เทพยุทธ์สะท้านภพ ตอนที่ 70 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

เทพยุทธ์สะท้านภพ

Ch.70 - ทิ้งตัวสดับฟัง


ตอนที่ 070 ทิ้งตัวสดับฟัง

 

 

เสียงอันหนาวเย็นพลันดังออกมาจากกลางสนาม ในน้ำเสียงแฝงไว้ด้วยรังสีฆ่าฟันที่มิอาจปกปิดไว้ได้ จนทำให้ผู้คนทั่วทั้งสี่ทิศต้องกรอกตาไปมาคราหนึ่ง และเหล่าศิษย์ของลัทธิแห่งดวงดาวความจริงที่กำลังมองมา ดวงตาของแต่ละคนก็ทอไปสว่างขึ้นมา และนับตามเรื่องที่เกิดขึ้นด้านหน้าสายตาแล้วละก็ เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้คงมิอาจจบลงตามที่คาดเดาไว้อย่างง่ายดายแน่นอน

 

“ เยี่ย ........ เยี่ยจง “ หวังม่อตาทอเป็นประกาย นัยน์ตาปกคลุมไปด้วยแววตาแห่งความสุข

 

“ เจ้า เจ้า เจ้า เจ้ากลับกล้าที่จะทุบตีข้า เจ้ารู้หรือว่าไม่รู้ พี่ใหญ่ข้าเป็น ......... “ ชายหนุ่มที่ถูกตบตีเกิดอาการลังเล และจากนั้นก็มีปฏิกิริยากลับมา ใบหน้าร้อนผ่าวเอ่ยปากกล่าว

 

“ เปรี้ยง “

 

เยี่ยจงสะบัดเท้าเตะไปทางด้านบนท้องน้อยของเขา จนทำให้ร่างกายในตอนนี้ขดงอราวกับกุ้งตัวหนึ่งก็มิปาน และจากนั้นก็ได้ใช้มือคราจับ แล้วก็คว้าไปที่ลำคอของชายหนุ่มผู้นี้แล้วยกขึ้นสูง

 

ในช่วงเวลานี้เยี่ยจงคร้านที่จะกล่าวคำพูดไร้สาระอันใด เพียงแค่พลิกมือไปมา ทันใดก็ได้ตบออกไปแล้วกว่าสิบฝ่ามือ วินาทีที่ฝ่ามือตบออกไปก็ได้ยินเสียงดังเพี้ยะพร๊ะดังออกมากังวาน ในตอนที่ได้ตบมือไปที่ใบหน้าก็ตบไปยังเด็กน้อยที่แสดงความท้าทายจนดาวลอยออกมาเต็มดวงตา สองหูดังฮือฮือออกมา จมูกได้กลิ่นของโลหิตไหลออกมา  

 

และขณะในตอนที่ฝ่ามือตบออกไปก็ยังอยู่ในสายตาของยอดฝีมืออื่นๆ แต่ละคนหนังตาเริ่มที่จะกระตุก

 

“ มารังแกพี่น้องของนายน้อยเช่นข้าถึงหน้าประตู เจ้าคิดว่าตนเองร้ายกาจมากหรือ ? “ เยี่ยจงหัวเราะอย่างเย็นชา ตอนนี้การลงมือมิอาจที่จะยั้งมือไว้ไมตรีไว้ได้ แล้วก็ได้ตบออกไปอีกหลายฝ่ามือ ครั้งนี้ได้ตบไปยังคนที่มีใบหน้าสีดำราวถ่านจนเปลี่ยนเป็นซีด โลหิตกระเซ็นเต็มใบหน้า ความจริงถือได้ว่ามีใบหน้ารูปไข่ที่ไม่เลว ตอนนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างหมดจด ฟันร่วงเต็มปากก็ได้ถูกพ่นออกมาพร้อมก็เลือดสดๆ และจากนั้นก็ถูกเยี่ยจงตวัดมือคราหนึ่งจนกองอยู่บนพื้น จากนั้นก็ใช้เท้าขวาเหยียบลงไป เพียงเท้าเดียวที่เหยียบลงไปก็ทำให้กระดูกหักของเขาหักไปหลายชิ้น

 

“ เจ้า ...... เจ้าจบสิ้นแล้ว เจ้าทราบหรือไม่ทราบ ว่าพี่ใหญ่ของข้าเป็นใคร “ ชายหนุ่มรู้สึกโกรธแค้น สถานะของพี่ใหญ่ของเขาถือได้ว่ามีหน้ามีตาในลัทธิแห่งดวงดาวไม่น้อย เขายังไม่เคยที่จะถูกผู้คนเอารัดเอาเปรียบมาก่อน ? หลายปีมานี้ เขาได้เดินท่องไปทั่วทุกซอกทุกมุมของลัทธิแห่งดวงดาวแห่งนี้โดยที่ไม่เคยพบเจอกันปัญหาใดๆ แต่ในตอนนี้เมื่อได้พบเจอ มิใช่เพียงแค่ความเจ็บปวดที่ได้รับ แต่ทำให้เขารู้สึกว่า ตนเองได้ถูกฝ่ายตรงข้ามลงเท้าเหยียบย้ำลงมาอย่างโหดร้าย แน่นอนว่า เขาก็คงจะจำไม่ได้ว่า ตนเองเมื่อครู่ก็ได้ต้องการที่จะเหยียบย้ำผู้อื่นจนจมดิน

 

“ เจ้า ...... เจ้าจบสิ้นแล้ว “ เขายังคงบ่นพึมพำ นัยน์ตาในตอนนี้ได้ทอประกายความโกรธแค้น ขอเพียงพี่ใหญ่ของตนเองออกหน้า แน่นอนว่าต้องทำให้เจ้าเด็กน้อยนี้เป็นเศษเนื้อ

 

“ งั้นหรือ ? “ เยี่ยจงยิ้มอย่างเย็นชา คำพูดที่สองไม่กล่าว ยกเท้าข้างหนึ่งแล้วเหยียบไปทางด้านบนหน้าอกของเขา แต่ว่าเยี่ยจงยั้งแรงเอาไว้ส่วนหนึ่ง ทุกคราที่เท้าเหยียบลงไปแม้จะมิอาจทำให้เขาถูกเหยียบตายได้ แต่ว่าด้วยแรงที่เหมาะสมพอดิบพอดี ทำให้ใบหน้าบรรจบเข้ากับหน้าพื้นได้อย่างพอดี ทันใดนั้นเอง ก็ได้เยียบลงไปอีกครา แต่ว่าครั้งนี้ เด็กน้อยผู้นี้ได้ถูกเหยียบจนกระดูกที่อยู่ภายในดั้งจมูกต้องแตกหัก ปากเจ่อบวมพอง สองตาราวกับไม่สามารถเปิดได้

 

“ เจ้าจะต้องทดใช้ออกมาอย่างสาสม ข้าขอสาบาน ...... ข้าให้ทั้งสี่ ....... “ ใบหน้าของชายหนุ่มในตอนนี้ก็ดูไม่สมส่วนตั้งแต่แรกแล้ว แต่ว่าก็ยังจะโอดครวญออกมา เห็นได้ชัดว่าหลายปีมานี้ที่ได้ล่องเหนือลงใต้ ทำให้เขาแทบจะลืมเลือนการร้องขอที่ไร้ยางอายไปแล้ว

 

“ งั้นหรือ ? เจ้าคิดไว้ว่าพี่ใหญ่ที่ไม่ได้เรื่องของเจ้าจะสามารถที่จะมาล้างแค้นให้เจ้าได้หรือ ? ถ้าเขามาจริงแล้วละก็ แม้ว่าข้าจะมิอาจที่จะสามารถสังหารเขา แต่ว่าข้ารับรองต่อเจ้าได้ว่า ในคราต่อไปเขาจะอเนจอนาถกว่าเจ้าอย่างแน่นอน กล้าหาเรื่องพี่น้องของข้าเยี่ยจง ไม่เคยตายมาก่อนงั้นหรือ “

 

เยี่ยจงยื่นเท้าออกมาอีกข้างหนึ่ง เหยียบย้ำไปทางด้านนิ้วมือของชายหนุ่ม จนทำให้กระดูกนิ้วมือของเขาหักลง วินาทีนั้น ความเจ็บปวดสายหนึ่งได้หลุดมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้ได้เปลี่ยนเป็นแดนของเทพมาร

 

ความจริงเหล่าผู้ที่ติดตามชายหนุ่มอยู่ทางด้านหลังเหล่านั้นในลานฝึกยุทธ์ที่มีนับสิบคน ตอนนี้แต่ละคนก็ได้แต่อ้าปากตาค้างออกมา เรื่องที่เกิดขึ้นช่างรวดเร็วอย่างยิ่ง พวกเขาความจริงไม่ทราบว่าตอนนี้สมควรที่จะตอบโต้เช่นไรด้วยซ้ำไป

 

และจากการจ้องมองของยอดฝีมือโดยรอบ นัยน์ตาของแต่ละคนก็แสดงออกถึงตื่นตระลึงออกมา เด็กน้อยผู้นี้กระทำเรื่องราว ก็ถือได้ว่าโหดร้ายเกินไปเล็กน้อยแล้ว ? กระทั่งศิษย์สายในของลัทธิแห่งดวงดาว มีอยู่คนหนึ่งที่ว่ากฏบรรยัติว่าขอเพียงไม่ก่อให้เกิดกับชีวิตผู้คน ภายในสำนักก็ไม่สนใจเรื่องราวการแก่งแย่งของเหล่าลูกศิษย์ แต่ว่า เด็กน้อยผู้นี้ยังลงมือได้โหดร้ายกว่าเอาชีวิตผู้คนอีก

 

วินาทีนั้นเอง ผู้คนไม่น้อยที่ได้ทราบเรื่องราวที่ปรากฏ เด็กน้อยนักเลงรีดไถกลุ่มนี้ วันนี้เกรงว่าจะต้องถูกเท้าแหยียบย้ำจนจมกระดานบ้านก็เป็นได้ อีกทั้ง ยังถือได้ว่าเป็นชนิดที่แข็งอย่างยิ่งอีกด้วย

 

“ เด็กน้อยผู้นี้พึ่งจะสูญเสียไปหนึ่งหมื่นสะสมวิญญาณ อารมณ์คงไม่ดีซักเท่าไหร่ “ ซูหยี่ไม่ทราบว่าออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ตอนไหนปรากฏตัวอยู่บริเวณด้านข้างหวังโม่ มือเล็กเรียวเท้าคางไว้ อดไม่ได้ที่จะแสดงอารมณ์เป็นสักขีพยานออกมาบนใบหน้า

 

“ ศิษย์พี่หญิงซูหยี่ ...... “ หวังโม่พบว่าซูหยี่ได้มาถึง ก็ยิ่งทวีความสุขขึ้นมา วันเวลาเหล่านี้ของเขาที่ได้ถูกเจ้าพวกเด็กน้อยตามรังควานจนไม่เป็นสุข เขาได้ทะเลาะกับคนเหล่านี้มานับสิบครั้งได้แล้ว เพียงแต่ว่าสองหมัดยากที่จะสู้สี่มือ แน่นอนว่ามิอาจเป็นคู่ต่อสู้กับเหล่าเด็กน้อยเหล่านี้ ความจริงวันนี้เขาเองก็เตรียมตัวที่จะแลกชีวิตแล้ว

 

“ ดูเหมือนว่าวันเวลาเหล่านี้เจ้าก็ผ่านมาได้ไม่ค่อยดีซักเท่าไหร่ แต่ว่าเยี่ยจงมาแล้ว คาดว่าเด็กน้อยเหล่านั้นคงต้องพบกับความยุ่งยากแล้ว พวกเราก็รอดูไปจะดีกว่า “ ซูหยี่ยิ้มออกมาอย่างมีเสน่ห์ให้แก่หวังโม่ และจากนั้นนัยน์ตาของนางก็ปกคลุมไปด้วยความเย็นชาอยู่ชั้นหนึ่ง

 

เด็กน้อยนักเลงรีดไถเหล่านี้ นางเองก็ทราบอยู่บ้าง เพียงแต่ว่าคิดไม่ถึงว่าเด็กน้อยเหล่านี้จะถูกจัดการภายใต้น้ำมือของเยี่ยจง เช่นนั้นก็ถือได้ว่าเป็นพวกเขารนหาที่ตายเองแล้วละ

 

“ ศิษย์พี่หญิงซูหยี่ ? “

 

บุคคลเช่นซูหยี่ในลัทธิแห่งดวงดาวถือได้ว่าเป็นผู้ที่ไม่มีผู้ใดที่ไม่รู้จัก ตอนนี้เมื่อพบว่านางปรากฏตัวอยู่ข้างกายหวังโม่ เหล่ายอดฝีมือที่อยู่โดยรอบเหล่านั้นก็ต้องเกิดความลังเลครู่หนึ่ง ความจริงแล้วมีผู้คนไม่น้อยที่คิดว่าที่หวังโม่ได้เข้ามายังลัทธิแห่งดวงดาวแห่งนี้ก็เพราะตระกูลให้การช่วยเหลือ เมื่อได้เห็นตอนนี้แล้วละก็ ผู้คนมากมายถือได้ว่าผิดความคาดหมายอย่างใหญ่หลวง

 

“ ตูมตาม “

 

เท้าสุดท้ายของเยี่ยจงเหยียบไปออกไป จากนั้นชายหนุ่มที่อยู่ใต้เท้าก็ได้คุกเข่าลงอย่างกุลีกุจอ และจากนั้นก็ค่อยก้าวเท้าออกมา จนคุกเข่าลงอยู่ที่มุมหนึ่ง

 

“ ปุ ชิ่ง “

 

ทันใดนั้นที่พื้น ชายหนุ่มก็ได้กระอักโลหิตสดๆออกมาจากภายในที่ติดอยู่ในลำคอในทันที นัยน์ตาปกคลุมไปด้วยของเหลว เห็นได้ชัดว่าถูกทุบตีจนเริ่มไหลออกมา

 

“ ถึงกับร้องไห้เชียวหรือ ? “

 

เยี่ยจงกวาดตามองออกไป และจากนั้นก็แสดงสีหน้าประหลาดเอ่ยปากกล่าว เป็นถึงผู้ฝึกวิชายุทธ์ ต่อให้ไม่สามารถอ้อนวอนขอร้อง แต่ก็ยังเป็นคนอยู่ดี แต่ว่าถึงกับร้องไห้ในที่แห่งนี้ นี้มัน นี้มันเป็นคุณลักษณะของผู้ชายหรือผู้หญิงกันแน่ ?

 

เมื่อได้ยินเยี่ยจงเอ่ยปาก ยอดฝีมือทั่วทั้งสี่ด้านแต่ละคนก็สีหน้างุนงง จากที่มองดูใบหน้าของชายหนุ่มผู้นั้น และจากนั้นก็ได้แสดงอารมณ์อันแปลกประหลาดออกมา ที่แท้ก็ถึงกับร้องไห้เลยหรือ ?  

 

“ เจ้าดวงดีมากเลย ถ้าหากที่นี้มิใช่ลัทธิแห่งดวงดาวแล้วละก็ เจ้าก็คงจะตายไปแล้ว “ เยี่ยจงกล่าวออกมาอย่างดุดัน และจากนั้นก็ได้เคลื่อนหันไปมองอีกครา ประจวบกับที่ใบหน้าอันขาวซีดของผู้คนนับสิบคนตอนนี้

 

“ เจ้าเมื่อครู่บอกว่ารับรองจะไม่ทุบตีพี่น้องของข้าจนตายสินะ ? “ เยี่ยจงจ้องมองไปยังท่ามกลางกลุ่มคนที่นอกเหนืออีกคนหนึ่ง ใบหน้ายิ้มออกมาด้วยความอบอุ่นสายหนึ่ง “ วางใจเถอะ ข้าก็รับรองว่าจะไม่ทุบตีเจ้าจนตาย “

 

“ อา “

 

จิตใจของคนผู้นี้ยังเทียบไม่ได้กับคนเมื่อสักครู่ ตอนนี้เขาได้ถูกเยี่ยจงข่มขวัญจนขวัญหนีดีฝ่อจนอยู่ในอาการลักษณะจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หันกายลุกจากไป ทว่าเยี่ยจงเพียงขยับร่างคราหนึ่ง ก็ได้มาถึงยังบริเวณทางด้านหน้าของเขาขวางทางเดินของเขาเอาไว้ จากนั้นในครั้งนี้ก็ได้ง้างมือซ้ายขวาทั้งสองข้าง เวลานั้นก็ได้ยินเสียงตบไปที่ใบหน้าดังออกมาเพี๊ยะๆพร๊ะๆ ยังไม่ทันไร คนผู้นั้นก็ถึงตบจนหัวมึนตาลาย ดวงตาเต็มไปด้วยดวงดาว ทั่วทั้งศีรษะบวมเหมือนกับหัวหมู

 

เขาก็ช่างน่ากลัวเสียจริง คนผู้นั้นเมื่อครู่เตรียมถอนตัว เขาก็มองเห็นอย่างชัดชัดเจนเจน เขากลับมิยอมให้ถอนตัวเลย

 

“ เพี๊ยะ “

 

ยังดีที่เยี่ยจงมิได้มีความเสนาะสนใจในตัวพวกเขามากนัก เขาพลิกมือตบไปอีกครา ตบจนร่างทางด้านหลังลอยไปตามลม และจากนั้นก็ตวัดเท้าออก วินาทีนั้นก็พบว่าคนที่ตอนนี้บริเวณทรวงอกได้มีกระดูกแตกหักในทันที ทันทีที่ร่างกายลอยไปชนกับผนังฟากหนึ่ง ก็ได้กระอักโลหิตคำโตออกมา

 

“ หนังหน้าช่างหนาเสียจริง มือข้าชาไปหมดแล้ว ทว่าเจ้าวางใจเถอะ ข้าเคยบอกแล้วว่ารับรองไม่ทุบตีจนตาย ดังนั้นจะไม่ให้เพราะเรื่องราวเช่นนี้มาทำให้เจ้าโกรธได้หรอก “ เยี่ยจงกล่าวเสียงดังกังวาน “ ก็เพราะว่า ข้าถือได้ว่าเป็นคนดีคนหนึ่ง “

 

หลังจากที่สิ้นเสียง เขาก็จดจ้องไปยังบนร่างที่เหลืออยู่นับสิบคน นัยน์ตาแฝงความลี้ลับ

 

“ ท่านนี้ ศิษย์พี่ท่านนี้ ....... ยกโทษได้ก็ยกโทษเถอะ ไม่เช่นนั้นพี่ใหญ่พวกเรามาแล้วละก็ เรื่องราวจะไม่คิดเช่นนี้ได้อีกแล้ว “ เสียงโอดครวญของคนที่เหลือนับสิบคนดังออกมาด้วยความเจ็บปวด มีคนเสียงแหบกล่าวข่มขู่ออกมา

 

“ งั้นหรือ ? ตอนนี้พวกเจ้าคนหนึ่งตบปากตัวเองร้อยครั้ง ข้าก็จะให้โอกาสพวกเจ้าไปนำพี่ใหญ่ของพวกเจ้ามาสะสางเรื่องราวในวันนี้ ไม่เช่นนั้นแล้วละก็ ข้าลงมือด้วยตัวเอง ถ้าหากลงมือแล้วก็ไม่จะกะแรงได้ไม่ถูกนะ “ เยี่ยจงกล่าวออกมาเสียงดังกังวาน ก้าวออกไปหนึ่งก้าว พลังภายในได้แผ่พุ่งพลังชนิดหนึ่งออกมาอย่างช้าๆจนน่ากลัวอย่างสุดขีด

 

“ เพี๊ยะ เพี๊ยะ เพี๊ยะ “

 

พบเห็นเยี่ยจงค่อยๆก้าวเดินเข้ามา สีหน้าของทั้งสิบคนก็ได้เปลี่ยนไป ทันใดนั้นก็มีคนหนึ่งกระทั่งอดใจไว้ไม่อยู่ในความหวาดกลัว ยกมือออกมามอบเสียงดังอื้อภายในหูของตน

 

เมื่อมีคนแรกนำแล้ว หลังจากนั้น ที่เหลือแต่ละคนก็ใบหน้าเย็นเยียบ ตบไปอย่างแรงที่ใบหูของตนเอง พวกเขาไม่กล้าที่จะลงมือไว้ไมตรีแก่ตนเองในตอนนี้ แต่ละคนถูกตบไปที่ใบหูอย่างแรง จนทำให้ใบหน้าของตนเองบวมเป่งเหมือนเช่นเดียวหัวหมู

 

หวังโม่มองดูจนอ้าปากค้างเหม่อมองไปยังฉากเบื้องหน้า แม้จะทราบว่าตอนนี้เยี่ยจงได้ลงมือเพื่อตนเอง แต่ว่าฝีมือของพี่น้องของตนเองผู้นี้ ก็ช่างรุนแรงไปหน่อยแล้วละ ?

 

และซูหยี่ที่กำลังมองก็เกิดอาการตะลึงอยู่เล็กน้อย เห็นได้ชัดว่านางก็คาดไม่ถึง ต่อให้เยี่ยจงไม่ถึงกับลงมือแย่งชิงเอาชีวิตผู้คน แต่ว่ากับการลงมือที่รุนแรงไร้ที่เปรียบขนาดนี้  หลังจากที่เรื่องได้ผ่านไปแล้ว เกรงว่าเด็กน้อยเหล่านี้ยังย่ำแย่กว่าตายเสียอีก ?

 

เกี่ยวกับศิษย์ของลัทธิแห่งดวงดาวทั้งสี่ทิศ แต่ละคนใบหน้าหลากอารมณ์เหม่อมองไปยังฉากด้านหน้า ฉากด้านหน้าที่มีผู้คนนับสิบต้องตบไปที่ใบหูของตนเอง ถือได้ว่าหาดูได้ยากมากแล้ว ราวกับยากที่จะพบเห็นได้ในรอบร้อยปี เด็กน้อยที่ไม่ทราบที่มาที่ไปอยู่ๆก็ปรากฏตัวออกมาผู้นี้ การลงมือก็ถือได้ว่าดุร้ายจนถึงขั้นนี้

 

เยี่ยจงก็ได้ยิ้มออกมามองดูไปยังฉากเบื้องหน้า ราวกับว่ากำลังรอบางสิ่งบางอย่างอยู่ก็มิปาน ทันใดนั้น สีหน้าของเขาก็ได้ขยับคราหนึ่ง และจากนั้นก็จดจ้องไปยังคนแปลกหน้าที่ปรากฏขึ้นภายในกลุ่มคน สีหน้าแสดงออกมาด้วยอารมณ์กึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม

 

“ ขยะไร้ค่ากลุ่มหนึ่ง หน้าของข้าก็ถูกพวกเจ้าขยะไร้ค่ากลุ่มนี้ทิ้งไว้ไหนต่อไหนแล้ว “

 

ในเวลาเดียวกับที่เยี่ยจงกวาดตามองไป กลุ่มคนถึงกับแตกออกมา แล้วจากนั้นก็มิชายหนุ่มผมยาวที่ดูเย็นชาผู้หนึ่ง ค่อยๆก้าวเดินออกมา สายตาของเขามองไปยังกลางสนามเบื้องหน้า ทันใดนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนเย็นเยียบอย่างขีดสุด เมื่อพบว่าเขาได้มาถึงแล้ว เด็กน้อยเหล่านั้นความจริงได้อ้าปากค้างมาทางตนเอง แต่ละคนราวกับพบเจอดาวช่วยชีวิต ใบหน้าของแต่ละคนราวกับเต็มไปด้วยน้ำตานองหน้าร้องเรียกออกมา “ ลูกพี่ “

.

.

.

.

 




NEKOPOST.NET