เทพยุทธ์สะท้านภพ ตอนที่ 96 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

เทพยุทธ์สะท้านภพ

Ch.96 - การต่อสู้ระหว่างฝีกปรือ


ตอนที่ 096 การต่อสู้ระหว่างฝีกปรือ

 

 

เมื่อพบว่าเด็กน้อยเหล่านี้ถูกเข่นฆ่าสังหารไปแล้ว สายตาเยี่ยจงก็ได้ทอประกายเย็นเยียบ นัยน์ตาได้แผ่รังสีการฆ่าฟันออกมา ดอกหยินหยางชิ้นนี้เขายังไงก็ต้องเอาให้ได้ หากมีผู้ใดที่หาญกล้าที่จะขัดขวางแล้วละก็ เขาก็ไม่ยั้งมือไว้ไมตรีเช่นกัน

 

“ ติ้ง “

 

ในชั่วเวลาที่ผ่านไปไม่นานมากนัก มนุษย์ใบหน้าอสรพิษก็ได้ขยับกายเข่นฆ่าออกไป กลิ่นคาวเลือดในกรงเล็บในตอนนี้ได้พุ่งเข้าปะทะกับจุดที่เยี่ยจงอยู่

 

เยี่ยจงสะบัดมือขวาคราหนึ่ง พลังกระบี่ตราประทับก็ได้ซ้อนทับจนถึงชั้นที่หก และจากนั้นก็ใช้ออกด้วยหมัดเร็วปานสายฟ้าเข้าปะทะกับกรงเล็บของมนุษย์ใบหน้าอสรพิษที่วาดออกมา

 

เสียงเหล็กกระทบกันดังก้องออกมาในตอนนี้ ทันใดนั้นเอง มนุษย์ใบหน้าอสรพิษก็ได้กระตุกร่างกายคราหนึ่ง จากที่ถูกพลังหมัดที่เข้าปะทะกับเยี่ยจงก็ได้ถอยไปหลายก้าว และในฉากเบื้องหน้าได้ทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป เห็นได้ชัดว่าคิดไม่ถึงว่าเยี่ยจงจะมีความสามารถถึงขั้นนี้

 

เมื่อได้เห็นมนุษย์ใบหน้าอสรพิษที่กำลังเข่นฆ่าเหล่ายอดฝีมือได้ถูกเยี่ยจงพลักดันจนถอยออกไป ใบหน้าของแต่ละคนก็ต้องเปลี่ยนไปเล็กน้อย พวกเขาก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่า พลังฝีมือของเยี่ยจงจะร้ายกาจได้ถึงขั้นนี้

 

“ ก๊ง “

 

ยังไม่ทันได้รั้งรอให้พวกเขาดูจบ ยันต์วิญญาณเหล่านั้นที่กำลังเคลื่อนไหวไปมาอย่างเชื่องช้าบนเกาะน้อยนั้นก็ได้เงียบสงบลงอยู่ท่ามกลางอากาศ พลังแสงที่ปกคลุมอยู่ได้ครอบคลุมไปทั่วทั้งเยี่ยจงและพรรคพวกที่อยู่บนเกาะน้อยแห่งนี้

 

ทางด้านแสงสว่างที่ประทับอยู่นั้นเอง ก็ได้กลิ่นอันหอมโชยออกมาจากดอกหยินหยาง แล้วก็ได้เริ่มที่จะส่งกลิ่นหอมน้อยลงเรื่อยๆ

 

“ เจ้าพวกมนุษย์หาที่ตาย “ มนุษย์ใบหน้าอสรพิษอ้าปากตาค้างมองไปยังฉากเบื้องหน้า ในทันทีที่มันเข้าปะทะอีกครา พลังกงเล็บก็ได้ถูกใช้ออก แสงสีเขียวส่องสว่างขึ้นมาในทันที แต่ว่าก็ราวกับไม่สามารถทำลายหรือมีแม้แต่รอยขีดข่วนเล็กน้อยเลย

 

“ นายน้อย เด็กน้อยเหล่านี้สมควรที่จะใช้ค่ายกลยันต์ในการป้องกัน อีกทั้งเมื่อมองไปยังระดับความแข็งแกร่งของค่ายกลยันต์นี้แล้ว น่าจะทนทานได้ในระยะเวลาไม่นานมากนัก แต่ว่าในด้านพลังการป้องกันเกรงว่าคงจะทำให้ผู้คนตื่นตกใจได้ “

 

ยอดฝีมือจำนวนมากที่มองดูอยู่ของรัฐเสวี่ยหยวนหวังเฉาต่างก็ได้หยุดร่างลงโดยรอบแหล่งน้ำ จากพลังป้องกันของค่ายกลยันต์วิญญาณนี้ ทำให้พวกเขารู้สึกได้ว่าไม่อาจที่จะเคลื่อนไหวสุ่มสี่สุ่มห้าได้ เสวี่ยสือก็ได้หน้าแปรเปลี่ยนแล้วเริ่มเอ่ยปากกล่าวออกมา

 

“ หาจุดอ่อนของมัน ไม่ว่าเหล่าเด็กน้อยของลัทธิแห่งดวงดาวเหล่านี้คิดที่จะทำอันใด แต่ว่า แน่นอนว่ามิอาจที่จะทำให้พวกเขาสำเร็จได้ พวกเขาและคนอื่นๆนั้นไม่เหมือนกัน หากว่าพวกเขาทำได้แล้วละก็ แม้แต่แผนการของพวกเราก็คงจะถูกขัดขวางด้วย ...... “ เสวี่ยซินใบหน้าเย็นเยียบ ไม่ทราบว่าเพราะอะไร ภายในใจของเขาได้มีความหนาวเย็นคอยปกคลุมอยู่ ทำให้ในช่วงที่เขายังไม่ทันได้รู้ตัว ก็ได้ถูกเยี่ยจงและพวกตลบหลังไปในทันทีอย่างที่คาดไม่ถึงอย่างที่สุด

 

เมื่อพบเห็นยอดฝีมือของรัฐเสวี่ยหยวนหวังเฉามิได้ถอยรนออกไป สำนักจ้าวหวังนั้น ยอดฝีมือของโรงฝึกจ้านหวัง แต่ละคนก็ได้ทอประกายตาถอยออกไปด้านข้าง มิได้เร่งรีบเข้าสู่ถ้ำหงส์หยาแต่อย่างไร

 

หลังจากที่มนุษย์ใบหน้าอสรพิษได้จู่โจมผิดพลาดไปแล้ว สีหน้าของมันก็ได้เปลี่ยนแปลงเป็นดุร้ายขึ้นอย่างถึงที่สุด ในตอนนี้มันไม่อาจที่จะไปสนใจยอดฝีมืออื่นได้อีกแล้ว อีกทั้งยังไม่หยุดที่จะสาดประกายแสงสีเขียวออกไป เห็นได้ชัดว่ามันได้ใช้พลังทั้งหมดเพื่อที่จะทำลายค่ายกลยันต์นี้ให้ได้

 

 

    ……

 

ท่ามกลางค่ายกลยันต์ ในตอนนี้ก็ได้ปกคลุมไปด้วยแสงสีขาวอัดแน่นกับอยู่ภายในเกาะน้อยแห่งนี้ ทั่วทั้งสี่ทิศแปดด้านบริเวณเกาะน้อยนี้ อย่างน้อยๆก็ได้ครอบคลุมไปด้วยค่ายกลยันต์วิญญาณนับร้อยใบ ยันต์วิญญาณเหล่านี้ได้แผ่กระจายปกคลุมออกมาด้วยไอพลังวิญญาณอันน่าหวาดกลัว ยันต์วิญญาณเหล่านี้ได้เป็นเหมือนกันลมที่อยู่บนอากาศ จากนั้นก็ขยับเคลื่อนไหวไปมาคอยป้องกันบรรลุจนกลายเป็นค่ายกลยันต์ออกมา

 

บริเวณใจกลางของค่ายกลยันต์วิญญาณ หลิงเยวี่ยที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ ก็ได้เปลี่ยนแปรตราสัญลักษณ์บนมือไปมา ยันต์วิญญาณเหล่านี้ได้เคลื่อนที่เปลี่ยนจุดที่ตั้งไปเรื่อยๆ คายพลังไอวิญญาณออกมาไม่มากก็น้อย และการกระทำเช่นนี้ ได้ทำให้ค่ายกลยันต์วิญญาณยิ่งส่งผลให้ก่อประสิทธิ์ภาพในการป้องกันมากยิ่งขึ้น

 

เยี่ยจงที่นับได้ว่าเป็นอัจฉริยะด้านยันต์วิญญาณอย่างน่าตระหนก ดังนั้นเพียงแค่มองความเคลื่อนไหวของหลิงเยวี่ยอยู่หลายครา เขาก็เข้าใจได้ทันที ว่าหญิงสาวนางนี้มิได้มีความเป็นอัจฉริยะในด้านวรยุทธ์แต่อย่างไร แต่ว่าในสาขาของยันต์วิญญาณนั้นนางก็นับได้ว่าเป็นที่ตระหนกของผู้คนได้ ถึงแม้ยันต์วิญญาณที่นางใช้จะมิใช่ของนางเองก็ตาม แต่ว่าก็เพียงพอที่จะใช้เวลาอันสั้นๆที่จะสร้างค่ายกลยันต์วิญญาณป้องกันออกมาได้เช่นนี้ ในข้อนี้ใช่ว่าผู้ฝึกยันต์วิญญาณจะสามารถทำได้ทุกคน

 

อีกทั้ง หากว่าเยี่ยจงคาดเดาไม่ผิดแล้วละก็ หลิงเยวี่ยผู้นี้สมควรที่จะยังมิอาจเรียกได้ว่าเป็นผู้ฝึกยันต์ได้อย่างเต็มตัว แต่ว่านางในตอนนี้ก็นับได้ว่าเข้าใกล้ความเป็นผู้ฝึกยันต์ขั้นแรกเริ่มได้แล้ว

 

ต้องทราบว่า ผู้ฝึกยันต์ขั้นแรกเริ่มสามารถเทียบได้กับพลังฝีมือของยอดฝีมือที่มีพลังในขอบเขตขั้นก่อฟ้าเลยก็ว่าได้ หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ ตอนนี้หากหลิงเยวี่ยใช้ออกด้วยพลังทั้งหมดแล้วละก็ พลังทั้งหมดของนางคงเรียกได้ว่าเข้าใกล้ขอบเขตของยอดฝีมือที่สามารถใช้ไอวิญญาณได้แล้ว

 

และเห็นได้ชัดว่าซูหยี่และพวกมิใช่พึ่งเคยเห็นค่ายกลยันต์นี้ของหลิงเยวี่ยเป็นครั้งแรก ดังนั้นพวกเขาจึงมิได้กล่าวอันใด อีกทั้งแต่ละคนยังทอประกายสายตามองไปที่ดอกหยินหยางที่อยู่บนเกาะน้อยในตอนนี้ สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างประหลาด

 

“ พวกเราถึงกลับทำเรื่องเช่นนี้ออกมาได้เชียวหรือ เด็กน้อยทางด้านนอกเหล่านั้นเกรงว่าคงจะอยู่ไม่สุขเป็นแน่แท้ “ หลิงเยวี่ยลืมตาขึ้นมากะทันหัน ถึงแม้ว่าใบหน้าจะมีสีขาวไปแล้วก็ตาม แต่ว่าก็ยังคงขยับริมฝีปากอันงดงามอยู่คราหนึ่ง “ ดังนั้น หากว่าเจ้าต้องการที่จะหล่อหลอมจริงๆแล้วละก็ เช่นนั้นข้าก็จะทุ่มเทพลังในการซื้อเวลาให้เจ้าสองชั่วยามก็แล้วกัน “

 

“ เพียงพอแล้วละ “ หลังจากเงียบงัน เยี่ยจงก็หัวเราะออกมาเสียงดัง ให้เวลาเขาถึงสองชั่วยาม ก็นับได้ว่าเพียงพอที่จะให้เขาสามารถที่จะหล่อหลอมดอกหยินหยางแล้ว ที่เขากังวลมากที่สุดก็คือจะสามารถที่จะทะลวงเข้าสู่ขั้นก่อเกิดระดับที่หกได้สำเร็จหรือไม่ก็เท่านั้น

 

หากว่าเขาสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นก่อเกิดระดับที่หกได้สำเร็จแล้วละก็ อย่าว่าแต่ยอดฝีมือเหล่านี้เลย ต่อให้เป็นมนุษย์ใบหน้าอสรพิษที่อยู่ในขั้นก่อเกิดระดับที่เจ็ด เขาก็ยังไม่เห็นอยู่ในสายตาเลย

 

สิ่งนี้ยิ่งเป็นความเชื่อมั่นของเยี่ยจง ตอนนี้เขาพึ่งจะมีพลังอยู่แค่ขั้นก่อเกิดระดับที่ห้า ก็นับได้ว่าสามารถที่จะมีฝีมือเทียบเท่าขั้นก่อเกิดระดับที่หกแล้ว อีกทั้งยังสามารถที่จะต่อกรกับยอดฝีมือที่มีพลังในขั้นก่อเกิดระดับที่เจ็ดก็ตามที หากว่าสามารถก้าวขึ้นไปอีกขั้นแล้วละก็ แต่ให้เป็นยอดฝีมือที่มีพลังฝีมืออยู่ในขั้นก่อเกิดระดับที่เจ็ดก็ไม่อยู่ในสายตาของเขาด้วยซ้ำไป

 

วิชาที่เยี่ยจงฝึกปรือนั้นก็นับได้ว่าเป็นวิชาลมปราณขั้นสูงโบราณ กระบี่หกสุสาน ถึงแม้เยี่ยจงจะฝึกปรือจนถึงตอนนี้ก็ยังใช่ว่าจะมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิชากระบี่หกสุสานนี้มากนัก แต่ว่าในข้อนี้กลับมิใช่ปัญหาในตอนนี้สำหรับเขา

 

ถ้าหากสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นก่อเกิดระดับที่หกได้สำเร็จ เช่นนี้การแย่งชิงภายในถ้ำหงส์หยาครั้งนี้ ลัทธิแห้งดวงดาวก็เรียกได้ว่ามีความสามารถที่เพียงพอแล้ว

 

“ ศิษย์พี่หลิงเยวี่ย แล้วก็ศิษย์พี่ทุกๆท่าน “ เยี่ยจงจ้องมองไปยังด้านบนของดอกหยินหยางก้านนี้ นัยน์ตาได้ทอประกายความเร้าร้อนออกมา จากนั้นเขาก็สูดหายใจเข้าอย่างแรงคำหนึ่ง ค่อยๆเดินเข้าไปอย่างช้าๆ “ ต่อจากนี้ก็ต้องรบกวนพวกท่านหาวิธีคุ้มครองข้าแล้ว ข้าจะช่วงชิงเวลาภายในสองชั่วยาม ทะลวงเข้าสู่ขั้นก่อเกิดระดับที่หกสำเร็จให้จงได้ “

 

หลังจากที่สิ้นเสียง พลังภายในกระบี่หกสุสานของเยี่ยจงก็ได้ไหลเวียนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พุ่งออกมายังบริเวณนิ้วมือทั้งห้าของเขา ซูหยี่และพวกที่กำลังทอประกายตามองดูดอกหยินหยางที่กำลังโรยรินลงไปอย่างรวดเร็ว ท้ายที่สุดก็ได้หล่อหลอมจนกลายเป็นเศษไอพลังวิญญาณอันเข้มข้น เยี่ยจงขยับมือคราหนึ่ง ก็ได้เข้าไปอยู่ในปากของเขาทันที

 

“ ตูม ตูม ตูม “

 

ทันทีที่ได้กลืนโอสถเข้าไปแล้ว ลมปราณของเยี่ยจงก็ราวกับว่าจะปะทุออกมาราวอัสนีบาดก็มิปาน เสียงกู่ร้องอันน่าหวาดกลัวจนถึงขีดสุดดังออกมา

 

แต่เยี่ยจงก็ราวกับมิได้สังเกตเห็นก็มิปาน เพียงแค่นั่งสมาธิลงอย่างรวดเร็ว สัญลักษณ์มือได้เริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงไปมาอย่างรวดเร็ว

 

“ ชิ้ง ชิ้ง ชิ้ง “

 

ในตอนที่ตราสัญลักษณ์ในมือเปลี่ยนไปมา ไอพลังวิญญาณฟ้าดินทั่วทั้งสี่ทิศก็ได้ลอยรวมตัวกันอยู่ข้างกายของเขาอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดก็ไม่อาจที่จะเข้าสู่ร่างของเยี่ยจงได้อีกต่อไป เห็นได้ชัดว่า การเริ่มต้นในครั้งนี้ เป็นเหมือนกับว่าเยี่ยจงได้ฝืนที่จะฝึกปรือดอกหยินหยางนี้

 

ในตอนที่เยี่ยจงได้ไหลเวียนพลังกระบี่หกสุสานทั้งมวลเพื่อที่จะหล่อหลอมดอกหยินหยาง เสื้อผ้าบนตัวของเขาก็ได้เริ่มที่จะลู่ไปตามแรงลมด้วยตนเอง จนเกิดเสียงกระพือดังขึ้นมา จนทำให้เผยให้เห็นเนื้อหนังที่อยู่ภายในร่มผ้าเคลื่อนไหวไปมาอย่างไม่ขาดสาย

 

พลังอันมหาศาลที่ได้พุ่งเข้าสู่ร่างกายเลือดเนื้อของเขาเป็นอย่างแรก พลังความสมดุลอันมหาศาลของดอกหยินหยางนี้ ด้วยความรวดเร็วเช่นนี้ เป็นดั่งวิธีที่เรียกได้ว่ารวดเร็วที่สุด ในการก้าวเข้าสู่เลือดเนื้อในร่างของเขา

 

พลังขั้นก่อเกิดระดับที่หกชิงกูชิ

 

กล่าวโดยทั่วไป ยอดฝีมือที่มีคุณสมบัติเพียงพอในการทะลวงจำเป็นที่จะต้องมีความสามารถช่วยด้วย ไม่ว่าจะเป็นลมปราณในกระแสเลือด จุดเส้นลมปราณตันเถียนก็ยังคงก็การไหลเวียนไปมาในจุดของมัน ในสถานการณ์เช่นนี้ จึงจะนับได้ว่าเป็นคุณสมบัติที่เหมาะสมในการไหลเวียนเข้าสู่ไขกระดูกแล้ว

 

และพลังฝีมือความสามารถอันน่าหวาดกลัวของขั้นก่อเกิดระดับที่หก หากเทียบกับพลังขั้นก่อเกิดระดับที่ห้าแล้วละก็ ก็เหมือนกับการก้าวกระโดด หากกล่าวได้ว่าการฝึกปรือของขั้นก่อเกิดระดับที่ห้าได้เพิ่มพูนพลังแล้วละก็ ในการฝึกปรือขั้นก่อเกิดระดับที่หกนี้ ก็ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ครั้งใหญ่อย่างหนึ่ง

 

ต่อให้เป็นผู้ที่มีพลังกายที่อ่อนแออย่างที่สุด หากเขาสามารถที่จะฝึกปรือเข้าสู่ขอบเขตนี้แล้ว พลังกำลังภายในอันน่าหวาดกลัวก็เรียกได้ว่ามากขึ้นจากสิบชั่งเข้าสู่นับพันชั่ง นี้จึงเป็นข้อที่น่าเกรงขามที่สุด

 

เพียงแต่ว่าวิชากระบี่หกสุสานของเยี่ยจงเป็นวิชาโบราณที่หาได้ยาก นับตั้งแต่ช่วงเวลาที่เริ่มต้น พลังของเขาก็ถือได้ว่ามากมายกว่าคนอื่นนับหลายเท่าอยู่แล้ว ยิ่งมิต้องกล่าวถึงตอนนี้เลย ?

 

“ ตูม ตูม ตูม “

 

ในขณะที่กำลังอยู่ในช่วงซึมซับพลังวิญญาณเพื่อทะลวง ร่างกายภายนอกของเยี่ยจงก็เริ่มที่จะปรากฏเส้นเลือดเปลี่ยนเป็นดำทมิฬไหลเวียนออกมา นี้เป็นดั่งของเสียที่ยังคงค้างคาอยู่ในการฝึกปรืออยู่ก่อนหน้านี้ และตอนนี้เมื่อได้ถ่ายของเสียออกไปแล้ว ร่างกายเลือดเนื้อบนร่างของเยี่ยจงก็ได้เปลี่ยนไปเป็นแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิมมาก

 

ทางด้านบริเวณอยู่มุมหนึ่ง ซูหยี่และพวกในตอนนี้ต่างก็แสดงสีหน้าไร้คำพูดเหม่อมองไปที่การฝึกปรือของเยี่ยจง ทุกคนต่างก็ยังอยู่ในขั้นก่อเกิดระดับโดยทั้งสิ้น เกี่ยวกับระดับพลังในขอบเขตขั้นก่อเกิดทั้งเก้ามีหรือที่จะไม่เข้าใจได้เลย แต่ว่า การฝึกปรือของเยี่ยจงในตอนนี้ เรียกได้ว่าให้ความรู้สึกที่เกินกว่าผู้ฝึกยุทธ์ในระดับปกติธรรมไปแล้ว ดูไปก็เหมือนไม่ได้ดู หากว่าเยี่ยจงในตอนนี้ไม่มีความเปลี่ยนแปลงอันใดแล้วละก็ เกรงว่าสิ่งที่พวกเขาทำมานั้นก็เหมือนทำเรื่องที่งี่เง่าที่สุดก็มิปาน

 

ในช่วงที่กำลังฝึกปรือ เวลาได้ล่วงเลยไหลเวียนไปอย่างรวดเร็ว ในช่วงพริบตานั้นเอง เวลาสองชั่วยามก็ได้หมดไปในแล้ว และในตอนนี้เยี่ยจงก็ยังคงอยู่ในสภาพที่เรียกได้ว่ากำลังฝึกปรืออยู่ ไม่มีแม้แต่ความรู้สึกตื่นขึ้นมาแต่อย่างไร

 

ซูหยี่มองไปทางด้านเยี่ยจงคราหนึ่งด้วยความเป็นห่วง จากนั้นก็มองแล้วมองอีกไปที่ใบหน้าอันงดงามของหลิงเยวี่ย ค่ายกลยันต์วิญญาณในช่วงเวลาสองชั่วยามนี้ได้ใกล้จะจบลงแล้ว แต่ว่าก็ยังอดไม่ได้ที่จะวิตกกังวล ดังนั้น หลิงเยวี่ยที่กล่าวไว้ว่าจะสามารถซื้อเวลาให้สองชั่วยามก็มิใช่ว่ากล่าวด้วยความประมาทแต่อย่างไร แต่ว่านางก็นับได้ว่ามาถึงจุดที่เรียกได้ว่ายาวนานที่สุดได้แล้ว

 

ในช่วงระยะเวลาสองชั่วยามที่ผ่านมา พลังความเข้มข้นของค่ายกลยันต์วิญญาณก็ได้เริ่มที่จะเบาบางลง และทางด้านนอกผู้คนที่กำลังเข้าปะทะกับมนุษย์ใบหน้าอสรพิษก็ราวกับพบเห็นความผิดปกตินี้เช่นเดียวกัน ต่อมามันก็ได้เคลื่อนไหวอย่างบ้าคลั่งออกไป

 

และการเคลื่อนไหวของมัน ก็ได้ทำให้ค่ายกลยันต์วิญญาณเกิดรอยแตกออกมาเป็นทาง .......

.

.

.

.

 




NEKOPOST.NET