เทพยุทธ์สะท้านภพ ตอนที่ 68 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

เทพยุทธ์สะท้านภพ

Ch.68 - ดัชนีเพลิงดาราคล้อย


ตอนที่ 068 ดัชนีเพลิงดาราคล้อย

 

 

“ ซวบ ซวบ ซวบ “

 

บริเวณท่ามกลางสนาม การเคลื่อนไหวของเสวียนซิงและพวกทั้งสามยิ่งมายิ่งเร็วขึ้น เห็นได้ชัดว่าพวกเขาทำพวกเขารีบร้อนที่จะนำทักษะยุทธมาไว้ในครอบครอง

 

เพียงแต่ว่า เห็นได้ชัดสายตาพวกเขาทั้งสามคนยังไม่อาจที่จะสู้เยี่ยจงได้ ดังนั้นพวกเขาจึงได้ลองอยู่หลายครา แต่ว่าตนเองก็มิอาจสามารถครอบครองทักษะยุทธ์ระดับกลางเอาไว้ได้

 

“ นี้ ……..  เจ้าเด็กน้อยทั้งหลาย เมื่อครู่ลืมบอกพวกเจ้าไปว่า เมื่อเข้าสู่ชั้นที่สามแล้วจะมีการจำกัดเวลา จากที่ดูพวกเจ้ายังเหลือเวลาเพียงหนึ่งถ้วยน้ำชา หากว่าเมื่อถึงเวลายังไม่สามารถที่เอาได้จะได้แล้วละก็ คงต้องกลับไปมือเปล่าแล้วล่ะ “

 

เมื่อได้ยินเสียงของเจ้าตำหนักเหยี่ยเฮ้า ทันใดนั้นก็ได้แตกฮือกันขึ้นมา และในเสียงหัวเราะก็มีความหมายที่ชั่วร้ายชนิดหนึ่ง แม้ว่า เจ้าตำหนักผู้นี้คงมิใช่ลืมเลือนที่กล่าวออกไปจริงๆ เขาคงจะจงใจที่จะไม่กล่าวออกมา

 

ถึงแม้ว่า จะได้ประสบการณ์ในตำหนักทักษะยุทธแห่งนี้ อีกทั้งยังต้องพึ่งพาพลังสายตาและโชคชะตา และยังมีการตัดสินใจที่เด็ดขาดชนิดหนึ่ง หากไม่ทำอะไรซักอย่างในตำหนักทักษะยุทธ์แล้วละก็ มีความเป็นไปได้ ที่ท้ายที่สุดจะไม่ได้รับอะไรเลย

 

“ ได้ละ “

 

ในช่วงเวลาที่สิ้นเสียงของเหยียนเฮ้า เซาซิงก็สะบัดมือออกไปคราหนึ่ง และจากนั้นบนกลางฝ่ามือก็มีม้วนคัมภีร์สีเขียวออกมาม้วนหนึ่ง เพียงแต่ว่า ทันทีที่ใช้มือคว้าจับม้วนคัมภีร์อย่างแน่นหนา แสงสว่างสีเขียวก็ทอประกายขึ้นออกมา ภายใต้แสงที่ส่องสว่าง ได้มีพลังย้อนกลับขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งถาโถมเข้ามา


เมื่อพลังย้อนกลับขนาดใหญ่ได้แสดงออกมาในทันที ทำให้ร่างกายของเซาซิงต้องสั่นเทาขึ้นมาคราหนึ่ง เห็นได้ชัดว่า ม้วนคัมภีร์ทักษะยุทธ์ชิ้นนี้เป็นทักษะยุทธ์ระดับกลาง เห็นได้ชัดว่าดวงของเซาซิงก็ถือได้ว่าอยู่ในระดับที่ไม่เลวเลย เรื่องที่เหมือนกับการหลอกแมวให้ตายใจเช่นนี้ นางยังสามารถที่จะพบได้
   

ไม่ได้ดูว่าริมฝีปากของตนเองกำลังมีโลหิตสดๆไหลออกมาอยู่สายหนึ่ง เซาซิงคว้าม้วนคัมภีร์ในมืออย่างเอาเป็นเอาตาย หลังจากที่มีการเคลื่อนไหวออกมาอย่างไม่หยุดยั้งได้หยุดลง ก็ค่อยเก็บม้วนคัมภีร์เอาไว้

และหลังจากที่นางจดจ้องไปด้านบนของม้วนคัมภีร์ชิ้นนี้ สีหน้าก็ได้ปกคลุมไปด้วยความยินดีชั้นหนึ่ง

 


และในเวลาเดียวกัน เฉิงเสวียนและหยินฉ่าน ทั้งสองคนก็ได้ยิ้มออกมา และจากนั้นพวกเขาก็ได้ลงมือในเวลาเดียวกัน เพียงแต่ว่า ดวงของพวกเค้าสองคนก็ไม่ถือว่าดีอะไรมากมาย ที่ได้รับมาก็เป็นเพียงทักษะไม่ยุทธ์ระดับล่างก็เท่านั้น ทว่า เมื่อเรื่องราวดำเนินมาจนถึงขั้นนี้ เวลาของทุกคนก็เริ่มที่จะมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ดังนั้นสีหน้าของทั้งสองคนจึงมีแต่ความลำบากใจ แต่ว่าก็มิได้ทำการเลือกต่อไป และได้ทำการเก็บม้วนคัมภีร์เอาไว้

 

ในขณะที่เจ้าตำหนักเหยี่ยเฮ้าหลังจากที่ได้เตือนสติไปแล้ว ท่ามกลางตำหนักใหญ่ก็เหลือแต่เพียงเยี่ยจง ที่มิได้รับบางอย่างมาอยู่ในมือ

 

เหม้งซิง สะบัดทักษะยุทธที่อยู่ในมือไปมาตอนหน้าเยี่ยจง ร้องเสียงดังเหอะแล้วกล่าว " ข้าว่านะศิษย์น้องเล็กเยี่ยจง เจ้าตอนนี้คงจะเสียใจแล้วละสิ ? ไม่เช่นนั้น เจ้าสามารถที่จะให้คนแปลกหน้ามอบสิ่งของคืนให้แก่เจ้า ทว่า ข้าคิดว่านางคงไม่ใจกว้างเช่นนั้นหรอก "

 

ซูหยี่ตอนนี้ได้แสดงท่าทางร้อนรนออกมา " เยี่ยจง ไม่งั้นข้าเอาจริงของคืนให้แก่เจ้า ถ้าค่อยเริ่มต้นใหม่ด้วยตนเอง "

 

หลังจากเงียบงัน เยี่ยจงก็ได้ส่ายหัวไปมา หลังจากที่เขามองดูไปแล้ว ค่อยยิ้มออกมาแล้วกล่าว " ดวงชะตาของข้าคงไม่เลวร้ายจนถึงขั้นนั้นหรอก ศิษย์พี่หญิงโปรดวางใจก็พอแล้ว "
 

หลังจากที่สิ้นเสียง เยี่ยจงก็ขยับกายคราหนึ่ง ก็ได้มุ่งไปทางด้านบริเวณส่วนริมสุดที่มีแสงสว่างวงรีส่องออกมา จากนั้นก็ฝืนมือออกไปคว้าแสงสว่างนั้นมาไว้ในมือ


" เปรี้ยง "
 

แสงสว่างของม้วนคัมภีร์ปกคลุมไปด้วยแสงสีทองสายหนึ่ง ทว่าหลังจากที่เกิดการสั่นของม้วนคัมภีร์แล้ว ก็ได้หลุดลอยออกไปจากฝ่ามือของเยี่ยจง มุ่งหน้าทะลวงออกไป
 

“ สมบัตินี้ลื่นไหลดียิ่ง “ ฉากเบื้องหน้าแม้จะเกินความคาดหมายของเยี่ยจงไปก็ตาม ความเร็วของม้วนคัมภีร์นั้นได้เปลี่ยนเป็นเร็วจนถึงขีดสุด ระดับความเร็วเช่นนี้ ในช่วงเวลาหนึ่งกลับทำให้เขาไม่อาจที่จะมีปฏิกิริยากลับมาได้ทัน
 

" เหอะเหอะ ศิษย์น้องเล็ก ดูเหมือนดวงของเจ้าจะดีอยู่ไม่น้อย ความรู้สึกคงเหมือนได้ห่านฟ้ามาอยู่ในมือ ไม่เลวสินะ ? " บริเวณทางด้านหลัง เฉิงเสวียนได้ส่งเสียงหัวเราะไปทางด้านของเยี่ยจง เขาเองก็มองออกว่าเยี่ยจงเมื่อครู่ที่ได้รับม้วนคัมภีร์เป็นถึงทักษะยุทธ์ระดับกลาง ทว่าก็มิอาจรั้งรอความอิจฉาที่เกิดขึ้นจากเขา สมบัติชิ้นนั้นก็ได้วิ่งจากไปแล้ว
 

“ ความรู้สึกเช่นนี้ ศิษย์พี่เฉิงเสวียนท่านเป็นเก็บไว้กับตัวเองจะดีกว่าไหม ? เยี่ยจงหันศีรษะกลับไป กึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้มมองดูเฉิงเสวียนคราหนึ่ง และจากนั้นก็ส่ายศีรษะไปมา เวลาแม้จะไม่เพียงพอ หากต้องการที่จะช่วงชิงทักษะยุทธ์ระดับกลางซักชิ้นแล้วละก็ เกรงว่าไม่ง่ายดายเช่นนั้นแน่นอน หลังจากที่ครุ่นคิดแล้ว เยี่ยจงก็ถอนหายใจออกมาคำหนึ่ง ดูเหมือนตนเองจะหลงเหลือเวลาเพียงการเอาทักษะยุทธ์ระดับล่างแล้วเท่านั้น เช่นนั้นแล้วละก็ อย่างน้อยก็ไม่ต้องกลับไปมือเปล่า
 

“ ชี่ “
 

จากนั้น ในช่วงเวลาที่เยี่ยจงเตรียมตัวที่จะลงมือออกไป ทันใดนั้นเอง แสงสว่างทั่วท้องฟ้าก็หายไปในเวลาเดียวกัน จากนั้น บริเวณหัวมุมของตำหนักก็มีแสงส่องสว่างออกมา และจากนั้นก็ได้ยินเสียงนำทางอันเก่าแก่แปลกประหลาดดังออกมาดังฮู่ฮู่ บรรยากาศภายในห้องโถวได้กลับมาอีกครา ทำให้คนเยี่ยงเยี่ยจงต้องงุนงงขึ้นมา
 

“ ซวบ “
 

ทันใดนั้นเอง แสงส่องสว่างกลุ่มหนึ่งก่อนหน้าก็ได้สว่างขึ้นมา แสงสว่างกลุ่มนี้มีลักษณะเป็นสีแดงขุ่นมัวราวกับก้อนศิลาชิ้นหนึ่งก็มิปาน ในตอนนี้ได้พุ่งเข้ามายังบริเวณภายในห้องโถงแห่งนี้ และภายในแสงสว่างสีแดงขุ่นมัวกลุ่มนี้ แสงสว่างของกลุ่มดวงดาวเล็กๆน้อยๆไม่อาจหยุดที่จะกระพริบไปมา จนทำให้เกิดบรรยากาศชนิดที่ทำให้ผู้คนตื่นตกใจออกมาอย่างช้าๆ
 

“ นี้มัน ? “
 

ทันใดนั้นเอง คนทั้งห้าภายในสนามก็เกิดวอกแวกในเวลาเดียวกัน สีหน้าของแต่ละคนได้เปลี่ยนเป็นดูยากอย่างมาก และนอกจากเยี่ยจงแล้ว นัยน์ตาที่หลงเหลือทั้งสี่ก็ได้เปลี่ยนเป็นร้อยแรงสายหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าพวกเขาก็คาดไม่ถึงว่า สมบัติชิ้นนี้กลับปรากฏออกมาในช่วงเวลาในครั้งนี้
 

“ ซวบ ซวบ ซวบ “
 

ทันใดนั้นในเวลาต่อมา ซูหยี่และเซาซิง กวนเยี่ยน เฉิงเสวียนเป็นต้นต่างก็ลงมือในเวลาเดียวกัน เหินไปอย่างรวดเร็วเข้าไปบริเวณที่อยู่ของกลุ่มแสงสีแดงขุ่นมัวเหล่านั้นเข้าไป
 

เพียงแต่ว่าในช่วงเวลาที่พวกเขาเข้าใกล้นั้นเอง แสงสีแดงขุ่นมัวกลุ่มนี้ก็ได้เคลื่อนไหวขึ้นมาอย่างรุนแรงมากมาย จนพุ่งทะลวงมุ่งหน้าไปยังอีกฟากหนึ่ง และจุดที่พุ่งไปนั้นประจวบอยู่ในบริเวณที่เยี่ยจงตอนนี้อยู่พอดิบพอดี
 

“ เยี่ยจง ของชิ้นนั้นด้านในมีการบันทึกไว้ มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นทักษะยุทธ์ตามที่ล้ำลือกันมาว่าสามารถฝึกปรือไปจนถึงระดับที่สูงขึ้นได้ของลัทธิแห่งดวงดาวของพวกเรา มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นทักษะยุทธ์โจมตีระดับสูงอีกด้วย “ บริเวณทางด้านหลัง ซูหยี่เหินมาเอ่ยปากกล่าวอย่างรวดเร็ว  
 

“ อะไรนะ ? “
 

หลังจากเงียบงัน นัยน์ตาของเยี่ยจงก็ทอประกายออกมาสายหนึ่ง ทักษะยุทธนี้สมควรเป็นทักษะยุทธ์ระดับกลาง แต่ว่าถ้าหากซูหยี่ยังกล่าวออกมาเช่นนี้ ฝึกปรือไปจนถึงระดับที่สูงขึ้น ที่มีความคล้ายคลึงกับทักษะยุทธ์ระดับสูงแล้วละก็ เช่นนั้นสมบัติชิ้นนี้ สมควรถือได้ว่าไม่เลวอย่างมาก
 

ดังนั้น ในทันใดนั้นเอง เยี่ยจงก็กระทึบเท้าออกไป จากนั้นร่างก็ได้บินทะลวงออกไป ในวินาทีนั้น ความเร็วของเขาก็พุ่งขึ้นมาเล็กน้อย คาดว่าเป็นไปไม่ได้ในทันที แต่ก็ได้คว้าออกไปยังด้านบนของม้วนคัมภีร์เพียงคราเดียว
 

“ เปรี้ยง “
 

เสียงดังในตอนนี้ดังออกมาจากแรงปะทุ ความรู้สึกยากอธิบายของความน่าหวาดกันที่เคลื่อนไหวออมาอย่างบ้าคลั่ง ในทันใดนั้นเอง คาดว่าแขนของเยี่ยจงคงต้องระเบิดออกเป็นจุล
 

“ สมควรตายแล้ว “
 

สีหน้าบนใบหน้าของเยี่ยจงยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ด้านบนม้วนคัมภีร์ม้วนนี้ได้มีพลังส่วนกลับ เทียบกับม้วนคัมภีร์เมื่อครู่ทั้งสองม้วนที่เป็นทักษะยุทธ์ระดับกลางยังมีพลังที่แข็งแก่งรุนแรงไม่รู้กี่เท่าตัว
 

เมื่อพบว่าแขนของเยี่ยจงในตอนนี้เกิดการสั่นไหวไม่หยุดยั้ง บุคคลเยี่ยงเซาซิงและคณะเดียวกันก็ได้หลุดยิ้มออกมาด้วยความสุขอยู่หลายส่วน
 

“ เยี่ยจง ลงมือด้วยพลังทั้งหมด ข้าจะช่วยเจ้าเอง “ ใบหน้าของซูหยี่เปลี่ยนไปคราหนึ่ง และจากนั้นก็ร้องเฮ้อออกมาเสียงเบา ร่างกายตรงเข้าไปปรากฏอยู่บริเวณทางด้านหน้าของเยี่ยจง ดึงรั้งเขาไว้ทางด้านหลัง นางเข้าใจเป็นอย่างดีว่าในตอนนี้หากไม่ลงมือด้วยพลังทั้งหมดแล้วละก็ เพื่อที่จะป้องกันเซาซิงและพวกรวมทั้งสามเอาไว้
 

“ อือ “
 

เยี่ยจงค่อยๆพยักหน้า บริเวณใจกลางฝ่ามือก็ได้ดึงพลังออกมาในทันที กระบี่ตราประทับอาชูร่าห้าชั้นได้ปกคลุมอยู่ใจกลางฝ่ามือของเขาในเวลาเดียวกัน
 

“ เปรี้ยง “
 

พลังแรงสะท้อนกลับอันใหญ่โตได้แผ่ออกมา อันตรายเหล่านี้ได้ทำให้เยี่ยจงลอยตัวขึ้น เยี่ยจงรับรสหวานได้ในลำคอ ภายในปากก็ได้มีโลหิตสายหนึ่งไหลออกมา ทว่าต่อให้เป็นเช่นนี้ เขาก็มิได้ปล่อยมือ
 

ตอนนี้พลังย้อนกลับของวัตถุยิ่งมายิ่งมาก หรือเป็นการบ่งบอกถึงความแข็งแกร่งของมัน
 

“ ตูม ตาม “
 

ในตอนที่เยี่ยจงเตรียมตัวที่จะรีดเร่งหมุนเวียนกำลังภายในของวิชากระบี่หกสุสานในทันที ด้านบนคัมภีร์ในใจกลางฝ่ามือของเขาจู่ๆก็ได้แผ่พลังสายหนึ่งออกมาจนเป็นเสียง และจากนั้นพลังย้อนกลับอันมหาศาลก็ได้หายไปในทันที กระทั่งคัมภีร์นั้นก็ได้มาอยู่ในมือของเยี่ยจงอย่างว่าง่าย

 

เมื่อได้เห็นฉากที่อยู่เบื้องหน้า เยี่ยจงจึงได้ถอนหายใจออกมาคำหนึ่ง หากของสิ่งนี้หลุดลอยไปแล้วละก็ ในครั้งนี้ตนเองคงต้องใช้เลือดเนื้อเข้าแลกแล้ว

 

“ ขอบคุณศิษย์พี่หญิงมากแล้ว “ เยี่ยจงพยักหน้าให้แก่ซูหยี่ ในครั้งนี้ หากมิใช่คำแนะนำของซูหยี่แล้วละก็ เค้าคงไม่กล้าที่จะลงมือโดยใช้กำลังทั้งหมด สุดท้ายนี้ก็ยังต้องเผื่อใจระวังเด็กน้อยทั้งสามเอาไว้

 

“ ดัชนีเพลิงดาราคล้อย ทักษะยุทธ์โจมตีขั้นวิญญาณระดับกลาง ในขณะที่ฝึกปรือ ใช้ออกด้วยดัชนี ราวกับเพลิงสีแดงของพระจันทร์สีเลือด ฤทธิ์เดชไร้เทียบทาน ฤทธิ์เดชเทียบเคียงได้ก็ทักษะยุทธโจมตีขั้นวิญญาณระดับสูง ..... “
 

ขณะที่มองสำรวจบนม้วนคัมภีร์อยู่รอบหนึ่ง เยี่ยจงก็พยักหน้าไปมา ก่อนหน้านี้สิ่งที่ขาดแคลนที่สุดของเขาก็คือทักษะยุทธ์โจมตี กระบี่ตราประทับอาชูร่าถึงแม้จะไม่เลว แต่ว่าทักษะยุทธ์เมื่อมีมากก็เป็นสิ่งที่ดี อีกทั้ง พลังยุทธ์ของตนเองในตอนนี้ก็ถือได้ว่าสามารถฝึกปรือดัชนีเพลิงดาราคล้อยนี้ จากที่ดูคำแนะนำ หากสามารถฝึกฝนจนช้ำชองแล้วละก็ พลังทำลายล้างก็ขั้นสูงสุดก็จัดได้ว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
 

ยิ้งไปกว่านั้น จากที่เมื่อครู่ได้ยินความหมายที่ซูหยี่กล่าวออกมา ดัชนีเพลิงดาราคล้อยนี้ไม่แน่ว่ายังเป็นถึงวิชายุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดของลัทธิแห่งดวงดาวแห่งนี้
 

“ เป็นสมบัติดี “

 

หลังจากที่ยิ้มแล้วยิ้มอีก เยี่ยจงก็พลิกมือคราหนึ่ง และจากนั้นบุคคลเช่นเซาซิงในตอนนี้ก็เกิดความลังเลอันแสดงถึงความไม่แน่นอนภายในในดวงดาว จึงเก็บม้วนคัมภีร์เอาไว้
 

“ เจ้าพวกเด็กน้อย  ได้เวลาแล้ว “

 

ในช่วงเวลาเดียวกันกับตอนที่เยี่ยจงได้เก็บดัชนีเพลิงดาราคล้อยไปแล้ว เสียงของเจ้าตำหนักเหยียนเฮ้าก็ได้ดังกังวานออกมา จากนั้น ความจริงประตูทองแดงที่ปิดตัวอยู่ ก็ได้เปิดออกมาอีกครา
 

พบเห็นฉากเบื้องหน้า คนเยี่ยงเยี่ยจงก็ได้ถอนสีหน้าสงสัยเหินลอยออกไป
 

“ เหอะ เหอะ เป็นไร ? การเก็บเกี่ยวของทุกคนคงถือได้ว่าไม่เลวเลยสินะ “ เหยียนเฮ้ายิ้มออกมาแล้วมองไปที่ทุกๆคน กล่าวออกมาด้วยเสียงดังกังวาน “ นับตามกฎของลัทธิแห่งดวงดาวของพวกเรา พวกเจ้าสามารถนำคัมภีร์ออกไปครึ่งปี แต่ว่าหากว่าภายในครึ่งปีนี้ ไม่อาจที่จะนำทักษะยุทธ์ออกไปนอกลัทธิแห่งดวงดาว และหลังจากครึ่งปีแล้ว ต้องคืนม้วนคัมภีร์กลับคืน ในระยะเวลานี้ หากยังมีผู้ใดมีอยากทราบคัดลอกทักษะยุทธ์เหล่านี้แล้วละก็ เช่นนั้นก็ไปที่สนามด้านล่าง หรือไม่ก็ไปหาเหล่าเฒ่าประหลาดหลายคนที่ตำหนักลงทัณฑ์ ก็คงจะอธิบายให้พวกเจ้าได้เป็นอย่างดี “
 

หลังจากที่สิ้นเสียง เหยียนเฮ้าโบกมือคราหนึ่งอย่างไม่ตั้งใจ ร่างกายก็หายวาบไปอีกครา ราวกับช่วงเวลาที่เขาปรากฏตัวก็มิปาน ไม่มีผู้ใดสามารถค้นหาร่องรอยการหายไปได้แต่อย่างไร
 

คนเยี่ยงเซาซิงยังต้องรู้สึกแปลกใจเมื่อไปทางด้านเยี่ยจง ท้ายที่สุดก็มิได้เอ่ยปากพูดอันใดออกมา และก็ได้ร้องเฮอะออกมาคำหนึ่งเดินจากไป
 

เมื่อเหม่อมองเงาร่างที่ดุร้ายของเซาซิง ซูหยี่ก็หรี่ตายิ้มออกมาด้วยสายตา คิดไม่ถึงว่าศิษย์น้องเล็กเยี่ยจงของตนเอง จะมีประโยชน์มากมายเช่นนี้
.

.

.

.

.



 

 




NEKOPOST.NET