เทพยุทธ์สะท้านภพ ตอนที่ 47 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

เทพยุทธ์สะท้านภพ

Ch.47 - การรวมตัวอีกครั้งของยอดฝีมือ


ตอนที่ 047 การรวมตัวอีกครั้งของยอดฝีมือ

 

“ เจ้าเด็กน้อยผู้นี้ก็ช่างมีใจไม่ลดละจริงๆ คุณชายคงฮู่ก็แล้ว ตอนนี้ยังมีม่อฝานหลงอีก ข้ารู้สึกเสียใจจริงๆที่พาเจ้ามาด้วย “ ซูหยี่ยืนอยู่ด้านข้างเยี่ยจง ใช้สายตามองสำรวจไปยังร่างกายของเขา แล้วก็ถอนหายใจออกมาคำหนึ่ง

 

“ ในตอนนี้ยังไม่ใช่แค่นั้น คนของตระกูลเยี่ยก็ด้วย ยังมีคนของโรงฝึกยุทธ์ชิหวิน ต่างก็ถูกข้าล่วงเกินแล้วทั้งสิ้น “ เยี่ยจงหยักไหล่ด้วยอาการไม่รู้สึกรู้สา

 

“ เจ้า “

 

หลังจากเงียบงัน ซูหยี่ก็ราวกับไร้คำพูดจะกล่าว ศิษย์น้องเล็กที่ตนเองเข้าไปรับด้วยตนเองผู้นี้ เรื่องที่ทำมาทั้งหมดยังทำให้ปวดเศียรเวียนเกล้ามากกว่าความสามารถและพลังฝีมือไม่แพ้กันเลย

 

“ ยังมีอีกเรื่อง เจ้าพาพวกเขาทั้งสามคนมาที่นี้ได้อย่างไร ? “ จากนั้นก็กวาดสายตามองไปหาเซียงชียวีที่กำลังทำหน้าตายินดีอยู่ ซูหยี่ก็อดไม่ได้ที่จะต้องปวดศีรษะแล้วกล่าวออกมา

 

“ แล้วจะทำอะไรได้ ในมือชวีเซวียนมีป้ายก่อฟ้าอยู่ ถ้าข้าไม่พามาแล้วละก็ พวกนางมาด้วยตนเองยิ่งมิใช่อันตรายยิ่งกว่าหรอกหรือ ? “ เยี่ยจงใช้กล่าวตอบด้วยเสียงทุ่มต่ำ

 

“ อะไรนะ ? “

 

ในครั้งนี้ ซูหยี่คงต้องตกใจจริงๆแล้ว แม้ว่านางจะรู้อยู่แล้วว่า ป้ายก่อฟ้านั้นหายากแค่ไหน แต่ว่า กลับตกไปอยู่ในมือของหนูน้อยอย่างชวีเซวียนผู้นี้

 

หลังจากที่คิดไตร่ตรองดู นางกวาดตาอันเรียวงามมองไปที่เยี่ยจงคราหนึ่ง จากนั้นก็ถอนหายใจแล้วกล่าว “ เจ้าในเมื่อช่วยพวกเขาได้สิ่งของมาอยู่ในมือ ถ้างั้นก็ต้องรับผิดชอบจนถึงที่สุดก็แล้วกัน “

 

“ ไม่จำเป็น ข้าและพวกนางเพียงแต่แค่ร่วมมือกันก็เท่านั้น “ เยี่ยจงเผยรอยยิ้มน้อยๆออกมา “ ตอนนี้ก็พบกับศิษย์พี่หญิงท่านแล้ว ความปลอดภัยของพวกนางก็ให้ท่านดูแลต่อก็แล้วกัน “

 

หลังจากเงียบงัน สีหน้าบนใบหน้าของซูหยี่ก็ถูกปกคลุมไว้ด้วยความหมองอยู่ชั้นหนึ่ง นางไม่ทราบเลยจริงๆว่า เยี่ยจงในตอนนี้กล่าวล้อเล่นหรือพูดจริงกันแน่

 

“ หรือควรมาจัดการกับสิ่งที่น่ารำคาญตรงด้านหน้าก่อนดี “ หลังจากที่ซูหยี่ไม่รู้จะกล่าวอันใด ก็จ้องมองไปที่ม่อฝานหลงที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

 

และม่อฝานหลงในตอนนี้ก็ได้หยุดสายตามาอยู่ที่ซูหยี่เช่นเดียวกัน และค่อยกลับไปมองที่เยี่ยจงอีกครั้ง หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็หัวเราะฮาฮาออกมาในทันทีแล้วกล่าว “ ช่างมันเถอะ วันนี้ถ้าแม่นางซูหยี่ลงมือแล้วละก็ เช่นนั้นเรื่องก็หยุดแค่ตรงนี้ก่อนก็แล้วกัน เพียงแต่ว่า เยี่ยจง เจ้าจงอย่าได้คิดว่า เรื่องราวจะจบลงเช่นนี้หรอกนะ “

 

หลังจากที่กล่าวจบ ม่อฝานหลงก็โบกมือคราหนึ่ง จากนั้นก็นำพายอดฝีมือภายในตระกูลถอยกลับไปทางด้านหลัง จากนั้นก็มองไปอย่างดุดันไปยังบริเวณด้านหน้า

 

เมื่อเห็นว่าการต่อสู้ในครั้งนี้ได้หยุดลงกะทันหัน สายตาของยอดฝีมือทั่วทั้งสี่ทิศต่างก็ทอเป็นประกาย ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน ผู้คนโดยส่วนมากต่างก็ทราบแล้วว่า ในตอนนี้ทั้งสองฝ่ายหยุดต่อยตีอย่างกะทันหัน ต่อมา พวกเขาก็จับจ้องไปหยุดอยู่ที่ทางด้านทางขึ้่นของของสวรรค์เก้าชั้นแทน

 

“ ในเมื่อในมือของชวีเซวียนมีป้ายก่อฟ้าอยู่ แต่ว่าถ้าต้องการที่จะเข้าร่วมสวรรค์เก้าชั้นก็ใช่ว่าจะง่ายดาย มีเพียงแค่ผู้ที่แข็งแกร่งเก้าคนเท่านั้น หรือต่อให้ในมือนางมีป้ายก่อฟ้าอยู่ ยังไงเสียก็ต้องถูกผู้คนจัดการอยู่ดี ในสถานที่เช่นนี้ เพื่อคัมภีร์ก่อฟ้าในตำนาน สถานะอย่างศิษย์ของลัทธิแห่งดวงดาวก็ใช่ว่าจะมีประโยชน์มากมายนัก “ หลังจากที่เห็นว่าม่อฝานหลงในตอนนี้ได้ล่าถอยไปแล้ว นัยน์ตาของซูหยี่ก็ทอประกายออกมา จดจ้องไปทางด้านสวรรค์เก้าชั้น แล้วก็ขมวดคิ้วขึ้นมา

 

“ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วละก็ ศิษย์พี่หญิงซูหยี่ท่านก็หาป้ายก่อฟ้าเจอแล้วหรือ ? “ เยี่ยจงกึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้มกล่าวออกมา

 

“ นั้นแน่นอนอยู่แล้ว เจ้าคิดว่าข้าเป็นใคร “ ซูหยี่ร้องเชอะออกมาอย่างเย็นชา จากนั้นก็กวาดตามองสำรวจไปที่ลานกว้าง ยังคงอยู่ท่าขมวดคิ้วอยู่ “ ทว่า จนถึงตอนนี้แม้แต่ข้าเองก็ยังไม่แน่ใจว่าสามารถเข้าไปเป็นหนึ่งในนั้นได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงชวีเซวียน

 

สายตาของเยี่ยก็นั้นก็ได้กวาดตาสำรวจโดยรอบไปพร้อมกับซูหยี่

 

เมื่อครู่ได้ถูกม่อฝานหลงดึงดูดความสนใจไปทั้งสิ้น ตอนนี้เขาก็พบแล้วว่า ห้าตระกูลใหญ่ตระกูลซ่งซ่งเซ้าเฉิง ตอนนี้ได้ยืนอยู่บริเวณที่ใกล้กับสวรรค์เก้าชั้นมากที่สุด ใช้มือในการช่วยสำรวจสวรรค์เก้าชั้น ในตอนนี้ยังไม่ถือว่ามีความผิดปกติแต่อย่างไร เพียงแต่นิ่งเงียบรอคอยอยู่เฉยๆ

 

และในบริเวณที่ไม่ไกลกันมากนัก ก็เป็นซร่งเทียน ในตอนนี้ใบหน้าของซร่งเทียนอยู่ในลักษณะไม่สนใจสิ่งใด แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงการมองมาของเยี่ยจงและซูหยี่ เขาหันกลับมา จากนั้นก็ยิ้มให้แก่ทั้งสองคน

 

ในบริเวณกลุ่มคนที่อยู่ไม่ห่างจากซร่งเทียนมากนัก ก็คือคุณชายคงฮู่จากดินแดนเหร่ยเทียนหวัง ในตอนนี้เขาเพียงแค่ยืนในท่าสบายๆอยู่ตรงนั้น แต่ก็มีรังสีกดดันอันเข้มแข็งแผ่ออกมจากร่าง

 

เห็นได้ชัดว่าเขาก็รับรู้ได้ถึงการมาของเยี่ยจงและซูหยี่ จากนั้นก็หันหน้ามายิ้มแย้มให้ซูหยี่ อย่างเป็นธรรมชาติ แต่ทว่าในตอนที่มองไปทางด้านเยี่ยจงเขาก็ได้ส่งสายตาที่เต็มไปด้วยรังสีการฆ่าฟันอย่างลึกล้ำออกมา

 

เมื่อเห็นสีหน้าของแต่ละคน ภายในใจเยี่ยจงก็ยิ้มออกมาอย่างเยือกเย็นคำหนึ่ง เมื่อวันก่อนตนเองนั้นยังมิได้ฝึกฝนสำเร็จจนถึงขั้นก่อเกิดขั้นที่สี่ ตนเองไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเกรงกลัวเขา ในตอนนี้ก็ปะทุพลังออกมา หากว่าต้องปะมือกันจริงแล้วละก็ ใช่ว่าจะเอาชนะได้ง่ายดายนัก

 

หลังจากที่กวาดตาสำรวจผู้คนต่างๆแล้ง ทันใดนั้นเยี่ยจงก็สัมผัสได้ถึงดวงตาสองคู่มองมาด้วยสายตาอาฆาตแค้นมาที่ตัวเยี่ยจง เขามองกลับไปอย่างไม่สนใจมากนัก เยี่ยจงก็พบกับเยี่ยยีเฮ้าและเยี่ยยีหยินทั้งสองคน ในตอนนี้ทั้งสองมองมาที่ตนเองด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ แต่ก็มิได้ชัดเจนนัก พวกเขาในตอนนี้ยังไม่อยากที่จะมาหาเรื่องเยี่ยจง

 

และตอนนี้นอกจากเยี่ยยีเฮ้าและเยี่ยยีหยินแล้ว ที่ด้านข้างของพวกเขากลุ่มคนที่อยู่บนหลังม้ารวมกลุ่มมาพร้อมกับพวกเขา เยี่ยจงพบเห็นอาภรของพวกเขา ก็จดจำพวกเขาออกว่าเป็นกลุ่มตระกูลซูแห่งห้าตระกูลใหญ่

 

“ คิดไม่ถึงว่าซูเซวียนก็มาแล้ว อีกทั้งยังเป็นศิษย์สายในของลัทธิแห่งดวงดาวของพวกเราอีกด้วย พลังฝีมือก็อยู่ขั้นไม่ธรรมดา เพียงแต่ไม่ทราบว่าความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลเยี่ยและตระกูลซูดีขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ? “ ซูหยี่กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา

 

เมื่อได้ฟังคำพูดของซูหยี่ เยี่ยจงก็หัวเราะออกมาในทันที “ ศิษย์พี่หญิงซูหยี่ ท่านคงมิใช่คนของตระกูลแห่งห้าตระกูลใหญ่เช่นเดียวกันหรอกนะ ? ถ้าหากใช่แล้วละก็ ข้าคิดว่าถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วละก็ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเราก็อย่าได้ดีเหมือนเช่นตอนนี้เลยจะดีกว่า “

 

“ เชอะ สิ่งที่แม่นางอย่างข้ารังเกียจที่สุดก็คือกลุ่มคนหน้าตัวเมียที่ใช้แซ่ว่าซู “ ซูหยี่ร้องเชอะอย่างเย็นชาตอบ

 

“ ในเมื่อกล่าวเช่นนี้แล้วละก็ พวกเราทั้งสองคนนั้นถือว่ามีบ้างอย่างที่เหมือนกันอยู่ นั้นก็เพราะว่าสิ่งที่ข้าเหยียบย้ำที่สุด ก็คือเหล่าคนแซ่เยี่ยนี้แหลาะ “ เยี่ยจงยิ้มอย่างสนุกสนานแล้วกล่าวออกมา

 

“ หลังจากที่หัวเราะอยู่ซักพัก เยี่ยจงก็จ้องมองไปทางด้านบริเวณทางด้านของสุดหัวมุมมุมหนึ่ง จากนั้นเขาก็หรี่ตามองดูอย่างช้าๆ

 

อีกทางฝั่งหนึ่ง ก็มีกลุ่มคนของโรงฝึกยุทธ์ชิหวินรวมตัวกันอยู่ เพียงแต่ว่าบนร่างกายของคนกลุ่มนี้ต่างก็มีบาดแผลอยู่เป็นส่วนใหญ่ เห็นได้ชัดว่าอยู่ในขั้นที่สาหัสอย่างมาก และตอนที่กวาดสายตาพบเยี่ยจง สีหน้าของเจียงเล่อและเหม็งซวีทั้งสองคนก็แปรเปลี่ยนเป็นสีดำทันที มองไปด้วยสายตาอาฆาตแค้นไปทางเยี่ยจง

 

“ พี่ใหญ่ เป็นเจ้าเด็กน้อยผู้นี้ที่มาทำลายแผนการของพวกเรา “ เหม็งซีกัดฟันจ้องมองไปทางเยี่ยจง นัยน์ตาสาดประกายดุดัน

 

หลังจากเงียบงัน ที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างทั้งสองคน ชายผู้นี้มีลักษณะธรรมดาสามาน ก็ค่อยๆเงยหน้าขึ้นมา ในขณะที่มองไปที่ทางเยี่ยจง นัยน์ตาของเขาก็สาดทอประกายขึ้นมาสายหนึ่ง

 

“ ถึงแม้ว่าจะพ่ายแพ้ภายในน้ำมือของเยี่วจง ก็โทษว่าพวกเจ้าไม่ได้ ทว่าตามที่เล่าลือมาความสามารถของเจ้าขยะตระกูลเยี่ย ก็มากเกินกว่าที่คาดคิดไว้เกินคาดเดา “ บุคคลที่เอ่ยปากกล่าวมา ที่แท้ก็เป็นคุณชายน้อยแห่งโรงฝึกยุทธ์ชิหวินหนิงหยี่ เขาจ้องมองไปทางด้านเยี่ยจง ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความหนักแน่น “ ในช่วงที่อารามก่อฟ้าในตำนานเริ่มเข้าสู่การแย่งชิง เจ้าเด็กน้อยผู้นี้สมควรที่จะเป็นหนึ่งในคนที่ถูกเพ่งเล็ง ทว่าก็ไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงอะไรมากนัก เขาขัดขวางผู้คนไปมากมาย หากคิดที่จะขึ้นปีนสวรรค์เก้าชั้น โอกาสนั้นแทบจะไม่มีเลย “

 

   ……

 

ในตอนนี้สัมผัสได้ถูกสายตาอันแหลมคมของหนิงหยี่ เยี่ยจงก็ทำได้เพียงแค่หยักไหล่ไปมา ตอนนี้ก็มีเหล่ายอดฝีมือมากมาย นอกเสียจาก ซ่งเซ้าเฉิง หร่งเทียนและตนเองที่ไม่มีบุญคุณความแค้นอันใด ส่วนยอดฝีมือที่เหลือมากมาย ต่างก็สามารถเรียกได้ว่าเป็นศัตรูคู่อาฆาตตอนที่อยู่ในอารามก่อฟ้าแห่งนี้ หากว่าตนเองได้เข้าร่วมการปีนสวรรค์เก้าชั้น เข้าสู่ประตูก่อฟ้า เขานั้นแทบจะไม่มีความสนใจที่จะเข้าไปแก่งแย่งในอารามก่อฟ้าด้วย หรือไม่แล้วละก็ โอกาสที่ตนเองจะเข้าไปเป็นผู้ถูกเลือกเพียงหนึ่งเดียวนั้นก็ใช่ว่าจะง่ายดาย

 

เพียงแค่ว่า หากว่ามีสิ่งที่นอกเหนือจากที่ล้ำลือ ก่อรามก่อฟ้าแห่งนี้ยังมีสมบัติล้ำค่าชิ้นอื่นอีกแล้วละก็ ตนเองก็คงมิอาจจะเกรงใจต่อไปได้

 

กาลเวลา ค่อยๆผ่านพ้นไปอย่างช้าๆ หลังจากการปะมือระหว่างเยี่ยจงและม่อฝานหลง ท่ามกลางสนามก็ไม่มีผู้ใดที่ตัดสินใจที่จะลงมือต่อ อีกทั้งแต่ละคนยังอยู่ในสภาพนิ่งเงียบราวกับรออะไรบางอย่าง

 

และในที่ระหว่างรอนั้นเอง ทั้งบริเวณสี่ทิศแปดด้านก็ปรากฏเหล่ายอดฝีมือออกมามากมาย เห็นได้ชัดผู้คนมากมายที่มาก็พี่จะมาดูตำนานแห่งอารามก่อฟ้าแห่งนี้

 

และเซียงชียวี่และพวกทั้งสามสาว ตั้งแต่เริ่มมองไปทางเหม็งซวีอย่างดุดัน นัยน์ตาทอประกายความน่ากลัวออกมาสายหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าพวกนางไม่พอใจเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ การเข้าร่วมสวรรค์เก้าชั้นอันยากเย็นแห่งนี้ ในสถานการณ์ที่เห็นตอนนี้ หากว่าไม่มีฝีมือและทัศนคติที่แน่วแน่ ต่อให้ในมือมีป้ายก่อฟ้า ต้องการที่จะขึ้นสู่สวรรค์เก้าชั้น เข้าไปเป็นหนึ่งในเก้าคน ก็มิใช่ว่าจะง่ายดายเช่นนั้น

 

ในช่วงที่รอคอยนั้นเอง ทันใดนั้น จุดบริเวณที่เป็นดั่งค่ายกลเมฆครามที่บดบังอารามก่อฟ้า มีอยู่หนึ่งชั้นที่มีแสงสีทองสว่างค่อยๆทอออกมา แสงสว่างสีทองได้ส่องมายังด้านบนประตูก่อฟ้า จากนั้นก็แบ่งออกเก้าส่วน สาดส่องไปจนถึงบนสวรรค์เก้าชั้น

 

“ ก๊งก๊งก๊ง “

 

ในเวลานี้ ด้านบนบันไดสวรรค์ที่มีลักษณะโบราณ ก็ได้เริ่มสว่างไสวขึ้นมา จากนั้นก็มีเสียงดังฮูมๆออกมา ในตอนนี้ทั่วทั้งลานกว้างก็ได้กลับมาอึกทึกอีกขึ้นมาครา ทำให้ผู้คนต่างอยู่ในอาการตื่นตาตื่นใจ เหมือนกับกำลังได้รับพรอยู่ก็มิปาน

 

ในเวลาเดียวกัน ท่ามกลางอากาศก็มีกลิ่นหอมบางๆลอยออกมา มีคนไม่น้อยที่ได้กลิ่นนี้ บนใบหน้าของทุกคนก็เต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจอยู่หลายส่วนของกลิ่นที่พิเศษนี้

 

“ นี้มัน “

 

เยี่ยจงค่อยๆถอนหายใจคำหนึ่ง หลังจากนั้นในทันที ดวงตาของพวกเขาก็ทอประกายสว่างวาบ จดจ้องมองไปทางด้านหลังของประตูก่อฟ้าที่ล้ำลือ

 

ปราณก่อฟ้า กลิ่นนี้ ที่แท้ก็คือกลิ่นของปราณก่อฟ้า

 

ในตอนนี้ ถึงจะเป็นเยี่ยจงนัยน์ตาก็ยังต้องเกิดอาการตื่นเต้นออกมา เห็นได้ชัดว่าเขาก็คิดไม่ถึง ในสถานที่แห่งนี้ จะมีสิ่งที่เรียกว่าปราณก่อฟ้า นามแห่งอารามก่อฟ้า ชื่อเสียงช่างไม่ธรรมดาจริงๆ

 

ต้องทราบว่า ในตอนที่เยี่ยจงยังอยู่ดินแดนซานเชียนเซรินเจี่ยต่อให้เป็นปราณก่อฟ้า ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ล้ำค่ายากพบพาน กล่าวโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นอัจฉริยะผู้ฝึกยุทธ์ผู้ใด ถ้ายังอยู่ในขั้นก่อเกิดทั้งเก้า ก็เพียงพอที่จะทำให้ฝึกยุทธ์จนถึงขั้นที่เจ็ดได้ ก็ถึงว่าคุ้มค่ามากแล้ว และการฝึกยุทธ์จนถึงระดับนี้ โดยส่วนมากจะเก็บไว้ใช้ตอนทะลวงเข้าสู่ขั้นก่อฟ้าขั้นที่หนึ่ง(หลิงชี่จิ้ง) ดังนั้น เมื่อถึงขั้นก่อเกิดขั้นที่แปด(ซานเทียนทง) ถือได้ว่าเป็นระดับที่ยากเกินกว่าที่จะผ่านเข้าสู่ขั้นก่อฟ้า และยังมีข้อเสียอีกข้อ คืออาจจะทำให้พิการเลยก็ได้

 

แต่ว่า เจ้าปราณก่อฟ้าชิ้นนี้เมื่อใช้ในการทะลวงเข้าซานกวานทงจะสามารถเพิ่มโอกาสสำเร็จมากขึ้นอีกสามส่วน เมื่อถือครองของชิ้นนี้แล้วละก็ ความสำเร็จในการที่จะทะลวงผ่านซานทงกวาน ก็ถือว่าเข้าใกล้กว่าครึ่งแล้ว

 

ของวิเศษเช่นนี้ ได้ปรากฏในดินแดนซานเชียนเสินเจี่ย ก็จะดึงดูดผู้คนนับไม่ถ้วนเข้าแย่งชิง แต่คิดไม่ถึงว่า มันจะมาปรากฏอยู่ในอารามก่อฟ้าแห่งนี้

 

ที่นี้ตอนนี้ ความจริงเยี่ยจงมิได้เสนาะสนใจเกี่ยวตำนานอารามก่อฟ้าอะไรมากมาย นัย์ตาก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นเร้าร้อนขึ้นมา ป้ายก่อฟ้าที่อยู่ในมือซูหยี่และชวีเซวียน เขาก็รู้สึกไม่ดีถ้าต้องแย่งชิง แต่ว่าถ้าเป็นคนอื่นแล้วละก็…...

.

.

.

.

 




NEKOPOST.NET