เทพยุทธ์สะท้านภพ ตอนที่ 90 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

เทพยุทธ์สะท้านภพ

Ch.90 - ยินเจี่ย


ตอนที่ 090 ยินเจี่ย

 

“ เยี่ยจง เจ้าดูทางด้านนั้น “

 

ในช่วงเวลาที่เยี่ยจงได้ค่อยๆหรี่ตาลง จู่ๆบนใบหน้าของซูหยี่ก็ได้ปกคลุมไปด้วยความหนักแน่นสายหนึ่ง จากนั้นสายตาของนางก็ได้หยุดลงที่หนึ่งในกลุ่มคนทางด้านนั้น สีหน้าปั้นยากขึ้นมาหลายส่วน

 

“ เสวี่ยซิน ? “

 

เยี่ยจงกวาดสายตาจ้องมองออกไป ก็พบกับใบหน้าอันคุ้นเคยของเสวี่ยซินที่เคยพบเมื่อวันก่อน ตอนนี้ได้อยู่ในการอารักขาของเหล่าบุคคลชุดโลหิตนับสิบคน ยืนอยู่ในบริเวณที่มีเหล่ายอดฝีมือไม่มากนัก และเสวี่ยซือที่เคยประมือกับเยี่ยจงเมื่อวันก่อนผู้นั้น ตอนนี้ก็ได้คอยเดินตามอยู่บริเวณทางด้านหลังของเสวี่ยซิน

 

ราวกับสัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาของเยี่ยจงและพวก เสวี่ยซินและพวกก็ได้หันศีรษะกลับมา เผยรอยยิ้มอันชั่วร้ายออกมาสายหนึ่ง

 

“ เสวี่ยซิน เจ้าบัดซบที่ไร้ยากอายผู้นี้ เขาไม่กลัวว่าพวกเราจะเอาเรื่องไปเปิดเผยหรือไง ทำให้พวกเขาตายอย่างไร้ที่กลบฝังงั้นหรือ ? “ เฮ่อฟงเหม่อมองไปที่รอยยิ้มบนใบหน้าของเสวี่ยซิน ขบเคี้ยวเขี้ยวฟันแล้วกล่าว

 

“ ไร้ประโยชน์ “ เยี่ยจงโบกมือไปมา ขมวดคิ้วเบาๆ “ แม้ว่าเสวี่ยซินนั้นจะหาญกล้าที่จะออกมาปรากฏตัวในที่แห่งนี้ เช่นนั้นเขาก็คงต้องมีการเตรียมความพร้อมมาแล้วสิบส่วนแน่นอน ต่อให้พวกเราเปิดเผยเรื่องราวออกไป ก็คงไม่มีผู้ใดเชื่อหรอกว่าเสวี่ยซินจะมีกำลังที่จะนำทัพนับหมื่นเข้ามาใกล้บริเวณด้านนอก ดังนั้นตอนนี้ พวกเราทำอะไรก็ไม่ได้แล้ว “

 

“ อีกทั้ง ก่อนหน้านี้เสวี่ยซินมิอาจจะจัดการกับพวกเราได้ ตอนนี้พวกเขาคงจะหาข้ออ้างมาเพื่อที่จะลงมือกับพวกเราซักแปดส่วนแล้ว ระวังกันหน่อยก็แล้วกัน “

 

เมื่อกล่าวถึงตอนนี้ แม้แต่สายตาของเยี่ยจงยังต้องเปลี่ยนเป็นหนักแน่นขึ้นมาหลายส่วน เสวี่ยซินผู้นี้นับได้ว่ามีฝีมือที่ไม่เลว หากว่าพวกเขาไม่ปรากฏในที่แห่งนี้แล้วละก็ ถ้าอย่างนั้นเยี่ยจงและพวกยังต้องทำอันใดอีก แต่ว่าในเมื่อพวกเขาโผล่หน้าออกมาด้วยตนเอง ไม่ว่าเยี่ยจงและพวกจะกล่าวอันใด เกรงว่าก็คงไม่มีผู้ใดเชื่อ

 

และหากว่าพวกเขาใช้ข้ออ้างอย่างอื่นในการพูดแล้วละก็ เกรงว่ายอดฝีมือผู้อื่นในสนามก็คงเลือกที่จะยืนอีกฝั่งหนึ่งแทน

 

ไม่อาจไม่บอกได้ว่าฝีมือเสวี่ยซินและพวกนั้นนับได้ว่าน่าหวาดเกรงอยู่มาก

 

“ ดูเหมือนว่าสถานการณ์เช่นนี้จะเป็นไปตามที่ศิษย์น้องเยี่ยจงคาดเดาเอาไว้ได้อย่างถูกต้อง “ ซูหยี่จ้องเขม็งไปอีกทาง ทันใดนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นปั้นยากขึ้นมาหลายส่วน

 

“ อือ ? “

 

หลังจากเงียบงัน สายตาของผู้คนมากมายก็กวาดเข้ามามอง ก็พบว่าบริเวณทางด้านของเสวี่ยซินและคณะ ในตอนนี้ก็ได้มีคนผู้หนึ่งที่นั่งอยู่บนหลัง อีกทั้งคนบนหลังม้าผู้นี้ เป็นชายหนุ่มที่สวมใส่ชุดฝึกยุทธ์สีเขียวเอาไว้ ชายหนุ่มผู้นี้มีใบหน้าที่ดูกล้าหาญ เพียงแต่ว่าไม่ว่าจะมองไปอย่างไรก็จะสัมผัสได้ถึงความเยียบเย็นจากใบหน้าของเขา

 

“ คนผู้นี้เป็นศิษย์ของลัทธิมารโลหิตซึ่งเป็นหนึ่งในสามพรรคใหญ่ของรัฐเสวี่ยหยวนหวังเฉา ยินเจี่ย คนผู้นี้นับว่าต่อกรได้ยากนัก “ ในตอนที่พบคนผู้นี้ ใบหน้าเฮ่อฟงก็เปลี่ยนสี และจากนั้นก็ได้ขบฟันเบาๆแล้วกล่าว

 

“ คนผู้นี้มีความยุ่งยากอย่างไรกัน ? “ เยี่ยจงหรี่สายตามองไปยังคนผู้นี้ที่กำลังเดินไปมา เอ่ยปากถามออกมา

 

“ นับได้ว่ายุ่งยากอย่างแน่นอน คนผู้นี้เป็นหนึ่งในศิษย์ของลัทธิมารโลหิต แม้ในด้านพลังฝีมือของลัทธิมารโลหิตจะด้อยกว่าลัทธิแห่งดวงดาวขั้นหนึ่ง แต่ว่าการคัดเลือกศิษย์สายในของพวกเขานับได้ว่ามีความเข้มงวดเป็นอย่างมาก หรือในอีกความหมายหนึ่งก็คือ ศิษย์ของลัทธิมารโลหิตนั้นยากที่จะต่อกร ........ อีกทั้ง สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เด็กน้อยผู้นั้นน่าจะเป็นสุนัขรับใช้ของเสวี่ยซินอีกด้วย ยังมี เขายังเคยมายังลัทธิแห่งดวงดาวเพื่อที่จะมาหมั่นหมายกับศิษย์น้องหญิงซูหยี่ด้วย แต่ทว่าก็ถูกปฏิเสธไป ........ “ เฮ่อฟงเหม่อมองไปทางยินเจี่ย หมวดคิ้วแล้วกล่าว

 

 

ตอนนี้ แม้แต่นัยน์ตาของหลิงเยวี่ยก็ยังต้องเปลี่ยนเป็นหนักแน่นขึ้นมาอีกหลายส่วน การปรากฏตัวของยินเจี่ยผู้นี้ กว่าแปดส่วนคงเป็นเพราะเสวี่ยซิน ในข้อนี้ได้ทำให้เยี่ยจงและพวกไม่อาจที่จะเคลื่อนไหวสุ่มสี่สุ่มห้าได้

 

และทางด้านของพื้นที่เขียวขจีนี้ ยอดฝีมือมากมายที่ได้ตรวจพบสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า ต่อมาก็มีผู้คนไม่น้อยที่แสดงถึงสายตาอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาอยู่หลายส่วน สามารถที่จะมายังที่แห่งนี้คงมีความแข็งแกร่งในตัวเองอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ดังนั้น มีผู้คนไม่น้อยที่จำสถานะของยินเจี่ยแห่งลัทธิมารโลหิตกับเยี่ยจงและพวกที่เป็นคนของลัทธิแห่งดวงดาวออกได้ทันที

 

ในเมื่อศิษย์ของทั้งสองสำนักเกิดความขัดแย้งกันเช่นนี้ เมื่อเปรียบกับผู้อื่นแล้ว นับได้ว่าเป็ฯเรื่องที่ดีไม่น้อย ดังนั้นในตอนนี้จึงไม่มีผู้ใดมาขัดขวางหรือออกหน้ายับยั้งแต่อย่างไร

 

บริเวณอันห่างไกล เสวี่ยซินได้พกพาสายตาอยากรู้อยากเห็นไปยังฉากเบื้องหน้า จากนั้นก็ยิ้มขึ้นมาอย่างกะทันหันแล้วกล่าว “ เสวี่ยซือ เจ้าบอกว่าก่อนหน้านี้เจ้าได้ถูกเจ้าเด็กน้อยผู้นี้ตรวจพบที่ที่ตนเองอยู่หรือ หลังจากนั้นก็เสาะหาและลงมือทำลายแผนของเจ้าใช่หรือไม่ ? “

 

“ ขอรับ เด็กน้อยผู้นี้ไม่ง่ายดายเลย “ เสวี่ยซือกล่าวด้วยใบหน้าและน้ำเสียงจริงจัง “ อีกทั้ง ในคืนวันนั้นพวกเราก็ยังได้ประมือกันอีกด้วย พลังฝีมือของเขาน่าจะอยู่ในขั้นก่อเกิดขั้นที่ห้า พลังยุทธ์ที่ฝึกฝนมีความเป็นไปได้อย่างมากที่จะเป็นวิชายุทธ์ดาราคล้อย นับได้ว่าเป็นบุคคลที่ต่อกรได้ยากยิ่ง ทว่า หากต้องประมือกันอีกแล้วละก็ ข้าก็คงสามารถสังหารได้อยู่ “

 

“ เหอะ เสวี่ยซือเจ้าไม่ว่าจะกล่าวอย่างไรก็ตาม ก็นับได้ว่าเป็นศิษย์ของลัทธิมารฟ้า กับฝีมือเช่นเจ้า หากว่ายังเยาว์วัยกว่านี้อีกก็ยังนับได้ว่าจัดอยู่ในระดับอัจฉริยะรุ่นเยาว์แล้ว แน่นอนว่าเด็กน้อยผู้นี้ย่อมมิใช่คู่ต่อสู้ของเจ้าอย่างแน่นอน “ เสวี่ยซินยิ้มออกมาแล้วกล่าวออกมาต่อ “ ทว่าการที่ภายในวังหลวงเรียกตัวเจ้ากลับมาในครั้งนี้ เช่นนั้นก็บ่งบอกได้ว่ามีความสำคัญถึงขั้นใด มิอาจที่จะปรากฏข้อบกพร่องออกมาได้โดยเด็ดขาด

 

เสวี่ยซือพยักหน้าเห็นด้วย กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ นายน้อยได้โปรดวางใจ ต่อให้เป็นคนของลัทธิแห่งดวงดาวมา ก็ยังเป็นคนรุ่นหลังทั้งห้าเท่านั้น เป็นไปไม่ได้ที่จะมาสามารถทำลายแผนการใหญ่ของรัฐเสวี่ยหยวนหวังเฉา หากว่านายน้อยไม่อาจที่จะวางใจแล้วละก็ เช่นนั้นอย่างมากพวกเราก็จัดการพวกเขาในที่แห่งนี้ก็ได้แล้วมิใช่หรือ ? “

 

เสวี่ยซินเงียบงันไร้คำพูด นัยน์ตาทอประกายฆ่าฟัน ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ได้ส่ายศีรษะเบาๆแล้วกล่าว “ เจ้าเด็กน้อยเหล่านี้ไม่ช้าก็เร็วยังไงก็ต้องตาย แต่ว่ามิใช่เพียงเพื่อทำให้พวกเขาตาย ก็ทำให้เปิดเผยแผนการที่แท้จริงของพวกเราออกไป รอดูฝีมือของยินเจี่ยกันดีกว่า ....... “

 

หลังจากเงียบงัน เสวี่ยซินก็พยักหน้าเบาๆ เพียงแต่ว่าในช่วงเวลาที่เขาหรี่ตามองดูเจี่ยจงอยู่นั้น นัยน์ตาที่เต็มไปด้วยโลหิตก็ได้ทอประกายกระจายออกมา

 

ในช่วงเวลาที่เสวี่ยซินและเสวี่ยซือกำลังพูดคุยกันอยู่ ยินเจี่ยผู้นั้นก็ได้ตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนมากมาย เมื่อมาถึงยังบริเวณทางด้านหน้าของเยี่ยจงและพวก

 

“ เหอะเหอะ หยูเอ่อ เจ้าข้าก็ชั่งมีวาสนากันเสียจริง คิดไม่ถึงว่าจะได้พบกันในที่แห่งนี้ ........ “

 

ยินเจี่ยที่สวมชุดฝึกยุทธ์สีเขียวทั้งตัวจ้องมองไปทางด้านใบหน้าอันสวยงามของซูหยี่ ทั้งยังมีเสื้อคลุมที่คอยปกปิดสวมทับสัดส่วนอันสวยงามอยู่ ในส่วนลึกภายในดวงตาก็ได้ทอประกายร้อยแรงออกมาสายหนึ่ง จนทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะต้องเอ่ยคำพูดราวกับคนใกล้ชิดออกมาหลายส่วน

 

ซูหยี่ขมวดคิ้วขึ้นมาเบาๆ ทว่านางก็ยังเก็บรนอดทนอดกลั้นอาการรังเกียจเอาไว้ภายในจิตใจ เผยรอยยิ้มออกมาสายหนึ่งแล้วกล่าว “ เป็นไรไป ยินเจี่ยท่านก็กลายเป็นลูกน้องของเสวี่ยซินไปด้วยแล้วงั้นหรือ ? ดูเหมือนว่าพวกท่านลัทธิมารโลหิตจะไม่ไหวแล้วละ “

 

“ เหอะเหอะ อันใดคือลูกน้องอันใดมิใช่ลูกน้องกัน ความสัมพันธ์ของพวกเราและเจ้าชายเสวี่ยซินก็แค่ร่วมมือกันเท่านั้น “ ยินเจี่ยยิ้มออกมาเสียงแปลกประหลาด “ ว่าแล้ว หยูเอ่อพวกเจ้าท่านที่แท้มีความบาดหมางอันใดกับเจ้าชายสามเสวี่ยซินกัน ? หากว่าหยูเอ่อรับปากในการหมั้นหมายของข้าแล้วละก็ เช่นนั้นนับจากนี้ทั้งสองฝ่ายก็ถือได้ว่าเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว เรื่องที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ก็ขอให้ผ่านเลยไป อีกทั้งข้ายังสามารถสัญญาในความปลอดภัยของพวกเจ้าศิษย์ลัทธิแห่งดวงดาวพวกท่านได้เช่นกัน ดีหรือไม่ ? “

 

เมื่อได้ยินได้ฟังน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอยากช่วยเหลือราวกับดวงอาทิตย์ขึ้นทิศตะวันตก สีหน้าของหลิงเยวี่ยและพวกได้ปั้นยากขึ้นมาหลายส่วนในทันที

 

“ พวกเจ้าลัทธิมารโลหิตนับเป็นตัวอะไร ไสหัวไป คิดจริงๆหรือว่าจะสามารถมาเทียบเคียงได้ในระดับเดียวกันกับลัทธิแห่งดวงดาวของเรา ? “ ใบหน้าเฮ่อฟงเต็มไปด้วยความดูถูก จากนั้นเขาก็ต้องร้องเฮอะออกมาคำหนึ่ง

 

“ เหอะ ไว้หน้ากลับไม่ให้หน้า คงจะเหลือไว้แค่ช่วงเวลาผิดหวังของพวกเจ้าแล้ว “  ยินเจี่ยกวาดสายตาจ้องมองไปอย่างเย็นชาทางด้านเฮ่อฟงคราหนึ่ง หัวเราะเสียงเย็นเยียบออกมา

 

และหลังจากที่เขาจ้องมองไปยังบนร่างของหลู่ปิง ทันใดนั้นก็ได้ตะลึงลานคราหนึ่ง นัยน์ตาปรากฏแววตาไม่คาดคิดออกมาสายหนึ่ง ริมฝีปากของเขาอดไม่ได้ที่สั่นไหวไปมา หัวเราะออกมาเบาๆแล้วกล่าว “ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ยังมิได้ถามเลยว่า ศิษย์น้องหญิงท่านนี้มีนามว่ากระไร เจ้า .......... “

 

“ ไสหัวไป “

 

หลู่ปิงความจริงมีนิสัยเย็นชา ตอนที่ได้พบเห็นใบหน้าของยินเจี่ยก็ได้สะบัดหน้าจากไป แล้วก็ร้องเฮอะออกมาคำหนึ่ง

 

“ เหอะ น้องหญิงของลัทธิแห่งดวงดาวนี้แต่ละคนก็ช่างมีนิสัยเฉพาะตัวยิ่งนัก ผู้อื่นเห็นแก่หน้ากลับไม่ให้หน้าผู้อื่น “

 

สีหน้าของยินเจี่ยชาด้านคราหนึ่ง เห็นได้ชัดว่า ช่วงวันเวลาก่อนหน้านี้ ก็คงถูกตบหน้ามาเสียทุกครั้งไป ได้เปลี่ยนกลับกลายเป็นความด้านชาแบบหนึ่ง แล้วก็พบว่าเขากลับเดินขึ้นมาอีกก้าว พลังฝ่ามือสายหนึ่งอันรุนแรงไร้ที่เปรียบก็ได้พุ่งเข้าหายังบริเวณที่หลู่ปิงอยู่เข้าไป

 

ยินเจี่ยใช้ออกด้วยความเร็วสูงสุด กล่าวว่าจะเปลี่ยนใจก็เปลี่ยนใจ จนทำให้หลู่ปิงที่ความจริงยังมิอาจที่จะปฏิกิริยากลับมาได้ทันท่วงที ทว่าทันทีที่เขาใช้ออกด้วยพลังฝ่ามือ ก็ได้มีร่างหนึ่งโผล่ขึ้นมาทันที ใช้มือซ้ายโอบไปยังเอวของหลู่ปิงแล้วรั้งดึงกลับมาคราหนึ่ง จากนั้นก็ใช้ออกด้วยฝ่ามือขวาออกไป ปะทะเข้ากับฝ่ามือของยินเจี่ยเข้าด้วยกัน

 

“ เปรี้ยง “

 

เสียงดังสนั่นหวั่นไหวออกมาทั่วทั้งบริเวณในช่วงเวลานั้น และจากนั้นผู้คนก็ค่อยเห็นได้อย่างชัดเจน ในช่วงเวลาในการลงมือที่สำคัญที่สุด ยิ่งกว่านั้นยังเป็นเยี่ยจงอีกด้วย

 

“ ศิษย์พี่หญิงหลู่ปิง ไม่เป็นไรนะ ? “ ตอนนี้เยี่ยจงมิได้ไปสนใจผู้ใด เพียงแต่กวาดตามองหลู่ปิงคราหนึ่ง ปล่อยมือแล้วกล่าวออกมา

 

ใบหน้าของหลู่ปิงแดงผ่อง  เพียงแต่พยักหน้ามิได้กล่าวอันใดออกมา

 

เมื่อพบเห็นฉากที่อยู่เบื้องหน้า เยี่ยจงก็วางใจลงเล็กน้อย หลังจากนั้นเขาก็มองไปทางด้านของยินเจี่ย นัยน์ตาปกคลุมไปด้วยไอเย็นเยียบแผ่ออกมา จนกระทั่งเขาทราบว่าเสวี่ยซินนั้นเป็นผู้บ่งการให้ยินเจี่ยลงมือออกมาเช่นนี้ ทว่าเยี่ยจงในตอนนี้ก็ได้ทอประกายตาหนักแน่นขึ้นมา

 

ในเมื่อเห็นว่าฝ่ามือของตนเองนี้ถูกรับไว้ได้ สีหน้าของยินเจี่ยก็ได้เปลี่ยนไป เขาหันศีรษะกลับไปมองเสวี่ยซินคราหนึ่ง ก็พบว่าความเคลื่อนไหวของคนที่เบื้องหลังของเขา เขาค่อยจ้องมองไปยังเยี่ยจงแล้วยิ้มอย่างเยียบเย็นแล้วกล่าว “ เจ้าเด็กน้อยโผล่มาจากที่ใดกัน เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวอันใดกับเจ้า หากว่าเจ้ายุ่งไม่เข้าเรื่องแล้วละก็ ก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจก็แล้วกัน “

 

ในระหว่างที่กล่าว ยินเจี่ยก็ได้ไหลเวียนกำลังภายใน จนทำให้เขามิอาจที่จะปกปิดพลังฝีมือที่ตนเองอยู่ในขั้นก่อเกิดขั้นที่ห้าเอาไว้ได้ นี้คือพลังขั้นต่ำของเขา จากที่เขามอง เยี่ยจงเพียงแค่คนเดียว ที่ดูอายุราวกับสิบสามสิบสี่ปี ต่อให้ฝึกปรือตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์มารดาก็จะมีความแข็งแกร่งถึงขั้นใดกัน ? ยิ่งไปกว่านั้น ยินเจี่ยยังทราบถึงความเคลื่อนไหวของรัฐเสวี่ยหยวนหวังเฉาแห่งนี้อีกด้วย ในความเห็นของเขา ศิษย์ของลัทธิแห่งดวงดาวในตอนนี้ก็เป็นเหมือนแค่มดแมลงก็มิปาน พวกเขาคิดที่อยากจะบี้ให้ตาย เพียงแค่ยกมือขึ้นมากดลงไปก็เพียงพอแล้ว

 

ดังนั้น  ในสถานการณ์เช่นนี้ ในน้ำเสียงของเขาจึงไม่มีแม้แต่จะมองเห็นเยี่ยจงอยู่ในสายตาด้วยซ้ำไป

 

เยี่ยจงหรี่นัยน์ตาลงเบาๆ นัยน์ตาที่เต็มไปด้วยรังฆ่าฟันสาดประกายออกมา พุ่งเข้าทางด้านยินเจี่ย เขาได้เคลื่อนไหวรังสีฆ่าฟันแล้ว ในเวลาต่อมา ในระหว่างการจ้องมองของผู้คนมากมาย เยี่ยจงก็ขยับกายคราหนึ่ง ก็ได้พุ่งออกไปโดยทันที

 

เมื่อพบเห็นการเคลื่อนไหวอันรวดเร็วของเขา สายตาของยอดฝีมือไม่น้อยทั่วสี่ทิศก็ได้ทอประกายงุนงงสงสัยขึ้นมาหลายส่วน แน่นนอนว่าพวกเขาไม่มีทางที่จะจำศิษย์ของลัทธิแห่งดวงดาวไม่ได้  เพียงแต่ว่าที่ผู้คนมากมายกำลังสงสัยอยู่นั้นก็คือ การที่ได้พบเห็นเด็กที่มีอายุเพียงสิบสามสิบสี่ปี ที่เป็นเหมือนเพียงแค่เด็กนักเรียนผู้หนึ่ง จะสามารถที่จะต่อกรกับยินเจี่ยที่มีพลังในขั้นก่อเกิดขั้นที่ห้าได้ ..........

.

.

.

.

 

 




NEKOPOST.NET