เทพยุทธ์สะท้านภพ ตอนที่ 227 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

เทพยุทธ์สะท้านภพ

Ch.227 - ขุมกำลังอันแข็งแกร่ง


ตอนที่ 227 ขุมกำลังอันแข็งแกร่ง

 

ทำกลางอากาศ การโจมตีอันน่าหวาดกลัวทั้งสองสายก็ได้ถูกใช้ออกมาในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นประกายแสงของโลหิตอันคมกลีบ อีกสายที่เต็มไปด้วยพลังที่อันแน่นที่ยังไม่ได้ปล่อยออกมา แต่ว่าถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น เพียงแค่ชั่วเวลาเพียงพริบตาเดียว การโจมตีทั้งสองสายก็ได้เข้าปะทะกันในทันใด วินาทีนั้นเอง ก็ได้เกิดประกายแสงเจิดจ้ากระจายออกมา

 

“ ฮูม “

 

เสียงดังสนั่นหวั่นไหวกระจายออกมา ร่างกายของเสวี่ยเกอสั่นเทาเล็กน้อย แล้งก็ได้ก้าวถอยหลังอยู่หลายก้าว ความยากที่จะเชื่อปรากฏอยู่เต็มใบหน้า ริมฝีปากของเขาในตอนนี้ได้มีโลหิตสดๆไหลออกมาอย่างช้าๆ ท่ามกลางการปะทะกันเช่นนี้ เขายังถึงกับพลาดพลั้งไปได้อยู่เล็กน้อย

 

ควรทราบว่า เขาได้ฝากตัวเป็นศิษย์กับสำนักใหญ่แห่งหนึ่ง ย่อมคิดว่าตนเองนั้นมีความสำเร็จมากกว่ากลุ่มผู้มีพรสววรค์ทั่วไปอยู่หลายเท่า แต่ก็คิดไม่ถึงว่าจะถึงกับพ่ายให้กับเยี่ยจงภายในกระบวนท่าเดียวได้

 

“ ข้าไม่เชื่อ ข้าไม่เชื่อ เป็นไปได้อย่างไรกัน เป็นไปได้อย่างไรกัน “ เสวี่ยเกอร่ำร้องอย่างปวดร้าว และในเวลาเดียวกันภายในดวงตาก็ไปปรากฏความเย็นเยียบอย่างบ้าคลั่ง รังสีการฆ่าฟันไปสาดออกมาจากภายในดวงตา

 

“ ซวบ “

 

ทันใดนั้นเอง เขาก็สั่นไหวมือทั้งคู่เล็กน้อง วินาทีนั้นก็ได้พบเห็นหมอกโลหิตไม่ทราบที่มาลอยคลุ้งอยู่ท่ามกลางอากาศในทันที จากนั้น ก็ได้ก่อเกิดสายอัสนีโลหิตรวมตัวกัน มุ่งหน้าเข้าไปหาทางด้านที่เยี่ยจงอยู่ น่าหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด

 

เยี่ยจงขมวดคิ้ว การโจมตีของเสวี่ยเกอผู้นี้ถึงกับสามารถรวมรั้งขุมกำลังใหญ่จากฟ้าดินมาได้ นี้ถือได้ว่าเป็นทักษะระดับเซียนเลยก็ว่าได้ อย่างน้อยก็จัดได้ว่าอยู่ในระดับทักษะเสมือนเซียน คิดไม่ถึงเลยว่าคนผู้นี้จะมีความแข็งแกร่งถึงเพียงนี้

 

ทันใดนั้นเอง พลังปราณวิชาเพลงกระบี่หกสุสานก็ได้ไหลเวียนขึ้น เขาสูดลมหายใจเข้าคำโตหนึ่งคำ เพิ่มด้วยการใช้สองมือทำเป็นสัญลักษณ์ ใจกลางฝ่ามือก็ได้ซ้อนทับพลังกระบี่ตราประทับจนถึงชั้นที่สิบห้าอย่างบ้าคลั่ง จนเมื่อท้ายที่สุดพลังกระบี่ตราประทับก็ซ้อนกันจนถึงชั้นที่สิบแปด และการซ้อนทับเข้าด้วยกันของพลังกระบี่ตราประทับนี้ ได้สร้างพลังไร้สภาพชนิดหนึ่งออกมา น่ากลัวอย่างถึงที่สุด

 

“ อะไรกัน ? การปะทะกันของทักษะเสมือนเซียนงั้นหรือ ? “ เมื่อมีคนที่มองออกว่าการโจมตีของทั้งสองฝ่ายมีความน่ากลัวเพียงใด ต่อมาก็อดไม่ได้ที่จะต้องตื่นตระหนกขึ้นมา ความยากที่จะเชื่อได้ปรากฏอยู่บนใบหน้า ควรทราบว่า ทักษะเสมือนเซียนนั้นต่างก็เรียกได้ว่ามีความน่ากลัวอย่างถึงที่สุด รัฐและขุมกำลังโดยส่วนมาก ตระกูลต่างๆ ต่างก็มิอาจที่จะครอบครองทักษะเสมือนเซียนได้ และเหล่ากลุ่มผู้มีพรสวรรค์ส่วนมาก ก็แทบจะไม่เคยที่จะได้ฝึกปรือสิ่งเหล่านี้ได้เลย แต่ว่าในช่วงเวลาของการลงมือของทั้งสองคน พลังที่ได้แสดงออกมาต่างก็ถือได้ว่าเป็นทักษะระดับเสมือนเซียนแล้ว ทั้งยากน่ากลัวสุดยั้งคาด

 

“ ตายให้ข้าซะ เยี่ยจง เข้าตายซะเถอะ “

 

เสวี่ยเกอร่ำร้องเสียงดัง ร่างของเขาทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ใช้ดัชนีชี้ไปทางด้านที่เยี่ยจงอยู่ออกไป วินาทีนั้น ก็ได้พบกับพลังอัสนีโลหิตก็ได้หมุนวนประทับลงบนจุดที่เยี่ยจงอยู่ก็มิปาน น่าหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด

 

“ ตูม “

 

เยี่ยจงยังคงก้าวเดินออกไปทีละก้าวอย่างต่อเนื่อง สะบัดมือขวาออกไป บริเวณใจกลางฝ่ามือก็ได้ใช้พลังกระบี่ตราประทับออกไป ปะทุพลังอันแข็งแกร่งขนาดใหญ่ออกไป จนทำให้ทั่วทั้งสภาพอากาศเกิดการสั่นไหว

 

“ เพล้งเพล้งเพล้ง “

 

พลังอัสนีโลหิตได้ทอดลงมาเป็นสาย แค่ว่าเมื่อได้อยู่เบื้องหน้าของเยี่ยจงแล้ว ต่างก็ได้แตกสลายในทันที เมื่อถูกฝ่ามือที่เต็มไปด้วยพลังกระบี่ตราประทับซ้อนทับปัดป้องออกไป ไม่มีอัสนีโลหิตสายใดเลยที่สามารถทอดลงไปยังร่างของเยี่ยจงได้เลยแม้แต่สายเดียว

 

“ เพล้ง “

 

เยี่ยจงสะบัดมือออกไปอย่างไม่ใส่ใจ จนเมื่อได้สลายพลังอัสนีโลหิตสุดท้ายสายหนึ่งลงไปได้ จากนั้นดวงตาของเขาก็ได้ทอดมองไปยังร่างของเสวี่ยเกอที่กำลังสั่นเทาอย่างเย็นชาในตอนนี้ และยังคงก้าวเดินไปทางด้านหน้าต่อไป

 

เสวี่ยเกอกรอกดวงตาไปมา ร่างกายราวกับแสดงเจตนาความต้องการที่จะถอยหนีออกไป กระบวนท่านี้เมื่อครู่ถือได้ว่าเป็นวิชามือที่ร้านกาจที่สุดของเขาแล้ว แต่ก็คิดไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มเบื้องหน้าสายตาถึงกับมีความแข็งแกร่งจนถึงขั้นนี้ อีกทั้งเขายังใช้เพียงแค่กระบวนท่าเดียวเท่านั้นในกับรับมือกับการโจมตีของตนเอง จึงไม่มีเหตุผลกลใดที่จะปฏิเสธสิ่งที่เห็นนี้ได้

 

บุคคลเช่นนี้ สมควรที่จะได้รับขนานนามว่าเป็นยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งแล้ว สามารถที่จะเทียบเคียงได้กับ องค์ชายสิบสามแห่งหุบเขาตระกูลถังและหมิงหยี่แห่งหุบเขาหยินหยางได้แล้ว ส่วนคนอื่นๆเมื่อต้องอยู่เบื้องหน้าเขา ต่างก็ไม่ต่างอันใดจากหมอกควัน

 

“ ซวบ “

 

ทว่าเมื่อเรื่องราวดำเนินมาจนถึงขั้นนี้แล้ว เสวี่ยเกอก็มิอาจที่จะไม่ถอยกลับไปได้ เขากัดฟันไปมา แปรสัญลักษณ์ในมือทั้งสอง กรงเล็บโลหิตสายหนึ่งก็ได้พุ่งเข้าไปทางด้านเยี่ยจงอย่างรุนแรง

 

สีหน้าเยี่ยจงยังคงไม่เปลี่ยนแปลง กระนั้นก็ได้ใช้พลังฝ่ามือตบออกไปทางด้านหน้า อีกทั้งยังถือได้ว่าแสดงพลังออกมาอย่างน่าหวาดกลัว

 

“ บรึม “

 

การโจมตีที่เข้าปะทะกันของทั้งสองฝ่าย ทันใดนั้นเอง ก็ได้พบว่าร่างของเสวี่ยเกอขยับคราหนึ่ง แล้วก็ได้ล้มลุกคลุกคลานไปบริเวณทางด้านหลัง เขากุมไปที่แขนข้างที่ขาดข้างนั้น ทอสีหน้าปั้นยากอยู่ถึงที่สุดออกมาในทันที

 

“ ซวบซวบซวบ “

 

ทันใดนั้นก็ได้มีบุรุษชุดโลหิตออกมานับสิบคน เพื่อทำการคุ้มกันเสวี่ยเกอเอาไว้ ในเวลาเดียวกัน คนเหล่านี้ก็ได้จ้องมองไปยังร่างของเยี่ยจง แล้วก็ได้จ้องเขม็งไปที่เยี่ยจงพร้อมทั้งปรากฏรังสีความฆ่าฟันขึ้นมา

 

“ คนของรัฐเสวี่ยหยวนหวังเฉา ต่างก็เป็นขยะกันหมดหรือยังไง ? ไสหัวไปให้หมดซะ “ เยี่ยจงกวาดแขนที่ขาดไปมา พอแขนข้างนั้นกระเด็นออกไป ก็ได้แตกสลายกระจุยกลายเป็นฝุ่นผง หลังจากที่เคลื่อนไหวเช่นนี้จะจบแล้ว เขาค่อยหม่อมองไปทางด้านยอดฝีมือของยอดฝีมือมากมายของรัฐเสวี่ยหยวนหวังเฉาด้วยแววตากึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม เอ่ยปากเสียงดังกังวานออกมา

 

บุรุษชุดโลหิตเหล่านี้แต่ละตนต่างก็แสดงสีหน้าปั้นยากขึ้นมา พวกเขาจ้องเขม็งไปที่เยี่ยจง หลังจากนั้น ก็ได้มีอยู่หลายคนที่ค่อยๆก้าวเดินขึ้นมา

 

“ หากว่าข้าเป็นพวกเจ้า ในตอนนี้คงจะทำการคุ้มกันองค์ชายที่หลงเหลือเพียงคนเดียวของพวกเจ้าไสหัวไปซะ ควรรู้ไว้ว่า องค์ชายทั้งสามคนของพวกเจ้าก็ได้ถูกข้าสังหารไปแล้ว ถ้าเกิดคนสุดท้ายยังต้องตายด้วนน้ำมือของข้า สายเลือดแท้จริงของพวกเจ้าคงจะต้องขาดรอนแล้ว “ เยี่ยจงเอ่ยปากออกมาอย่างไม่เกรงใจ อีกทั้งยังเป็นการเตือน มิใช่ว่าเขาไม่กล้าที่จะสังหารเสวี่ยเกอ เพียงแต่ว่าในตอนนี้หากว่าเขาแข็งขืนลงมือ คงจะต้องสิ้นเปลืองพลังของตนเองไปไม่น้อย มีความเป็นได้ที่ภายใต้การแก่งแย่งจะถูกผู้อื่นเอาเปรียบได้

 

บุรุษชุดโลหิตหลายคนได้ทอสีหน้าเย็นชา หันหน้ากลับไปมองทางด้านเสวี่ยเกอ

 

เสวี่ยเกอกุมไปที่แขนที่ขาด เงยหน้าจ้องมองเยี่ยจง ไม่นานนัก เขาก็กล่าวเสียงทุ่มต่ำ “ เจ้าแข็งแกร่งยิ่ง ทว่า เรื่องนี้จะไม่จบลงเพียงแค่นี้แน่ เสวี่ยหยวนหวังเฉาของข้าแน่นอนว่าจะให้เจ้าตายอย่างไรที่กลบฝัง “

 

“ งั้นหรือ ? “ เยี่ยจงอมยิ้ม มิได้แสดงสีหน้าที่พิเศษอันใด เห็นได้ชัดว่าเขามิได้เห็นเสวี่ยเกออยู่ในสายตาด้วยซ้ำไป

 

สีหน้าเสวี่ยเกอเปลี่ยนไปเล็กน้อย ทว่าเขาก็ตัดสินใจที่จะค่อยๆถอยกลับไป ในตอนนี้เขาก็ได้เข้าใจ ตนเองมิอาจเป็นคู่ต่อสู้ของเยี่ยจงได้

 

เยี่ยจงหันกายจากไป จากนั้นก็ได้ทอดสายตามองไปยังชายหนุ่มผมทองและคณะ หลังจากที่จ้องมองไปที่ยังอีกฝ่ายแล้ว เยี่ยจงก็ได้กล่าวเสียงดุดันขึ้นมา “ พี่หลิงเหยียน ท่านข้าความจริงมิได้มีความสัมพันธ์อันใดต่อกันอยู่แล้ว ต่อให้มีความสัมพันธ์ด้านการร่วมกันอยู่หลายส่วน ท่านยอดเยี่ยมนัก “

 

หลิงเหยียนทอสีหน้าเย็นชา ราวกับว่าจะกระอักโลหิตออกมา เยี่ยจงผู้นี้กลับไม่กล่าวเตือนผู้ใด เพียงแต่กล่าวเตือนเพียงแค่ตนเองเท่านั้น เขาเหมือนกับมองอันใดออก ทั้งยังกล่าวถึงว่า เขามีความตั้งใจที่จะจัดการกับตนเองอย่างแน่นอน

 

ทว่า หลิงเหยียนในตอนนี้ก็หวาดกลัวเยี่ยจงอย่างไร้ที่เปรียบ เขาเพียงส่งเสียงร้อง”ชิร์”ออกมาคำหนึ่ง ไม่ว่าทั้งสองฝ่ายจะมีบัญชาเก่าก่อนหรือไม่ แต่ถ้าต้องการที่จะคิดบัญชี ก็ยังมิใช่ในเวลานี้

 

เยี่ยจงหัวเราะออกมา ทอดสายตามองไปยังร่างขององค์ชายสิบสาม การสบสายตาของทั้งสองฝ่ายท่ามกลางอากาศ ราวกับว่าสามารถได้ยินเสียงของประกายไฟดังเปรี้ยงปังออกมาได้

 

ทั้งสองคนที่ถือได้ว่าเป็นยอดอัจฉริยะอันใดหนึ่งที่แท้จริง ถึงแม้ว่าจะมีการปะทะกันถึงสองครั้ง แต่ว่าภายในสองครั้งนี้ก็ยังไม่ปรากฏผลแพ้ชนะออกมาได้ เพียงแต่แค่ต่างฝ่ายต่างใช้วิธีเอาเปรียบในด้านอื่นๆ ในตอนนี้ ทั้งสองฝ่ายต่างก็สบตากัน อีกทั้งยังเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดอย่างถึงที่สุด

 

หลังจากนั้นไม่นาน เยี่ยจงก็ได้ยิ้มขึ้นมาอย่างกะทันหันแล้วกล่าว “ องค์ชายสิบสาม ท่านเอาแต่อยู่บนเรือทองของท่านไม่เหนื่อยบ้างหรือไง สิ่งนี้ก็สมควรที่จะเป็นสมบัติปราณประจำรัฐของพวกท่านหุบเขาตระกูลถังกระมั่ง ? ท่านได้เตรียมการรอคอยช่วงเวลาที่บ่วงมายาโลหิตเปิดขึ้นมา แล้วนั่งเรือลำนี้เข้าไปในตอนนั้นงั้นหรือ ? “

 

องค์ชายสิบสามทอประกายแววตาเย็นชาขึ้นมา เขาจ้องมองไปที่เยี่ยจง กล่าวออกมาเสียงเย็นชา “ เจ้าสอบถามมากเกินไปแล้ว อยากหาที่ตนก็เข้ามาเองเถอะ “

 

หลังจากที่สิ้นเสียง ในมือขององค์ชายสิบสามก็ได้ยกง้าวไท่หยางขึ้นมา ชี้ไปยังบริเวณทางด้านที่เยี่ยจงอยู่

 

“ ตูม “

 

วินาทีนั้น ประกายสีทองก็ได้หมุนวนออกไป จนกลายเป็นการโจมตีที่น่าหวาดกลัวมุ่งหน้าไปทางด้านที่เยี่ยจงอยู่เข้าไป หากว่าเป็นเช่นนี้แล้วละก็ องค์ชายสิบสามผู้นี้ในตอนนี้แน่นอนว่าคงจะสังหารเยี่ยจงในที่แห่งนี้ได้อย่างไม่ใยดีแน่นอน

 

“ เจ้าทำได้เพียงแค่นี้ ยังถือว่าไม่เพียงพอหรอกนะ “

 

เยี่ยจงใช้มือขวาเข้าปะทะ เพียงแค่หมัดเดียวก็สามารถที่จะทำลายประกายสีทองนี้ลงได้ จนทำให้ประกายสีทองสลายไปในทันที การเคลื่อนไหวอันน่ากลัวไปพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า จนเกิดเสียงของอัสนีกระจายออกไป

 

ทั้งสองคนต่างก็เป็นยอดฝีมือที่มีพลังขั้นก่อเกิดระดับที่แปดซานกวานเทียนทง อีกทั้งหากว่าเยี่ยจงคาดเดาได้ไม่ผิดแล้วละก็ อีกฝ่ายสมควรเป็นเหมือนกับตนเองก็มิปาน ในตอนนี้คงอยู่ในระดับขอบเขตพสุธาแล้ว ดังนั้นการปะทะในครั้งนี้ คงยากที่จะรู้ผลได้ อีกทั้งยังสามารถทำให้ยอดฝีมือที่มีพลังอยู่เพียงขั้นก่อเกิดระดับที่เจ็ดกระอักโลหิตออกมาได้อย่างง่ายดาย ในตอนนี้ ยอดฝีมือพลังขั้นก่อเกิดระดับที่เจ็ดแทบจะไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะแก่งแย่งกับเยี่ยจงได้เลย

 

“ ซวบซวบซวบ “

 

ใช้กระบวนท่าเดียวในการตั้งรับ สีหน้าขององค์ชายสิบสามยังคงทอแววเยือกเย็นไม่คลาย เขากุมง้าวทองในมือไว้ แล้วก็กวาดออกไปหลายกระบวนท่า หมุนวนเข้าไปยังบริเวณที่เยี่ยจงอยู่ สร้างการโจมตีอันเจ็บปวดอย่างถึงที่สุด

 

เยี่ยจงยิ้มอย่างเย็นชา ใต้ฝ่าเท้าของเขาก็ได้สาดประกายแสงอัสนีขึ้น ร่างกายขยับคราหนึ่ง ทันใดนั้นก็ได้ไปปรากฏอยู่ด้านบนตัวเรือทองลำนั้น สองมือประกบเข้าด้วยกัน จนปรากฏพลังกระบี่ตราประทับออมา แล้วก็ได้ฟาดออกไปบริเวณทางด้านหน้า

 

ยิ่งใช้ออกมามากเท่าไร เยี่ยจงก็เริ่มที่จะสัมผัสได้ว่าวิชากระบี่ตราประทับยิ่งไม่ธรรมดาเท่านั้น ราวกับว่ามันสามารถที่จะใช้ออกมาพร้อมกับพลังปราณวิชากระบี่หกสุสานจนก่อเกิดพลังอีกระดับหนึ่งออกมาได้ก็มิปาน

 

เยี่ยจงได้ใช้ออกด้วยคมหมัด บนคมหมัดนั้นก็ได้ถูกใช้ออกด้วยพลังกระบี่ตราประทับสีดำทมิฬ จนทำให้จิตใจผู้คนยังต้องสั่นคลอน

 

สีหน้าขององค์ชายสิบสามยังคงทอประกายความเยือกเย็นออกมา ทันใดนั้นเขาก็ได้เริ่มที่จะเบิกเนตรที่สามขึ้นมา ประกายแสงสีทองสาดทอออกมา เมื่อได้ใช้ร่วมกับง้าวไท่หยางด้วยแล้ว ในตอนนี้ง้าวไท่หยางและเขาราวกับเป็นสิ่งเดียวกันก็มิปาน ก่อเกิดพลังขนาดใหญ่ขึ้นมา

 

ทองสีทองสาดประกายออกมาเป็นเหมือนดังดวงอาทิตย์ และพลังความเย็นของพลังกระบี่ตราประทับก็ได้เข้าปะทะกันในทันที วินาทีนั้น ก็ได้พบกับตัวอักขระอยู่ท่ามกลางสายลมโดยรอบ จนก่อเกิดพายุขึ้นบนทะเลโลหิต

 

“ เคร่งเคร่งเคร่ง “

 

ถึงแม้ว่าการลงมือของทั้งสองฝ่ายจะเป็นเพียงการเริ่มต้น แต่ว่าไม่นานนัก ก็ได้ใช้ออกมาด้วยพลังที่แท้จริง ทุกๆครั้งที่เกิดการปะทะขึ้น ราวกับเกิดอัสนีบาตในเวลาเดียวกันก็มิปาน สั่นคลอนทะเลโลหิตจนพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอยู่หลายสาย

 

ยอดฝีมือนับไมถ้วนที่ต่างก็จ้องมองฉากเบื้องหน้านี้อยู่ ภายในดวงตาของต่างก็ปรากฏความรู้สึกยากที่จะกล่าวออกมาได้ชนิดหนึ่ง

 

ความแข็งแกร่งของเยี่ยจงและองค์ชายสิบสาม แน่นอนว่าอยู่เกินกว่าระดับของกลุ่มผู้มีพรสวรรค์ธรรมดาไปมากแล้ว จะมีผู้มีพรสวรรค์คนใดที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ ที่เพียงพอที่จะเข้าปะทะกับพวกเขาได้ มีผู้มีพรสวรรค์อยู่ไม่น้อย ในตอนนี้สีหน้าที่มองดูมาต่างก็เปลี่ยนแปลงไป กับพลังฝีมือของพวกเขาในตอนนี้หากว่าเกิดการปะทะกับทั้งสองคนขึ้นมาแล้วละก็ สถานการณ์ต่อ คาดว่าคงยากที่จะทนดูได้

 

ด้านบนเรือทองคำ สีหน้าขององค์ชายสิบสามยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ง้าวไท่หยางในมือยังคงกวาดออกไปไม่หยุดยั้ง ยังคงกวาดแกว่งสังหารไปยังเยี่ยจงเรื่อยๆ แต่ว่าคมหมัดของเยี่ยจงที่ได้ซ้อนทับไว้ด้วยพลังกระบี่ตราประทับ อีกทั้งยังพึ่งพาเพียงแค่สองมือ เพื่อต้านทานการโจมตีขององค์ชายสิบสามได้

 

ท่ามกลางสภาพการตัดสินความเป็นความตายนี้ หากว่ามีผู้ใดพลาดพลั้งเพียงครึ่งกระบวนท่าแล้วละก็ ผลสุดท้ายคาดว่าคงจะต้องกลายเป็นศพอย่างแน่นอน

 

“ ตูม “

 

ทันใดนั้นเอง คมหมัดที่ใช้ออกมาจากทั้งสองฝ่ายในเวลาเดียวกัน ทันใดนั้นก็ได้เข้าปะทะเข้าด้วยกัน ประกายแสงสีทองอันคมกริบเป็นสายและแสงสีดำทมิฬก็ได้สาดกระจายออกมาในเวลาเดียวกัน ราวกับว่าสามารถแบ่งแย่งดินแดนออกเป็นสองซีกก็มิปาน

 

“ โครม “

 

หลังจากนั้นไม่นาน ทั้งสองคนก็ได้ขยับร่างกายคราหนึ่งในเวลาเดียวกัน ต่างก็ถอยออกไปทางด้านหลัง สีหน้าเปลี่ยนเป็นปั้นยากอย่างไร้ที่เปรียบในเวลาเดียวกัน

.

.

.

.




NEKOPOST.NET