เทพยุทธ์สะท้านภพ ตอนที่ 79 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

เทพยุทธ์สะท้านภพ

Ch.79 - วิธีทำลายค่ายกล


ตอนที่ 079 วิธีทำลายค่ายกล

 

ค่ายกลยันต์วิญญาณ โดยใช้ยันต์วิญญาณสร้างขึ้นจนสำเร็จเป็นวิถีแห่งค่ายกล อย่างแรกคือการดูจากพลังอำนาจในการสร้างค่ายกลยันต์วิญญาณคงอยู่ในระดับขั้นพื้นฐานของยันต์วิญญาณ อย่างที่สองคือระดับของรูปแบบค่ายกล อย่างที่สามคือดูฝีมือของผู้ที่จัดวางค่ายกลยันต์วิญญาณ  สามารถกล่าวได้ว่าทั้งสามสิ่งขาดมิได้เลย แต่ว่า ถ้าหากฝีมือของเด็กน้อยที่จัดวางค่ายกลยันต์วิญญาณยังไม่ถึงขั้นแล้วละก็ เช่นนั้นก็ถือได้ว่าในสองข้อแรกถือว่าแย่ลงมาเล็กน้อย แต่ว่า พลังอำนาจของค่ายกลยันต์นี้ถือได้ว่าน่าเกรงกลัวอย่างถึงที่สุด

 

เยี่ยจงเมื่อชาติที่แล้วได้เคยฝึกปรือวิชายันต์มาก่อน ถึงแม้จะมิได้ไปได้ไกลมากนัก แต่ว่าโดยหลักการของเหตุผลก็นับว่ามีเข้าใจอยู่

 

ตอนนี้ คิดที่จะใช้กำลังในการจัดการกับค่ายกลซ้อนทับนี้ ขอเพียงตีความหมายของทั้งสามข้อได้ก็พอ อีกทั้งถ้านับตามพลังฝีมือของเยี่ยจง แต่ละคนที่เข้ามาทำลายยันต์วิญญาณพื้นฐานเหล่านั้น โดยส่วนมากแล้วเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย และการที่จะเสาะหาจุดอ่อนของค่ายกลซ้อนนี้ ก็มิใช่ใช้ความพยายามเพียงชั่วยามหรือครึ่งชั่วยามถึงจะทำได้ ดังนั้น ตอนนี้ต้องการที่จะทำลายค่ายกลยันต์วิญญาณนี้ วิธีที่ดีที่สุดคือการจัดการกับตัวของหลิงเยวี่ยผู้นี้

 

ในระหว่างที่ร่างกายปะทุถอย ความนึกคิดของเยี่ยจงก็ได้เยือกเย็นลงทำจนทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัว ดวงตาของเขาทอประกายขึ้นมา ทันใดนั้น ก็มองไปที่ร่มผ้ามันในมือของหลิงเยวี่ย แล้วก็หรี่ตาลงเล็กน้อย

 

หากว่าเยี่ยจงมิได้มองผิดแล้วละก็ ฝีมือของหลิงเยวี่ยไม่นับได้ว่าอ่อนแอ แต่ว่านางสมควรยังอยู่ในระดับผู้ฝึกยันต์ในขั้นแรกเท่านั้น และการวางค่ายกลยันต์ของผู้ฝึกยันต์ระดับแรกเริ่ม ไม่เกี่ยวว่านางจะเป็นอัฉริยะที่ฟ้าประทานมา แต่ก็ไม่สามารถใช้ได้ตามแต่ใจต้องการ กล่าวอย่างง่ายก็คือ หากคิดที่จะกระตุ้นความค่ายกลยันต์วิญญาณให้เคลื่อนไหว เช่นนั้นนางสมควรต้องการเชื้ออย่างหนึ่ง และเจ้าเชื้อสิ่งนี้ ส่วนมากแล้วจะเป็น ........
(T/Lเล่าตั้งนานแล้วไม่บอกแล้วจะพูดมาเพื่อ ? )  

 

ตอนนี้ได้เหม่อมองไปที่ความเคลื่อนไหวของร่มผ้ามัน และความรุนแรงของฝนยิ่งมาก็ยิ่งน่าหวาดหวั่น เบื้องหน้าสายตาเยี่ยจงสว่างวาบ ความเคลื่อนไหวของหลิงเยวี่ยดูเป็นไปดั่งใจ แต่ว่าก็เหมือนกับกำลังบ่งบอกอะไรบางอย่าง นอกจากนั้น การมีอยู่ของร่มผ้ามันที่ดูแล้วราวกับกับดักอย่างหนึ่ง มันดึงดูดผู้คนให้เข้าไปทำลายค่ายกล แต่ว่า ดูเหมือนหลิงเยวี่ยจะไม่ทราบในข้อนี้ ?  สถานที่ที่อันตรายที่สุด จึงจะเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุดก็ไม่แน่

 

“ คงได้แต่พนันแล้ว “

 

ทันใดนั้นต่อมา เยี่ยจงกำไปที่มือขวา กระบี่คงหมิงก็ปรากฏขึ้นบริเวณฝ่ามือ และจากนั้นก็พลิกที่มือซ้ายคราหนึ่ง พลังกระบี่ตราประทับก็ปรากฏคลุมอยู่เบื้องหน้าร่างกายราวกับโล่ก็มิปานค่อยๆหมุนวนขึ้นมา และในเวลาเดียวกัน เยี่ยจงก็ก้าวเท้าไปคราหนึ่ง ร่างกายก็พุ่งเข้าหาบริเวณที่หลิงเยวี่ยอยู่ในทันที

 

“ ศาสตราวุธระดับสูง ? ฝีมือของศิษย์น้องเล็กที่พึ่งเข้าใหม่ของพวกเราผู้นี้ ถือได้ว่าเกินกว่าที่จะคาดเดาได้จริงๆ “ หลิงเยวี่ยเห็นว่าเยี่ยจงตอนนี้ได้บุกขึ้นมา ยังมีกระบี่คงหมิงในมือของเขาที่แผ่พลังกดดันน่าหวาดกลัวออกมา แล้วก็หัวเราะดังๆคราหนึ่ง และจากนั้นก็พบว่านางได้ค่อยๆยื่นมือขวาอันบอบบางออกมา ท่ามกลางฉากฝนตกในป่าไผ่ วินาทีนั้น เม็ดฝนนับไม่ถ้วนก็บินรวมตัวเข้าด้วยกับอย่างรวดเร็ว เศษฝนบินหมุนวนไปมาเหล่านี้ ทว่าในช่วงเวลาเพียงหนึ่งลมหายใจ ก็ราวกับมังกรกำลังทะยานออกจากทะเลก็มิปาน ก็ได้รวมตัวกันจนกลายเป็นหอกยาวที่มีความยาวราวหนึ่งจังด้ามหนึ่ง ความรุนแรงไร้ที่เปรียบพุ่งกวาดเข้าหาบริเวณที่มีความรุนแรงราวพายุของเยี่ยจง   

 

“ ชิ้ง “

 

เยี่ยจงกวาดกระบี่คงหมิงในมือออก บริเวณที่ปลายกระบี่อยู่บนตัวหอก รังสีกระบี่สายหนึ่งราวกับดาวตกจากท้องนภา และจากนั้นร่างกายก็ได้พุ่งออกไปในทันใดราวกับกระสุนปืนใหญ่ก็มิปาน การโจมตีอันน่าหวาดกลัวเช่นนี้มีแต่ต้องหลบเลี่ยงเท่านั้น ทันทีที่ปลายเท้าแตะลง ความเร็วก็มีแต่จะเพิ่มขึ้นไม่มีลดลง

 

“ ฝีมือที่ดี “

 

นัยน์ตาของหลิงเยวี่ยได้ปกคลุมไปด้วยความเลี่ยมใส นางถึงแม้จะมองออกว่าเยี่ยจงมีพลังฝีมือเพียงขั้นก่อเกิดขั้นที่ห้า แต่ว่าพลังฝีมือเช่นนี้ ต่อให้อยู่ในลัทธิแห่งดวงดาวแห่งนี้ก็จัดได้ว่าอยู่ในกลุ่มของยอดฝีมือแล้ว แต่ว่ากับฝีมือเช่นหลิงเยวี่ยก็ยังคงไม่เห็นความสามารถเช่นนี้อยู่ในสายตาก็พอแล้ว แต่ผลตอบรับจากพลังสู้รบของเยี่ยจงก็ได้ทำให้หลิงเยวี่ยรู้สึกประทับใจอยู่ การโจมตีราบเรียบง่ายดาย พันพยายามร้อยฝึกฝนทำให้เข้าใกล้ความเป็นปีศาจ แต่ก็ไม่ทราบว่าศิษย์น้องเล็กผู้นี้ฝึกฝนพลังฝีมือเช่นนี้ออกมาจากสถานที่อันใด  

 

“ ชี่ “

 

ถึงแม้นัยน์ตาจะปรากฏความเลี่ยมใส แต่ว่าก็ใช่ว่าจะเป็นเหตุผลเพียงเล็กน้อยให้หลิงเยวี่ยหยุดลงมือ นางใช้ออกด้วยดัชนี เสี้ยววินาทีนี้เม็ดฝนนับไม่ถ้วนทั่วทั้งสี่ด้านก็กลายเป็นหอกยาว หอกยาวราวกับขนาดไม่ต่างจากลูกศรก็มิปาน ทันใดนั้นก็พุ่งเข้าหาบริเวณที่เยี่ยจงอยู่เสียงดังหวือ

 

นัยน์ตาเยี่ยจงได้เย็นชายิ่งขึ้น กระบี่คงหมิงในมือได้แผ่ไอกระบี่ออกมา ในระหว่างที่แสงจากกระบี่เสียงดังหวือ แล้วก็เข้าขว้างหอกยาวเม็ดฝนเหล่านั้นในเวลาเดียวกัน ร่างกายก็ได้เข้าใกล้หลิงเยวี่ยในไม่กี่จัง

 

พบเห็นความเคลื่อนไหวนี้ของเยี่ยจง ได้ปรากฏความเคลื่อนไหวที่ไม่อาจเห็นได้ชัดของหลิงเยวี่ยนี้ จากนั้นก็พกพาความประหลาดใจอยู่หลายส่วนแล้วกล่าว “ ดูแล้วฝีมืออันน้อยนิดเช่นนี้ของข้าคงมิอาจที่จะปิดบังเจ้าได้ เจ้าเดาได้มิผิด ร่มในมือของข้านี้เป็นแกนบังคับค่ายกลซ้อนทับนี้ให้ขยับเคลื่อนไหว เพียงแต่ว่า ต่อให้เจ้าทราบ แล้วจะเป็นไร ? “

 

บนใบหน้าอันสวยงามของหลิงเยวี่ยได้ปกคลุมรอยยิ้ม และจากนั้นก็พบกับมืออันบอบบางของนาง ความจริงหยาดฝนที่โปรยปรายอยู่เต็มท้องบนกลับรวมตัวกันด้วยอย่างแปลกประหลาดอย่างที่สุดในระดับความเร็วทันทีอยู่บริเวณใจกลางมือ แล้วกลับกลายเป็นกระบี่ดาวด้ามหนึ่ง บนกระบี่ยาวได้แผ่ไอวิญญาณฟ้าดินอย่างมหาศาล เห็นได้ชัด ค่ายกลวิญญาณนี้ได้เปลี่ยนกลับกลายเป็นกระบี่ยาวแล้ว อีกทั้งยังมีพลังอำนาจอันน่ากลัวอย่างมหาศาล

 

เยี่ยจงหรี่ตามองดู ตราประทับบนมือซ้ายได้เปลี่ยนไป วินาทีนั้น การป้องกันห้าชั้นที่ปรากฏในตอนแรกด้วยพลังกระบี่ตราประทับก็ได้ทับซ้อนเพิ่มขึ้นบนตัวเข้าสู่กระบี่คงหมิงที่อยู่บริเวณทางด้านหน้า กระบี่นี้ของเยี่ยจง ได้พุ่งเชี่ยวเข้าไปในบริเวณข้างคิ้วของหลิงเยวี่ยอย่างไม่ลังเล  

 

เมื่อกระบี่ตราประทับซ้อนทับเพิ่มขึ้นแล้ว กระบี่เล่มนี้ของเยี่ยจงก็ได้มีพลังอันมหาศาลที่น่าหวาดกลัวอยู่ถึงขีดสุดชนิดหนึ่งรวมอยู่ด้วย เสียงกรีดของสายลมดังขึ้น จนทำให้หลิงเยวี่ยยังต้องหนาวเย็นขึ้นมา เห็นได้ชัดว่านางคงคาดไม่ถึง ฝีมือของเยี่ยจงจะมีความพิศดานถึงเพียงนี้ ไม่รู้ว่าเขานั้นได้ฝึกปรือตราประทับวิญญาณเช่นนั้นออกมาได้อย่างไร ถึงกับสามารถใช้ออกได้ถึงเช่นนั้น

 

อีกทั้ง หลิงเยวี่ยก็ได้ตอบรับกลับมา การโจมตีของเยี่ยจงนี้ ต่อให้เป็นยอดฝีมือขั้นก่อเกิดขั้นที่หกปกติธรรมดา ก็ใช่ว่าจะสามารถตั้งรับเอาไว้ได้

 

“ ที่แท้ก็มีพลังฝีมืออยู่บ้าง แต่ว่าก็ยังไม่เพียงพอ “ สายตาหลิงเยวี่ยเป็นกระกาย และจากนั้นในทันที กระบี่เม็ดฝนในมือยางก็ได้ค่อยๆสั่น ด้านบนของกระบี่เม็ดฝนสายนี้ม้วนออกมาราวกับงูตัวหนึ่ง เข้าปะทะอย่างรุนแรงกับกระบี่ของเยี่ยจงดังอึงอวนออกมา

 

“ ตูม “

 

การโจมตีอันน่าหวาดหวั่นไร้ที่เปรียบของทั้งสองสายได้เข้าปะทะกันในทันที และจากนั้นก็เริ่มที่จะเคลื่อนไหวพลังลมปราณออกมาครอบคลุมไว้ทั้งสี่ทิศแปดด้าน

 

และในช่วงเวลาที่เข้าปะทะกัน ร่างกายเยี่ยจงก็ได้ถูกซัดถอยหลังไปหลายก้าว เห็นได้ชัดว่า พลังของเยี่ยจงคนเดียว ยังไม่อาจที่จะสามารถต่อกรกับค่ายการทับซ้อนนี้ได้

 

ทว่า ทันทีที่พลังกระบี่ตราประทับถูกทำลายลงไป จู่ๆเยี่ยจงก็งอนิ้วมือขึ้น แล้วก็วางกระบี่คงหมิงในมือลง และในช่วงเวลาที่หลิงเยวี่ยเกิดความงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง ร่างของเขาก็ขยับคราหนึ่ง ก็ได้ใช้ออกมาด้วยการโจมตีอันน่าหวาดกลัวพุ่งเข้ายังบริเวณที่หลิงเยวี่ยยืนอยู่

 

หลังจากที่หลิงเยวี่ยตัดสินใจลงไปแล้ว ก็ได้โยนร่มผ้ามันที่อยู่ในมือออกไป ทว่า จุดมุ่งหมายของเยี่ยจงในตอนนี้ กลับมิใช่ร่มผ้ามันนั้น แต่กลับเข้าใกล้ร่างอันอ้อนแอ้นของหลิงเยวี่ยในทันที และใช้มือขวาชี้ออก แล้วก็ได้ค่อยๆแตะไปยังบริเวณด้านหลังของคอหอย

 

ดัชนีนี้ได้ใช้ออกด้วยจิตสำนึกกระบี่ ทำให้หลิงเยวี่ยต้องสั่นเทาคราหนึ่ง หลังจากนั้น นางก็ฝืนใจยิ้มออกมาคำหนึ่ง “ ฝีมือที่ดี “

 

เห็นได้ชัดว่า เป้าหมายของเยี่ยจงตั้งแต่เริ่ม สมควรเป็นร่มผ้ามันที่อยู่บนมือของนาง ในข้อนี้ไม่นับว่าผิด เพียงแต่ว่าในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด เยี่ยจงกลับล้มเลิกที่จะจัดการกับร่มผ้ามันนี้ และเปลี่ยนใจมาอยู่ที่ตัวของหลิงเยวี่ยเอง

 

กระบวนท่านี้ ราวกับการลงหมึกของเทพเซียน ต่อให้เป็นความรู้ความฉลาดของหลิงเยวี่ย ก่อนหน้านี้ก็มิได้ตรวจสอบ ดังนั้น ตอนนี้นางก็อดไม่ได้ที่จะต้องยิ้มออกมาอย่างข่มขื่น

 

เยี่ยจงผู้นี้ไม่เพียงแต่แค่ฝีมือดีเท่านั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือในระหว่างการต่อสู้ในลักษณะแตกหักและรุนแรง ต่อให้เป็นเหล่าผู้อาวุโสในลัทธิแห่งดวงดาว จะมีสักกี่คนที่สามารถที่จะทำเช่นนี้ได้ ยังคงไม่ทราบจริงๆว่าเขาฝึกฝนออกมาเช่นนี้ได้อย่างไร

 

“ ตอนนี้ สมควรถือว่าข้าได้ชัยแล้วสินะ ? ศิษย์พี่หญิงหลิงเยวี่ย ? “  กล่าวตอบออกมาเสียงดังกังวาน บริเวณที่เยี่ยจงใช้ดัชนีไป จิตสำนึกกระบี่ก็ได้ค่อยๆแผ่ออกมา หากว่าศิษย์พี่หญิงผู้นี้เตรียมตัวที่จะผิดสัญญาแล้วละก็ เขาตัดสินใจแล้วว่าไม่อาจที่จะไม่ลงมืออย่างโหดเหี้ยมได้

 

“ เจ้าถือได้ว่าชนะแล้ว “

 

หลังจากที่หลิงเยวี่ยครุ่นคิดแล้ว ก็ได้ถอนหายใจยาวๆออกมาคำหนึ่ง และจากนั้นก็พบว่านางโบกมือเบาๆคราหนึ่ง ฝนที่ตกอยู่ทั่วสี่ทิศก็ได้หยุดลงทั่วทั้งฟ้าดิน และป่าไผ่เหล่านี้ก็ได้ค่อยๆหายไป ท้ายที่สุด กระปรากฏห้องโถงโล่งกว้างขนาดใหญ่ท่ามกลางสายตาของเยี่ยจงในตอนนี้

 

เห็นได้ชัดว่า หลงเยวี่ยผู้นี้ก็มีร่างกายอ่อนแอ ในตอนที่ยอมรับความพ่ายแพ้ก็ได้จัดการลบล้างพลังอันมหาศาลของค่ายกลทับซ้อนแห่งนี้

 

“ ในตอนนี้ข้าชนะแล้วละก็ ศิษย์พี่หญิงหลิงเยวี่ยสมควรยังคงจำข้อตกลงได้อยู่นะ ? เยี่ยจงกล่าวเสียงดังกังวาน

 

“ เจ้าจะรีบร้อนอะไรขนาดนี้ ? “ หลิงเยวี่ยกึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้มกวาดตามองเยี่ยจงคราหนึ่ง และจากนั้นนางก้าวไปอย่างไม่หยุด เดินไปจนถึงห้องโถงที่มีเก้าอี้ด้านหน้าตั้งไว้ให้นั่งอยู่ จากนั้นก็ได้ทำท่าทางเชื้อเชิญเยี่ยจงคราหนึ่ง

 

หลังนั้นเยี่ยจงก็ขมวดคิ้ว เขาค่อยติดตามเข้าไป หลังจากที่นั่งลงแล้ว ก็ได้จดจ้องอยู่ที่ศิษย์พี่หญิงหลิงเยวี่ยผู้นี้ด้วยความสงสัยอยู่หลายส่วน

 

ทั้งสองสบตากันคราหนึ่ง หลังจากที่ถูกจ้องมองโดยที่ยังเงียบเชียบอยู่เช่นนี้ หลิงเยวี่ยก็ได้ยิ้มอย่างมีเสน่ห์แล้วกล่าว “ ศิษย์น้องเยี่ยจง ข้าจู่ๆก็อยากที่จะเชิญเจ้ามาช่วยเหลือข้าสักครา “

 

เยี่ยจงขมวดคิ้ว ทว่าทันใดนั้นก็ยังคงพยักหน้าแล้วตอบ “ เช่นศิษย์พี่หญิงกล่าว “

 

“ ในตอนนี้ในมือข้ามีภารกิจระดับสูงประจำสำนักชิ้นหนึ่ง เพียงแต่ว่าภารกิจนี้ไม่สามารถที่จะทำสำเร็จได้ด้วยคนเดียว นับตามความต้องการของภารกิจ อย่างน้อยก็ต้องการศิษย์สายในของลัทธิแห่งดวงดาวห้าคนขึ้นไปลงมือร่วมกัน ถึงจะทำสำเร็จได้ และรางวัลของภารกิจ ก็คือหนึ่งคนห้าหมื่นสะสมวิญญาณ “ หลิงเยวี่ยเอ่ยปากตอบเสียงเบา

 

“ หนึ่งคนห้าหมื่นสะสมวิญญาณ ? “ เยี่ยจงนัยน์ตาขยายขึ้นเล็กน้อย กล่าวตามตรง กับสถานะทางบ้านตอนนี้อย่างเขามากล่าว ห้าหมื่นสะสมวิญญาณนี้แทบจะไม่ต้องเหลียวแล เพียงแต่ว่า ...........

 

ทว่า เยี่ยจงยังไม่ทันที่จะปฏิเสธ หลิงเยวี่ยก็ได้เพิ่มระดับเสียงหัวเราะแล้วกล่าว “ ใช่แล้ว ยังมีเรื่องที่ต้องบอกเจ้าอีกเรื่องหนึ่ง ดอกหยินหยางห้าใบของเจ้านั้น ก็มีความเกี่ยวโยงกับภารกิจระดับสูงนี้ หรือว่าสมควรกล่าว นอกเสียจากเจ้าเข้าร่วมภารกิจระดับสูงกับข้าในครั้งนี้ ไม่เช่นนั้น พึ่งพาเจ้าตัวคนเดียวถึงแม้จะทราบข้อมูลนี้ ก็ใช่ว่าจะมีวิธีได้รับดอกหยินหยางนี้ ดังนั้น สถานที่แห่งนั้นถือได้ว่าไม่น่าไป ......... “

 

“ สถานที่อันใด ? “ เยี่ยจงขมวดคิ้วถาม

 

หลิงเยวี่ยยิ้มออกมาคราหนึ่ง เมื่อยี่ยจงจ้องมองมาด้วยความสงสัยอยู่หลายส่วนเช่นนี้ ทันใดนั้นก็ค่อยกล่าวด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ ถ้ำหงส์หย่า “

 

ความรู้สึกในตอนนี้ที่เยี่ยจงเหม่อมองหลิงเยวี่ย หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ค่อยตอบ “ งั้นก็เชิญศิษย์พี่หญิงหลิงเยวี่ยกล่าวเจาะจงหน่อยเถอะ “

.

.

.

.

 

 




NEKOPOST.NET