เทพยุทธ์สะท้านภพ ตอนที่ 86 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

เทพยุทธ์สะท้านภพ

Ch.86 - พื้นที่ไร้ความวุ่นวาย


ตอนที่ 086  พื้นที่ไร้ความวุ่นวาย

 

 

ท้องทะเลสายอันสุดลูกหูลูกตา ท่ามกลางอากาศที่ถูกผัดผ่านไปด้วยพายุ ทำให้ท้องฟ้าพื้นดินต่างก็เปลี่ยนเป็นร้อนระอุอยู่สายหนึ่ง

 

ท่ามกลางภายในพายุทราย ราวกับเหมือนพบเห็นเงาของคนกลุ่มหนึ่งค่อยๆเดินมาท่ามกลางทะเลทราย ทำให้สถานที่แห่งนี้ที่อบอวนไปด้วยกลิ่นของความตายเกิดกลิ่นอายของสิ่งมีชีวิตสายหนึ่ง

 

สถานที่นี้ตั้งอยู่ในอาณาจักรที่ถูกเรียกว่าประเทศที่เขตแดนแห่งทะเลทรายของทั้งสามประเทศ หรืออีกนามก็คือพื้นที่ไร้ความวุ่นวาย บริเวณในตอนนี้เป็นบริเวณส่วนหนึ่งถูกเล่าขานกันของถ้ำหงส์หยา

 

ท่ามกลางพื้นที่ทะเลทรายที่ปะทุออกมา ก็มีเงาร่างห้าสายค่อยๆที่จะเดินฝ่าพายุทรายเข้ามา พายุทรายนี้ราวกับกำลังสร้างความน่ารำคาญอย่างที่สุดให้คนเหล่านี้ อีกทั้งพวกเราก็มิได้รู้สึกอันใดเลยก็มิปาน

 

ห้าคนหนึ่งคณะนี้ เยี่ยจงเป็นเพียงคนเดียวที่สังเกตเห็น ในระยะทางที่จากเมืองหมื่นดารามา น่าจะใช้เวลาไปแล้วราวหนึ่งเดือน คณะทั้งห้าถึงค่อยมาเหยียบถึงพื้นที่ไร้ความวุ่นวายนี้

 

เพียงแต่ว่าหลังจากที่ได้เข้ามายังพื้นที่ไร้ความวุ่นวายแล้ว ระดับความเร็วของคณะทั้งห้าคนก็เริ่มที่จะเชื่องช้าลง

 

เยี่ยจงที่อยู่ภายในกลุ่มก็ได้ขมวดคิ้วขึ้นมา ตัดสินใจกวาดสายตาไปทางด้านหลัง นับตั้งแต่หลายวันก่อน เขาก็รู้สึกได้ว่าคณะของตนเองได้จับตาดูเอาไว้อยู่

 

พวกที่กำลังจับตาดูพวกเขาทั้งห้าคนมีทั้งหมดสามคน เห็นได้ชัดว่าพวกเขามีความมั่นอกมั่นใจในพลังฝีมือเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงอยู่ในระยะทางไม่ใกล้ไม่ไกลจากเยี่ยจงและคณะมากนัก

 

นับตั้งแต่ช่วงเวลาที่เริ่ม มีเพียงเยี่ยจงและหลิงเยวี่ยทั้งสองคนที่สามารถตรวจสอบพวกเขาเหล่าคณะจิ้งจอกนี้ได้ แต่ว่าหลังจากที่พบแล้ว ซูหลิงและพวกรวมสามคนก็ราวกับตรวจสอบบางอย่างออกมา ดังนั้นความเร็วของคนในคณะก็ได้เพิ่มมากขึ้นไปอีก

 

ถึงแม้จะไม่ทราบว่าเมื่อตอนที่พึ่งออกจากลัทธิแห่งดวงดาว คณะทั้งห้าคนก็ได้ถูกจับตามองเอาไว้แล้ว แต่ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร เรื่องก็เกิดขึ้นมาจนถึงขั้นนี้แล้ว ยังไงก็คงมิอาจที่จะถอยกลับไปได้

 

แต่กับบุคคลเช่นซูหยี่นั้นไม่เหมือนกัน เยี่ยจงมิได้เป็นห่วงอันใดเกี่ยวกับทั้งสามคนที่คอยติดตามมา ที่แห่งนี้แม้มิใช่ลัทธิแห่งดวงดาว หากว่าทั้งสามคนต้องการที่จะมาหาที่ตายเองแล้วละก็ เขาก็ไม่อาจที่จะเกรงใจ

 

“ เหอะเหอะเหอะ เพื่อนตัวน้อยทุกท่าน เกรงว่าคงต้องให้พวกเจ้ารอคอยสักครู่หนึ่งแล้ว “ ราวกับทราบว่าบุคคลเช่นเยี่ยจงได้ทราบถึงการปรากฏตัวของคณะจิ้งจอกของพวกเขา หนึ่งในนั้นก็ได้หัวเราะออกมาคำหนึ่ง ร่างกายขยับคราหนึ่งก็มาถึงบริเวณทางด้านหน้าของเยี่ยจง ปิดกั้นเส้นทางของพวกเขา

 

เมื่อตอนที่เขากล่าวจบ บุคคลทางด้านหลังอีกสองคนก็ได้เดินเข้ามา ล้อมรอบเยี่ยจงเอาไว้บริเวณตรงกลาง

 

“ มีเรื่องอันใด ? “ หลิงเยวี่ยจดจ้องไปที่คนทั้งสามที่ลงมืออย่างกะทันหัน ขมวดคิ้วไปมาแล้วกล่าวเสียงดุดัน

 

“ เหอะ แม่สาวน้อย ความจริงก็ไม่ได้มีเรื่องอันใดหรอก เพียงแต่ว่าสถานที่แห่งนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยจะต้อนรับคนแปลกหน้า ขอเพียงพวกเจ้าสามารถยืนยันได้ว่าตนเองมิได้มาจากลัทธิแห่งดวงดาวแล้วละก็ เช่นนั้นก็ถือว่าคุยกันได้ “ ชายหนุ่มที่เริ่มเอ่ยปากออกมาหัวเราะออกมาคราหนึ่ง พลิกฝ่ามือคราหนึ่ง ในมือก็ปรากฏดาบยาวด้ามหนึ่ง

 

“ เปรี้ยง “

 

ทันทีที่บุคคลเช่นหลิงเยวี่ยยังไม่ทันจะตอบสนองได้ทัน เยี่ยจงก็ถีบออกไปด้วยฝ่าเท้าทีหนึ่ง ร่างการก็หลุดลอยไปราวกับกระสุนไปในทันที เขาใช้ออกด้วยฝ่ามือคราหนึ่ง จากนั้นร่างกายก็ได้ถอยร่นไปทางด้านหลัง

 

ในช่วงเวลาที่เขาถอยไปทางด้านหลัง ชายหนุ่มทั้งสามคนที่ล้อมรอบเมื่อครู่สีหน้าของแต่ละคนก็ปรากฏความยากที่จะเชื่อในสิ่งที่เห็น และจากนั้นก็กุมไปที่คอหอยที่ถูกปาดล้มตัวลงไปบนพื้นอย่างช้าๆ บนลำคอของพวกเขาได้ปรากฏร่องรอยของกระบี่ โลหิตที่ไหลรินราวกับสายน้ำไม่อาจที่จะหยุดลงได้

 

เมื่อมองไปที่การลงมือปานสายฟ้าของเยี่ยจง เฮ่าฟงและหลู่ปิงที่ไม่เคยพบเห็นเยี่ยจงลงมือต่างก็จ้องมองตาค้าง แม้แต่หลิงเยวี่ยในตอนนี้นัยน์ตาก็ยังปรากฏแววตาประหลาดใจออกมา

 

“ เจ้าก็ลงมือได้เร็วเกินไปนิดหน่อยหรือเปล่า ? อย่างน้อยก็ไม่เหลือให้สอบปากคำหน่อยหรือ ? “ ซูหยี่เอ่ยปากถามถึงเหตุผล

 

เยี่ยจงเดินไปทางด้านหน้า ใช้เท้าเขี่ยไปหนึ่งในใช้มือล้วงเข้าไปในเสื้อ ก็พบว่ามียันต์วิญญาณอยู่ใบหนึ่งอยู่ภายในมือ

 

หลังจากที่กวาดสายตามองไปที่ยันต์วิญญาณแล้ว เยี่ยจงก็ได้เอ่ยปากกล่าว “ สิ่งนี้เป็นยันต์กระจายเสียง หากว่าข้าลงมือช้าอีกเพียงนิดเดียวแล้วละก็ พวกเขาก็คงจะบีบยันต์กระจายเสียงนี้ไปแล้ว ในเวลานั้นที่พวกเราจะเผชิญหน้าคงมิใช่เพียงสามคนแล้ว ........ อีกทั้ง เห็นได้ชัดว่า ทั้งสามคนนี้ได้จับตามองดูพวกเรามาตั้งแต่ลัทธิแห่งดวงดาวแล้ว “

 

เมื่อได้ยินคำพูดของเยี่ยจงแล้ว บุคคลเช่นหลิงเยวี่ยก็ต้องขมวดคิ้วขึ้นมา เมื่อครู่ทั้งสามคนกล่าวออกมาพวกเขาก็ได้ยินแล้ว ถึงแม้จะไม่ทราบถึงความเป็นมาของทั้งสามคน แต่ว่าพวกเขาก็เห็นได้ชัดว่าไม่คิดที่จะต้องการให้คนของลัทธิแห่งดวงดาวเข้าสู่พื้นที่ไร้ความวุ่นวาย

 

“ ศิษย์พี่หญิงหลิงเยวี่ย กลุ่มของลัทธิแห่งดวงดาวของพวกเราเมื่อสามปีก่อน ที่จริงแล้วมาเพื่อที่จะเอาดอกหยินหยางเพียงดอกเดียวงั้นหรือ ? “ หลังจากที่เยี่ยจงครุ่นคิด ค่อยเอ่ยปากถามออกมาเสียงแผ่วเบา

 

“ อย่างน้อยข่าวสารที่ข้าได้รับมา ก็เป็นเช่นนั้น “ ในตอนที่หลิงเยวี่ยครุ่นคิด ก็เอ่ยปากด้วยเสียงทุ่มต่ำ “ หากว่ามีเรื่องราวอื่นเกี่ยวข้องด้วยแล้วละก็ เกรงว่าพวกเราก็คงต้องสำรวจด้วยตนเองแล้วละ “

 

เยี่ยจงพยักหน้าไปมา ตอบด้วยเสียงที่ดัง “ การไปถ้ำหงส์หย่าในครั้งนี้ เกรงว่าจะไม่ง่ายดายอย่างที่พวกเราคาดคิดเอาไว้แล้ว เบื้องหลังของทั้งสามคนนี้สมควรมีพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่อยู่สายหนึ่ง ถึงแม้จะไม่ทราบว่าพวกเขาเหตุใดถึงไปด้วยกันกับลัทธิแห่งดวงดาวของพวกเราไม่ได้ ทว่า พวกเราในฐานะศิษย์แห่งลัทธิแห่งดวงดาว ยังคงอย่าได้เปิดเผยจะดีกว่า

 

ที่เหลืออีกสี่คนที่เงียบงันต่างก็พยักหน้าเล็กน้อย และจากนั้นหลิงเยวี่ยก็โบกมือคราหนึ่ง ทั้งคณะก็ได้มุ่งหน้าเดินทางกันอีกครั้ง

 

เรื่องราวถึงแม้จะเกิดเรื่องขึ้นจนถึงขั้นนี้แล้ว แต่ก็ไม่มีผู้ใดที่เตรียมจะถอยกลับหลัง

 

ต่อจากนี้ตามถนนหนทาง บุคคลเช่นเยี่ยจงก็พบก็กลุ่มยอดฝีมือที่จะเข้ามาตรวจสอบสถานะของพวกเขา บนร่างของคนกลุ่มนี้ได้สวมใส่เครื่องแต่งกายที่ไม่มีความแตกต่างจากกลุ่มคนที่พบกันกลุ่มแรกมากนัก

 

ทว่า ในเมื่อทราบคนเหล่านี้เป็นศัตรูของลัทธิแห่งดวงดาว อีกทั้งยังได้ส่งกลุ่มคนมามากมายเช่นนี้ บุคคลเช่นเยี่ยจงก็เข้าใจอย่างดีเลยว่าหากสถานะถูกเปิดเผยไปแล้วละก็ ทั้งสองฝ่ายถ้าไม่ตายก็คงจะหาซากศพไม่ได้ ดังนั้นตลอดทางที่พบกับคนเหล่านี้ ต่างก็ถูกเยี่ยจงเก็บไปนับไม่ถ้วน

 

หลังจากที่ได้จัดการกับยอดฝีมืออีกกลุ่มที่มีที่มาที่ไปไม่แน่ชัดอีกครั้ง เมืองที่ดูโบราณอยู่เมืองหนึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางของทะเลทราย ในที่สุดก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้าสายตาของผู้คนทั้งคณะ

 

“ เมืองเที่ยซาที่อยู่ในพื้นที่ไร้ความวุ่นวายนี้ เมืองเที่ยซาเป็นเหมือนดั่งจุดนัดพบรวมตัวของพื้นที่นับร้อยลี้นี้โดยรอบ ไม่ว่าจะเป็นยอดฝีมือที่เตรียมที่จะถ้ำหงส์หยา ต่างก็จะพักแรมบริเวณนี้สักคืน อีกทั้ง พื้นที่ไร้รวามวุ่นวายนี้ยังเป็นพื้นที่บริเวณที่รัฐใหญ่ทั้งสามไร้การเข้ามายุ่ง แต่ว่าท่ามกลางเมืองเที่ยซานี้ กลับมีสำนักที่แข็งแกร่งอยู่แห่งหนึ่ง เรียกขานว่าพรรคซาเที่ย นับได้ว่สเป็นงูเจ้าถิ่นของพื้นที่นี้ อีกทั้งจากที่ข้าคาดเดาเหล่ากลุ่มคนที่พวกเราพบพานในระหว่างทางต่างก็ต้องมีความสัมพันธ์กังพรรคซาเที่ยนี้อยู่หลายส่วน ดังนั้น เมื่อเข้าสู่ใจกลางเมืองเที่ยซา พวกเรากระทำเรื่องราวใดๆก็ต้องระมัดระวังให้มากไว้ “ ในช่วงเวลาที่สายตาของทุกคนได้เข้าพบเห็นเมืองเที่ยซาปรากฏขึ้นมา หลิงเยวี่ยก็ได้กระซิบเสียงเบาๆที่ข้างหูของเยี่ยจงและพวก

 

“ สถานที่แห่งนี้แน่นอนว่าไม่ธรรมดา “ หลังจากที่สายตาของเยี่ยจงได้กวาดมองไปที่กำแพงเมืองคราหนึ่ง กล่าวเสียงแผ่เบา ถึงแม้ทางเข้าออกประตูเมืองเที่ยซาแห่งนี้กลับไม่มีผู้คนคอยดูแล แต่ว่าบริเวณกำแพงเมืองกลับมียอดฝีมืออยู่ในน้อยกำลังจับตาดูอยู่ถูกตรวจสอบออกมา คาดว่าน่าจะเป็นคนของเหล่าพรรคซาเที่ยเหล่านี้เป็นแน่

 

“ หากว่าสามารถที่จะไม่เข้าไปด้านในแล้วละก็ ข้าก็ไม่ต้องการที่จะเข้า ทว่าพวกเราจำเป็นที่จะต้องเข้าไปสืบหาข้อมูลส่วนหนึ่งมาก่อน ถึงแม้ถ้ำหงส์หยาจะเปิดสักครั้งในรอบสามปี แต่ว่าถ้ำหงส์หยานี้ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ของเขตแดนรัฐต้าโจวหวังเฉา ลัทธิแห่งดวงดาวเราจึงไม่อาจมีข้อมูลที่มากมายนัก ได้แต่เพียงเข้าไปหาข่าวคราวด้านในเท่านั้น …… กับการเปิดของถ้ำหงส์หยา อีกทั้งยังดึงดูดผู้แข็งแกร่งจากทั้งสามรัฐใหญ่อีกด้วย กับเด็กน้อยเหล่านี้ พวกเราไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องทำความเข้าใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่เช่นนั้นแล้วละก็ พวกเราคงต้องพลาดพรั้งกันแล้ว “ เห็นได้ชัดว่าหลิงเยวี่ยมีประสบการณ์ในการทำภารกิจเช่นนี้อยู่ไม่น้อย หลังจากที่นางได้มองไปจุดศูนย์กลางเมืองทางด้านหน้า ก็ค่อยเอ่ยปากกล่าวเสียงแผ่วเบา

 

เยี่ยจงและพวกต่างก็เงียบงัน ต่างก็พยัคหน้าเบาๆ เข้าสู่ท่ามกลางเมืองเที่ยซา แน่นอนว่าคงต้องมีอันตรายเมื่อต้องเปิดเผยตัวตน แต่ถ้าไม่เข้าไปแล้วละก็ ก็ไม่อาจมีวิธีที่จะสามารถได้รับข่าวสารได้

 

เมื่อหลิงเยวี่ยไม่พบความผิดปกติอันใด ก็ได้โบกมือไปทางด้านหลังคราหนึ่ง ก็ได้เดินนำคณะเข้าสู่เมืองเที่ยซา

 

คณะเดินทางนี้ได้สาดส่องตาเป็นประกายสำรวจโดยรอบ เมื่อคณะเดินทางได้เข้าสู่ท่ามกลางของเมืองเที่ยซา เพียงแต่ว่าทันทีที่ได้ลอดผ่านประตูเมืองเที่ยซาไปแล้ว รูม่านตาของเยี่ยจงและพวกต่างก็ได้ตกใจขึ้นมาในเวลาเดียวกัน

 

ไม่มี !

 

ท่ามกลางเมื่อเที่ยซาอันใหญ่โตแห่งนี้ ตอนนี้นอกเสียจากเสียงลที่พัดอยู่ทางด้านนอก กลับไม่ได้ยินเสียงอื่นใดก้ำเยินอีกเลย การมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตตามที่คาดคิดเอาไว้นั้นก็ไม่มีให้ได้เห็นแต่อย่างไร ราวกับเป็นเมืองร้างขนาดใหญ่ที่ตายแล้วก็มิปาน

 

“ เรื่องราว ดูเหมือนจะไม่ค่อยถูกต้อง “ เยี่ยขมวดคิ้ว นัยน์ตาทอประกายหนักแน่นขึ้นมา ท่ามกลางในเมืองเที่ยซาแห่งนี้ เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดอันรุนแรงอย่างมากกลุ่มหนึ่งอย่างกะทันหัน

 

“ ไม่ดีแล้ว พวกเราถอย “

 

ทันใดนั้นต่อมา สีหน้าของเยี่ยจงก็เปลี่ยนเป็นดุร้ายขึ้น และจากนั้นเขาก็โบกมือออกไปคราหนึ่งอย่างรีบเร่ง

 

ในเวลาเดียวกันกับที่สิ้นเสียงของเยี่ยจง ทันใดนั้นเองบริเวณทั่วทั้งสี่ทิศแปดด้านของท่ามกลางเมืองเที่ยซาแห่งนี้ ก็มีเงาร่างสีแดงเข้มพุ่งออกมานับไม่ถ้วน ยังไม่ทันที่จะกระพริบตาคราหนึ่ง เมืองเที่ยซาที่ความจริงว่างเปล่าไร้ผู้คน ก็ได้ถูกยืนไว้ด้วยเงาร่างสีแดงเข้มเหล่านี้นับไม่ถ้วน

 

ในขณะนี้นเอง เยี่ยจงก็แสดงสีหน้าปั้นยากถึงขีดสุด

 

การปรากฏตัวของเงาร่างสีแดงอย่างไม่คาดฝันเหล่านี้ ร่างกายนั้นแทบจะไม่มีความแตกต่างจากมนุษย์มากนัก แต่ว่าบริเวณทางด้านหลังของพวกมันต่างก็ราวกับมีก้อนเนื้อขนาดใหญ่ที่อป็นดั่งปีกเหมือนปีกค้างคาวสยายออกมาก็มิปาน บนร่างของเงาร่างของทุกร่าง ก็ได้มีกลิ่นเลือดแผ่ตลบอบอวน

 

ทางด้านพลังยุทธ์ของเงาร่างเหล่านี้ ถึงแม้จะไม่เกินขั้นก่อเกิดขั้นสามหรือสี่ แต่ว่าจำนวนที่ปรากฏออกมาเบื้องหน้าสายตานั้นนับได้ว่ามีจำนวนไม่น้อย เพียงพอที่จะทำให้ไม่ว่าจะเป็นยอดฝีมือคนใดก็ยังต้องกรอกตาไปมา

 

“ นี้คือ ปีศาจโลหิต “ เยี่ยจงจ้องเขม็งไปที่เงาร่างที่ปรากฏขึ้นมาอย่างไม่คาดฝันเหล่านี้ รูม่านตาได้หดลงในทันที “ ให้ตายเถอะ ดินแดนซีฮวงทำไมถึงได้มีปีศาจโลหิตมากมายเช่นนี้กัน “

 

ปีศาจโลหิต ต่อให้อยู่ในชนเผ่าหลินลี่ ที่มียอดฝีมือดั่งดาวที่มีอยู่เต็มท้องนภาก็มิปานแห่งดินแดนซานเชียนเซินเจี่ย ก็นับได้ว่ามีความน่าหวาดกลัวอยู่มากมาย อีกทั้งชนชาติกลุ่มนี้มีที่มาที่ไปยิ่งใหญ่ ยอดฝีมือโดยทั่วไปนั้นจะไม่กล้าที่จะตอแยกับพวกเขาแน่นอน ต่อให้เป็นเยี่ยจงในชาติก่อนก็ตามที กับเหล่าปีศาจโลหิตนี้ก็ถือได้ว่ามีความกลัวอย่างไม่สิ้นสุด ดังนั้นหากว่ามีปัญหากับเหล่าปีศาจโลหิตเหล่านี้ ก็เหมือนดั่งแมงเมาบินเข้ากองไฟก็มิปาน สถานการณ์เช่นนี้ ใครจะกล้าที่จะแตะต้องกัน

 

แต่ว่า คิดไม่ถึงว่าวันนี้ที่จะมาถึงท่ามกลางภายในเมืองเที่ยซานี้ กลับกลายเป็นว่ามีปีศาจโลหิตมากมายถึงเพียงนี้ ? ให้ตายเถอะ สิ่งที่ตระกูลปีศาจโลหิตกลัวก็คือแสงอาทิตย์ เมืองเที่ยซาเป็นเหมือนที่พักเท้าของทะเลทรายแห่งนี้ สมควรเป็นพื้นที่ไร้การมีอยู่ของปีศาจโลหิต แต่ว่าในที่แห่งนี้ เหตุใดถึงได้มีปีศาจมากมายถึงเพียงนี้กัน

 

นอกเสียจากเยี่ยจงแล้ว ตอนนี้ใบหน้าของหลิงเยวี่ยและพวกแสดงออกถึงยากที่จะเชื่อในสิ่งที่เห็น ฉากเบื้องหน้าสายตานี้ได้เกินกว่าที่พวกเขาเคยคาดเดาไว้ทั้งหมดแล้ว ต่อให้เป็นหลิงเยวี่ยที่เคยนิ่งเฉยตลอดมา ตอนนี้มือกลับต้องสั่นเทาเบาๆ กับพลังฝีมือที่อยู่ในขั้นก่อเกิดของพวกเขา จะสามารถที่จัดการเหตุการณ์เบื้องหน้าได้หรือ ?

.

.

.

.

 

 




NEKOPOST.NET