เทพยุทธ์สะท้านภพ ตอนที่ 82 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

เทพยุทธ์สะท้านภพ

Ch.82 - ใช้แขนเป็นเดิมพัน


ตอนที่ 082 ใช้แขนเป็นเดิมพัน

 


รูม่านตาของเยี่ยจงในตอนนี้ได้หดตัวลง ในเวลาเดียวกับที่หยางเฮ้าจากไป คนเหล่านี้ก็ได้โผล่ออกมา หากกล่าวว่าเด็กน้อยกลุ่มนี้ไม่มีความสัมพันธ์ใดกับหยางเฮ้าแล้วละก็ เยี่ยจงไม่ว่าจะอย่างไรก็มิอาจเชื่อได้ หากว่าเยี่ยจงไม่มีกึ่นแล้งละก็ เกรงว่าตลอดมานี้ตั้งแต่แรกก็อยู่ในการคำนวณของหยางเฮ้าไว้แล้ว ? หยางเฮ้าผู้นี้ถือได้ว่าเป็นผู้ที่วางแผนได้อย่างชาญฉลาด หากว่ามีโอกาสแล้ว คงจะต้องจัดการให้เรียบร้อย

 

ในตอนที่พบว่ามีคนจำนวนมากเหล่านี้โผล่ออกมา ซูหยูก็ขมวดคิ้ว และจากนั้นก็กล่าวดูถูก " ฝูหยาง พวกเจ้าหมายความว่ายังไง ? "

 

" เหอะๆๆ หมายความว่ายังไง ? "

 

ท่ามกลางเงาร่างของคนจำนวนมาก เด็กน้อยที่เป็นผู้นำเรียกว่าหยางเฮ้าตอนนี้ได้ยื่นแขนออกมาบิดขี้เกียจคราหนึ่ง หลังจากนั้นเขาก็แสดงอารมณ์กึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้มเหม่อมองไปทางด้านซูหยี่ จึงค่อยส่ายหัวแล้วกล่าว " ศิษย์น้องหญิงซูหยี่ ข้ามิได้มีความสนใจที่จะตีฝีปากกับเจ้าหรอกนะ เจ้าควรทราบว่า ตลอดมานี้ข้าก็ได้เป็นห่วงศิษย์พี่หญิงมากมายขนาดไหน ศิษย์พี่หญิงหลิงเยวี่ยออกไปทำภารกิจในครั้งนี้ มิได้เลือกพวกเราไปจัดการเพื่อนาง พวกเราก็มิกล้าที่จะมีความเห็นเป็นอื่น ....... แม้กระทั่งไม่สนว่าจะเป็นเจ้าศิษย์น้องหญิงซูหยี่ หรือว่าจะเป็นพวกเขาศิษย์น้องหญิงหลู่ปิง ต่างก็นับได้ว่าเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนภายในสาขาในของพวกเรา ในความเห็นของพวกเรา พวกเราก็นับได้ว่าวางใจ ...... “

 

" เพียงแต่ว่า ไม่ทราบว่ามีเด็กน้อยโผล่มาจากที่ใดผู้นี้ ก็คิดที่จะไปปกป้องศิษย์พี่หญิงหลิงเยวี่ย เกรงว่าพวกเราก็มิอาจที่จะเชื่อใจได้ “ ฝูหยางจ้องเขม็งไปทางด้านของเยี่ยจง น้ำเสียงที่กล่าวออกมานั้นได้แสดงออกถึงความเหยียดหยามออกมาชนิดหนึ่ง

 

" ฝูหยาง ข้าเลือกผู้ใดไปทำภารกิจร่วมกัน ยังไม่ถึงรอบของเจ้าที่ต้องมาจัดการให้หรอกนะ ? " หลิงเยวี่ยมองไปด้วยสายตาเย็นเยียบ เอ่ยปากกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

 

“ เหอะ ศิษย์พี่หญิงหลิงเยวี่ย ท่านเป็นถึงนางในฝันในสายตาของพวกเราเหล่าเด็กน้อย ทุกคนต่างก็อดเป็นห่วงในความปลอดภัยของท่านมิได้ มีอันใดไม่ถูกต้องกัน ? “ เห็นได้ชัดว่าฝูหยางเกรงกลัวหลิงเยวี่ยอย่างไร้ที่เปรียบ จากนั้นเขาหัวเราะฮ่าฮ่าออกมา จ้องมองไปที่บริเวณที่เยี่ยจงอยู่ นัยน์ตาทอประกายเหยียดหยามและดูถูก “ เด็กน้อย เวลานี้ยังให้ศิษย์พี่หญิงหลิงเยวี่ยออกหน้าให้เจ้า ยังมีความเป็นลูกผู้ชายอีกหรือ ? “

 

“ เยี่ยจง อย่าไปสนใจพวกเขา นี้เป็นการแสดงออกที่ต่ำช้าที่สุดเท่านั้น “ ซูหยี่ขมวดคิ้วไปมา มองดูเยี่ยจงที่ตอนนี้เตรียมตัวที่จะก้าวออกไป กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอ้ำอึ้ง

 

“ มีแต่ปัญหาที่ไม่เท่ามาจากที่ใดเช่นนี้มาได้ตลอดสินะ ข้าก็ปวดเศียรเวียนเกล้าแล้ว “ จากนั้นเยี่ยจงหรี่ตามองดูฝูหยางผู้นี้ และจากนั้นก็มองไปทางด้านซูหยี่แล้วยิ้มออกมาคราหนึ่งแล้วกล่าว “ ฝีมือของข้าศิษย์พี่หญิงท่านนับได้ว่ากระจ่างอยู่ ทว่าเห็นได้ชัดว่ายังมีผู้คนอีกมากที่ยังไม่เข้าใจ วันนี้ข้าจะจัดการกับปัญหายุ่งยากเหล่านี้ภายในคราเดียวให้จบกันไปในทีเดียว “

 

หลังจากเงียบงัน หนังตาของซูหยี่ก็ค่อยๆกระตุกคราหนึ่ง หลังจากนั้นก็ถอนหายใจออกมาคำหนึ่ง

 

“ สงสัยจะมีเรื่องที่น่าสนุกให้ดูแล้ว “

 

ตอนนี้ บริเวณใกล้ทางเข้าของลัทธิแห่งดวงดาว ท่านใดนั้นก็เกิดการรวมตัวอยู่ไม่น้อยของลูกศิษย์ลัทธิแห่งดวงดาว พวกเขาตอนนี้แต่ละคนนัยน์ตาต่างก็ปรากฏความสงสัย จะต้องมายังทางด้านนี้ ภายในใจก็ได้ปรากฏคำพูดนี้ออกมา

 

" น้อมพบศิษย์พี่ " หลังจากที่ยิ้มแย้มให้กับบุคคลเช่นซูหยี่แล้ว เยี่ยจงก็หันกายไป ก้าวออกไปด้านหน้าก้าวหนึ่ง และจากนั้นก็คารวะแล้วกล่าว

 

"เหอะ เยี่ยจง เจ้าเป็นอย่างที่ร่ำลือกันก็มิปาน ปากกล้านัก ทำไม เจ้าจู่จู่ก็คิดว่าพวกเราเป็นความยุ่งยากประเภทที่จัดการได้อย่างง่ายดายงั้นหรือ ? " ฝูหยางจ้องไปที่เยี่ยจงอย่างดุดัน ท่ามกลางนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยรสชาติการเหยียดหยามอย่างมิอาจที่จะปกปิดไว้ได้ “ ข้ามิได้สื่อถึงความหมายที่ปล่อยให้เจ้าผ่านไปมิได้ ขอเพียงให้เจ้าว่าในตอนนี้ว่าง่ายถอยออกมาจากตำแหน่งนั้นของเจ้า นี้ก็ส่งผลประโยชน์ที่ดีต่อพวกเราทุกคนมิใช่หรือ ? “

 

" พวกเจ้ามาก่อกวนเรื่องดีๆของข้า ยังจะกล่าวถึงความหมายที่ผ่านไปกับข้าไม่ได้อีกหรือ ? " สีหน้าเยี่ยจงดุดันขึ้นมา แต่ว่าคำพูดที่กล่าวออกมาก็ทิ่มแทงไปที่พวกเขา “ หากต้องการเป็นเช่นนั้นแล้วละก็ หลังจากที่ข้าตบไปด้วยหนึ่งฝ่ามือแล้ว ค่อยกล่าวกับเจ้าว่าขออภัย ก็เหมือนความหมายที่ผ่านไปก็เจ้าไม่ได้งั้นหรือ ? “

 

“ เจ้า “ ฝูหยางสูดลมหายใจเข้าออกหลายครา จากนั้นเขาก็ส่ายศีรษะไปมา ตั้งสติแล้วกล่าว “ ข้าทราบว่าเจ้าได้ทำให้หลอหลงพ่ายแล้ว ทว่าการล้มเด็กน้อยสาขานอกในการประลองได้นั้น ก็ทำให้เจ้ามีความมั่นใจแล้วละก็ ข้าก็มิอาจที่จะกล่าวต่อได้ เจ้าช่างไร้เดียงสาเหลือเกิน “

 

" ไร้เดียงสาไม่ไร้เดียงสา ศิษย์พี่ไม่คิดที่จะลองดูด้วยตัวเองหรอกหรือ ? " เยี่ยจงตอนนี้ไม่มีความสนใจที่จะต้องการสนทนาด้วยคำพูดไร้สาระกับฝูหยางอีกต่อไป และจากนั้นก็หัวเราะดังๆออกมา จากนั้นก็ค่อยๆยื่นมือขวาออกมา พลิกมือคราหนึ่ง

 

ในช่วงเวลาตอนที่เยี่ยจงกล่าวคำพูดนี้ออกมาท่ามกลางทั่วทั้งสนาม ทั่วทั้งสี่ทิศแปดด้านก็ได้มีเสียงดังจอแจวิพากษ์วิจารย์ออกมา ศิษย์ลัทธิแห่งดวงดาวไม่น้อย สีหน้าตอนนี้แต่ละคนได้เปลี่ยนเป็นคาดไม่ถึงขึ้นมาหลายส่วน

 

เยี่ยจงหลายเดือนมานี้ ถือได้ว่าได้รับมือเรื่องยุ่งยากภายในลัทธิแห่งดวงดาวนี้ไม่น้อย รับรู้ถึงการมีอยู่ของยอดฝีมือทั้งหลาย แต่ว่าตลอดมา ที่ปะทะด้วยต่างก็เป็นศิษย์สาขานอก และในครั้งนี้ ศิษย์สาขาในผู้นี้ที่จัดอยู่ในอันดับที่ไม่ได้ต่ำเลยอย่างฝูหยางกลับมาหาเรื่องถึงที่ เขาถึงกับมีความกล้าพอที่จะโดยใช้เลือดเนื้อเป็นเดิมพัน ?

 

เด็กน้อยผู้นี้มีความสามารถอย่างแท้จริง หรือว่าเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไปกัน ?

 

ในขณะนี้เอง แม้แต่ฝูหยางก็อดไม่ได้ที่จะต้องงุนงงขึ้นมา ความจริงที่เขาคิดเอาไว้ เมื่อเยี่ยจงเผชิญหน้ากับการดูถูกและถากถางจากตนเองแล้ว สมควรที่จะใช้พลังทั้งหมดพุ่งเข้ามาปะทะด้วยกันทั้งสองฝ่ายจึงจะถูกต้อง แต่ว่าเยี่ยจงกลับกลายเป็นว่า ขอท้าเดิมพันเลือดเนื้อกับตนเอง จากผู้ตามกลายเป็นผู้นำทันที จิตอันเข้มแข็งเช่นนี้ ได้ทำให้จิตใจของฝูหยางค่อยๆร้อนรนขึ้นมา

 

ดูเหมือนว่า ศิษย์น้องเล็กที่พึ่งเข้ามาใหม่ของสาขาในอย่างสดๆร้อนๆผู้นี้ ถึงกับมีความสามารถอยู่หลายส่วนจริงหรือ

 

ตอนนี้ ในบริเวณที่มีระยะทางที่ไม่ห่างจากประตูทางเข้าลัทธิแห่งดวงดาว ร่างของหยางเฮ้าที่กำลังยืนใต้เงาต้นไม้อยู่ เขาจดจ้องไปทางด้านนี้อย่างเงียบสงบ นัยน์ตาได้ปรากฏความฉงนสงสัยขึ้นมาสายหนึ่ง

 

“ เด็กน้อยผู้นี้ ในเมื่อต้องการใช้เลือดเนื้อเดิมพันกับฝูหยาง ที่แท้เขาถึงกับมีความเชื่อมั่นเช่นนั้นเลยหรือ ? ก็แค่เด็กน้อยที่มีพลังอยู่ในขั้นก่อเกิดขั้นที่ห้าเพียงคนเดียวเท่านั้น ต้องทราบว่า ฝูหยางนั้นฝึกปรือวิชาลมปราณดาราคล้าย แต่ให้เขามีดัชนีเพลิงดาราคล้อย ก็ใช่ว่าจะทำกระไรได้ แต่ว่า เขาถึงกับไม่กลัวจริงๆงั้นหรือ ? “ หยางเฮ้าขมวดคิ้ว นัยน์ตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความสงสัย ถึงแม้เขาความจริงจะไม่เห็นเยี่ยจงอยู่ในสายตาเลยก็ตาม แต่ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับที่ตนเองคาดคิดเอาไว้นั้นไม่เหมือนกัน มีแต่ทำให้ภายในจิตใจของเขาปกคลุมไปด้วยความรู้สึกไม่ปลอดภัยสายหนึ่ง

 

" พี่ใหญ่ ถ้าเช่นนั้นพวกเราไม่ลงมือร่วมกันล่ะ ? จัดการทุบตีเจ้าเด็กน้อยแซ่เยี่ยผู้นี้ให้กลัวจนหัวหดในครั้งเดียวไปเลย  แม้แต่หญิงสาวที่พี่ใหญ่เล็งไว้อยู่ก็ยังกล้าที่จะแตะต้อง หาที่ตาย “ บริเวณด้านหลังของหยางเฮ้า สภาพที่เหมือนนักเลงปรากฏอยู่ใบหน้าของหยางฟางในตอนนี้ เขาจ้องมองไปทางด้านที่เยี่ยจงอยู่อย่างเย็นชา เอ่ยปากหัวเราะอย่างเย็นชา

 

" ไม่รีบร้อน " หลังจากที่หยางเฮ้าครุ่นคิดใคร่ครวญ ค่อยเอ่ยปากกล่าวออกมาเสียงแผ่วเบา เขาชมชอบที่จะทำงานอย่างรัดกุม มิชมชอบความรู้เช่นเสี่ยงดวงพนันแต่อย่างไร “ แม้ฝูหยางจะเป็นฝ่ายเริ่มต้นก็ตามที เช่นนั้นก็ให้เขาได้ลองๆดูละกัน หากสำเร็จแล้วละก็ คงจะถือได้ว่าดีมาก “

 

" หากว่าแพ้ล่ะ ? " หยางฟางเอ่ยปากถาม

 

“ พ่ายแพ้นั้นคือฝูหยาง เกี่ยวอันใดกับเราท่านสองพี่น้องกัน ? “ หยางเฮ้ายิ้มอย่างเย็นชา

 

หยางฟางเงียบงันไร้คำพูดออกมาในทันที ใบหน้าได้ปรากฏอารมณ์ ราวกับนึกอันใดได้ขึ้นมา

 

…………

 

“ นับว่ามีความกล้าอยู่บ้าง “

 

ฝูหยางจ้องเขม็งไปที่เยี่ยจงในการเดิมพันด้วยเลือดเนื้อ เพียงแต่ว่าหลังจากนั้น จิตใจก็ราวกับถูกอสูรกระชากออกขึ้นมาสายหนึ่ง ได้รับความรู้สึกเย็นเยียบชนิดหนึ่ง ตั้งแต่อยู่ภายในลัทธิแห่งดวงดาวมาตั้งนานจนถึงตอนนี้ เป็นครั้งแรกที่เขาถูกผู้อื่นท้าเดิมพันด้วยเลือดเนื้อ

 

ต่อมา เขาก็คร้านที่จะกล่าวคำพูดไร้สาระแม้ครึ่งคำ แล้วก็ก้าวย้ำออกไปหนึ่งก้าว ลมปราณและเลือดลมก็ได้เดือดขึ้นมาในทันที  พลังอำนาจอันน่าหวาดหวั่นถึงขีดสุดชนิดหนึ่งได้แผ่ออกมาจากลมปราณของเขา ในขณะนั้นเอง ลมปราณของเขาก็ราวกับว่ามีเสียงแผดร้องดังออกมาก็มิปาน

 

“ วิชาลมปราณดาราคล้อย “

 

ฉากเบื้องหน้านี้ให้ความรู้สึกอันคุ้นเคยจนทำให้เยี่ยจงต้องงุนงงขึ้น และจากนั้นนัยน์ตาก็ปรากฏไปด้วยความสงสัยกลุ่มหนึ่ง วิชาลมปราณที่ฝูหยางผู้นี้ฝึกปรือที่แท้ก็เป็นวิชาลมปราณดาราคล้อยงั้นหรือ ? ดังนั้น เขาในตอนนี้ที่อยู่ในระดับพลังฝีมือขั้นก่อเกิดขั้นที่ห้าแล้ว และตนเองก็ไม่ได้ต่างกันในจุดใด แต่ว่า เมื่อเทียบกับหลอหลงแล้ว เขาถือได้ว่าแข็งแกร่งกว่าขั้นหนึ่ง

 

“ เยี่ยจง ในเมื่อเจ้าและข้าต่างก็เป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกัน ข้าก็ไม่ต้องการที่จะเอาเปรียบเจ้า ขอเพียงเจ้าสามารถที่จะรับข้าได้สิบกระบวนท่าโดยไร้พ่าย เช่นนั้นเจ้าก็ออกไปทำภารกิจพร้อมกับศิษย์พี่หญิงหลิงเยวี่ยได้เลย ข้าฝูหยางก็จะไม่กล่าวมากความอีก หากว่าเจ้าต้านทานไว้ไม่ได้ ก็ไสหัวไปอย่างว่าง่ายซะ เจ้ากล้ารับคำท้าหรือไม่ ?

 

ฝูหยางร้องเฮ้อเสียงต่ำคำหนึ่ง ตอนนี้ภายในท่ามกลลางสนามได้มีเสียงดังจอแจขึ้นมา

 

“ ภายในสิบกระบวนท่า ก็เหมือนกับการละเล่นของเด็กน้อยไปแล้วมั่ง ? “ เยี่ยจงจ้องเขม็งไปที่ฝูหยาง และจากนั้นก็ยิ้มอย่างเย็นชาคำหนึ่ง “ ศิษย์พี่ฝูหยางท่านในเมื่อคิดที่จะลงมือแล้วละก็ เช่นนั้นพวกเราไม่ลองพนันอะไรที่ใหญ่โตกว่านี้หน่อยหรือ ? ขอเพียงท่านสามารถผ่านสิบกระบวนท่าของผู้น้องไปได้ วันนี้ข้าก็จะตัดแขนข้างหนึ่ง หากว่าท่านต้านทานข้าไว้ไม่ได้ภายในสิบกระบวนท่าแล้วละก็ เช่นนั้นข้าก็ขอรับแขนของท่านแทน “

 

“ อะไรนะ ? ตัดแขนข้างหนึ่งของตน ? “

 

ในเวลาเดียวกันที่เสียงของเยี่ยจงดังขึ้นมา แต่ว่ากับการเดิมพันที่ไม่เหมือนกับของฝูหยาง ในช่วงเวลาที่ฝูหยางบอกออกถึงการเดิมพัน บรรยากาศที่แตกต่างของทั้งสองฝ่ายได้มีแผ่ออกมา แต่ว่าในช่วงเวลาที่เยี่ยจได้บอกถึงการเดิมพัน ก็ได้มีบรรยากาศคล้ายกับการนองเลือดลอยขึ้นมาอย่างช้าๆ

 

และตอนที่เยี่ยจงได้ยินคำพูดนี้ ศิษย์ทั่วสี่ทิศของลัทธิแห่งดวงดาวก็ได้ตื่นตระหนกขึ้นมา ถือได้ว่าเข้าใจได้ขึ้นมา ฉากด้านหน้าในวันนี้ เกรงว่าจะมิอาจที่จะจบลงได้อย่างง่ายดายอย่างที่คาดคิดไว้เช่นนั้นอย่างแน่นอน

 

" พนันกับข้าด้วยแขนข้างหนึ่ง ใจกล้าดีนิ ทว่าเพียงแค่ศิษย์น้องที่พึ่งเข้าสำนักเป็นคนเดียวอวดดีเช่นนี้แล้ว เล่นนั้นเมื่อเป็นศิษย์พี่หากไม่ตอบรับคำขอแล้วละก็ เกรงว่าวันข้างหน้าศิษย์พี่คงไม่มีจุดยืนในลัทธิแห่งดวงดาวแล้วละ ? ก็ดี ข้าจะพนันกับเจ้า ข้าก็อยากทราบว่า ขยะเยี่ยจงตามที่ล่ำลือกันเช่นเจ้า ที่แท้มีความอดทนแค่ไหนกัน "

 

นัยน์ตาของฝูหยางทอประกายพลังการฆ่าฟันสายหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นถ้าพ่ายแพ้แล้วละก็ แน่นอนว่าเขาก็ไม่ต้องการคิดที่จะเดิมพันด้วยแขนข้างหนึ่งกับเยี่ยจงเยี่ยงนี้ แต่ว่า ตอนนี้เขาก็ยากที่จะลงจากหลังเสือแล้ว หากว่าเขาไม่ยอมรับข้อเสนอแล้วละก็ เกรงว่าวันหน้าผู้ที่ไม่มีหน้าไปพบผู้คน คงจะหนีไม่พ้นเขาเองอย่างแน่นอน

 

" ตูม "

 

ทันใดนั้นเอง ฝูหยางก็ก้าวออกมาหนึ่งก้าว ใจกลางฝ่ามือได้ปรากฏแสงประกายสดใสปะทุหลั่งไหลออกมา และจากนั้นก็กับหอกเงินยาวด้ามหนึ่งปรากฏอยู่บนใจกลางฝ่ามือของเขา บนตัวของหอกยาว ให้ความเคลื่อนไหวที่ทำให้ผู้คนสัมผัสได้ถึงความตะลึงออกมา เห็นได้ชัด ศาสตราวุธชิ้นนี้นับได้ว่ามีอำนาจอยู่ไม่น้อยชิ้นหนึ่ง

 

" ซวบ ซวบ ซวบ "

 

หอกอยู่บนมือ ฝูหยางก้าวออกไปหนึ่งก้าว หอกยาวในมือสั่นคราหนึ่ง แล้วก็เปลี่ยนเป็นเงาหอกนับสิบสายพุ่งปะทุเขาหาบริเวณที่เยี่ยจงอยู่ วินาทีนั้น ทั่วทั้งอากาศในตอนนี้ก็ราวกับกำลังถูกฉีกกระชาก เสียงตัดผ่านสายลมดังขึ้นภายในใบหู

 

และเมื่อเผชิญกับการโจมตีนี้ของฝูหยาง เยี่ยจงก็ขยับฝ่ามือเช่นเดียวกัน ในวินาทีนั้นก็ได้มีแสงสว่างประกายสีเขียวปรากฏพร้อมเสียงดังอึงอลบนใจกลางฝ่ามือของเขา และจากนั้นกระบี่คงหมิงก็ปรากฏขึ้นมา ไอกระบี่แผ่ออกไปสายหนึ่ง

 

.

.

.

.

 




NEKOPOST.NET