เทพยุทธ์สะท้านภพ ตอนที่ 58 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

เทพยุทธ์สะท้านภพ

Ch.58 - การประลอง


ตอนที่ 058 การประลอง

 

 

“ เปรี้ยง “

 

พลังที่ปะทุระเบิดหมุนวนออกมา  ซูหยี่อดไม่ได้ที่จะใช้ออกด้วยพลังเพลิงอีก ถึงแม้ในตอนนี้ผางเจี่ยจะใช้เพียงกระบวนท่าเดียว ก็สามารถลบล้างไปได้ เหลือไว้แต่เพียงแสงเพียงริบหรี่

 

“ ปุ ชิ้ง “

 

กระบวนท่าถูกคลาย ซูหยี่ก็ได้ดึงรั้งเก็บกลับมา แล้วใบหน้าของนางก็เปลี่ยนเป็นสีขาว ริมฝีปากในตอนนี้ก็ได้มีเลือดสดๆไหลรินออกมา สีหน้าปั้นยากสุดขีดในตอนนี้

 

“ ชี่ “

 

ในเวลาเดียวกันที่สลายกระบวนท่าของซูหยี่ กริชที่อยู่ในมือของผางเจี่ยก็ถูกอัดแน่นไปด้วยพลังความชั่วร้าย และจากนั้นก็มุ่งตรงเข้าไปหาบริเวณที่ซูหยี่อยู่อย่างไม่ลังเล เห็นได้ชัดว่า ตอนนี้ดูเหมือนว่าผู้ที่อ่อนแอที่สุดจนน่าตกใจคงจะเป็นซูหยี่ เกี่ยวความหมายที่ผางเจี่ยเคยพูดออกมาก่อนหน้า ทั้งยังลักษณะนิสัย เรียกได้ว่าน่าหวาดกลัวเลยทีเดีย

 

“ ซวบ “

 

ในระหว่างช่วงเวลาเดียวกัน กระบี่สายหนึ่งก็ส่องสว่างส่งเสียงดังหวือออกมา หลังจากนั้นผางเจี่ยก็พลิกฝ่ามือออกด้านปลายของกริชดำทมิฬสองฝั่งก็หันเข้าหากัน

 

“ ตัง “

 

เสียงดังคล้ายทองและเหล็กกระทบกันดังสนั่น สายลมหมุนวนขึ้นมา กระบี่ยาวถูกรั้งถอยกลับมา และเยี่ยจงในตอนนี้บนฝ่ามือที่ถือกระบี่คงหมิงอยู่ก็เริ่มที่จะมีรอยแผลแตกออกมา  เลือดสดๆไหลรีดอาบตัวกระบี่ไหลรินลงมา และสีหน้าของเขาในตอนนี้ก็แปรเปลี่ยนเป็นขาวซีดอยู่หลายส่วน กำลังภายในและเลือดลมกับแปรปรวน

 

ผางเจี่ยในตอนนี้จ้องมองไปด้วยใบหน้าที่เย็นเยียบ สีหน้าของเยี่ยจงอยู่ในลักษณะปั้นยากอย่างที่สุด ผางเจี่ยผู้นี้ไม่เพียงแต่เป็นยอดฝีมือที่มีพลังฝึกปรืออยู่ในขั้นก่อเกิดขั้นที่หก และวิชาลมปราณที่เขาฝึกฝน คาดว่าอย่างน้อยอยู่น่าจะอยู่ในระดับล่าง น่าจะมีความใกล้เคียงกับวิชาลมปราณดวงดาวของลัทธิแห่งดวงดาว ดังนั้น ผางเจี่ยผู้นี้ถึงได้น่าหวาดกลัวจนถึงขั้นนี้ได้

 

ในช่วงเวลาที่เผชิญหน้ากับยอดฝีมืออื่นๆ แรงกดดันของพลังลมปราณของแต่ละชนิด ในการใช้งานนั้นมีบางส่วนที่แตกต่างกันไม่มากก็น้อย

 

“ คุณชายเยี่ย  ยังคงอย่าได้เสียเวลาอยู่ต่อไปเลยจะดีกว่า  เช่นนั้นแล้วละก็ข้าจะช่วยให้พวกท่านตายอย่างสบายซักนิด “ ผางเจี่ยจ้องมองไปที่เยี่ยจง บนร่างกายแผ่พุ่งพลังอันในหวาดกลัวอย่างสุดขีด นัยน์ตาของเขาราวกับดาบแหลมคมที่สามารถตัดได้ทุกสิ่ง  จดจ่ออยู่บนร่างกายของเยี่ยจง

 

ตอนนี้ เขามิได้รีบร้อนที่จะลงมือแต่อย่างไร และกล่าวเหน็บแนมออกมา

 

“ ดูหมือนจะได้เปรียบอยู่เล็กน้อยแล้วสินะ  จะให้เจ้าได้รับรู้ด้วยตนเองว่าการต่อสู้กับผู้ที่เหนือกว่านั้นเป็นเช่นไร “ จากนั้นก็ปัดมือตนเองไปมา เยี่ยจงเงยหน้าจ้องมองไปที่ผางเจี่ย ทันใดนั้นเอง เขาก็มิได้มีความคิดที่ถอยแต่อย่างไร และเพียงแต่ถอยออกไปก้าวเดียวเท่านั้น

 

“ ตูม “

 

ทันใดนั้นเอง พลังภายในกระบี่หกสุสานของเยี่ยจงก็ได้ถูกเขารีดเร่งขึ้นมา พลังภายในโจวเทียนในตอนนี้ก็หมุนวนขึ้นมาด้วยตนเองอย่างบ้าคลั่ง จนทำให้เยี่ยจงในตอนนี้เลือดลมพลุ่งพล่าน พลังบนร่างกายที่ได้รับบาดเจ็บอย่างขีดสุด เห็นได้ชัดว่า เยี่ยจงมิได้คิดคำนวณกับผลได้ผลเสียในการลงมือแต่อย่างไรแล้ว  

 

ในตอนนี้รับรู้ได้ถึงพลังแรงกดดันอันมหาศาลออกมาจากกำลังภายในของเยี่ยจง ผางเจี่ยก็ขมวดคิ้วขึ้นมา กระทั่งเขาคิดไม่ถึงว่า  ตนเองที่มีพลังฝีมือจนถึงขั้นนี้แล้วจะต้องมาเจอสถานการณ์ที่พลิกกลับกลายเช่นนี้ แต่ว่าบนร่างกายของเยี่ยจงในตอนนี้กลับแผ่บรรยากาศชนิดหนึ่งออกมา จนกระทั่งแม้แต่เขาเองก็ยังรู้สึกว่าอันตรายอยู่หลายส่วน

 

“ ทำเป็นใจดีสู้เสือ “

 

ทว่าในช่วงเวลาทันใดนั้น ผางเจี่ยก็หัวเราอย่างเย็นชาคำหนึ่ง แม้ว่าภายในใจจะยังวิตกกังวลอยู่ก็ตาม พลังฝีมือของเยี่ยจงโดยส่วนมากเขาก็ถือว่าเคยเห็นมาแล้ว เขายังคงไม่เชื่อว่า เยี่ยจงที่อ่อนแอเพียงผู้เดียวจะสามารถพลิกฟ้าทลายดินได้

 

“ ตูม “

 

ในเวลาต่อมา ร่างกายของผางเจี่ยก็ขยับคราหนึ่ง  กลางฝ่ามือที่ถือไว้ด้วยกริชดำทมิฬสายหนึ่งได้ส่งกระกายของกระบี่ออกมา ให้แรงกดดันอันน่ากลัวจนถึงขีดสุด  พุ่งตรงเข้าไปยังบริเวณที่เยี่ยจงกำลังจะไป

 

“ ซวบ “

 

กระบี่คงหมิงในมือของเยี่ยจงได้ทอประกายสีมรกตออกมา  ในช่วงที่ซูหยี่กับลังอยู่ในอาการร้อนรนอยู่หลายส่วนมองดูออกไปจนแทบจะลืมหายใจออกมา และโจมตีเข้ากับกระบวนท่าของผางเจี่ยอย่างหนักหน่วงเข้าด้วยกัน

 

เรื่องราวดำเนินมาจนถึงขั้นนี้แล้ว  การลงมือของทั้งสองถือได้ว่าไม่มีการใช้ที่สูญเปล่าเลย และยังเป็นการใช้พลังที่แท้จริงออกมาเข้าปะทะ

 

เพียงแต่ว่า ตามความเป็นจริงที่ผางเจี่ยอาศัยพลังฝีมือพลังขั้นก่อเกิดขั้นที่หกทั้งหมด และเยี่ยจงก็เพียงแต่อาศัยพลังแปลกพิศดานของวิชา

 

หากต้องให้สมมุติขึ้นมาแล้ว ความสามารถของทั้งสองที่อยู่ในรุ่นเดียวกันสามารถถือได้ว่าสะเทือนฟ้าสะเทือนดินแล้ว ดังนั้นการปะทะในครานี้จะทำให้เกิดการระเบิดได้  จนทำให้บนพื้นดินเกิดรอยแตกแยกเป็นทางออกมา  

 

“ เปรี้ยง “

 

เป็นอีกครั้งที่ได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรง ในตอนที่ร่างของทั้งสองพลาดพลั้งกัน เมื่อในเวลาที่ฝ่าเท้าร่วงหล่นลงสู่บนพื้น ที่ฝ่าเท้าก็สัมผัสได้ถึงรอยร้าวที่ยังคงหลงเหลืออยู่ขนาดลึก

 

ร่างกายของเยี่ยจงขยับคราหนึ่ง  พลังภายในกระบี่หกสุสานหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง จนทำให้ลมปราณที่อยู่ภายในเกิดการปะทถออกมาได้ เพียงแต่เมื่อเป็นเช่นนี้ ใบหน้าอันเรียบเนียนและหล่อเหล่าก็ได้ปรากฏความหนักแน่นขึ้น พลังฝีมือของผางเจี่ยผู้นี้ ไม่ได้แตกต่างกับม่อฝานหลงมากมายนัก แต่ว่าความร้ายกาจในการลงมือของทั้งสองนั้นไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิง ม่อฝานหลงเป็นถึงคุณชายของตระกูลหนึ่ง และผางเจี่ยผู้นี้เยี่ยจงมองออกว่า เขาต้องเคยผ่านประสบการณ์ความเป็นความตายมาก่อน ท่ามกลางการเจริญเติบโตที่ลำบากลำเค็ญ เช่นนี้จริงถือได้ว่าเป็นคู่ต่อสู้ที่ยากที่จะต่อกรด้วย

 

หากมิใช่เพราะเยี่ยจงฝึกฝนพลังกระบี่หกสุสานเป็นวิชาลมปราณยุทธ์ อีกทั้งยังมีประสบการณ์การต่อสู้อันโชกโชนแล้วละก็ เกรงว่าเขาในตอนนี้ คงได้ถูกผางเจี่ยส่งไปที่โลกหน้าแล้ว อีกทั้งอย่าว่าแต่แรงกดดันเลย

 

“ เหอะ ถือว่ามีความสามารถอยู่ ข้ามองว่าวิชาที่ลมปราณที่เจ้าฝึกฝนนั้น ไม่แน่ว่ายังอาจจะร้ายกาจกว่าคัมภีร์ก่อฟ้าในตำนานก็เป็นได้ ?  ถึงแม้ข้าจะไม่ทราบว่าเหตุใดถึงได้มีพลังลมปราณยุทธ์เช่นนี้  แต่ทว่า  เพื่อที่จะได้คัมภีร์อารามก่อฟ้า คุ้มค่าแล้วหรือ ? “ ในขณะที่เผชิญหน้า ผางเจี่ยก็ต้องมองไปที่บริเวณฝ่ามือของตนเอง ใบหน้าเยียบเย็นแล้วเอ่ยปากกล่าวออกมา และจากนั้นสายตาของเขาก็ทอประกายเผ็ดร้อนขึ้นมา ราวกับในตอนนี้มองออกว่า เยี่ยจงในตอนนี้ยังสามารถที่จะใช้พลังลมปราณในกับรับแรงกดดันของเขาต่อไปได้

 

เพียงแต่ว่า เมื่อตอนที่เสียงเยาะเย้ยผ่านไป ภายในใจ ผางเจี่ยในตอนนี้จัดเยี่ยจงเป็นบุคคลที่อันตรายที่สุดคนหนึ่งแล้ว พลังฝีมือขั้นก่อเกิดขั้นที่สี่ ก็สามารถที่จะต่อสู้กับตนเองได้อย่างสูสีแล้ว เพียงแต่แค่นี้ยังเป็นเพียงการเริ่มต้น ไม่ทราบว่าหากเขาเติบโตขึ้นมาแล้วละก็ จะน่าหวาดกลัวขนาดไหนกัน ?

 

นัยน์ตาของเยี่ยจงทอประกายเย็นเยียบขึ้นมา ฝีมือของผางเจี่ยที่ใช้ออกมานั้นมากเกินกว่าที่เขาเคยคาดคิดเอาไว้ แต่ว่าตอนนี้เยี่ยจงก็ได้กลับมาสงบนิ่งดั่งเดิม ต้องการที่จะเก็บกวาดเด็กน้อยผู้นี้แม้ว่าจะไม่ง่ายดาย แต่ว่าเยี่ยจงนั้นก็ไม่มีวันที่จะยอมแพ้อย่างแน่นอน

 

ต่อมา เยี่ยจงคร้านที่จะกล่าวมากความกับผางเจี่ยแล้ว และก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว ร่างกายก็หายไปในทันที พุ่งเข้าหาบริเวณที่ผางเจี่ยยืนอยู่ ประกายประบี่สายหนึ่งถูกกวาดออกไป

 

“ เพลงกระบี่ที่รวดเร็ว “

 

รูม่านตาของผางเจี่ยขยายใหญ่ขึ้น กระบี่นี้ของเยี่ยจงถือได้ว่าแตกต่างกับกระบี่ก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง ภายในนั้นได้อัดแน่นไปได้ปราณกระบี่ที่มีพลังทำลายอย่างขีดสุด จนกระทั่งเขาในทันทียังต้องขนลุกชันขึ้นมา

 

ในเวลาต่อมา กริชในมือของผางเจี่ยได้ส่องสว่างขึ้นมาประกายสีดำปะทุออกมา และจากนั้นกริชเล่มนั้นในมือก็เป็นราวกับมังกรพิษทะลวงออกมาก็มิปาน

 

“ ตูม “

 

กระโจมตีอันน่าหวาดกลัวของทั้งสองสายเข้าปะทะกัน เกรงว่าจะทำให้แรงลมเกิดความแปรปรวนขึ้นมา

 

แต่ว่าการโจมตีนี้ได้ระเบิดออกมาเป็นหลายส่วนในทันที เท้าของเยี่ยจงอยู่ห่างจากพื้นดินเพียงเล็กน้อย ร่างกายยังคงอยู่บนอากาศ ราวกับกำลังเหยียบอากาศก็มิปาน เหินไปบริเวณทางด้านหน้าผางเจี่ยไปราวสายฟ้าฟาด

 

“ ตูม ตูม ตูม “

 

หลังจากที่เงาร่างหายไป ในตอนนี้แม้แต่ท่ามกลางอากาศก็ยังถูกทำให้ระเบิดติดต่อกัน

 

“ ก๊ง “

 

ผางเจี่ยตัดสินใจยกแขนขวาเข้ารับ  ในตอนนั้นเกรงว่าเมื่อเท้าลงสู่พื้นแล้วข้อมือจะได้รับบาดเจ็บ วินาทีนั้น ในตอนที่ฝ่าเท้าแตะไปเพียงเสี่ยวหนึ่ง พลังความโกรธก็ปะทุขึ้นมาอย่างบ้าคลั้งในทันทีและน่าหวาดกลัวจนถึงขีดสุด จนทำให้พื้นดินเกิดรอยแตกออกจนเป็นสาย 

 

“ เปรี้ยง “

 

ร่างกายของผางเจี่ยในตอนนี้ขยับตัวออกอย่างดุเดือน จากนั้นก็พุ่งเข้าชนเข้าใส่หินยักษ์ก้อนหนึ่งในทันที ถึงได้ค่อยหยุดความอัดอั้นลงได้หลายส่วน

 

กระบวนท่านี้ผ่านไป ร่างของเยี่ยจงก็เหินลอยออกไป จับไปที่หมัดขวา ช่วงบริเวณความคมของหมัด พลังกระบี่ตราประทับอาชูร่าสี่ชั้นได้ลอยเพิ่มเข้าไป

 

“ ยังไม่พอ “

 

เยี่ยจงกัดฟันเล็กน้อย พลังภายในกระบี่หกสุสานของพลังทั้งหมดจำนวนมากบรรจุอยู่ที่แขนขวา และทันใดนั้นเอง กระบี่ตราประทับชั้นที่ห้าก็ถูกคลุมขึ้นมา

 

“ กระบี่ตราประทับอาชูร่า “

 

กระบี่ตราประทับชั้นที่ห้าถูกปกคลุมขึ้นมา เยี่ยจงร้องเสียงดังเฮ้อ ในตอนนี้พลังหมัดได้พุ่งเข้าปะทะบริเวณที่ผางเจี่ยอยู่

 

“ เชอะ “

 

ความรู้สึกขนหัวลุกในปกคลุมไปทั่วในทันที แต่ว่านัยน์ตาของผางเจี่ยยังคงอยู่ในสภาพเยือกเย็น และจากนั้นเขาก็ตบไปที่มือขวา บนมือขวาราวกับมีรอยกระดูกดำโผล่ออกมาเป็นชั้นๆ เสียงของกระดูกดังออกมากร๊อบแกรบ ได้ออกมาจากบริเวณใจกลางของฝ่ามือ  

 

“ ฝ่ามือมนต์ดำหักกระดูก “

 

ผางเจี่ยร้องเสียงดังเฮ้อออกมาคำหนึ่ง ฝ่ามือสีดำทมิฬสายหนึ่ง ได้เข้าปะทะในทันที ความความรู้สึกที่น่าหวาดกลัวจนถึงขีดสุด และได้ตรงเข้าหากับกระบี่ตราประทับอาชูร่าของเยี่ยจง

 

“ ตูม ปัง “

 

พลังปราณเข้าปะทะในทันที เสียงร้องดังกังวานราวกับเสียฟ้าผ่า ดังออกมาจากห้องโถงใหญ่แห่งนี้ และพลังทั้งสองสายก็หมุนวนออกมาอย่างน่าหวาดกลัว จนทำให้ห้องโถงใหญ่ยังต้องสั่นสะเทือน

 

ความจริงที่ทำให้ยากที่จะจินตนาการได้ คนรุ่นหลังสองคนที่ยังอยู่พลังแห่งขั้นก่อเกิดทั้งเก้าขั้น จะสามารถมีความน่าหวาดกลัวได้ถึงขั้นนี้

 

“ คา ช่า “

 

หลังจากทันทีที่การโจมตีทั้งสองสายเข้าหากัน ทันใดนั้น ด้านบนของฝ่ามือกระดูกดำของผางเจี่ยก็ถูกใช้ออก ถูกใช้ออกจนเป็นรอยแยกเป็นสายๆปรากฏให้เห็น และจากนั้นรอยแยกก็ลอยออกไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ใช้ออกด้วยพลังฝ่ามืออีกครา 

 

“ เปรี้ยง “

 

ทันทีที่การโจมตีได้ได้ถูกแก้ เงาหมัดที่อัดแน่นไปด้วยพลังของกระบี่ตราประทับทั้งห้าสายของเยี่ยจง พุ่งเข้าไปยังบริเวณหน้าอกของผางเจี่ยโดยที่ไม่มีความเกรงใจ วินาทีนั้น หน้าอกก็ได้ยุบลงไป และจากนั้นร่างกายก็สั่นเทาคราหนึ่ง ร่างกายเหินตรงไปราวร้อยเมตร ครั้งนี้ก็ได้พิงอยู่บริเวณใต้ที่โขดหิน พ่นเลือดสดๆออกมาอย่ารุนแรง

 

ในสถานการณ์ที่ทั้งสองคนได้ใช้พลังทั้งหมดในการลงมือ ผางเจี่ยในตอนนี้มิได้กำความได้เปรียบแต่อย่างไร ?

 

ตอนนี้ ใบหน้าที่แสดงถึงความเป็นห่วงของซูหยี่ ท่ามกลางภายในนัยน์ตาได้ปรากฏอาการตื่นตกใจ และอารมณ์ของเยี่ยจง แต่ละครั้งๆก็จะนอกเหนือความคาดเดาของเธอ บุคคลเช่นนี้ ต่อให้อยู่ในลัทธิแห่งดวงดาว ช้าเร็วก็ส่องสว่างความสามารถอันไร้ขีดจำกัดออกมา

 

“ ปุ ชิ้ง “

 

เมื่อเยี่ยจงลงสู่พื้นดิน และจากนั้นร่างของเขาก็สั่นคราหนึ่ง ก็ได้กระอักเลือดสดๆออกมาคำหนึ่ง เห็นได้ชัด แม้แต่เขาเอง ท่ามกลางการปะทะเมื่อสักครู่ ก็มิอาจที่จะสร้างความได้รับได้มากมายนัก เพียงแต่ว่า ในตอนนี้ได้กระอัดเลือดออกมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความเยือกเย็น และจากนั้นก็กำกระบี่คงหมิงค่อยๆก้าวเดินไปด้านหน้า

 

“ เยี่ยจง เรื่องราวจะไม่ยุติอยู่แค่นี้ “ เมื่อเห็นเยี่ยจงในลักษณะนี้ ใบหน้าของผางเจี่ยก็แสดงถึงความน่ากลัว ในตอนนี้ เขาไม่กล้าที่จะปะทะกับเยี่ยจงอีกต่อไป เหลือไว้แต่คำพูดอาฆาตเพียงคำเดียว จนกระทั่งบีบไปที่ป้ายก่อฟ้า ร่างกายก็บินหายไปจากกลางห้องโถงใหญ่อย่างรวดเร็ว

 

“ ปุ “

 

เมื่อเห็นว่าผางเจี่ยถอยไปแล้ว ร่างกายของเยี่ยจงก็กระตุกคราหนึ่ง เลือดพุ่งออกมาจากปากคำหนึ่ง เพียงแต่ว่าครั้งนี้ เขาได้คุกเข่าลงบนพื้นแล้ว สีหน้าปั้นยากอย่างถึงที่สุด

.

.

.

.

 




NEKOPOST.NET