เทพยุทธ์สะท้านภพ ตอนที่ 77 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

เทพยุทธ์สะท้านภพ

Ch.77 - ดอกหยินหยาง


ตอนที่ 077 ดอกหยินหยาง

 

 

เยี่ยจงโยนป้ายสะสมวิญญาณไปมา บ่งบอกถึงอาการมีความสุขอย่างเต็มเปี่ยมที่ได้สองแสนสะสมวิญญาณมาอยู่ในมือ

 

พลังฝีมือของหลอหลงไม่นับว่าเป็นอย่างไร แต่ว่าในฐานะที่เป็นถึงลูกพี่ของหลี่ฝาน แต่ความภูมิฐานนั้นถือได้ว่าดีกว่ามากเมื่อเทียบกับหลี่ฝาน หลังจากที่ได้รีดไถหลี่ฝานมาแล้ว เยี่ยจงถือได้ว่าไม่ขาดแคลนแต่อย่างไร แต่ว่าถึงจะเป็นเช่นนั้นก็ตาม สิ่งที่เรียกว่าสะสมวิญญาณ คงมิมีผู้ใดที่ไม่ต้องการ

 

" ขอบคุณมาก "

 

หลังจากนั้นก็หรี่ตาลง เยี่ยจงสะบัดมือคราหนึ่ง จากนั้นก็เก็บป้ายสะสมวิญญาณอย่างเรียบๆร้อยๆ ค่อยโยนป้ายสะสมวิญญาณที่อยู่ในมือคืนให้แก่หลอหลง จากนั้นก็ราวกับนึกอันใดขึ้นมาได้ก็มิปาน แล้วก็หันศีรษะไปมองหวังโม่คราหนึ่งแล้วกล่าว " ใช่แล้ว หวังโม่ นำป้ายสะสมวิญญาณเหล่านั้นคืนให้แก่ศิษย์พี่หลอหลงของพวก้ราเถอะ ไม่เช่นนั้นการที่เขามาช่วยลูกน้องออกหน้า ไม่เพียงจะมิได้สิ่งของกลับคืน ท้ายที่สุดยังต้องเสียอีกสองแสนสะสมวิญญาณ คงจะเสียหน้าจนเกินไปแล้ว ยังไงซะทุกคนก็เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องสำนักเดียวกัน กระทำเรื่องราวก็มิควรทำจนเกินไป ยังไงซะก็ต้องเหลือทางถอยไว้ให้มิใช่หรือ ? "

 

" เยี่ยจง เจ้า "

 

สีหน้าหลอหลงเปลี่ยนคราหนึ่ง ในตอนที่คิดจะหันกายจากไป เพียงแต่ว่า ในช่วงเวลาที่พบเห็นหวังโม่ที่หัวเราะคิกนำป้ายสะสมวิญญาณนับสิบชิ้นวางรวมกันไว้เข้ามา เขานั้นไม่อาจไม่กัดฟันรับเอาไว้ ไม่ว่าเขาจะขายหน้าซักแค่ไหน แต่ว่าเขาก็มิอาจทำให้โอกาสในครั้งนี้ผิดพลาดอีกครั้งได้ ควรทราบว่าป้ายสะสมวิญญาณกล่าวได้ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับศิษย์ลัทธิแห้งดวงดาว ไม่อาจที่จะทำให้สูญหายได้

 

" ศิษย์พี่หลอหลง ศิษย์น้องก็ไม่ขอส่งแล้ว แล้วก็ศิษย์น้องยินดีต้อนรับพวกท่านก่อนที่จะมาหาเรื่องข้า ขอเพียงนำสะสมวิญญาณมาอย่างเพียงพอก็พอแล้ว เช่นนั้นข้าขอรับรองว่าจะไม่ทุบตีพวกท่านให้ตายอย่างแน่นอน เชิญ " เยี่ยจงคารวะไปมา กึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม

 

สีหน้าหลอหลงเปลี่ยนแปลงไปมาอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้น เขาก็กัดฟันไปมา จนกระทั่งไม่อาจที่จะกล่าวคำพูดโหดร้ายออกมาได้ เพียงแต่หันกายเดินจากไป

 

ในตอนที่เหม่อมองหลอหลงถอยออกไปด้วยความคับแค้น เยี่ยจงหัวเราะเสียงเย็นชาคราหนึ่ง หากว่าที่แห่งนี้มิใช่ลัทธิแห่งดวงดาวแล้วละก็ มีที่ไหนที่เขาจะให้ความสนใจกล่าวคำพูดไร้สาระกับเด็กน้อยพวกนี้ได้ตั้งนาน จัดการสังหารก็ตายนับร้อยครั้งแล้ว

 

และศิษย์ของลัทธิแห่งดวงดาวทั่วสี่ทิศ ตอนนี้ต่างก็แสงสีหน้าแปลกใจมองไปที่เยี่ยจง

 

" ร้ายกาจ "

 

หลังจากนั้นไม่นานนัก มีผู้คนไม่น้อยถอนหายใจออกมาคำหนึ่ง พกพาความคิดยุ่งยากมากมายค่อยๆกลับไป

 

เกี่ยวกับความคิดเห็นของคนเหล่านี้ เยี่ยจงก็มิได้เก็บเอามาคิดอันใดมากมายนัก ขอเพียงไม่มาหาเรื่องถึงเบื้องหน้าเขาละก็ เขาก็ไม่ทำอันใด ถ้าให้เยี่ยจงกล่าว เรื่องที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ คือการฝึกปรือ ไม่ว่าตนเองจะต้องทำอะไร ถ้าหากวันข้างหน้าคิดที่จะต้องการกลับไปสู่ดินแดงซานเชียนเซินเจี่ย ถ้าไม่มีพลังฝีมือที่เพียงพอแล้วละก็ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ไม่อาจสามารถทำได้

 

หลังจากที่ตัดสินใจให้หวังโม่กลับไปฝึกปรือต่อแล้ว เยี่ยจงก็ค่อยมุ่งหน้าไปทางด้านบริเวณที่ตั้งของตำหนักโอสถ

 

บนถนนสายนี้ ได้มีศิษย์ของลัทธิแห่งดวงดาวไม่น้อยที่จ้องมองมาทางด้านเยี่ยจงด้วยสีหน้าทอแววสงสัย เห็นได้ชัด เยี่ยจงเพียงเข้าสู่ลัทธิแห่งดวงดาวยังไม่ครบเดือน แต่ว่าหลังจากที่เขาต่อสู้สามคราไร้พ่ายแม้แต่ครั้งเดียวในลัทธิแห่งดวงดาว ในข้อนี้ก็ทำให้ศิษย์ของลัทธิแห่งดวงดาวไม่น้อยเกิดความตื่นตระหนกภายในจิตใจอย่างที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นคือที่วันนี้หลอหลงได้พ่ายแพ้อย่างอนาถถึงเพียงนั้น นับได้ว่าเกินกว่าที่ผู้คนทั้งหมดทั้งมวลจะคาดคิดเอาไว้ได้

 

“ เยี่ยจง คนไสหัวไปไหนมา “

 

ในช่วงเวลาที่เยี่ยจงมาถึงยังบริเวณหัวมุมลานกว้างของเขาดารา ทันใดนั้น บริเวณทางด้านหลังก็มีเสียงเรียกแง่งอนสายหนึ่งดังออกมา และจากนั้นเยี่ยจงก็ได้กลิ่นหอมสายหนึ่งโชยมากับสายลมบริเวณทางด้านหลังของเขา

 

ทันทีที่กำลังนึกขึ้นมา มือขวาของเยี่ยจงก็ได้คว้าจับไปยังร่างที่กำลังเข้ามาทางด้านหลัง บริเวณที่มือยื่นเข้าไป ความรู้สึกเรียบลื่น ทำให้เยี่ยจงรู้สึกร้อนรนน้อยๆภายในจิตใจ

 

“ เจ้า......เจ้า......เจ้าไร้ยางอาย “

 

ท่ามกลางเสียงร้องแง่งอน เยี่ยจงก็หันกายกลับมาอยากรวดเร็ว ก็พบกับหญิงสาวที่มีลักษณะสูงยาวสวมชุดกระโปรงสีเขียวผู้หนึ่งยื่นมือตบเข้ามาที่ตนเอง เพียงแต่ว่ามือขวาของตนเองจะเรียกว่าบังเอิญก็มิใช่ได้คว้าจับไปที่บริเวณข้อเท้าของนาง แม้มือจะเรียบลื่น แต่ว่าก็มิอาจไม่ทำให้ใบหน้าของหญิงสาวตอนนี้เกิดความเขินอายมิได้

 

หญิงสาวมีรูปหน้าคล้ายไข่ห่าน ราวกับห้านางงามหลุดจากภาพวาด ร่างกายสวมไว้โดยกระโปรงเขียว ทำให้ผู้คนเลือดลมพลุ่งพล่าน

 

“ เจ้าจับพอแล้วหรือยัง ? “

 

พบว่าเยี่ยจงยังไม่ตัดสินใจที่จะปล่อยมือ หญิงสาวก็กล่าวออกมาด้วยความเขินอาย

 

“ เจ้าก็คือเซียงฉียวี่ ? “

 

เยี่ยจงขมวดคิ้วไปมา ปล่อยคลายมือขวา หญิงสาวนางนี้ถึงกับลอบติดตามตนเอง หากมิใช่ตนเองปล่อยมือในทันทีแล้วละก็ ไม่แน่ว่าตอนนี้ก็ถูกตบด้วยมือจนหน้าบวมไปแล้ว

 

“ เจ้าทราบว่าข้าคือเซียงฉียวี่แล้วก็ดี ได้ยินมาว่าเจ้าร้ายกาจมาก ในตอนที่นำคัมภีร์อารามก่อฟ้าในตำนานกลับมา ยังได้รับของสมนาคุณอยู่ไม่น้อย ทว่าตอนนี้เจ้าเป็นถึงคนใหญ่คนโตแล้ว แม้แต่พวกเราไปหาถึงหน้าประตูก็ยังถูกปฏิเสธกลับมา เจ้ายังจำเรื่องที่ตกลงไว้กับพวกเราได้หรือไม่ ? “ เซียงฉียวี่ร้องเชอะออกมาคำหนึ่ง จ้องเยี่ยจงเขม็งแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงแง่งอน

 

เยี่ยจงขมวดคิ้วไปมา หลังจากนั้นไม่นานก็นึกขึ้นได้มาตนเองเมื่อคราก่อนได้ตกลงกับจิ้งจอกน้อยทั้งสาม หลังจากที่สำเร็จเรื่องราวของว่าจะให้คัมภีร์ก่อฟ้าแก่พวกนางไปศึกษา เพียงแต่ว่าเมื่อมาถึงลัทธิแห่งดวงดาวก็หมกมุ่นอยู่กับการฝึกปรือ จนตนเองก็ยังลืมเรื่องเหล่านี้

 

ตอนนี้ บนลานกว้างเขาดารา ทางด้านนี้ก็ได้เป็นที่จดจ้องของผู้คนไม่น้อย เยี่ยจงความจริงไม่นานมานี้นับได้ว่ามีชื่อเสียงอยู่มาก และหญิงสาวกระโปรงเขียวนามเซียงฉียวี่ก็ยังเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงอยู่หลายส่วนภายในลัทธิแห่งดวงดาว ดังนั้น ในตอนนี้ ระหว่างทั้งสองคนจู่ๆก็เกิดข้อพิพาทกัน จึงทำให้เป็นที่ดึงดูดสายตาอันสงสัยของผู้คนไม่น้อย

 

“ ฉียวี่ เจ้าเด็กน้อยผู้นี้คงมิได้รังแกเจ้าหรอกนะ ? หากว่าเป็นเช่นนั้นแล้วละก็ ข้าจะช่วยเจ้าสั่งสอนเขาสักรอบหนึ่ง “ เด็กหนุ่มที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์ผู้หนึ่งเดินออกมา เขาจดจ้องไปทางบนร่างอันงดงามของเซียงฉียวี่ นัยน์ตาทอประกายเร้าร้อนขึ้นมา

 

“ อ่ะ ข้าจำเจ้าได้แล้ว เยี่ยจง ถึงแม้เจ้าจะร้ายกาจมาก ทว่าพี่ชายก็เป็นศิษย์สาขาใน อยู่ในอันดับที่ไม่ทราบว่าอยู่ก่อนหน้าเจ้าถึงเท่าไหร่ ถ้าเจ้ากล้าที่จะมาตอแยกับผู้หญิงของข้าแล้วละก็ คุณชายน้อยเช่นข้าจะให้เจ้าได้เห็นดี “

 

“ หยางฟาง ข้าและศิษย์พี่เยี่ยจงกำลังคุยกัน ไม่เกี่ยวกับเจ้าเลยสักนิด ยิ่งไปกว่านั้น ผู้อื่นกับศิษย์พี่เยี่ยจง เป็น เป็น เป็นอันนั้น..... “ เมื่อพบเห็นหนุ่มหน้ามนต์เดินออกมา เซียงฉียวี่จู่ๆก็ขมวดคิ้วไปมา และจากนั้นนางก็เดินขึ้นมาด้านหน้าคว้าไปที่แขนของเยี่ยจง ยิ้มอย่างมีเสน่ห์เอ่ยปากกล่าวออกมา

 

“ หา คนผู้นั้นก็คือหยางฟาง พี่ชายของเขามิใช่หยางเฮ้าที่เป็นศิษย์สายในหรอกหรือ ? “

 

“ ครั้งนี้ก็มีอะไรสนุกๆให้ดูอีกแล้วงั้นหรือ “

 

มีศิษย์แห่งลัทธิแห่งดวงดาวไม่น้อยที่มองไปยังฉากเบื้องหน้า สีหน้าของแต่ละคนแปลกประหลาด เยี่ยจงผู้นี้มีเรื่องวุ่นวายเกี่ยวพันไม่รู้จบ อีกทั้งยังไม่เลวอีกด้วย

 

เยี่ยจงขมวดคิ้วไปมา ตอนนี้มองไปทางหยางฟางที่ใบหน้าเปลี่ยนเป็นเยียบเย็นถึงขีดสุดในทันที แล้วก็กลับมาดูรอยยิ้มราวดอกไม้ของเซียงฉียวี่ จิตใจของเขาก็ปรากฏไอความเย็นขึ้นมาชั้นหนึ่ง

 

ถึงแม้เยี่ยจงจะรู้ว่าเซียงฉียวี่จะทำเพื่อหลบเลี่ยงหยางฟางผู้นี้จึงได้กระทำเรื่องราวเช่นนี้ออกมา เพียงแต่ว่า การกระทำเช่นเมื่อครู่ของเซียงฉียวี่ได้ทำให้เยี่ยจงตอนนี้มีความรู้สึกที่รังเกียจนางเป็นอย่างมาก แน่นอนว่าแล้วก็ไม่อารมณ์ที่จะต้องมีเรื่องกับศิษย์สายในผู้หนึ่งอีกด้วย ถึงแม้เยี่ยจงจะมิได้เกรงกลัวศิษย์สายในที่ไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดคนนี้ 

 

“ เยี่ยจง เจ้าลงมือต่อศิษย์พี่หญิงซูหยี่ก็นับว่าพอแล้ว ยังจะลงมือต่อศิษย์น้องหญิงเซียงฉียวี่อีก เจ้าไม่กลัวตายงั้นหรือ ? “ หยางฟางเหม่อมองเยี่ยจง ตอนนี้ความอิจฉาได้ปะทุขึ้นมาแล้ว

 

“ ไสหัวไปซะ “ เยี่ยจงกวาดสายตาอย่างดุดันไปทางหยางฟาง จากนั้นก็สะบัดแขนออกมา มองไปทางด้านเซียงฉียวี่คราหนึ่งแล้วกล่าว “ อีกเดียวเจ้าไปที่บ้านพักของข้า ให้หวังโม่คัดลอกวิชายุทธ์แก่เจ้าชุดหนึ่ง “

 

กล่าวจบ เยี่ยจงก็มุ่งหน้าเดินทางด้านตำหนักทักษะยุทธ์ เขาไม่ความสนใจที่จะต้องกล่าวมากความกับคนเหล่านี้อีก

 

“ ดีมาก เยี่ยจงเจ้าทำได้ดีมาก เจ้าอย่าได้คิดว่าเจ้าทำให้หลอหลงพ่ายแพ้ได้แล้วจะเป็นไร ข้าจะให้เจ้ารู้ไว้ เจ้า ----- “ หยางฟางถลึงตามองเยี่ยจง เอ่ยปากกล่าวออกมาด้วยความเจ็บแค้น

 

“ เพียะ “

 

เขายังไม่ทันกล่าวจบ เยี่ยจงก็สะบัดมือไปคราหนึ่ง ตบจนลอยไปไกล

 

“ กึก ครืน “

 

เสียงดังกังวานออกมา ทั่วทั้งสนามอยู่ในอาการตกใจ เห็นได้ชัดว่าไม่มีผู้ใดคาดถึง เยี่ยจงไม่เพียงไม่เอาหยางฟางไว้ อีกทั้งแม้แต่หน้าของหยางเฮ้า เขาก็ดูเหมือนจะไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย และก็ไม่รู้ว่าเขาที่แท้มีน้ำอดน้ำทนไหม หรือว่าไม่รู้จักเกรงกลัวกันแน่

 

นัยน์ตาของเซียงฉียวี่ทอประกายความแปลกใจออกมา นางถึงแม้ก่อนหน้านี้จะเคยร่วมมือกับเยี่ยจงมาก่อน ทราบว่าศิษย์พี่สาขาในผู้นี้ของตนมีพลังฝีมือที่น่าตกใจ แต่ว่านางก็คิดไม่ถึงว่าเยี่ยจงจะถึงกับร้ายกาจถึงเพียงนี้

 

“ ศิษย์พี่เยี่ยจง เอาอย่างนี้ วันนี้ข้าเลี้ยงท่านทานข้าวซักมื้อ ข้า ........ “ เซียงฉียวี่ตอนนี้ราวกับลืมเลือนว่าเมื่อครู่เยี่ยจงได้คว้าจับไปที่ข้อเท้าของนาง และกลับยิ้มคิกคิกเดินตามขึ้นไป

 

“ ไม่ต้องหรอก “ ตามนิสัยของเยี่ยจง มีหรือที่จะมองเซียงฉียวี่ไม่ออกว่าต้องการที่จะผูกความสัมพันธ์กับตนเอง ทำให้ตนเองเป็นดั่งไพ่ในมือ เกี่ยวกับการกระทำของนางเช่นนี้ เยี่ยจงนับว่าไม่ชื่นชอบ ยิ่งกว่านั้น ทั้งสองฝ่ายความจริงมิได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งอันใด ช่วงเวลาเมื่อวันก่อนที่อารามก่อฟ้า หากว่าทราบว่าเซียงฉียวี่ผู้นี้มีนิสัยเช่นนี้แล้วละก็ เยี่ยจงคงจะไม่สนใจความเป็นความตายของพวกนาง

 

“ ยังมี หลังจากที่คัดลอกวิชายุทธ์แล้ว ความสัมพันธ์ในการร่วมมือของพวกเราก็ถือว่าสิ้นสุดลง พวกเจ้าไม่ค้างข้า ข้าก็ไม่ค้างพวกเจ้าอันใด “ จากนั้นก็เดินออกไปครึ่งก้าว เยี่ยจงราวกับพึ่งนึกอันใดขึ้นมาได้ก็มิปาน หันศีรษะกลับไปกล่าวอีกคำ จากนั้นก็ก้าวยาวๆเดินจากไป

 

เซียงฉียวี่ตกอยู่ในความตะลึงลาน นางพึ่งสังเกตได้ว่า น้ำใจอันน้อยนิดของตนเองได้ถูกเยี่ยจงทำลายจนหมดสิ้น

 

ท่ามกลางตำหนักโอสถ หยดน้ำแต่ละหยดของน้ำค้างนั้น ปกคลุมไปด้วยโอสถชนิดต่างๆ ทันใดนั้นเยี่ยจงจดจ้องไปทางด้านบน กลับไม่ปรากฏดอกหยินหยางที่ตนเองต้องการ

 

ทว่าตามการคาดเดาของเยี่ยจง ก้านไม้วิญญาณม่วงก่อนหน้ายังถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ถือว่าเสาะหาได้ง่าย แต่ดอกหยินหยางนั้นนับได้ว่าหาได้ยากอย่างที่สุด หากไม่มีวาสนาแน่นอนว่ายากนักที่จะมีวิธีเสาะหาสมบัติชิ้นนี้ ดังนั้นถ้าท่ามกลางตำหนักโอสถไม่อาจหาได้ ก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ปกติธรรมดาอย่างมาก

 

ทว่าหากเป็นอย่างที่เยี่ยจงคิดไว้ ดอกหยินหยางเป็นสิ่งที่มิอาจไม่มีได้ ดังนั้นจึงครุ่นคิดใคร่ครวญอีกครา แล้วเขาก็มุ่งไปเข้าไปยังหน้าโต๊ะจ่ายเงิน (ใจจริงอยากใช้เคาน์เตอร์ แต่ตะงิดๆกับนิยายจีนใช้คำไม่เป็นเลยครับ ต้องขออภัยด้วย)

 

“ ดอกหยินหยาง ? “ ที่ด้านหลังของโต๊ะจ่ายเงินมีเด็กสาวกำลังขมวดคิ้วอยู่ หลังจากที่ครุ่นคิดแล้ว นางก็ส่ายหัวไปมาแล้วกล่าว “ ของชิ้นนี้ความจริงแล้วตำหนักโอสถของพวกเราถือได้ว่ามีอยู่ เพียงแต่ว่า เจ้ามาช้าไปก้าวหนึ่ง ตอนนี้ถ้าต้องการดอกหยินหยาง เกรงว่าจะไม่ง่ายดายดั่งที่คาดคิดเอาไว้แล้ว ? “

 

หลังจากเงียบงัน เยี่ยจงก็ขมวดคิ้วไปมา ทว่าดอกหยินหยางนี้เขาจะอย่างไรก็ต้องเอามาให้ได้ จากนั้นก็คิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาค่อยปลดป้ายสะสมวิญญาณออกมา นำหนึ่งพันสะสมวิญญาณออกมาราวกับไม่ตั้งใจไว้บนด้านหน้าสายตาของหญิงสาว

 

เมื่อพบเห็นเยี่ยจงตอบโต้มาเช่นนี้ หญิงสาวก็ยิ้มอกมา แล้วจากนั้นก็หรี่ตาปิดลง กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เบา “เมื่อหลายวันก่อนผู้อาวุโสหลิงเว่ยจากตำหนักจิตยันต์ได้นำเอาดอกหยินหยางดอกหนึ่งไปแล้ว ถึงแม้จะไม่ทราบว่าเขาต้องการที่จะเอาไปทำอันใด เพียงแต่ว่าหากไปที่แห่งนั้นของเขาเพื่อไปหาโชคลาภแล้วละก็ ไม่แน่ว่าอาจจะยังสามารถหาได้พบ ? “

 

“ ยังมี “ ราวกับเห็นแก่หนึ่งพันสะสมวิญญาณ เด็กสาวก็ครุ่นคิดชั่วครู่ ค่อยยิ้มออกมาแล้วกล่าว “ ผู้อาวุโสหลิงเว่ยนิสัยแปลกพิกล ต้องการที่จะเอาของที่อยู่ในมือของเขาเกรงว่าคงจะไม่ง่าย ทว่าเขาก็เป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบการพนัน หากว่า สามารถใช้วิธีนี้แล้วละก็ “

 

หลังจากเงียบงัน เยี่ยจงก็พยักหน้าหลายครา มุ่งหน้าเดินออกไปด้านนอกตำหนัก

.

.

.

.

 

 




NEKOPOST.NET