เทพยุทธ์สะท้านภพ ตอนที่ 84 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

เทพยุทธ์สะท้านภพ

Ch.84 - การตัดสินของผู้ชนะ


ตอนที่ 084 การตัดสินของผู้ชนะ

 

" ผัวะ "

 

ท่ามกลางสายตาการจ้องมองมาทั่วทั้งฟ้า ภายในเงากระบี่ก็จะเห็นดวงตาอันเย็นเยียบของเยี่ยจง เสียงดังเฮ้อดังขึ้นมาภายในจิตใต้สำนึก และในเวลาเดียวกัน พลังหมัดบนไหล่ขวาของเขาก็ได้ไหล่เวียนไปด้วยพลังกระบี่ตราประทับทั้งหกชั้น พลังหมัดได้ต่อยไปยังบริเวณของดอกบัวสีทองดอกนี้

 

เวลาเพียงพริบตาเดียว ในสถานการณ์ที่ทุกผู้คนยังไม่มันมีปฏิกิริยากลับใาได้ทัน พลังอันน่าเกรงขามอย่างที่สุดก็ได้ปะทุออกมาอย่างบ้าคลั่ง

 

ฉากเบื้องหน้านี้มันเกินกว่าที่ทุกผู้คนจะคาดเดาได้แล้ว ทำให้ยอดฝีมือภายในสนามต้องสูดลมหายใจเข้า นัยน์ตาที่ปรากฏออกมาเต็มไปด้วยความยากที่จะเชื่อในสิ่งที่เห็น

 

เยี่ยจงใช้ออกเพียงหมัดเดียวในการทำลายพลังของทักษะยุทธ์ของฝูหยาง ?

 

“ ชิ้งเช้ง “

 

ในเวลาเดียวกันกับที่ทุกผู้คนมีปฏิกิริยากลับมาก็ได้เกิดความสงสัยขึ้น ดอกบัวทองคำได้สลายหายไปพร้อมกับเสียงที่ดังออกมา เยี่ยจงได้ทำลายดอกบัวทองคำนี้ในทันใด พลังของหมัดนี้มีความเต็มไปความน่าหวาดกลัว พุ่งเขาปะทะหมายสังหารเข้าไปบริเวณที่ร่างของฝูหยางอยู่

 

เกรงว่าพลังอันมหาศาลในตอนนี้จะเป็นเหมือนกับที่แล้วมาก็มิปาน ถึงแม้วิชาที่ฝูหยางฝึกปรือนั้นยังเป็นวิชายุทธดาราคล้อยก็ตาม แต่เขาก็ยังต้องรู้สึกถึงความเจ็บปวดจากบาดแผล ในขณะนั้น ดวงตาของเขาก็ทอประกายหนักแน่นขึ้น เพราะเนี่ยจงได้ปล่อยหมัดออกมาจนทำให้เขาสัมผัสได้ถึงแรงคุกคาม

 

" ไสหัวไป "

 

หอกยาวสีเงินในมือก็ได้กวาดออกไปด้วยความดุร้าย บนตัวของหอกก็ได้ปกคลุมไปด้วยเพิ่มสายสีทองขึ้นมา เกรงว่าพลังอันมหาศาลนี้ได้ทวีความแข็งแกร่งขึ้นมาอีกขั้น

 

" ตัง "

 

คมหมัดและเงาหอก ได้เข้าปะทะกันอย่างเอาเปิดเอาตาย วินาทีนั้น ความเคลื่อนไหวที่ปะทุออกมาเป็นเหมือนกับสิ่งที่ยากอธิบายออกมาได้แบบหนึ่ง ในการปะทะของทั้งสองคนได้มีใช้พลังเข้าพัวพันกันอย่างบ้าคลั่ง บนพื้นที่ของสนามได้เหมือนกับการกางใยแมงมุมที่มีกระแสไฟแผ่กระจายกันปิดล้อมเอาไว้ออกมา

 

“ จิ๊ จิ๊ “

 

บริเวณที่หมัดหอกประทับกัน ความบ้าคลั่งที่ล้นหลามออกมาราวกับสัตว์เทพโบราณก็มิปาน พุ่งเข้าหากับบริเวณที่คมหมัดของเยี่ยจงเข้าไป เห็นได้ชัด ฝูหยางได้เตรียมที่จะใช้วิชาฝีมือที่ร้ายกาจที่สุดของตนเพื่อที่จะล้มเยี่ยจง

 

" ศิษย์น้องเล็กเยี่ยจง เจ้าพึ่งจะเข้ามาลัทธิแห่งดวงดาวของพวกเราได้ไม่นาน ในฐานะศิษย์พี่จะขอบอกต่อเจ้า วิชายุทธ์ดาราคล้อยของลัทธิแห่งดวงดาวเรา ถือได้ว่าเป็นวิชายุทธ์ที่น่ากวาดกลัวถึงเพียงใด “ ฝูหยางจ้องมองไปที่เยี่ยจงที่ถูกกดดันอยู่ทางด้านล่างใต้แรงลม หัวเราะเสียงเย็นชาสายหนึ่งแล้วกล่าวออกมา

 

“ ทว่าก็เป็นเพียงแค่วิชาทักษะยุทธ์วิชาหนึ่งเท่านั้น “

 

เยี่ยจงเงยหน้าขึ้นมาอย่างดุร้าย นัยน์ตาทอประกายสว่างวาบขึ้นสายหนึ่ง เขาได้เพิ่มความรุนแรงของพลังหมัดขึ้นอีกชั้น ในครั้งนี้ พลังกระบี่หกสุสานก็ได้ไหลเวียนออกมาอย่างบ้าคลั่ง เสียงร้องของจิตสำนึกกระบี่ในตอนนี้ได้รวมเข้ากับบริเวณหมัดของเยี่ยจง จากนั้นเขาก็ใช้ออกด้วยหมัดนี้อย่างรุนแรงออกไป

 

“ หยู — “

 

เยี่ยจงใช้แขนขวาเข้าปะทะอีกครั้ง ระเบิดพลังอย่างกระชั้นชิดในแบบที่ยากจะคาดเดาออกได้ถึงความน่าหวาดกลัว  ความบ้าคลั่งถูกถ่ายเทออกไป ในขณะนั้น ความจริงได้อัดแน่นไปด้วยพลังกระบี่ตราประทับถึงหกชั้นแล้ว ก็ได้ประทับเข้าไปในทันที

 

“ ชิ้ง เช้ง “

 

ท่ามกลางสายตาอันมากมายที่จ้องมองอย่างตั้งอกตั้งใจของศิษย์ลัทธิแห่งดวงดาว ก็พบว่ากระบี่ตราประทับทั้งหกชั้นได้อัดแน่นรวมตัวกัน ออกไปปะทะกับด้านบนของพลังดอกบัวทองคำ จนเริ่มที่จะทำให้ปรากฏรอยแยกเป็นสายๆออกมา รอยแยกนั้นมีขนาดใหญ่พอประมาณ พลังดอกบัวทองคำปะทุแตกออกมาท่ามกลางประกายสายตาที่มองเข้ามาอย่างมากมาย

 

" เปรี้ยง "

 

ในเวลาเดียวกับที่พลังดอกบัวทองคำปะทุขึ้น พลังหมัดของเยี่ยจง ราวกับมิอาจที่จะยับยั้งพลังไว้ได้อีกต่อไป ทันทีที่บรรลุถึงบริเวณหน้าอกของฝูหยาง

 

“ ชิ้ง เช้ง “

 

ความน่าหวาดกลัวของพลังอันมหาศาลได้ถูกถ่ายเทออกมาในทันที หน้าอกของฝูหยางยุบตัวลง ร่างกายสั่นเทาคราหนึ่งแล้วก็ปลิ้วกระเด็นไปทางด้านหลังราวกับว้าวสายปานขาด ในช่วงเวลาที่พุ่งเข้าชนกับต้นไม้ที่ขนาดใหญ่ต้นหนึ่ง ร่างของเขาก็ได้หยุดลง จากนั้นใบหน้าก็ขาวซีด กระอักโลหิตออกมาคำหนึ่งออกมา

 

ในขณะนั้น บริเวณทั่วทั้งทางเข้าของลัทธิแห่งดวงดาว รวมทั้งเหล่าศิษย์ของลัทธ์แห่งดวงดาวที่ไปๆมาๆ แต่ละคนก็ได้นิ่งเงียบขึ้นมาในทันที พวกเขามองหน้ากันเอง จนกระทั่งท่นที่สุดพวกเขาก็ต้องถอนหายใจออกมาคำหนึ่ง

 

เยี่ยจงผู้นี้ ถึงกับสามารถที่จะทำลายทักษะยุทธ์ของฝูหยางได้จริงๆหรือ ?

 

ในฐานะศิษย์ของลัทธิแห่งดวงดาวเช่นเดียวกัน พวกเขาต่างก็เข้าใจดี ภายในลัทธิแห่งดวงดาว บนชั้นสามของหอทักษะยุทธ์เข้าไปได้ยากเย็นเพียงใด ต่อให้ได้เข้าไปแล้ว ทักษะยุทธ์วิญญาณระดับกลางด้านในก็มีเพียงแทบจะนับนิ้วได้ ส่วนมากผู้คนแทบจะไม่มีวิธีที่จะเอามาได้เลย

 

แต่ว่าตอนนี้ ....... ทักษะยุทธ์ขั้นวิญญาณระดับกลางของฝูหยางได้มา กลับถูกเยี่ยจงใช้เพียงหมัดเดียวทำลายลงได้ ?

 

เยี่ยจงเหม่อมองไปที่กลางสนามแต่ก็มิได้ตามไปลงมือแต่อย่างไร ทุกผู้คนต่างก็ทราบแล้วว่า บทสรุปของการต่อสู้นี้ ได้ปรากฏผลแพ้ชนะกันแล้ว

 

พลังหมัดของเยี่ยจงที่ครอบคลุมด้วยพลังกระบี่ตราประทับก็ได้ค่อยๆคลายลง สุดท้ายก็กลายเป็นพลังขนาดเล็กจนถูกเขาบีบจนหายไป ท่ามกลางการต่อสู้เมื่อครู่ เขาฝืนใช้การโจมตีด้วยกระบี่ตราประทับชั้นที่หก จนทำให้การโจมตีของเขาเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัวในทันที ไม่เช่นนั้นแล้ว คงมิอาจที่จะได้รับชัยชนะได้อย่างง่ายดายเช่นนี้

 

หากว่าที่แห่งนี้มิใช่ลัทธิแห่งดวงดาว แน่นอนว่าเยี่ยจงคงต้องสบโอกาสลงมือสังหารเป็นแน่ แต่น่าเสียดายเมื่อต้องมาอยู่ลัทธิแห่งดวงดาวนี้ วิธีที่ใช้การสังหารในการตัดปัญหาก็ไม่อาจใช้ได้ในที่เปิดเผยเช่นนี้

 

ทว่า ต่อให้เป็นเช่นนี้ก็นับว่าเพียงพอแล้ว

 

เมื่อมองดูไปที่ร่างของฝูหยางที่ตอนนี้หน้าขาดซีดราวกับกระดาษ เยี่ยจงก็เผยรอยยิ้มขึ้นสายหนึ่ง ยื่นมือออกมาทำท่าคารวะ กล่าวเสียงเบาออกมา “ ศิษย์พี่ฝูหยาง ออมมือแล้ว “

 

นัยน์ตาของฝูหยางปรากฏความไม่เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ อีกทั้งยังคิดที่จะฝืนใจลงมือ ทว่าทันทีที่ยืนขึ้นมา เขาก็ต้องกุมไปที่หน้าอกแล้วกระอักโลหิตออกมาคำหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าครั้งนี้อาการบาดเจ็บของเขามิได้เบาบางอย่างที่เขาคาดคิดเอาไว้

 

ฝูหยางพ่ายแล้ว

 

เมื่อพบเห็นว่าฝูหยางได้กระอักเลือดออกมาอีกคำหนึ่ง บรรยากาศของทั่วสี่ทิศก็ได้เงียบเชียบลง ศิษย์ของลัทธิแห่งดวงดาวทั้งหมด นัยน์ตาของแต่ละคนในตอนนี้ก็ได้ปรากฏความตื่นตะลึงขึ้นมา กับบทสรุปที่ออกมานอกเหนือการคาดเดาของพวกเขาทั้งหมด

 

พลังฝีมือของฝูหยางถึงแม้จะไม่อาจนับได้ว่าอยู่ในชั้นแนวหน้าของสาขาใน แต่ว่าก็นับได้ว่ามีชื่อเสียงอยู่ไม่น้อยอยู่เหมือนกัน ดังนั้น เมื่อช่วงเวลาที่ผลการประลองออกมาแล้ว ถึงได้มีผู้คนมากมายที่รู้สึกว่ายากที่จะเชื่อในสิ่งที่เห็น หากมิใช่ได้พบเห็นด้วยตาตนเอง เกรงว่ามีผู้คนอยู่ไม่น้อยที่ต่อให้ถูกทุบตีจนตายก็ยังไม่เชื่อ

 

“ จิ๊ จิ๊ ดูเหมือนว่าขยะของตระกูลเยี่ยที่ล้ำลือกันท่านนี้ คงจะไม่ธรรมดาซะแล้ว...... “

 

“ ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินมาว่าเขาได้ฆ่าสังหารม่อฝานหลงผู้นั้นภายในอารามก่อฟ้า ในตอนนี้ก็ยังไม่เชื่อ ตอนนี้ได้เห็นเรื่องราวเป็นเช่นนี้ก็ต้องเชื่อจริงๆแล้ว “

 

" ดูเหมือนว่าศิษย์สายในของเราได้เพิ่มบุคคลที่เกินกว่าคาดเดาอีกคนแล้ว ? "

 

" ถ้าข้าจำไม่ผิดแล้วละก็ ศิษย์พี่ฝูหยางจัดอยู่ในอันดับที่แปดสิบเจ็ดของศิษย์สายในสินะ ? ศิษย์น้องเยี่ยจงผู้นี้สมควรอยู่ในอันดังหนึ่งร้อยแปด ในเมื่อผ่านการประลองแล้ว ศิษย์น้องเยี่ยจงสมควรที่จะได้รับอันดับของศิษย์พี่ฝูหยางแล้วละ ? "

 

" เรื่องราวในวันนี้ จะจบลงได้อย่างง่ายดายเช่นนี้หรือ ? "

 

หลังจากที่เสียงซุบซิบสายหนึ่งกล่าวจบ ศิษย์ของลัทธิแห่งดวงดาวทั่วสี่ทิศก็ได้จดจ่องไปที่ที่เยี่ยจงยืนอยู่อีกครั้ง ภายในดวงตาของพวกเขาในตอนนี้ได้เต็มไปด้วยรสชาติของความหวาดกลัวอยู่เต็มไปหมด พลังที่แท้จริงของเยี่ยจงที่ถูกใช้ออกมาในตอนนี้ เพียงพอที่จะให้พวกเขาจับตาแล้ว

 

หลังจากนั้นสีหน้าของฝูหยางอยู่ท่าทีเย็นเยียบก็ได้เปลี่ยนแปลงไปมาไม่หนุดนิ่ง จนกระทั่งถอนหายใจออกมาคำหนึ่ง พลังฝีมือที่เขาใช้ออกเมื่อครู่ คิดไม่ถึงว่าในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดยังต้องถูกเยี่ยจงพลิกสถานะการณ์กลับมาได้ อีกทั้งจากที่เขาเคยตรวจสอบ ทุกคนถึงแม้จะอยู่ในระดับขั้นก่อเกิดขั้นที่ห้า แต่ว่าความแข็งแกร่งของเยี่ยจงเป็นที่ชัดเจนว่าแกร่งกว่าเขาอยู่มากนัก เห็นได้ชัดว่าวิชายุทธ์ที่เยี่ยจงฝึกปรือมา สมควรที่จะไม่ด้อยไปกว่าวิชายุทธ์ดาราคล้อย

 

“ วิชาล้างไขกระดูกที่เล่าลือกันงั้นหรือ ? “ ฝูหยางมองไปทางด้านเยี่ยจงด้วยความสงสัยอยู่หลายส่วน หลังจากนั้น เขาก็ค่อยทำมือคารวะไปมา เอ่ยปากกล่าวเสียงอ้ำอึ้ง “ ศิษย์น้องเยี่ยจง นับถือๆ พลังฝีมือเช่นนี้ถือได้ว่าสามารถที่จะออกไปทำภารกิจกับศิษย์พี่หญิงหลิงเยวี่ยได้แล้ว ข้าไร้คำพูดจะกล่าวแล้ว “

 

กล่าวจบ ฝูหยางก็เตรียมตัวหันกายคิดจะจากไป

 

“ ศิษย์พี่ฝูหยาง “

 

ในตอนที่เยี่ยจงส่งเสียงเรียกขึ้นมา จนกระทั่งเงียบลง แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร มีคนไม่น้อยในตอนนี้ต่างก็รู้สึกขนลุกจนถึงกระดูกขึ้นมาอยู่หลายส่วน

 

“ เกรงว่า ผู้น้องยังคงให้ท่านไปไม่ได้หรอก “ บนใบหน้าเยี่ยจงได้ปกคลุมไปด้วยรอยยิ้มอย่างไม่แยแส “ ตามที่พวกเราตกลงกันไว้ ขอเพียงเจ้าไม่อาจรับมือข้าได้ในสิบกระบวนท่า เช่นนั้นข้าก็ต้องตัดแขนเจ้าข้างหนึ่ง ...... ตอนนี้อย่าว่าแต่สิบกระบวนท่าเลย แม้แต่ห้ากระบวนท่าก็ยังไม่มี ? “

 

“ อะไรกัน ? “

 

“ เจ้าเด็กน้อยผู้นี้ “

 

ได้ยินคำพูดที่เยี่ยจงเอ่ยออกมา ศิษย์ของลัทธิแห่งดวงดาวทั้งสนามก็เข้าใจขึ้นมา เรื่องราวในวันนี้แน่นอนว่าไม่อาจที่จะผ่อนปรนได้แล้ว

 

ความจริงแล้วเยี่ยจงไม่คิดที่จะเอ่ยเรื้องนี้ขึ้นมา เรื่องในวันนี้ก็ถือได้ว่าเลิกแล้วกันไป อีกอย่างข้อตกลงในการพนันก่อนหน้านี้ เกรงว่าคงไม่มีผู้คนให้ความสำคัญ แต่ตอนนี้เยี่ยจงกลับเอ่ยปากออกมา เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับข้อตกลงพนันที่ให้ไว้ในสายตา

 

ข้อตกลงคือการตัดแขน

 

ทันทีที่มีสติกลับมา มีคนคนไม่น้อยจ้องมองไปยังบนแขนของฝูหยาง หนังตาของแต่ละคนต่างก็ค่อยๆกระตุกไปมา

 

ในเวลาอันรวดเร็ว พวกเขาก็ได้หันกลับมามองไปทางด้านของเยี่ยจง นัยน์ตาแสดงถึงความหวาดกลัวไม่หยุด

 

“ ศิษย์น้องเยี่ยจง พวกเราก็ได้ยอมแพ้ไปแล้ว ยกโทษได้ก็ควรที่จะยกโทษให้ เจ้าก็อย่าได้เกินเลยไป “ ฝูหยางยังไม่หยุดที่จะเอ่ยปาก  ศิษย์ของลัทธิแห่งดวงดาวก่อนหน้าที่มากันหายได้จ้องเขม็งอย่างเย็นเยียบไปทางด้านของเยี่ยจงแล้วเอ่ยปากกล่าว ถึงแม้เยี่ยจงจะมีฝีมือไม่นับว่าอ่อนแอ แต่ว่าเขาก็ไม่เชื่อว่าทางด้านของพวกเขามีกำลังคนมากมาย จะต้องเกรงกลัวเยี่ยจงเพียงคนเดียว

 

“ ปั้ง “

 

เยี่ยจงขยับร่างกายออกไปราวกับประกายแสง ในช่วงเวลาที่เด็กน้อยผู้นี้เอ่ยปากกล่าวยังไม่ทันที่จะมีปฏิกิริยากลับมาได้ทัน ก็ได้ถูกฝ่ามือตบไปยังบนใบหน้าของเขา ในตอนที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ก็ได้หัวเราะอย่างเย็นช้าแล้วกล่าว “ เจ้าใช้ฐานะอันใด ? คำว่าศิษย์น้องสองคำนี้มีไว้ให้เจ้าเรียกงั้นหรือ ? เจ้ามีคุณสมบัติอันใดให้ข้าอภัยให้ก็อภัยให้ผู้คน ? “

 

" เจ้า "

 

ชายหนุ่มที่ถูกตบไปยังใบหน้าโกรธขึ้นมา

 

“ เปรี้ยง “

 

“ ชิ้ง เช้ง “

 

เขายังไม่ทันได้พูดอะไรออกมา เยี่ยจงก็กลับตัวมา หนึ่งฝ่าเท้าก็ได้แตะไปที่ใบหน้า ในครั้งนี้ร่างกายของชายหนึ่มก็ได้ลอยออกไป ในช่วงเวลาที่กระแทกลงกับบนพื้น ยังไม่ทันได้ส่งเสียงเชอะก็ต้องสลบไปในทันที

 

หลังจากที่เสร็จสิ้นการเคลื่อนไหวนี้ เยี่ยจงก็กวาดสายตาอย่างเยือกเย็นมองไปยังเด็กน้อยอื่นอีกหลายคนที่คิดจะลงมือ ประกายตาของเยี่ยจงในครั้งนี้ก็ราวกับทำให้คนเหล่านี้ไม่กล้าที่จะก้าวเท้าออกไป

 

พูดเป็นเล่นไป พลังฝีมือของเด็กน้อยเมื่อครู่ที่ถูกเยี่ยจงเตะจนมึนก็มิได้แตกต่างจากพวกเขามากนัก พวกเขาลงมือในตอนนี้ ก็ไม่ต่างจากไปหาที่ตายเอง ?

 

" เยี่ยจง เจ้าต้องการแขนข้างนี้ของข้าจริงๆงั้นหรือ " นัยน์ตาฝูหยางเย็นเยียบ เขากุมไปที่หน้าอก เอ่ยปากกล้าวด้วยเสียงบาดหู

 

" ศิษย์พี่ฝูหยาง " เยี่ยจงยิ้ม รอยยิ้มเป็นประกายราวแสงอาทิตย์ แต่ว่าในสายตาของศิษย์ของลัทธิแห่งดวงดาวทั้งสี่ทิศที่เห็น ราวกับเป็นดั่งรอยยิ้มของมารร้ายก็มิปาน

 

" ศิษย์พี่ท่านไม่ลองถามใจตัวเองดูละ หากว่าคนที่พ่ายแพ้ในวันนี้เป็นข้า ท่านจะปล่อยข้างั้นหรือ ? เกรงว่า แขนข้างนี้ของข้าคงได้เป็นของของท่านแล้ว ? "

 

" ดังนั้น กล่าวคำพูดไร้สาระไปก็ไร้ความหมาย " เยี่ยจงยิ้ม " สิ่งที่พวกเราต้องตัดสินใจมีเพียงข้อเดียว นั้นก็คือ ศิษย์พี่จะลงมือด้วยตนเอง หรือว่าจะให้ศิษย์น้องจัดการให้ ? "

.

.

.

.

 

 




NEKOPOST.NET