้ายกับบิดา ผู้ยินดีสังหารผู้อื่นอย่างโจ่งแจ้งของเจ้ายิ่ง"
 
ฉันได้ยินเสียงผู้ชายหัวเราะเหี้ยมเกรียมที่สร้างความรู้สึกน่าขนลุกอันคุ้นเคย และเมื่อหยาดน้ำซาลง ฉันก็เห็นชายผู้ที่เพิ่งพูดกับฉันอย่างชัดเจน บางอย่างก็ฟาดเข้าใส่หัว
 
ฉันไม่สามารถทำอะไรได้เลย นอกจากยืนแข็งค้างนิ่งงัน
 
เรือนผมสีดำของเขาเปียกชุ่มด้วยน้ำ นัยน์ตาสีแดงชาดดั่งโลหิตสุกสกาว เป็นเฉดสีเดียวกันกับที่ฉันชิงชังทุกครั้งที่เห็นในกระจกเงา
 
ในตอนนั้น ฉันนึกว่าตัวเองกำลังมองภาพเงาสะท้อน แต่กระนั้นไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหรือทรงผมก็ล้วนแตกต่าง นอกจากนั้น คนผู้นี้ยังมีบรรยากาศของความบ้าคลั่งออกมาประหนึ่งผู้ที่อยู่ในความทรงจำ
 
"................ ทะ..... ท่าน พ่อ ?"
 
ฝันร้ายที่ไม่อาจหลีกหนีได้กลายเป็นความจริงหรือไรกัน
 
ชายคนนั้นค่อย ๆ หันศีรษะตรงมายังฉัน และยิ่งเห็นได้อย่างกระจ่างสายตา ภาพลักษณ์ของเขาก็ยิ่งทำให้ระลึกถึงพ่อที่จากไปของฉันมากขึ้นและมากขึ้น



NEKOPOST.NET