เทพยุทธ์สะท้านภพ ตอนที่ 9 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

เทพยุทธ์สะท้านภพ

Ch.9 - เผชิญศัตรูนับร้อย


ตอนที่ 009 เผชิญศัตรูนับร้อย

 

                “ เจ้าไม่เพียงจะทำลายงานหมั้น อีกทั้งยังทำร้ายคนภายในงานหมั้น เยี่ยจงเจ้ามันบังอาจกล้านัก “

               

                ขณะที่ดาบสีม่วงสวยสดงดงามเล่มหนึ่งกำลังลอยฝ่าอากาศมาประมาณสิบจาง(สิบฟุต) ราวกับมีเสียงดัง “หวือ” เข้ามาทางด้านที่เยี่ยจงอยู่ ดาบเล่มนี้มาราวกับไร้สุ่มเสียง แต่ว่าเยี่ยจงนั้นก็ยังสามารถสัมผัสพลังที่กำลังตรงเข้ามายังตนได้จากความรู้สึก

 

                รูม่านตาของเยี่ยจงค่อยๆบีบตัวลง ในใจแสดงความยอมรับออกมา ตระกูลเยี่ยนั้นเป็นดั่งถ้ำเสือแดนมังกร บุคคลทางด้านหน้านั้นเป็นยอดฝีมือของตระกูลเยี่ยอีกทั้งยังดูเหมือนอายุยังไม่ถึงยี่สิบปี แต่ทว่ากำลังภายในนั้นอยู่ในขั้นก่อเกิดขั้นที่สองแล้ว หรืออีกเพียงครึ่งก้าวก็จะเข้าสู่ขั้นก่อเกิดขั้นที่สามแล้วก็ได้ อีกทั้งยังใช้ทักษะยุทธ์โจมตีที่ระดับไม่ได้เลวทรามเลย เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนส่งเสียงตกใจ

 

                เยี่ยจงหันหน้ากลับมาราวก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งยังส่งกระบี่ออกไปในแนวเฉียงอย่างปกติ ทว่าพอดิบพอดีแทงเข้าบริเวณข้อมือของยอดฝีมือตระกูลเยี่ยในมุมที่แทบจะเป็นไปไม่ได้

 

                “ บังอาจนัก  --- --- “

 

                และแล้วก็มีคนอีกผู้หนึ่งโดดเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเยี่ยจงพอดี แต่ทว่าใบหน้าของเยี่ยจงนั้นก็ยังคงทำเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย แทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆทั้งสิ้น กระบี่ในมือของเข้านั้นแทงเข้าไปราวกับคลื่นซัด ทว่าทุกการออกกระบี่นั้น จะมีคนล้มระเนระนาดเต็มไปหมด หรือลงไปน้อยกองบนพื้นก็มี

 

                พื้นภายในห้องที่อยู่ด้านหน้าของเขานั้น ได้เต็มไปด้วยเลือดที่ซาดกระเซ็นเต็มไปหมด

 

                หลิวม้งชิงที่คอยเดินตามหลังเยี่ยจงนั้น จากอารมณ์ตกใจเริ่มเปลี่ยนเป็นอารมณ์เบื่อหน่ายชนิดหนึ่ง มันยากเกินกว่าที่นางจะจิตนาการได้ เยี่ยจงสามารถทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร จากมุมที่นางอยู่สามารถที่จะมองเห็นสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน ประกายแสงของกระบี่ที่ไร้กระบวนท่าของเยี่ยจงนั้นราวกับอยู่ดึงเข้าสู่ความฝัน ราวกับไม่มีทางที่หยุดลงได้ อีกทั้งยังสะอาดหมดจด ทุกกระบี่ที่สะบัดลงไปนั้นต้องได้กลิ่นคาวเลือด เหล่ายอดมือรุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์เหล่านี้ ต่างกลับกลายเป็นเหยื่อผู้อ่อนแอ เมื่อต้องเผชิญอยู่เบื้องหน้าเยี่ยจง

 

                 หลิวม้งชิงนั้นรู้สึกว่าจิตใจของตนนั้นกำลังเต้นไปมาจนยากที่จะหยุดลงได้ ใบหน้านั้นได้เปลี่ยนเป็นสีแดงสดใส นางตัดสินใจที่จะเดินตามเยี่ยจงราวกับผู้ส่งดาบและกระบี่ ในท้ายที่สุดจิตใจของนางนั้นก็เต็มไปด้วยความคิดมากมาย

 

                การเกิดมาในชาตินี้ในร่างของชายหนุ่มผู้นี้ก็ช่างแปลก บัดเดียวอ่อนแอ บัดเดียวแข็งแกร่ง สู้กับศัตรูนับร้อย ร้อยก้าวไร้พ่าย ยากที่จะให้สิ่งใดเปรียบ

               

                “ เปลี่ยนกระบี่ “

               

                เยี่ยจงนั้นตะโกนก้องออกมาดังๆคำหนึ่งเพื่อที่จะเรียกสติของหลิวม้งชิงที่กำลังอยู่อาการเหม่อลอยและหน้าแดงกลับมา นางเงยหน้าขึ้นมองเยี่ยจงที่กำลังจัดการกับยอดฝีมือรุ่นเยาว์ของตระกูลซูจนล้มลงไปนอนกับพื้น อีกทั้งกระบี่ในมือของเขานั้นเริ่มปรากฎรอยร้าวขึ้นมา ต่อให้มีฝีมือแค่ไหนแต่ต่อกรคู่ต่อสู้มากมายขนาดนี้ แค่กระบี่ธรรมดาๆเล่มนี้มีหรือที่จะทานทนได้นาน

 

                หลิวม้งชิงเข้าใจได้ในทันที รีบนำดาบที่ตนเองกำลังหอบอยู่มาเล่มหนึ่งส่งให้ เยี่ยจงใช้มือขวาทิ้งกระบี่ ในตอนที่ทิ้งกระบี่ได้ทิ้งในจังหวะที่พอดิบพอดีฟันโดนต้นขาของยอดฝีมือตระกูลเยี่ยผู้หนึ่ง จากนั้นเยี่ยจงก็ขยับมือขวาไปรับดาบยาว จากนั้นก็ตั้งดาบไว้ด้านหน้าของตน

 

                “ ติ้ง --- --- “

 

                เสียงดังกังวานทั่วทั้งห้องโถง เป็นครั้งแรกที่มีคนรับกระบวนท่าแรกของเยี่ยจงได้ จากนั้นก็ได้เพิ่มแรงที่มือสวนกลับไป ในตอนนั้นเองเยี่ยจงก็ตรวจสอบผู้ที่ต้านรับไว้คือผู้ใด คนผู้นี้มีกำลังภายในขั้นก่อเกิดขั้นที่สาม บุคคลเช่นนี้ ถึงจะสามารถเหมาะสมเรียกว่ายอดฝีมือรุ่นเยาว์ของทั้งสองตระกูล

 

                “ ในที่สุดก็มีคนต้านกระบี่ได้แล้วหรือ “

 

                ในทันทีที่กระบี่ของเยี่ยจงได้ถูกคนต้านไว้ได้นั้น ใบหน้าของเยี่ยหวูเยียที่ยื่นออกมานั้นดูนั้นก็เปลี่ยนเป็นดีขึ้น จากนั้นร่างกายก็ค่อยๆผ่อนคลาย บุคคลที่พึ่งลงมือเมื่อซักครู่ โดยส่วนมากจะเป็นคนของตระกูลเยี่ย อีกทั้งยังเป็นนักบู๊ที่อนาคตมีทีท่าจะได้เข้าไปรับเป็นเหล่าองค์รักษ์ของราชสำนักแห่งรัฐเยียนอีกด้วย แต่ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้าขยะเยี่ยจงก็เป็นเหมือนดั่งฝุ่นผงที่ถูกเก็บกวาด ไม่มีใครที่สามารถต้านกระบี่ของเยี่ยจงได้อีก สิ่งนี้ทำให้เยี่ยหวูเยียขายหน้าเข้าไปใหญ่ จนในที่สุดก็มีคนต้านรับกระบี่ของเยี่ยจงได้ เยี่ยหวูเยียจึงสามารถหายใจคล่องได้ในที่สุด

 

                “ เจ้านี้มัน มันใช่เจ้าขยะเยี่ยจงจริงหรือ ความอัปยศของตระกูลเยี่ยในรอบพันปี “ ใจของเยี่ยหวูเยียนั้นเต้นราวกับจะกระดอนออกมาจากร่าง สายตาที่มองไปข้างหน้านั้นยังไงก็คือเจ้าขยะที่เล่าลือกัน แต่ทว่าฝีมือระดับนี้ ทำให้เขานั้นรู้สึกขนลุกขึ้นมาเลย

 

                “ พี่หวูเยีย ตระกูลเยี่ยของท่านได้มีผู้มีพรสวรรค์เพิ่มขึ้นอีกคนแล้วสินะ “

 

                ซูเฮ้ามองไปยังฉากที่อยู่ด้านหน้า คำพูดเยาะเย้ยในตอนแรกนั้นหายไปราวกับกลีบเมฆ ความจริงแล้ว นับตั้งแต่ที่เยี่ยจงเดินเข้ามาทางประตูห้องโถง ตอนที่เขาพึ่งจะก้าวเท้าได้ประมาณสามสิบกว่าก้าวแรก แต่ทุกย่างก้าวของเขานั้นจะออกหนึ่งกระบวนท่า และทุกกระบวนท่าจะสามารถจัดการได้อย่างน้อยหนึ่งคน ส่วนผู้ดูถูกดูแคลนในตอนแรกต่างตกอยู่ในอาการเสียใจรวม หากรวมกับการที่จัดการเหล่าสี่ผู้คุ้มกันภายในจวนอีก อย่างน้อยๆก็ต้องมีประมาณสี่สิบคนแล้วที่ถูกฟาด ฟัน จนกองกันกระจัดกระจายเต็มพื้นห้องโถง จากที่ตอนแรกในห้องโถงที่มีผู้เยาว์หลายคนพยายามจะไม่ลงมือแล้ว แต่ท้ายที่สุดก็ลงมือจากประมาณหกสิบคนถูกจัดการจนเหลือประมาณยี่สิบกว่าคนเท่านั้นเอง

 

                “ ท่านดูออกหรือไม่ นับตั้งแต่เริ่มต้นเขายังไม่ได้ใช้ทักษะยุทธ์เลย “ ภายในสายตาของซูเฮ้าในตอนนี้นั้นเต็มไปด้วยความผวา แม้ยังไม่ได้ใช้ทักษะยุทธ์ก็ยังร้ายกาจถึงขนาดนี้ แต่ถ้าหากใช้ทักษะแล้วละก็ จะน่ากลัวถึงเพียงใด

 

                “ ความสามารถของเขานั้น น่าจะอยู่ที่ลมปราณขั้นก่อเกิดขั้นที่สามแล้วละ “ หลิวฮ้านพูดแทรกออกมาอย่างออกรส สายตานั้นเต็มไปด้วยกระกายเจิดจ้า ถ้าให้ตนเดาละก็ เขามั่นใจว่าต้องมีส่วนถูกอยู่หลายส่วน

 

                “ นี้มันคือขยะตระกูลเยี่ยหรือ.......... “ เยี่ยหวูเยียฝืนยิ้มอย่างกล้ำกลืน สายตานั้นสับสนวุ่นวาย ตนเองทอดทิ้งเยี่ยจงและไม่ใยดีมานานแล้ว จึงไม่ทราบว่าหลายปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นกับเยี่ยจง ไม่ทราบว่าได้ร่ำเรียนวิชาเหล่านี้มาจากที่ใด ฝึกฝนลมปราณได้อย่างไร เยี่ยจงไฉนถึงกับเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ หากจะถามเรื่องของเยี่ยจงกับเขาแล้วละก็ เขาก็ไม่รู้จะต้องตอบอย่างไรดี

 

                กลางห้องโถงในตอนนี้ เยี่ยจงกำลังยืนอยู่ใจกลางห้องโถงพอดิบพอดี หลังจากที่ถูกต้านกระบี่ไว้ได้ เขาหรี่ตาเล็กลงและเล็กลง มองดูว่าผู้ที่ประมืออยู่ด้วยคือใคร

 

                ผู้ที่ลงมือในตอนนี้มิใช่ยอดฝีมือของตระกูลเยี่ย หากแต่เป็นคนของตระกูลซู แต่ทว่าบุคคลที่ต้านดาบเยี่ยจงได้นั้น ใบหน้าไม่ได้แสดงถึงอาการเหยียดหยาม เพียงแต่เต็มไปด้วยความนับถือ

 

                “ ตระกูลซู ...... “

 

                เยี่ยจงถอนหายใจคำหนึ่ง เดินไปด้านหน้าหนึ่งก้าว ดาบยาวในมือนั้นตวัดไปมาราวกับวายุคลั่ง

 

                “ เช็ง ... ... “

 

                เสียงแหลมเล็กดังออกมา ยอดฝีมือตระกูลซูนั้นต้านดาบของเยี่ยจงได้อีกหนึ่งดาบ แต่ทว่าในตอนที่ต้านดาบอยู่นั้น ดาบของเยี่ยจงก็ค่อยๆสั่น ความเร็วของดาบนั้นเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว แต่ยอดฝีมือตระกูลซูนั้นมิได้รู้สึกเหมือนกับว่าความรุนแรงได้เพิ่มไปแค่เท่าเดียวเท่านั้น

 

                “ เปรี้ยง เปรี้ยง --- --- “

 

                ในตอนที่การตอบสนองไม่ทันการนั้น ดาบก็ได้ปรากฎรอยร้าวขึ้น แต่ว่าเยี่ยจงนั้นก็ได้มีการเตรียมความพร้อมไว้แล้ว เขามิได้เก็บดาบไป เพียงแต่ตวัดมือให้ขว้างดาบไปโดนข้อมือของยอดฝีมือตระกูลซู

 

                เสียงกระดูกแตกดังออกมายากที่จะทนฟัง ยอดฝีมือตระกูลซูคนนั้นทรุดลงจากนั้นก็ถอยออก ใบหน้าเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ไม่เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น

 

                “ เปลี่ยน กระบี่ --- --- “

 

                ในครั้งนี้หลิวม้งชิงว่าง่ายกว่าเดิมมาก ระหว่างที่กำลังจะเปลี่ยนดาบในมืออยู่นั้น นางก็ได้ยื่นกระบี่เงินสีเขียวส่งออกไปใกล้มือแล้ว

               

                เยี่ยจงรับกระบี่ยาวมา จากการที่สะบัดมือไปมาจนมือข้างขวาเกิดอาการชา แต่ทว่าสายตานั้นก็ยังเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น

 

                ยอดฝีมือของตระกูลซูที่ประมือกับเยี่ยจงเมื่อครู่นั้น ความจริงได้ฝึกลมปราณจนถึงขั้นก่อเกิดขั้นที่สามแล้ว ว่ากันตามความจริงในหมู่ยอดฝีมือก็ยังยากที่จะหาผู้มาต่อกรได้ ว่ากันตามตรงก็ถือว่ามีฝีมือประมาณคนสามสิบคนรวมกัน

 

                นี้ยังเป็นมนุษย์อยู่อีกหรือ ถ้าจะจัดการเขานั้นคงจะเป็นไว้ได้ยาก เจ้าขยะเยี่ยจงในก่อนหน้านี้แล้วละก็เพียงแค่ลงมือเบาๆก็จัดการได้แล้ว หากเปลี่ยนคู่มือเป็นยอดฝีมือที่พึ่งประมือไปเมื่อครู่แล้วละก็ เยี่ยจงนั้นรู้ตัวเองเลยว่า หากมิใช่ประสบการณ์และทักษะที่สูงของตนเมื่อชาติก่อนแล้วละก็ เกรงว่านับตั้งแต่เข้ามาที่ห้องโถงก็ถูกเหล่าผู้คุ้มกันจัดการไปแล้ว

 

                ยังดีที่ว่า ประสบการณ์การต่อสู้ที่แลกมาด้วยเลือดเนื้อเปรียบเสมือนสิ่งล้ำค่าที่เรียกว่าความสามารถในการต่อสู้ สิ่งเหล่านี้มิได้หายไปไปหลังจากที่กลับชาติมาเกิด

 

                เขาค่อยๆสูดหายใจเข้าไป เยี่ยจงเงยหน้าขึ้นมอง ตอนนี้ที่ด้านหน้าของเขานั้นที่ยังหลงเหลืออยู่ คงจะเป็นยอดฝีมือที่มีพรสวรรค์ของทั้งสองตระกูลอย่างแท้จริง คนเหล่านี้ต่างมีฝีมือเทียบเท่ากับพอๆกับที่เยี่ยจงพึ่งประมือด้วยเมื่อครู่ มีลมปราณก่อเกิดจนถึงขั้นที่สามแล้ว นี้คงเป็นอีกสาเหตุที่เยี่ยจงคงยากที่จะรีบร้อนจัดการได้

 

                เขาขบริมฝีปากและค่อยๆยิ้มขึ้น มองไปที่ยอดฝีมือของทั้งสองตระกูลที่ยังเหลืออยู่รอบหนึ่ง ทุกคนตระหนกจนถอยหลังไปครึ่งก้าว

 

                “ เจ้าเยี่ยจงไปเรียนวิชาฝีมือเหล่านี้มาจากไหนกันแน่ เกรงว่า อย่าว่าแต่เมืองเจียงโจว หรือกระทั่งในรัฐเยียนก็ตาม  คงยากที่จะหาคนในวัยเท่ากันที่มีฝีมือเช่นนี้ เกรงว่าคนที่จะมือฝีมือระดับนี้จะมีเพียงนับนิ้วได้ “ ซูเฮ้าหรี่ตามอง ในตอนนั้นลูกศิษย์ของตระกูลซูนั้นมีหลายคนได้ลงมือแล้ว แต่ก็ได้แค่มองดูเหล่าลูกหลานในตระกูลนั้นถูกจัดการหนึ่งคนด้วยหนึ่งกระบวนท่าจนลงไปนอนกองบนพื้น หน้าตาของซูเฮ้าก็เปลี่ยนเป็นปั้นยาก จนในที่สุดก็ร้อง เฮอะ ออกมาคำหนึ่ง

 

                ที่ยืนอยู่เมื่อซักครู่ยี่สิบกว่าคน เพียงลัดนิ้วมือเดียวก็หายไปครึ่งหนึ่งแล้ว หนังตาของเยี่ยหวูเยียกระตุกทีหนึ่ง สายตานั้นยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ยังคงยกเหล้ามงคลดื่มลงไป จนหยุดลงที่เยี่ยยี่ฟง

 

                จนถึงตอนนี้ ยอดฝีมือรุ่นเยาว์อันดับหนึ่ง จะไม่มีการลงมืออะไรเลยหรือ หรือเพราะว่าตัวเขาก็คิดว่าตนนั้นไม่อาจจะต่อกรได้เหมือนกัน

 

                “ พี่หวูเยีย “ ซูเฮ้อนั้นคอยมองดูลูกหลานในตระกูล สู้จนล้มแล้วล้มเล่าอยู่เต็มพื้นห้อง ความจริงในมือถือแก้วเหล้ามงคลอยู่ ทันใดนั้นแก้วเหล้ามงคลก็ได้แตกละเอียดจนเป็นฝุ่นผงไปในที่สุด " ดูเหมือนเจ้าเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมแซ่เยี่ยนั้นจะเอาแต่มุ่งหน้าไปทางลูกสาวทั้งสองของข้าสินะ ถ้าหากพวกท่านตระกูลเยี่ยยังไม่อบรมลูกหลานของท่านให้ดีๆแล้วละก็ ไม่อย่างงั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจก็แล้วกัน "

 

                พอสิ้นเสียงในเวลานั้นเอง สายตาของซูเฮ้อก็ปรากฏการรังสีการฆ่าฟันขึ้น ในตั้งแต่แรกเขาไม่ได้มองเยี่ยจงอยู่ในสายตา แต่คงเพราะว่าเยี่ยจงนั้นต่อสู้โดยมิได้พ่ายแพ้หรือถอยหลังหนี เขาจึงได้เข้าใจ การที่สัตว์ประหลาดตนหนึ่งสามารถเติบโตขึ้นมาได้ จนถึงขั้นน่าหวาดกลัว เกรงว่าในรุ่นวัยเดียวกันก็คงไม่มีผู้ใดสามารถต้านทานเขาไว้ได้ ในกลุ่มผู้เยาว์ของทั้งห้าตระกูลใหญ่ ในสิบปีที่ผ่านมานี้ ต่างก็มีความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงราชวงศ์โจวโดยทั้งสิ้น แต่ทว่าตระกูลซูของพวกเขานั้นกลับยังต้องขับไล่ผู้มีพรสวรรค์ออกจากประตูบ้านไปอีก ในใจก็รู้สึกเสียใจไร้ที่เปรียบ

 

                หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงแผนการหมั้นหมายแล้วละก็ ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลซูและเยี่ยจงก็คงจะไม่เลวร้ายอย่างเช่นตอนนี้ แต่เขาเองก็เข้าใจถึงสถานการณ์ หากว่าเยี่ยจงไม่ตายในวันนี้แล้วละก็ ไม่อย่างนั้น อนาคตก็คงเป็นดั่งหนามยอกอก

 

                “ น้องซูเฮ้าก็พูดเล่นเกินไปแล้ว ลูกหลานของคนในตระกูลเยี่ยนั้น ก็ต้องให้คนในตระกูลสั่งสอนเองจริงจะถูกต้อง “ เยี่ยหวูเยียตอบด้วยสายตาที่สาดประกายคมกล้า ภายในตาเต็มไปด้วยประกายรังสีการฆ่าฟัน 




NEKOPOST.NET