เทพยุทธ์สะท้านภพ ตอนที่ 230 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

เทพยุทธ์สะท้านภพ

Ch.230 - ร่วมมือ


ตอนที่ 230 ร่วมมือ

 

“ พัดหยกด้ามนั้น น่าจะเป็นสมบัติปราณระดับเซียน อีกทั้งอย่างน้อยก็น่าจะอยู่ในระดับเซียนขั้นต่ำ หากว่านำกลับไป แน่นอนว่าสามารถเป็นสมบัติประจำรัฐ ประจำตระกูลได้เลย “ มีคนจดจ้องไปที่พัดหยกด้ามนั้น ภายในดวงตาก็ได้มีเพลิงร้อนสายหนึ่ง

 

“ คัมภีร์หยกนั้นย่อมต้องไม่ธรรมดาแน่นอน ด้านในอย่างน้อยก็ต้องมีการบันทึกทักษะยุทธ์ระดับเซียนเอาไว้ อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้ว่า จะต้องเป็นชนิดระดับเซียน หากกล่าวโดยตระกูลหนึ่งรัฐหนึ่ง ต่างก็ถือได้ว่ายากที่จะพบสิ่งนี้ หากว่าสามารถได้ครอบครอง ย่อมต้องถือเป็นความยินดีของตระกูล “ แล้วก็ได้มีคนจ้องมองไปที่คัมภีร์หยกด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยบรรยากาศอันเร่าร้อน

 

ถึงแม้ว่าฉากเบื้องหน้าท่ามกลางสนามจะน่าสงสัยอย่างถึงที่สุด อีกทั้งอารมณ์ของชายวัยกลางคนชุดสีโลหิตที่ตายอยู่ด้านหน้า ก็ได้ทำให้ผู้คนต้องกรอกตาไปมา แต่ว่าต่อให้เป็นเช่นนี้ อีกทั้งในทันทีที่จดจำออกว่าสิ่งของทั้งสองชิ้นนี้ได้ ก็ได้มียอดฝีมือไม่น้อยทอแววตาแดงซ่านออกมา หมายพุ่งร่างกายออกไปอย่างรวดเร็ว

 

ผู้คนกลุ่มนี้ที่ลงมือ อย่างน้อยต่างก็มีพลังอยู่ในขั้นก่อเกิดระดับที่เจ็ด มีผู้คนไม่น้อยต่างก็ชักอาวุธปราณออกมา จนทำให้พลังฝีมือปะทุขึ้น ห้ำหั่นกันในเวลานี้ วินาทีนี้ก็ได้มีพลังปราณทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า จนก่อเกิดขุมพลังอันน่าหวาดกลัวเช่นนี้

 

หมิงหยี่กรอกนัยน์ตาไปมาเล็กน้อย เข้ามุ่งหน้าเข้าไปมองเยี่ยจงแล้วก็หัวเราะขึ้นมุมปาก แต่ก็มิได้กล่าวอันใดออกมา เพียงแต่ขยับกายคราหนึ่ง แล้วก็มุ่งหน้าเข้าไปยังทางด้านบริเวณของพัดหยก

 

และเยี่ยจงก็ได้ลงมือในเวลาเดียวกัน เขามิได้เข้าไปแย่งชิงพัดหยก แต่เขากลับเข้าแย่งชิงคัมภีร์หยกแทน ทักษะยุทธ์ที่อยู่ด้านใน ถือได้ว่าดึงดูดเขาเป็นอย่างยิ่ง นั้นก็เพราะว่าทักษะยุทธ์กว่าครึ่งนั้นถือว่ามีความเป็นมาเก่าแก่ แต่กับทักษะนี้กลับไม่เหมือนกัน ถ้าหากให้เขากล่าวถึงวิชาลมปราณกระบี่หกสุสาน มันก็เป็นเพียงแค่เหมือนข้ออ้างเท่านั้น

 

ในช่วงเวลาที่เยี่ยจงกำลังลงมือ มีผู้มีชื่อเสียงจากที่ต่างๆหลายคนและเหล่าผู้มีพรสวรรค์ของไท่กู่หลิงซานต่างก็ได้ลงมือ ความจริงแล้วพวกเขาต่างก็เกรงกลัวเยี่ยจงอยู่หลายส่วน แต่ว่าสมบัติชิ้นนี้กลับล่อตาล่อใจผู้คน ทันทีที่ทุกผู้คนต่างก็ชักสมบัติปราณของตนเองออกมาเพื่อคุ้มครองตนเอง จนทำให้พลังฝีมือของตนเองปะทุขึ้น วินาทีนั้น ทักษะยุทธ์สายหนึ่งก็ได้ปะทะกันอยู่ท่ามกลางอากาศ เสียงดังจากการปะทะดังออกมาไม่ขาดสาย

 

“ โครม “

 

วินาทีนั้น เยี่ยจงก็ได้ตบฝ่ามือกวาดออกไปยังหอกยาวของคนผู้หนึ่งแล้วก็กวาดออกไป จนก่อเกิดเสียงดังขึ้นมา เยี่ยจงขยับกายถอย จากนั้นผู้มีพรสวรรค์ที่ได้ลงมือผู้นั้นก็ได้ขมวดคิ้วขึ้น บนใบหน้าปรากฏความยากที่จะเชื่อ เห็นได้ชัดว่าเขาถึงแม้จะทราบว่าเยี่ยจงยากที่จะต่อกร แต่แน่นอนว่าก็ยังคิดไม่ถึงว่าจะต่อกรได้ยากจนถึงขั้นนี้ได้

 

" ไสหัวไป "

 

เยี่ยจงยกแขนทั้งสองข้างขึ้น กระบี่คงหมิงและหอกอัสนีบาตรก็ได้ปรากฏขึ้นทั้งสองมือในเวลาเดียวกัน สมบัติปราณทั้งสองชิ้นได้ถูกใช้ออกไปในเวลาเดียวกัน วินาทีนั้นก็ได้พบกับคมกระบี่และประกายอัสนีทะยานฟ้า จนทำให้เหล่าไท่กู่หลิงซานลงมืออีกทางด้านหนึ่งต้องถอยออกไป หลังจากที่จบการเคลื่อนไหวแล้ว เยี่ยจงก็ได้ใช้คมกระบี่ออกไปอีกสาย จากนั้นจึงค่อยได้ขยับกายอีกครั้งหนึ่ง มุ่งหน้าถอยไปยังบริเวณทางด้านหลัง แล้วก็คว้าจับไปยังคัมภีร์หยกเอาไว้

 

“ ชิร์ “ เสียงดังขึ้นมาแผ่วเบา คัมภีร์หยกนั้นก็ได้ดิ้นหมุนวนไปมาอยู่ภายในใจกลางฝ่ามือของเยี่ยจง แต่ว่าทันทีที่ได้เข้ามายังฝ่ามือ ทันใดนั้นเองก็ได้มีบรรยากาศดั่งสายธารหลั่งไหลเข้ามานับไม่ถ้วนก็มิปาน อีกทั้งยังเข้าไปสู่ห้วงสมองของเยี่ยจงอย่างรวดเร็ว จนทำให้ห้วงสมองของเขาเกิดความกระจ่างแจ้งขึ้นมาสายหนึ่งทันที จากนั้น ก็ได้พบเห็นวิชาทักษะยุทธ์สายหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่าฝ่ามือเจ็ดมังกรแปร ปรากฏขึ้นอยู่ในห้วงสมองของเยี่ยจง ราวกับว่าทันใดนั้น เยี่ยจงก็เข้าใจในระดับของวิชาฝ่ามือเจ็ดมังกรแปร รวมไปถึงการใช้พลังและการไหลเวียนของพลังจากสำนัก ที่มีความง่ายดายเป็นอย่างยิ่ง

 

 “ นี้มันเป็นสิ่งที่อยู่ในสมัยซ่างกู่(ก่อนประวัติศาสตร์) เป็นคัมภีร์หยกที่ใช้ไว้เพื่อส่งมอบทักษะยุทธ์ให้แก่ศิษย์ภายในสำนัก “

 

ไม่นานนัก เมื่อมีคนพบเห็นฉากเบื้องหน้า ดวงตาก็ได้แดงฉานขึ้น เมื่อได้คัมภีร์หยกนี้มาครอบครอง ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทำการฝึกปรือทักษะยุทธ์ของสาขานี้ได้อย่างรวดเร็ว ถือได้ว่าเป็นสมบัติที่จัดได้ว่าหาได้ยากอย่างยิ่ง

 

ในตอนนี้ ยอดฝีมือไม่น้อยต่างก็เริ่มที่จะบ้าคลั่งขึ้นมาหลายส่วน วินาทีนั้น ไม่ว่าจะหวาดกลัวเยี่ยจงเพียงไร ก็ได้มียอดฝีมือมากมายพุ่งออกไป

 

" หลีกทางให้ข้า "

 

แล้วก็ได้มียอดฝีมือกลุ่มหนึ่งเข้ามา พลิกใช้ทักษะยุทธ์แต่ละชนิดลอยออกไป จนก่อเกิดประกายคมกล้า คิดที่จะจัดการเยี่ยจงในทันที

 

เยี่ยจงร้องออกมาด้วยเสียงที่เย็นชา เพียงแค่ลมหายใจเดียว แล้วก็ได้ใช้มือขวากวาดฟาดออกไปบริเวณทางด้านหน้า วินาทีนั้น ก็ได้พบกับร่างของมังกรเซียนสีรุ้งปรากฏตัวลอยออกมา แล้วก็หมุนวนเป็นวงจนกลายเป็นวงล้อมเซียน จากนั้นเยี่ยจงก็ได้ฟาดมือออกคราหนึ่ง ออกไปบริเวณทางด้านหน้าออกไป

 

ในตอนนี้ ท่ามกลางสนามก็ไร้สุ่มเสียง ไม่มีเสียงใดแทรกได้ มีแต่เพียงประกายรุ้งเจ็ดสีพุ่งออกจนกลายเป็นกงล้อเซียนอันคมกล้าทับซ้อนกันอีกชั้น ทะลวงเข้าครอบคลุมตลอดทั้งพื้นที่เอาไว้

 

ราวกับว่าช่วงเวลานั้นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก็ได้หยุดลงก็มิปาน ในระหว่างการแหวกออกของอากาศ ใจกลางของฟ้าดิน เหมือนดั่งเกิดรอบแตกขนาดใหญ่ก็มิปาน จนทำให้เกิดการรวมตัวขึ้น ไม่นานนักจึงค่อยได้พุ่งทะลวงระเบิดออกไป

 

“ เพล้งเพล้งเพล้ง “

 

สมบัติปราณแต่ละชิ้น ก็ได้ถูกทำลายไปในทันที ทักษะยุทธ์แต่ละอย่างก็ได้กลายเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของแสงที่สว่างขึ้นมา จนท้ายที่สุดก็ได้ดับสูญลงไปอย่างรวดเร็ว

 

“ ครืน “

 

บนร่างของยอดฝีมือกลุ่มนี่ต่างก็สั่นเทา กระอักโลหิตออกมาคำหนึ่ง ตลอดทั้งบนล่างของร่างก็ได้มีเลือดเนื้อแตกกระจาย ตายได้อย่างอเนจอนาถอย่างยิ่ง

 

" อะไรกัน ? "ส่วนเหล่ายอดฝีมือที่ล้อมอยู่แต่มิได้ขึ้นมา ในตอนนี้ก็ต้องกรอกคาไปมา พวกเขาเข้าใจในทันที เมื่อครู่นี้เยี่ยจงได้ใช้คนเหล่านี้เพื่อที่จะทดสอบกระบวนท่า แต่ว่าระดับของทักษะยุทธ์เซียนนั้นอยู่ในขั้นใดกันแน่ ถึงจะสามารถพลังการทำลายเช่นนี้ได้ ? เด็กหนุ่มผู้นี้ความจริงแล้วก็ถือได้ว่าเป็นถึงยอดอัจฉริยะอยู่แล้ว อีกทั้งในตอนนี้ยังสามารถใช้ออกมาด้วยพลังการต่อสู้เช่นนี้อีก ยิ่งทำให้ดูแข็งแกร่งจนน่าตกใจ

 

" ทักษะยุทธ์ระดับเซียนขั้นกลาง "

 

เยี่ยจงพึมพำกับตัวเอง บนใบหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจ ทักษะยุทธ์ในระดับนี้ เป็นครั้งแรกเลยที่เขาเคยได้รับมา ในด้านพลังถือได้ว่าสามารถทำให้ผู้คนแตกตื่นได้อย่างถึงที่สุด ในส่วนที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งก็คือคัมภีร์หยกถือได้ว่ามีค่ามากอย่างยิ่ง อีกทั้งยังมิจำเป็นต้องฝึกปรือ เมื่อประกอบไปด้วยผลลัพธ์เช่นนี้ จึงทำให้ผู้คนต่างก็ตื่นตะลึงอย่างถึงที่สุด

 

ประกายแสงสีทองสว่างวาบคราหนึ่ง เยี่ยจงก็ได้เก็บคัมภีร์หยกเข้าไป แล้วก็ได้จ้องมองไปยังบนร่างของยอดฝีมือคนอื่นๆ ยอดฝีมือเหล่านี้โดยส่วนมากต่างก็เนื้อตัวสั่นเทาอยู่เล็กน้อย สีหน้าปั้นยากอย่างเห็นได้ชัด ได้แต่มองดูเยี่ยจงได้รับทักษะยุทธ์ระดับเซียนอันแข็งแกร่งเช่นนี้ จึงได้ทำให้พวกเขาเกิดความอิจฉาริษยาอย่างถึงที่สุด แต่ว่าเมื่อได้เห็นพลังการต่อสู้ของเยี่ยจงที่ทำให้ผู้คนต่างก็แตกตื่น และทำให้บุคคลมีอาจแม้แต่ก้าวเท้าออกมาได้

 

" ตูม "

 

อีกทางด้านหนึ่ง หมิงหยี่ก็ได้สะบัดมืออกคราหนึ่ง จนทำให้อัจฉริยะผู้หนึ่งลอยกระเด็นออกไป จากนั้นเขาก็ได้ยื่นมือออกไป แล้วมึงของเค้าก็ได้คว้าจับไปที่พัดหยกเล่มนั้น

 

เมื่อพบเห็นฉากเบื้องหน้า เยี่ยจงก็ได้ขยับกายคราหนึ่ง แล้วก็ได้หยุดลงอยู่บริเวณทางด้านข้างของเขา ในครั้งนี้ทั้งสองคนต่างก็เข้าใจกันดี และในเวลาเดียวกันก็ได้ขยับร่างลอยออกไปอย่างรวดเร็วพร้อมกัน

 

ยอดฝีมือทางด้านหลังเมื่อพบเห็นเด็กน้อยทั้งสองคนต่างก็ได้รับสมบัติมีค่าเช่นนี้ ยังถึงกับร่วมมือกัน แต่ละคนต่างก็เกิดอาการชาที่สมอง ในตอนนี้พวกเขาต่างก็ทราบอย่างกระจ่างแล้วว่า  ในตอนนี้มีอาจที่สุดทำอันใดต่ออัจฉริยะทั้งสองคนนี้ได้ อีกทั้งในส่วนที่สำคัญที่สุด ทั้งสองคนยังกระทำการอย่างเปิดเผยเช่นนี้ จะมีผู้ใดกันเล่าที่หาญกล้าขัดขวางพวกเขาเอาไว้ ที่เป็นเหมือนดั่งไปหาที่ตาย

 

“ ยินดีกับพี่เยี่ยจงด้วย ที่ได้รับทักษะยุทธ์ระดับเซียนอีกชิ้น พลังฝีมือก็ได้ก้าวเข้าขึ้นไปสู่อีกระดับแล้ว “ ผู้ที่เดินออกมาจากสวนน้อย ก็คือหมิงหยี่ที่ยิ้มแล้วกล่าวออกมา

 

“ เป็นเช่นนี้ พี่หมิงหยี่ก็ได้ครอบครองสมบัติปราณเอาไว้ อีกทั้งยังมีพลังที่ไม่ธรรมดามิใช่หรือ ? “ เยี่ยจงตอบกลับไป

 

ทั้งสองคนสบตากันคราหนึ่ง ในขณะที่สบตาก็ได้หลบตาออกในเวลาเดียวกัน เห็นได้ชัดว่า ต่างฝ่ายต่างก็เกิดความหวาดกลัวต่ออีกฝ่ายอย่างไร้ที่เปรียบ หากว่ามิใช่ช่วงเวลาสถานการณ์ที่จำเป็น ก็คงไม่มีผู้ใดที่คิดจะลงมือกับอีกฝ่าย ที่เป็นเหมือนดั่งทำให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์แทน

 

ต่อมานี้ทั้งสองคนก็ยิ่งเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น เข้าไปยังสถานที่ไม่น้อย เพียงแต่ว่า บริเวณทางเข้าของบ่วงมายาโลหิตนี้ก็ถือได้ว่าสามารถสร้างความแตกตื่นให้แก่ยอดฝีมือได้หลายส่วน ความจริงแล้วในความทรงจำของเยี่ยจงก็พอจะทราบสถานที่เก็บซ่อนสมบัติเอาไว้อยู่ส่วนหนึ่ง ต่างก็ได้กลายเป็นว่างเปล่า แม้แต่พื้นดินยังแทบจะหายไป เห็นได้ชัดว่า ได้มีคนอื่นๆที่ได้ครอบครองสมบัติเอาไว้ไปไม่น้อยแล้ว

 

“ ยังมีอีกสถานที่แห่งหนึ่ง เพียงแต่เกรงว่าจะมีบุคคลอื่นๆมากมายได้รวมตัวกันในที่แห่งนั้นไปแล้ว “ หลังจากที่ได้นำทางสู่ขุมทรัพย์หลายจุด เยี่ยจงก็ได้ลุกขึ้นยื่น กล่าวออกมาเสียงดัง

 

หมิงหยี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย “ ขอเพียงพี่เยี่ยจงท่านยินดีที่จะร่วมมือ ต่อให้เป็นปรปักษ์กับยอดฝีมือทั้งหมด ข้าท่านสองคนก็มิจำเป็นที่จะต้องเกรงกลัวอันใดมิใช่หรือ ? “

 

เยี่ยจงมองดูหมิงหยี่ด้วยสายตาที่ประหลาดใจ และจากนั้นเขาก็มิได้กล่าวอันใดมากมาย เพียงแต่โบกมือคราหนึ่ง แล้วก็ได้นำพาหมิงหยี่เข้าไปยังส่วนลึกของบ่วงมายาโลหิตปานสายฟ้าแลบก็มิปาน รวมไปทั้งยังได้พบเห็นตึกอารามต่างๆระหว่างทาง แต่พวกเขาก็มิได้เข้าไป

 

ภายในความทรงจำขององค์ชายสิบสาม ท้ายที่สุดเยี่ยจงก็พบว่า สถานที่ที่พวกเขาทั้งสองคนต้องไปในตอนนี้ หากว่าเขาคาดเดาได้ไม่ผิดแล้วละก็ องค์ชายสิบสามผู้นั้นอย่างน้อยก็คงต้องเร่งรีบที่จะเข้าไปยังบริเวณสถานที่แห่งนั้น นั้นก็เพราะว่าเมื่อเทียบดูแล้ว สถานที่แห่งนั้นจึงถือได้ว่ามีสมบัติที่มีค่ายิ่งกว่า

 

ในขณะที่ได้ตึกอารามใหญ่ไปมากมาย ไม่นานนัก เงาร่างของเยี่ยจงและหมิงหยี่ทั้งสองคนก็ได้มาถึงยังบริเวณทางเข้าของตึกใหญ่สีเลือดหลังหนึ่ง และในตอนนี้ บริเวณทางเข้าของตึกใหญ่สีเลือด กลับพบเจอกับผู้คนกำลังยืนเกาะอกกันอยู่ พวกเข้าต่างก็จ้องมองไปยังตึกใหญ่นี้ แต่ก็ไม่มีผู้ใดคิดที่จะลงมือ

 

เมื่อพบว่าเยี่ยจงและหมิงหยี่ทั้งสองคนร่วมมือกัน ผู้คนไม่น้อยต่างก็หลบสายตากันเป็นพัลวัน ทว่าว่าพวกเขากลับไม่ได้กล่าวอะไรมากมาย และได้แต่ใช้ทั้งสองมือกอดอกเอาไว้ แสดงสีหน้าเคร่งเครียดออกมา

 

“ บริเวณที่แห่งนี้ จึงจะเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ขุมสมบัติอย่างแท้จริง “ เยี่ยจงมองออกไปทางด้านหน้า กล่าวออกมาเสียงแผ่วเบา

 

หมิงหยี่กวาดสายตาออกไป ไม่นานนักก็ได้ไปยังด้านบนของแผ่นโลหิตที่พร่ามัวทางด้านหน้าของตึกใหญ่ และจากนั้นเขาก็ได้เลื่อนสายตาไปอย่างช้าๆ สีหน้าเปลี่ยนเป็นสงสัยอย่างถึงที่สุด

 

“ สมบัติอารามเซียน “

 

ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงคำสั้นๆง่ายๆเพียงสามตัวอักษร แต่ว่าก็ทำให้ผู้คนเข้าใจได้ ว่าในสถานที่แห่งนี้ทั้งหมด ต่างก็น่าจะเป็นสมบัติเซียนโบราณ

 

ควรทราบว่า ภายใต้ดินแดนซีฮวงนี้ ถือได้ว่ามีสมบัติปราณขั้นเซียนน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย อีกทั้งต่างก็ยังเป็นสมบัติประจำชาติหรือรัฐอย่างกู่กวอและไท่กู่หลิงซานก็มีเพียงแค่สองชิ้นเท่านั้น อีกทั้งกว่าครึ่งคงเป็นได้แค่สมบัติปราณขั้นเซียนระดับล่างเท่านั้น

 

และในตอนนี้อารามสมบัติเซียนด้านหน้าสายตาก็ได้แผ่กระจายบรรยากาศแบ่งออกไปแล้วละก็ ท่ามกลางภายในอารามสมบัติเซียนนี้ กว่าครึ่งคงจะต้องเป็นสมบัติปราณขั้นเซียนระดับกลาง ยิ่งไปกว่านั้น น่าจะมีสมบัติปราณขั้นเซียนระดับสูง ที่มีพลังอันน่ากลัวอย่างถึงที่สุด

 

หากว่าสามารถที่จะครอบครองได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตาม ต่างก็นับได้ว่าเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่

 

“ ตูม “

 

หลังจากที่ได้ครุ่นคิดเมื่อได้มองไปยังอารามสมบัติเซียนด้านหน้า จนกระทั่งก็ได้มีคนที่อดทนไม่ไหว ขยับกายคราหนึ่ง มุ่งหน้าหายวาบออกไปทางด้านหน้า คิดที่จะเข้าไปทางด้านประตูใหญ่ของอารามสมบัติเซียนโดยตรง

 

“ ซวบ “

 

จากนั้น ทันทีที่มีคนได้ลงมือ วินาทีนั้น ก็ได้มีลำแสงโลหิตสายหนึ่งกวาดออกมาจากอารามสมบัติเซียน เรียกได้ว่าไม่มีเวลาแม้แต่ร่ำร้อง คนผู้นั้นก็ได้กลายเป็นเพียงแอ่งน้ำโลหิตแอ่งหนึ่ง ซึมหายไปบนพื้นดิน

 

เมื่อฉากเบื้องหน้าปรากฏขึ้นมา ทั่วทั้งสี่ด้านก็มีสีหน้าเหมือนดั่งเช่นองค์ชายสิบสามเช่นเดียวกัน เห็นได้ชัดว่า การปรากฏของสิ่งที่อยู่ที่ฉากเบื้องหน้า ในตอนนี้พวกเขาจึงยังคงยืนอยู่ในจุดเดิม ทั้งมิได้ลงมือ ยิ่งไปกว่านั้นคงจะเป็นเพราะมีความสงสัยต่อประกายโลหิตนี้

 

“ ชิร์ เจ้าพวกขยะไร้ประโยชน์กลุ่มหนึ่ง สิ่งของมีค่ายิ่งย่อมต้องมีอันตรายอยู่แล้ว “

 

เมื่อได้พบว่าทางด้านสนามก็ไม่มีผู้ใดที่คิดจะเคลื่อนไหวอีก ทันใดนั้นก็ได้มีเสียงดังขึ้นมอย่างเย็นชา แล้วก็ได้ก้าวเดินออกไป คนผู้นี้เป็นยอดฝีมือของเผ่าพันธุ์ผีดิบ บนร่างของเขาก็ได้ปกคลุมไปด้วยประกายแสงเย็นเยียบอย่างหนาแน่น ในตอนนี้ก็ได้คว้าเอากระดูกหิมะขาวก้านหนึ่งออกมา ร่างกายก็ได้พุ่งออกไปบริเวณทางด้านหน้าอย่างช้าๆ

 

“ ฉึก “

 

ทันใดนั้นลำแสงโลหิตก็ได้สาดมา แต่ว่าเขาได้ชักกระดูกหิมะขาวออกมาแล้วยกขึ้นไปจนก่อเกิดประกายแสงสีขาวขึ้น จนสามารถหยุดยั้งลำแสงโลหิตลงได้

.

.

.

.

 




NEKOPOST.NET