เทพยุทธ์สะท้านภพ ตอนที่ 5 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

เทพยุทธ์สะท้านภพ

Ch.5 - พลังยุทธ์ก่อเกิดขั้นที่สาม


ตอนที่ 005 พลังยุทธ์ก่อเกิดขั้นที่สาม

 

                หลิวชิงม้งมองไปที่เยี่ยจงอย่างไม่ละสายตา ยันต์เสริมสมาธิยังคงถืออยู่ในมือ นางกำลังคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่รวมทั้งการกระทำของเยี่ยจง ดูเหมือนว่ายันต์สมาธิใบนี้คงเป็นของจริงอย่างน้อยถึงแปดส่วน

 

                แน่นอนว่าเยี่ยจงไม่ได้ต้องการที่จะไปตามที่หลิวชิงม้งเชื้อเชิญ ดังนั้นจึงโบกมือไปมาพร้อมกับกล่าวว่า “ ข้าไม่จำเป็นที่จะต้องไปหรอก ขอแค่ผู้ที่รับการรักษามีพลังยุทธไม่เกินตามที่ข้ากล่าว ข้ารับรองว่ายันต์เสริมสมาธิใบนี้สามารถใช้ได้ผลอย่างแน่นอน “
 

                หลังจากที่ชิงม้งลังเลอยู่ชั่วครู่ และเห็นว่าไม่ว่ายังไงเยี่ยจงก็คงไม่ตามนางกลับไปเป็นแน่ ดังนั้นจึงได้หันหลังจากไปอย่างรวดเร็ว นั้นก็เพราะว่านางต้องการที่จะพิสูจน์ว่ายันต์ใบนี้สามารถใช้ได้จริงหรือไม่

 

                ... ...

 

                “ คุณหนู คนผู้นั้นคลุมชุดดำทั้งตัว แม้กระทั่งตัวตนที่แท้จริงยังไม่บงบอกออกมา หยางไท้นั้นถึงจะน่ารังเกียจก็ตามที แต่สิ่งที่เขาพูดออกมาก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผลนะเจ้าค่ะ อีกทั้งหากเป็นยันต์ของจริงมีหรือที่จะขายในราคาที่ถูกเช่นนี้ “ ผู้คุ้มกันของหลิวชิงม้งลังเลกับการตัดสินใจของนาง เอ่ยปากถามเสียงเบา

 

                หลิวชิงม้งถอนหายใจคำหนึ่ง นางไม่อาจทราบได้ว่าเยี่ยจงนั้นเป็นพวกหลอกลวงหรือไม่ ถึงแม้จะถูกหลอกก็ตามที นางก็ยังคงต้องลองดูก่อน เพราะนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่นางค้นพบยันต์เสริมสมาธิมาได้ซักใบ

 

                หลังจากที่สังเกตเห็นใบหน้าของหลิวชิงม้งแล้ว ผู้คุ้มกันของนางก็จึงทราบว่านางตัดสินใจอย่างไร จึงไม่เอ่ยอะไรต่อไป แต่ได้ส่ายหัวไปมา

 

                ... ...

 

                เยี่ยจงเก็บหินวิญญาณระดับกลางที่อยู่ในมือไว้ มองสำรวจหยางไท้ที่ตนนั้นกำลังเหยียบอยู่ หลังจากนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็มิได้ลงมืออีกครั้ง เพียงแค่เดินจากไป เพราะว่าตนเองนั้นไม่ได้มีความแค้นอะไรกับหยางไท้เป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว เพียงแค่สั่งสอนก็น่าจะพอ แต่หากว่าเขากล้าที่จะเข้ามาหาเรื่องอีกละก็ ครั้งหน้าเยี่ยจงคงได้เอาชีวิตของเขาเป็นแน่ เยี่ยจงไม่แม้แต่จะแยแสวิชาแมวสามขาของหยางไท้เลยแม้แต่น้อย

 

                พอกลับมาถึงลานที่บ้านของตน หลังจากที่เยี่ยจงพักผ่อนเรียบร้อยแล้ว ก็ได้นำหินวิญญาณระดับกลางทั้งสิบชิ้นออกมาวางไว้บนเตียงอย่างระมัดระวัง หลังจากนั้นก็นั่งไขว่ขา เขาได้ค่อยๆทำมือตามสัญลักษณ์เปลี่ยนไปมาอย่างช้าๆ

 

                แกนกลางของหินวิญญาณทั้งสิบชิ้นได้แตกออกมาพร้อมขับไอพลังแห่งฟ้าดินออกมา ลักษณะนั้นคล้ายกับครั้งที่แล้วที่ตนเองฝึก ต่างกันเพียงแค่ครั้งนี้เปรียบเสมือนเขาได้ใช้หินวิญญาณระดับล่างราวหมื่นชิ้น หากนำมาเทียบกับการฝึกยุทธ์แล้วละก็ คงเป็นเรื่องที่น่าตระหนกกับปริมาณการรับพลังขนาดนี้ คิดแล้วก็นึกถึงหลิวชิงม้ง ฐานะของนางคงไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นนางคงไม่สามารถนำของที่มีค่าขนาดนี้ออกมาได้อย่างง่ายดาย

 

                แต่ว่าเรื่องนี้ก็มิได้เกี่ยวกับเยี่ยจงเลย จากนั้นเขาได้ค่อยๆวางขาลงช้าๆ มือทั้งสองข้างยังคงเปลี่ยนท่าไปอย่างช้าๆ นั้นช่วงที่เขาหยุดนั้นเอง หินวิญญาณระดับกลางทั้งสิบชิ้นก็ได้กลายเป็นไอร้อนๆหมุนวนไปมา พลังเหล่านี้จัดเรียงกันเป็นขบวน จากนั้นก็บินวนเป็นเกลียวเข้าสู่ร่างของเยี่ยจง

 

                การที่มีประสบการณ์ในการฝึกมาแล้วครั้งหนึ่ง จึงทำให้เยี่ยจงมีการเตรียมความพร้อมกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ต่อให้เกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันก็ตามที... การฝึกครั้งนี้เขาฝึกยุทธ์ได้โดยที่ไม่ได้รับความเจ็บปวดใดๆ เพียงแต่ในครั้งนี้ให้ความรู้สึกเย็นเชียบไปทั่วร่าง แต่ทว่าก็เหมือนกับว่าร่างกายของเขานั้นสามารถรองรับการฝึกยุทธ์เช่นแล้วเรียบร้อย

 

                “ สมกับเป็นวิชากำลังภายในโบราณจริงๆ “ เยี่ยจงได้ถอนหายใจคำหนึ่ง แต่ก็มิได้คิดมาก ยังคงดำดิ่งสู่การฝึกยุทธ์ต่อไป

 

                ... ...

 

                บ้านของจ้าวเมืองเจียงโจวนั้นอยู่ตรงกลางเมืองเจียงโจว มีลักษณะโบราณและเงียบสงบ

 

                หลิวชิงม้งตอนนี้ได้เดินเข้าไปในบ้านของจ้าวเมือง หลังจากเดินผ่านสวนและตรงเข้าไปที่ห้องรับแขก

 

                “ ท่านพ่อ “

 

                หลังจากที่เข้าไปภายในห้อง หลิวชิงม้งมีอาการวอกแวกเล็กน้อย เมื่อพบกับบิดาตนเองหลิวฮานยืนอยู่กลางห้อง นิ้วกำลังเคาะกับโต๊ะไม้อยู่

 

                “ ข้าได้ยินมาว่าเจ้าออกไปตามหาผู้ฝึกยันต์ท่านหนึ่งพบ จนสามารถนำยันต์กลับมาได้จริงหรือ “ หลังจากที่พบว่าหลิวชิงม้งกำลังเดินเข้ามา หลิวฮานได้เอ่ยด้วยใบหน้าที่ตื่นเต้น

 

                “ ถูกต้องแล้ว แต่ว่าข้ายังไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นของจริงหรือไม่ “  หลิวชิงม้งลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเอ่ยตอบ หลายปีก่อนมารดาของนางนั้นได้รับบาดเจ็บจนอยู่ในอาการหลับไม่ตื่นอยู่นาน ซึ่งมันก็ส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำของบิดาตนเอง ดังนั้นตลอดหลายปีมานี้ก็ตกในความเวทนา ถึงแม้ว่าเขาจะมีฐานะเป็นถึงเจ้าเมืองเจียงโจวก็ตามที่ แต่ก็ใช่ว่าเขานั้นจะมีความสุข

 

                “ ยันต์วิญญาณของจริงนั้นใช่ว่าจะหาซื้อได้ง่ายดาย แต่ว่าตอนนี้เราก็ได้แต่ลองดูก่อน “ หลิวฮานพยักหน้า พร้อมกับตาที่ทอประกายคมกล้า “ จะมีใครกัน ที่กล้าหลอกลวงลูกรักของข้า แต่ถ้ามีจริงละก็ ข้าจะเล่นงานเจ้านั้นเป็นคนแรกเลย “

 

                “ มาลองดูกันเถอะ “ หลิวชิงม้งไม่สนใจคำพูดของบิดาตน นางเพียงหวังว่ายันต์วิญญาณใบนี้จะเป็นของจริง แต่ทว่าโลกแห่งความเป็นจริงก็ได้บอกนางว่าภายในตลาดเมืองเจียงโจวนั้นเป็นไปได้หรือที่จะมีผู้ฝึกยันต์มาขายยันต์อยู่ในที่แบบนี้

 

                สองพ่อลูกอยู่ในความเงียบสงบ เดินเข้าไปในห้องด้านในห้องหนึ่ง ภายในห้องนั้นมีเตียงอยู่ บนเตียงนั้นมีหญิงนางหนึ่งอายุอยู่ที่ประมาณสามสิบกลางๆ หน้าตางดงาม หลิวชิงม้งนั้นมีส่วนที่คล้ายนางถึงเจ็ดแปดส่วน แม้ว่าจะยังอยู่ในอาการสลบไสล

 

                ได้พบกับมารดาที่อยู่ในอาการหลับไม่ตื่นอยู่นั้น หลิวชิงม้งอดไม่ได้ที่จะกัดไปที่ริมฝีปากของตนเอง จากนั้นก็ได้นำยันต์เสริมสมาธิออกมาวางไว้บนมือขวาน้อยๆสีขาวที่กำลังสั่นเทา หลายปีมานี้นางออกตามหายันต์ไปทั่วจนได้พบกันยันต์ใบนี้ ความจริงแล้วนางไม่มีความกล้าพอที่จะนำมันมาใช้ในทันที นั้นก็เพราะ นางกลัวการที่ตนเองจะต้องพบกับการผิดหวัง

 

                เห็นลูกสาวตนเองอยู่ในอาการเช่นนี้ หลิวฮานก็ได้แต่ถอนหายใจคำหนึ่ง แต่ก็มิได้เอ่ยอันได้ออกมา มีเพียงแววตาที่ยังส่องประกายคมกล้าต่อไป

 

                หลังจากนั้น หลิวชิงม้งในที่สุดก็กัดฟัน ถอยหลังไปสองก้าว ล้วงเอาหินวิญญาณระดับกลางชิ้นหนึ่งออกมา จากนั้นก็ใช้แรงบีบหินวิญญาณชิ้นนั้นจนเกิดพลังไอออกมา เพื่อเปิดการใช้งานของยันต์เสริมสมาธิ จากนั้นก็ค่อยๆ หันกลับไปหามารดาตนเองที่นอนอยู่บนเตียงที่ไม่ขยับเขยื้อน

 

                สายตามองไปที่ฉากกั้นนั้น หลิวฮานเกรงไปทั่วร่าง เขาเริ่มรู้สึกว่ายันต์เสริมสมาธินี้ไม่ใช่ของจริงถึงเก้าส่วน แต่ทว่าภายในใจยังคงตั้งตารออย่างมีความหวัง

 

                “ อี๊ดดด  --- --- “

 

                หลังจากที่หลิวชิงม้งและหลิวฮานกำลังตกอยู่ในอาการสิ้นหวังอยู่นั้น ก็พบว่ายันต์สมาธิแผ่นนั้นกำลังสั่นสะเทือนลอยขึ้นกลางอากาศ จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นแสงที่หนาทึบปกคลุมรอบห้อง

 

หลังจากที่แสงนั้นได้มอดดับลง ก็พบว่าหญิงที่นอนอยู่บนเตียงนั้นเริ่มมีการขยับ

 

                หลิวฮานและหลิวชิงม้งตกอยู่ในอาการตะลึง เมื่อสักครู่แสงนั้นได้ออกมาจากตัวยันต์เสริมสมาธิหรอกหรือ สรุปแล้วยันต์นี้คือของจริง

 

                เวลาผ่านไปไม่นาน มือของหญิงที่อยู่บนเตียงเริ่มค่อยๆขยับ เปลือกตาค่อยๆเริ่มลืมตาขึ้น ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสับสนส่ายหัวไปมาไปเรียกสติ ค่อยทราบว่าที่อยู่เบื้องหน้านางนั้นคือสามีและลูกสาวของตน จากนั้นนางก็ถามด้วยอาการงุนงง “ ม้งเอ๋อ เหตุไฉนเจ้าถึงดูเหมือนโตขึ้นกว่าเมื่อวานตั้งเยอะเล่า “

 

                “ ท่านแม่ --- --- “

 

                หลิวชิงม้งเข้าสวมกอดมารดาของตน พร้อมกับร้องไห้ออกมา

 

                หลิวฮานยังตกอยู่อาการตะลึง มันคือความจริง ที่แท้มันคือความจริง เขาไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกในตอนนี้อย่างไร เพียงคิดว่าในเมืองเจียงโจวของตนนั้น ช่างโชคดีเหลือเกินที่ได้ปรากฏผู้ฝึกยันต์ เหตุใดตนจึงไม่ทำการเชื้อเชิญผู้ฝึกยันต์ท่านนี้เข้าบ้านมาเพื่อเลี้ยงรับรอง

 

                ... ...

 

                เจ็ดวันผ่านไป ไวเหมือนโกหก

 

                ในเจ็ดวันที่ผ่านมา เยี่ยจงยังคงอยู่ในการฝึกยุทธ์อยู่ ไม่แม้กระทั่งออกจากห้อง

 

                ในวันที่เจ็ดนี้ ร่างกายของเยี่ยจงได้ดูดซับพลังฟ้าดินที่ออกมาจากหินวิญญาณระดับกลางสิบชิ้นจนหมดสิ้น ในตอนนี้ผิวหนังของเยี่ยจงได้เปลี่ยนเป็นสีแดงราวกับเลือด เลือดลมในร่างกายราวกับว่าต้องการหาที่ระบายออกมาก็มิปาน

 

                “ ซูมม --- --- “

 

                 เสียงที่คล้ายกับเสียงน้ำทะเลกระทบชายฝั่ง ได้ออกมาจากภายในร่างกายของเยี่ยจง ร่างกายของเยี่ยจงได้ถูกปกคลุมไปด้วยควันทั่วทั้งร่าง มีควันสีขาวลอยออกมา ในตอนนี้เขาได้ผ่านด่านที่สำคัญของการฝึกมาได้แล้ว

 

                “ กึก กึก กึก  --- --- “

 

                เวลาต่อมา ร่างกายเยี่ยจงได้สั่นเล็กน้อย ร่างกายที่เต็มไปด้วยสีแดงเหมือนเลือดได้ค่อยๆจางหายไป จากนั้นเขาก็ได้ค่อยๆลืมตาขึ้น ภายในดวงตานั้นได้ทอประกายสีเลือดออกมา

 

                วิชากำลังภายโบราณขั้นที่สาม --- เปลี่ยนผลัดโลหิต

 

                ความสำเร็จในเวลาเพียงแค่เจ็ดวัน เยี่ยจงนั้นสามารถก้าวเข้าสู่ระดับลมปรานก่อตั้งขั้นที่สาม ความเร็วของการฝึกในครั้งนี้หากมีคนนอกได้รับทราบละก็ เกรงว่าคงมีไม่น้อยที่ต่อให้ฟาดให้ตายก็ยังคงไม่เชื่ออยู่ดี แต่เยี่ยจงนั้นยังสามารถฝึกจนสำเร็จ อีกทั้งเลือดลมของเยี่ยจงในตอนนี้ได้ไหลเวียนคล่องแคล่ว พลังฟ้าดินจากหินวิญญาณระดับกลางทั้งสิบชิ้นทั้งหมดทั้งมวลได้รวมอยู่ในร่างของเยี่ยจงไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ร่างกายที่ตอนแรกนั้นผอมแห้งอ่อนแอนั้น ในตอนนี้ได้เพิ่มพูนกล้ามเนื้อและกำลังภายในที่เต็มเปี่ยมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

                เกี่ยวกับความเร็วในการฝึกฝนนั้น แม้แต่ตัวเยี่ยจงเองก็ยังตระหนกอยู่หลายส่วน หลังจากนั้น เขาก็ไม่ได้ฝึกฝนต่อ เพียงแต่กระโดดลงจากเตียง ทำการบิดร่างกายไปมาเล็กน้อย

 

                “ เป๊าะ เป๊าะ เป๊าะ --- --- “

 

                เสียงดังออกมาจากร่างกายของเยี่ยจง เขารู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย จากนั้นเยี่ยจงได้คว้ากระบี่เงินสีเขียวจากบนชั้นวาง ตัวกระบี่ได้สั่นไปมา พร้อมกับส่งเสียงดัง อู อู ดังออกมา

 

                “ เช่ง --- --- “

 

                กระบี่พอออกมาจากฝัก โต๊ะไม้ที่วางอยู่ในห้องก็ได้แบ่งเป็นสองซีก รอยตัดนั้นเรียบสนิท เขามองอยู่ครู่หนึ่ง เยี่ยจงก็ได้ยิ้มออกมา หลังจากที่มีกำลังภายในโบราณขั้นก่อเกิดขั้นที่สามแล้ว เมื่อมองย้อนกลับไปเมื่อชาติที่แล้วนึกถึงทักษะยุทธ์ที่ตนเคยใช้นั้น โดยส่วนมากจะต้องใช้เวลาในการฝึกฝนและกำลังภายในที่เยอะพอสมควร จึงไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในเวลานี้ เขาคิดไว้ว่าหลังจากนี้เขาคงพอที่จะเอาตัวรอดในเมืองเจียงโจวนี้ได้แล้ว

 

                “ บางที ข้าควรจะไปเรียนทักษะยุทธ์เพื่อมาใช้ป้องกันตัวแล้วสินะ “ เยี่ยจงบ่นกับตัวเอง

 

                ความจริงแล้วเยี่ยจงนั้นสามารถไปรับทักษะต่างๆของสำนักได้อยู่ เพียงแต่เขาก็ทราบข้อมูลไม่มาก ส่วนทักษะยุทธ์ระดับสูงในสำนักนั้น ตนเองคงเป็นไปได้ยากที่จะศึกษาได้ในตอนนี้  อีกทั้งยังต้องฝึกลมปราณขั้นก่อเกิดยังให้ถึงขั้นที่ห้าก่อน ถ้าหากฝึกถึงหรือเกินกว่าระดับที่กำหนดแล้วก็จะสามารถทดลองฝึกได้ ความจริงในตอนนี้ถ้าพบเจอคู่ต่อสู้ที่ปกติธรรมดานั้น เขาก็สามารถที่จะพึ่งพาประสบการณ์การต่อสู้และยุทธวิธีต่างๆมาจัดการได้ แต่ถ้าหากว่าต้องสู้กับคนที่เก่งกว่าละก็ เรื่องก็คงยุ่งยากกว่ามาก

 

                ดังนั้น หนทางที่ดีที่สุดคือไปยังหมู่บ้านฝึกยุทธ์สายรุ้งเพื่อศึกษาทักษะยุทธ์ระดับต่ำส่วนหนึ่งมาใช้เพื่อเพิ่มพลังในการโจมตี และการป้องกันตนเอง

 

                เยี่ยจงได้ข้อสรุปว่า ทางเลือกที่ดีที่สุดตอนนี้ การที่จะทำให้ตนนั้นสามารถดึงเอาความสามารถมาใช้ได้อย่างสูงสุดนั้น ควรเรียนการใช้ทักษะยุทธ์ระดับต่ำมาใช้ก็เพียงพอแล้ว นั้นก็เพราะเขาฝึกเพื่อนำมาใช้ซักระยะเท่านั้น หากเป็นทักษะยุทธ์ระดับสูงละก็ไม่เพียงแต่ต้องเสียเวลาในการฝึกฝน อีกทั้งยังสิ้นเปลืองพลังอีกด้วย ถ้านำพลังเหล่านี้มาฝึกยุทธ์เพื่อเลื่อนระดับพลังลมปราณคงจะดีกว่าไม่น้อย หลังจากดึงสติกลับมาแล้ว เยี่ยจงถอนหายใจคำหนึ่ง คนอื่นนั้นเสาะหาทักษะยุทธ์ระดับสูงอย่างยากลำบาก แต่ทว่าตนเองเสาะหาเพียงทักษะยุทธ์ระดับต่ำเท่านั้น

 

                ในเวลาไม่นานก็มาถึงหมู่บ้านยุทธ์สายรุ่งแห่งเมืองเจียงโจว เยี่ยจงนั้นได้เดินเข้าไปทันที

               

“ อ่ะ เจ้าขยะเยี่ยจงยังมีหน้ากลับมาเรียนอีกแฮะ “

 

                “ สงสัยคงจะยอมรับชะตากรรมของตัวเองแล้วละ อีกทั้งคู่หมั้นสาวงามอันดับหนึ่งยังเปลี่ยนเป็นซูขุยอีก ฮ่า ฮ่า ฮ่า --- --- “

 

                “ เจ้าก็พูดเกินไป ว่ากันตามจริงซูขุยนั้นก็เป็นถึงหนึ่งในบุตรีบ้านตระกูลซู ที่เป็นถึงหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่เชียวนะ หากเทียบกับเจ้าขยะบ้านตระกูลเยี่ยแล้ว ก็เหมือนหนูตกถังข้าวสารแหลาะ “

 

                “ ว่าแต่มันยังกล้ากลับมาที่หมู่บ้านยุทธ์สายรุ่งของพวกเราอีก แล้วพวกเราจะเอาหน้าไปซุกไว้ที่ใดดีเนี๊ย “

 

                หลังจากที่เยี่ยจงหายหน้าหายตาไปหลายวันแต่แล้วจู่ๆกับปรากฏตัว มีคนไม่น้อยที่เอาแต่พูดจาถากถาง หัวเราะไปมา อีกทั้งยังจงใจให้เยี่ยจงได้ยินอีกต่างหาก

 

                เยี่ยจงนั้นไม่แม้แต่จะแยแสคนเหล่านี้ หันกายมุ่งหน้าเข้าสู่หอเก็บทักษะยุทธ์ที่อยู่เบื้องหน้า ผู้คนตลอดทางเอาแต่มองเยี่ยจงเหมือนเป็นขยะไร้ค่าตลอดมา แต่ทว่าในสายทางของเยี่ยจง กลับมองคนเหล่านี้ไม่จากแมลงโสโครกเลยแม้แต่น้อย

 

                หอเก็บทักษะยุทธ์นั้นมีต้นไม้ล้อมรอบให้บรรยากาศที่เงียบสงบ มีนักเรียนฝึกยุทธ์หลายคนเข้าออกที่แห่งนี้เป็นครั้งคราว พวกเขานั้นด้วยส่วนมากจะเข้าไปหาทักษะยุทธ์ระดับสูงเท่านั้น

 

                พอพบเห็นเยี่ยจงเดินเข้ามาในหอ มีอยู่หลายคนที่มีอาการตะลึง หลังจากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นหัวเราะ แต่ว่าเยี่ยจงก็ทำราวกับไม่เห็นพวกเขา มุ่งเข้าไปหาทักษะยุทธ์ หลังจากที่สำรวจโดยรอบไปครั้งหนึ่ง ก็ทำท่าคำนับชายชราที่อยู่หน้าทางเข้า “ ท่านผู้อาวุโส ไม่ทราบว่าในหอเก็บทักษะยุทธ์นี้ มีทักษะยุทธ์ระดับต่ำอยู่หรือไม่ “

 

                “ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า มันหาทักษะยุทธ์ระดับต่ำอยู่ด้วยละ ทักษะยุทธ์ระดับต่ำช่างเหมาะกับเจ้าขยะอย่างมันจริงๆ “

 

                “ ที่แท้กำลังหาทักษะยุทธ์ระดับต่ำอยู่นี้เอง ว๊ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า “

 

                ไม่ทราบว่าเยี่ยจงนั้นมาเพื่อเล่นตลกหรืออย่างไร ตั้งแต่ที่เขาเข้ามานั้น มีนักเรียนไม่น้อยตามทางที่จะคอยหัวเราะเขาไม่ขาดสาย

 

                ชายชราที่ทางเข้าไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆทั้งสิ้น เขาเพียงแต่มองสำรวจไปที่เยี่ยจงรอบหนึ่ง จากนั้นก็ชี้ไปทางชั้นหนังสือแผงหนึ่งพร้อมกล่าวว่า “ ตรงนั้น “

 

            " ขอบคุณท่านผู้อวุโส " จากนั้นก็พยักหนักพร้อมกับทำท่าคำนับ เดินไปอย่างเงียบๆ

 

บนชั้นวางหนังสือนั้นถูกเรียงไว้เป็นระเบียบ มีทั้งทักษะโจมตี และทักษะการใช้กำลังภายใน ทักษะยุทธ์ระดับต่ำโดยส่วนมากนั้นจะเป็นจำพวกทักษะเสริมร่างกายแทบทั้งสิ้น

 

สายตาของเยี่ยจงในตอนนี้นั้นกำลังสาดประกาย สำรวจชั้นหนังสืออยู่รอบหนึ่ง จากนั้นก็ได้หยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากชั้น บนหนังสือเขียนไว้ว่า " ทักษะกระบี่มิหวนกลับ " จากนั้นจึงพลิกดูอยู่หลายหน้า

 

หลังจากที่กำลังพลิกดูอยู่หลายหน้าอยู่นั้น สายตาของเยี่ยจงนั้นได้ขยับไปมาอย่างรวดเร็ว เขานั้นคิดว่าทักษะกระบี่มิหวนกลับนั้นเป็นเพียงทักษะยุทธ์ชนิดจู่โจมโดยทั่วไป  จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของตนที่พบเจอวิชายุทย์ที่หลากหลายมาก็มาก ถึงที่นำทักษะยุทธ์เล่มนี้มาเผาหน้าสุสานตนเอง ยังถือไม่คู่ควร

 

เวลาผ่านไปเพียงครู่หนึ่ง เยี่ยจงถอนหายใจออกมาคำหนึ่ง หลังจากที่ดูจบแล้วจึงวางกลับเข้าชั้น หันกายจากไป

 

ความจริงนั้นทักษะยุทธ์พวกนี้ เยี่ยจงมองเพียงไม่กี่ครั้งก็จำได้ขึ้นใจ และไม่จำเป็นต้องฝึกฝนอะไรมากมาย อย่างมากก็เพียงแค่กลับไปใช้ออกมาซักรอบก็เพียงพอแล้ว

 

" เหอะ นี้มิใช่คุณชายเยี่ยของพวกเราหรอกรึ ไม่ได้พบกันนานเลยนะ ดูเหมือนว่าคุณชายนั้นจะมีการพัฒนาขึ้นเล็กน้อย ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้ข้าน้อยกำลังอารมณ์ดี จะยอมช่วยคุณชายเยี่ยฝึก ดีหรือไม่ "

 

ในขณะที่เยี่ยจงกำลังจะจากไปอยู่นั้น ก็ได้สีเสียงคำพูดถากถางปนเสียงหัวเราะออกมาจากคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินออกมาจากหอฝึกทักษะยุทธ์ คนกลุ่มนี้ได้จ้องมาที่เยี่ยจง พร้อมกับความมุ่งร้าย

 

เยี่ยจงกวาดสายตามองไปที่คนกลุ่มนี้ และจำได้ว่าทั้งสามคนนี้เป็นคนจากตระกูลเยี่ยเอง คนที่เป็นหัวหน้านั้นมีนามว่า เยี่ยหยู่ ตอนนี้ฝึกกำลังภายในถึงลมปราณขั้นก่อเกิดขั้นที่สอง ถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถอีกคนของตระกูลเยี่ย  เพียงแต่ว่าความสามารถเหล่านี้นั้น คงจะมาถึงทางตันแล้ว

 

โดยปกติทุกวันเจ้าเด็กน้อยเหล่านี้จะชอบมาสร้างความรำคาญให้เยี่ยจงอยู่เป็นประจำอยู่แต่ส่วนมากก็จะถูกหวังโม่ไล่กลับไป ประจวบวันนี้ได้ข่าวว่าเยี่ยจงมาที่นี้คนเดียว เขาจริงอารมณ์ดี ออกมาหาเยี่ยจงถึงที่ เพื่อที่จะหาอะไรแก้เบื่อ จึงได้มากลั่นแกล้งเยี่ยจง ก็เหมือนกับการหาความสุขหลังจากที่ฝึกยุทธ์มาจนเหน็ดเหนื่อย

 

เยี่ยจงจ้องมองกลุ่มคนที่กำลังเดินเข้ามา เห็นดังนั้นจึงคิดได้ว่า ประจวบเหมาะกับที่ตนเองนั้นต้องการที่จะทดสอบวิชากระบี่มิหวนคืนที่พึ่งเรียนมาอยู่พอดี ......




NEKOPOST.NET