[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta. ตอนที่ 100 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta.

Ch.100 - « Side Story » อีกด้านของดวงดาราอันลับตา


(จากผู้เขียน : นี่เป็น SS ตอนอนุสรณ์ครบ 100 ตอน ว่าด้วยเรื่องราวในอดีต)

 

ความทรงจำเก่าแก่สุดเท่าที่ข้าระลึกได้ คือการเดินทางในทะเลทรายกว้างไพศาล
 
ด้านหลังเกวียนของพ่อ ข้ากอดบนอกของแม่ ผืนทรายสีทองและผืนนภาสีครามเคลื่อนผ่านตา
 
 
 
 
 
"เอาล่ะ คามิล มากับแม่ของเจ้าซิ"
 
ทันทีที่พวกเรามาถึงบ้านเกิดของแม่ที่ประเทศอัร์คเซีย แม่พาข้าเข้าไปในอาราม ข้าคิดว่าเราออกมาเดินเล่นเช่นปกติ ข้าจึงตามหลังนางไป แต่ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้กันนะ
 
สีหน้าของแม่ที่เดินไปในสิ่งปลูกสร้างสีขาวสะอาดตาดูไม่คุ้นชินราวกับคนแปลกหน้าสำหรับข้า
 
"ยินดีต้อนรับการกลับมาค่ะ ท่านไอริส"
 
สตรีสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับชุดสำหรับงานศพ และพวกนางทั้งหมดต่างโค้งคำนับให้กับแม่เมื่อนางเดินผ่าน ข้าคิดว่ามันน่าประหลาดนัก
 
"แม่ ที่นี่คือ ?"
 
ข้าอดไม่ได้ที่จะวิตกกังวล และดึงแขนเสื้อของแม่ที่เดินนำหน้าอยู่ ข้าเริ่มที่จะตัวโตขึ้นจนกระทั่งสูงแทบจะเท่ากับมารดาซึ่งเป็นคนไม่สูงนักแล้ว
 
"มีอะไร คามิล ?"
 
น้ำเสียงที่ตอบกลับมาไร้ซึ่งความอบอุ่นใด ๆ จนข้าพะวงว่านั่นคือเสียงของแม่จริง ๆ อย่างนั้นหรือ
 
"เอ่อ..... นี่ที่ไหนกันครับ ?"
 
"ที่นี่อารามชานัค แดนพิทักษ์แห่งอัครทูต องค์มิโซรัวเทพวิมาน เคหสถานของข้าเจ้า..... และตัวเจ้า ตราบนี้เป็นต้นไป"
 
คำพูดของแม่เปล่งออกมาราวกับว่านางกำลังขับร้อง และกว่าครึ่งหนึ่งที่ข้าไม่เข้าใจมัน ที่นี่จะกลายเป็นบ้านของข้า ? แต่เรื่องราวที่ข้าเคยได้ยินจากบิดาเกี่ยวกับบ้านของเขาในระหว่างที่พวกเราออกเดินทาง เขาไม่เคยกล่าวถึงอารามอะไรเลยสักครั้ง
 
พ่อข้าสะสมเงินตั้งแต่ที่เขายังหนุ่ม และในที่สุดเขาก็สามารถสร้างคฤหาสน์ใหญ่โตได้แล้ว ข้าได้ยินว่าที่นั่นมีเหล่าข้ารับใช้ที่กระตือรือร้นคอยรับใช้เขาอย่างมีความสุข มันไม่มีทางเลยที่จะหมายถึงเหล่าสตรีไร้ชีวิตเหล่านั้นที่ข้าเดินผ่านมาเมื่อสักครู่
 
"........แล้วพ่อล่ะ ?"
 
ทำไมพ่อถึงไม่กลับมาพร้อมกับพวกเราล่ะ ? ครั้งสุดท้ายที่ข้าเห็นเขา เป็นตอนที่เราอยู่ในระหว่างการเดินทางไปแลกเปลี่ยนสินค้าสำหรับงานเลี้ยงอาหารค่ำมื้อใหญ่แห่งหนึ่ง พวกเราควรจะนอนหลับบนเกวียนในคืนนั้นอย่างทุกทีและกลับบ้านด้วยกันในวันรุ่งขึ้น
 
"......."
 
ปราศจากซึ่งรอยยิ้มใด ๆ บนใบหน้า แม่เมินเฉยต่อคำถามนั้น
 
ตอนนั้นข้าเต็มไปด้วยความสับสนงงงวย แม่ที่อยู่เบื้องหน้าดูราวกับเป็นคนละคน สิ่งปลูกสร้างสีขาวบริสุทธิ์ซึ่งไร้หน้าต่างสักบานเดียวที่รายล้อมรอบกาย ทำให้ข้าอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
 
ข้าไม่รู้อะไรเลยสักอย่างเดียว แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องธรรมดาในระหว่างการเดินทาง แต่ทำไมตอนนี้ข้าจึงไม่สบายใจแบบนี้กันล่ะ
 
"ออเจ้าผู้นั้นไร้ซึ่ง​ฤทธา ปราศจาก​เดชะวาสนา​จะย่างกรายมาในเทวสถานอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้"
 
"เอ๊ะ......?"
 
ข้าไม่เข้าใจ ออเจ้าผู้นั้น หรือนางจะหมายถึงพ่อ ?
 
ด้วยบทสนทนาในขณะนี้ มันไม่มีทางเลยที่นางจะกล่าวถึงบุคคลอื่น ทว่าข้าก็ยังไม่อยากเชื่อว่าแม่จะเรียกพ่อแบบนั้น
 
".....คามิล เจ้าคือบุตรของข้า จงอุทิศพลังให้แด่องค์เทวามิโซรัว"
 
 
 
 
 
ข้าเกิดในระหว่างที่บิดาซึ่งเป็นพ่อค้าวาณิชออกเดินทางไปตามประเทศต่าง ๆ พ่อมักจะสอนข้าถึงวิถีการเป็นพ่อค้า และก่อนที่ข้าจะรู้สึกตัว ข้าก็คิดมาตลอดว่านั่นคงจะเป็นหลักสูตรในชีวิตของข้าแล้ว
 
แม่เองก็มักสอนทักษะและความรู้ต่าง ๆ ให้กับข้า และก็เป็นอีกครั้ง ก่อนที่ข้าจะรู้สึกตัว การเรียนรู้เรื่องเหล่านั้นก็ได้กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วเช่นกัน
 
"เอาล่ะ คามิล ทำอย่างที่ข้า​สอนสิ"
 
แม่กระซิบที่หูข้า ชี้นำไปยังลำคอขาวซีดของสตรีผู้หนึ่ง นางถูกแม่เหนี่ยวรั้งไว้จนไม่สามารถแม้แต่จะร้องไห้ออกมาด้วยความหวาดกลัวและใบหน้าสีขาวราวกับเถ้ากระดูก
 
แม่วางมือบนไหล่ข้า ความคิดของข้ากลวงเปล่าเท่าที่จะเป็นไปได้ ก่อนจะกวัดดาบสั้นในมือขวาโดยไร้การเคลื่อนไหวใดที่สูญเปล่า
 
ดาบสั้นสะบั้นคอของสตรีผู้นั้นโดยไม่ลังเล ข้ารู้ดีว่าถ้าดึงดาบ เลือดจะพวยพุ่ง ข้าจึงปล่อยมันคาไว้แบบนั้น
 
"ยอดเยี่ยมมาก สมกับเป็นบุตรของข้า"
 
— ยอดมาก ทำได้ดีเลย ลูกพ่อ
 
แม่หัวเราะอย่างมีความสุข ทับซ้อนกับเสียงของพ่อในความทรงจำ ข้ารู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่สะสมมา จากนั้นก็ปัดมือของนางที่แตะไหล่ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ข้ารู้สึกว่ามันช่างน่ารำคาญเวลาที่นางพยายามจะพูดคุยด้วย และข้าก็ไม่มีสิ่งใดที่ต้องการจะกล่าวกับนางแม้แต่นิดเดียว
 
"องค์มิโซรัวจะทรงพอพระทัยเป็นแน่แท้"
 
อย่างนั้นเหรอ ?
 
แตกต่างกับแม่ ข้านึกถ่มน้ำลายในใจ
 
 
 
 
 
"ถ้าเจ้าต้องการไปจากสถานที่แห่งนี้ เจ้าควรมากับข้า"
 
ร่างกายของข้าเฉื่อยชา มันน่ารำคาญที่จะต้องหันศีรษะไป ข้าจึงแค่ชำเลืองมอง แม้ว่าจะเป็นการหยาบคายก็ตาม
 
คนผู้นี้ถึงจะแก่ชรา แต่อิริยาบถกลับแสดงให้เห็นถึงความมีอำนาจ เพียงเหลือบมองข้าก็บอกได้เลยว่าเขาแตกต่างไปจากเหล่าคนไร้ชีวิตที่อยู่ในอารามแห่งนี้ ข้ากำลังรู้สึกเบื่อหน่ายจนกระทั่งการมาถึงของชายผู้นี้ ในที่สุดความอยากรู้อยากเห็นบางอย่างก็ถูกกระตุ้นกลับมา
 
".....เฮ้ เจ้าเป็นใครน่ะ ?"
 
เพราะว่าชายผู้นี้ยังไม่แนะนำตัว ข้าเปรยถาม
 
"ข้ามีนามว่า ซิกมุนด์ เทเรเซีย เป็นขุนนาง​"
 
"อ้า..... ขุนนาง ก็น่าจะอย่างนั้น​"
 
คำพูดที่มั่นใจของข้าทำให้เขาเลิกคิ้วอย่างฉงน ด้วยความที่เป็นขุนนาง บางทีเขาคงจะไม่ชอบใจในความไร้มารยาทของข้าแหง ๆ
 
ในตอนนี้ข้าไม่มีสิ่งใดให้สนใจอีกแล้ว เพราะว่าข้าไม่สุภาพไร้ความยำเกรงต่อเขา ดังนั้น ได้โปรด เอาเลยจะโบยข้าให้ตาย หรือประหารข้า หรืออะไรก็ตามแต่ที่ท่านปรารถนาก็เอาเลย นั่นคือสิ่งที่ข้าคิด
 
หนึ่งเดือนก่อน ข้าฆ่ามารดาตัวเอง
 
ข้ารู้สึกเบื่อหน่ายกับการดำรงอยู่ของนาง ในมื้อค่ำ ข้าใส่ยาพิษที่นางสอนในอาหารของนาง
 
ไม่คาดคิดว่ามันจะประสบความสำเร็จจริง ๆ แม่คงจะไม่เคยคิดว่าบุตรชายจะใช้วิธีการของตนมาสังหารตัวนางเสียเอง
 
และเมื่อสองเดือนที่แล้ว บิดาก็สิ้นลม
 
หนึ่งปีมาแล้วตั้งแต่ที่แม่พาข้ามาและทิ้งพ่อไว้ เพราะว่าเขาล้มเหลวอย่างน่าอับอายเกินจะมอง ด้วยความเป็นพ่อค้ารายใหญ่ที่กระทำตามอำเภอใจ คบหากับขุนนางต่ำช้าและออกเดินทางไปประเทศต่าง ๆ ชีวิตของเขาก็กลับกลายเป็นพวกชั่วช้าไร้ศีลธรรม
 
ท้ายที่สุด ข้าได้ยินมาว่าเขาถูกต้องโทษประหารจากการวางยาพิษขุนนางที่ไหนสักแห่ง
 
วางยา ? หึ กระทั่งวิธีการก็ยังแบบเดียวกัน ข้าสมกับเป็นลูกของพ่อเสียนี่กระไร แม่เองก็เปลี่ยนไปมากอย่างน่าประหลาดใจ
 
"ข้าจะพูดอีกครั้ง ถ้าเจ้าต้องการไปจากที่นี่ จงมากับข้า"
 
ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว ข้าใช้เวลาเพียงนาทีเดียวในการมองย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ในช่วงปีที่ผ่านมา ชีวิตในอารามสีขาวสะอาดไร้ซึ่งความอบอุ่นและความงดงาม มันค่อย ๆ กัดกร่อนจิตใจข้าเฉกเช่นมารดาผู้เคยอยู่ที่นี่
 
เทียบกับเหล่าสตรีไร้ชีวิตที่ข้าคิดว่ามันพิลึกตั้งแต่แรกที่มาถึง ในตอนนี้ข้าก็แทบจะไม่มีความแตกต่างไปจากพวกนางแม้แต่น้อย รวมไปถึงคนตายด้วย
 
หากข้ายังคงอยู่ที่นี่ ข้าก็คงจะตายแบบนี้ อย่างเดียวกับพ่อแม่ นั่นคือสิ่งที่ข้าแน่ใจ
 
".......ได้ ข้าจะไปกับท่าน"
 
นั่นคือคำตอบของข้า และชายผู้นั้นก็พยักหน้าอย่างหนักแน่น



NEKOPOST.NET