เทพยุทธ์สะท้านภพ ตอนที่ 226 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

เทพยุทธ์สะท้านภพ

Ch.226 - หาที่ตาย


ตอนที่ 226 หาที่ตาย

 

การโจมตีอันน่ากลัวทั้งสองสายได้ปะทะกันท่ามกลางอากาศ จนเกิดเสียงที่ตื่นตกใจแผ่กระจายออกมา ทั้งยังเกิดลมพายุโลหิตอันบ้าคลั่งก่อตัวอยู่ภายใต้ท้องฟ้า มียอดฝีมือไม่น้อยที่มีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างยิ่ง แล้วต่างก็ได้ตัดสินใจที่จะถอยออกไปทางด้านหลังในทันที เห็นได้ชัดว่าไม่ต้องการที่จะต้องโดนลูกหลงจากการลงมือของทั้งสอง

 

หลังจากนั้นไม่นาน ความเคลื่อนไหวก็ได้เริ่มที่จะหายไปอย่างช้าๆ ร่างกายของทั้งสองคนก็ได้ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง เพียงแต่ว่า ในจุดบริเวณที่ทั้งสองคนยืนอยู่นั้นเอง มิได้มีการเกิดความผิดปกติใดๆ

 

เยี่ยจงหรี่นัยน์ตาลง องค์ชายสิบสามผู้นี้ความจริงแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง แต่ในตอนนี้กลับแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม

 

และส่วนลึกภายในนัยน์ตาขององค์ชายสิบสามก็ได้ปรากฏความสงสัยขึ้นมา การพบปะกับเยี่ยจงตลอดมานี้ เขาก็ถือได้ว่ามีความสนใจต่อเยี่ยจงอยู่หลายส่วน แต่ว่ากลับยังคิดที่จะรับตัวเขาเอาไว้อีกด้วย เขานั้นมิได้รู้สึกว่าเขามีความร้ายกาจมากมายเพียงใด แต่ว่าในตอนนี้ เขากลับกำลังจะถูกเยี่ยจงควบคุมจัดการเอาไว้แล้ว ช่วงเวลาเพียงสั่นๆที่ไม่ได้พบกันเพียงไม่กี่เดือน เด็กน้อยผู้นี้ถึงกับมีความแข็งแกร่งจนถึงระดับนี้ได้ด้วยงั้นหรือ ? ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนยากที่คาดเดาเอาไว้ได้

 

คนเพียงผู้เดียวนี้เหมาะสมแก่การให้การยกย่องว่าเป็นคู่ต่อสู้ได้แล้ว หากว่าปล่อยให้เติบใหญ่ยิ่งขึ้นไปอีกแล้วละก็ ต่อให้เป็นองค์ชายสิบสามก็ใช่ว่าจะต้านทานได้ ไม่แน่ว่าอาจจะมิอาจที่จะเป็นแม้แต่คู่ต่อสู้ได้อีกต่อไป

 

ในขณะนั้นเอง ภายในจิตใจขององค์ชายสิบสามก็ได้แบ่งเป็นยกย่องเยี่ยจงส่วนอีกใจหนึ่งก็ได้ใคร่ครวญแล้วว่าเป็นดั่งหนามยอกอก เขาจดจ้องไปที่เยี่ยจง หลังจากนั้น ก็ได้ทอสีหน้าเย็นชาขึ้น จากนั้นก็ได้ยกง้าวไท่หยาง ชี้ไปทางด้านเยี่ยจง กล่าวเสียงดังกังวาน “ เข้ามา องค์ชายเช่นข้าจะสังหารเจ้าเอง “

 

เยี่ยจงจ้องเขม็งไปที่องค์ชายสิบสาม หลังจากนั้นก็ได้ยิ้มขึ้นมุมปากอย่างกะทันหันแล้วตอบ “ องค์ชายสิบสามที่แท้ก็มีนิสัยเช่นนี้ นับเป็นเรื่องที่ดี หรืออาจจะเป็นว่าท่านนับไสหัวมาให้ฆ่า จะดีกว่าหรือไม่ ? “

 

การปะทะคารมของทั้งสองฝ่าย ภายในน้ำเสียงก็ได้เต็มเปี่ยมไปด้วยบรรยากาศการฆ่าฟัน จนทำให้ผู้คนมองดูจนตาค้าง

 

สักหน้าบนใบหน้าของเยี่ยจงก็ได้เผยให้เห็นถึงอารมณ์กึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม และสีหน้าทางด้านองค์ชายสิบสามกลับทอแววเย็นชา เขาจ้องเยี่ยจงเขม็ง ภายในดวงตาเต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟัน เพียงแต่ว่าหลังจากที่ได้ผ่านไปสักพักเขาก็ได้ตัดสินใจที่จะไม่ลงมือ ครั้งที่แล้วก็ได้เสียท่าให้แก่เยี่ยจงมาแล้วครั้งหนึ่ง ถูกผู้ที่ไม่ทราบนามป้อนโอสถคายความจริงเข้าไป จึงได้ทำให้องค์ชายสิบสามเกิดความลังเลเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเยี่ยจง เขายังคงหวาดกลัวว่าตนเองจะต้องถูกแทรกแซงเข้าอีกครั้ง และสิ่งที่ได้ทราบว่ามาและความลับภายในสามเดือนมานี้ แน่นอนว่าเขาย่อมไม่ต้องการที่จะให้ผู้ใดทราบอีกครั้ง

 

ดังนั้น หลังจากที่ได้มองหน้าสบตากันกับเยี่ยจงเช่นนี้แล้ว ง้าวไท่หยางในมือขององค์ชายสิบสามก็ได้ค่อยๆวางลง เขามิได้มองดูไปทางด้านเยี่ยจงอีก เพียงแต่หันหน้าไปมองดูตึกใหญ่สีโลหิตอีกทางด้านหนึ่ง ด้วยสีหน้าที่เย็นเยียบ

 

ฉากเบื้องหน้าได้ทำให้ยอดฝีมือไม่น้อยต้องมองดูอย่างตาค้าง องค์ชายสิบสามแห่งหุบเขาตระกูลถังที่โกรธแค้นถึงเพียงนี้ ถึงแม้จะมิได้มีตัวบ่งชี้ว่าเขาเกรงกลัวเยี่ยจง แต่ว่าก็เป็นการบ่งบอกว่า พลังฝีมือของเยี่ยจงถือได้ว่าเพียงพอที่จะให้เขาให้ความสำคัญ ความไม่มีความต้องการที่จะลงมือกับเยี่ยจงในตอนนี้

 

ในขณะนี้ มีผู้คนไม่น้อยที่เหม่อมองไปทางด้านเยี่ยจงด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวาดเกรง แม้แต่องค์ชายสิบสามแห่งหุบเขาตระกูลถังก็ยังต้องเกรงกลัวเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเขา เพียงพอที่จะบ่งบอกถึงความแข็งแกร่งของเขาได้แล้ว

 

“ เหอะ องค์ชายสิบสาม ดูเหมือนว่าหุบเขาตระกูลถังของพวกท่านก็ทำได้เพียงแค่นี้ หรือจะบอกว่า ท่านกลัวแล้ว ? “ อีกทางด้านหนึ่ง ทันใดนั้นก็ได้มีเสียงหัวเราะลอดออกมาเป็นสาย ผู้คนมากมายต่างก็หันกายกลับมามองดู แล้วก็พบเห็นด้านบนวางไว้ด้วยก้อนหินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่ง ในขณะนี้ชายหนุ่มชุดดำก็อดที่จะหัวเราะเมื่อมองไปยังฉากเบื้องหน้ามิได้ บนใบหน้าปรากฏอารมณ์กึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้มขึ้นมา

 

“ หมิงหยี่แห่งหุบเขาหยินหยาง “ เมื่อเห็นบุคคลผู้นี้ สายตาของผู้คนมากมายต่างก็หลบในทันที การที่มีบุคคลเช่นนี้ปรากฏตัวออกมา จึงเรียกได้ว่าสามารถเยาะเย้ยองค์ชายสิบสามได้

 

องค์ชายสิบสามเงียบงันแล้วก็เงยหน้าขึ้นช้าๆ หลังจากที่เขาจ้องมองไปที่บนร่างของหมิงหยี่แล้ว เขาจึงค่อยตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ดังกังวาน “ หลังจากที่ข้าได้ครอบครองตำนานของสำนักมายาโลหิตแล้ว ข้าจะสังหารเจ้าก่อน แล้วค่อยสังหารเยี่ยจง “

 

“ เหอะเหอะเหอะ ช่างอวดอ้างได้ใหญ่โตยิ่ง ช่างองอาจเสียนิกระไร “ หมิงหยี่หัวเราะเบาๆ บนใบหน้ามิได้ปรากฏความหวาดกลัวแม้แต่น้อย “ ตอนนี้เจ้ามิใช่คู่ต่อสู้ของเยี่ยจง หลังจากนี้เจ้ายิ่งมิใช่คู่ต่อสู้ขอเขา นั้นก็เพราะว่าในจิตใจของเจ้าได้เกิดความหวาดเกรงต่อเขา ดังนั้น ไม่ว่าเจ้าจะลงมือเยี่ยงไรก็มีแต่จะพ่ายแพ้

 

“ งั้นหรือ ? เช่นนั้นเจ้าอยากจะลองดูหรือเปล่าละ “ ร่างกายขององค์ชายสิบสามก็ได้ปะทุประกายแสงสีทองออกมา ราวกับเป็นดั่งดวงอาทิตย์ก็มิปาน สาดเป็นประกายไร้ที่เปรียบ

 

“ มีอันใดไม่กล้ากัน มา พวกเรามาสู้กัน “ หมิงหยี่ไม่คิดจะถอยแม้แต่น้อย รังสีขาวดำบนร่างก็ได้แผ่กระจายหมุนวนไปมา ทั้งสองคนต่างก็ถือเป็นยอดฝีมือพลังขั้นก่อเกิดขั้นที่แปดเท่านั้น ภายในร่างกายยังมิได้ฝึกฝนจนถึงขั้นมีพลังปราณเป็นของตัวเองได้ แต่ว่า รังสีบนร่างของทั้งสองคนในตอนนี้ก็ถือได้ว่าน่าตกใจยิ่ง อีกทั้งยังน่ากลัวเต็มสิบส่วน

 

หลังจากที่ได้ปะทะพลังกันเช่นนี้แล้ว ทันใดนั้น องค์ชายสิบสามก็ได้ยิ้มอย่างเย็นชาออกมา แล้วก็ได้เริ่มเคลื่อนไหวเก็บรั้งพลังเอาไว้ จนทำให้ถอยกลับไปอีกครั้ง สิ่งนี้เป็นคุณลักษณะนิสัยการลงมือส่วนตัวที่ต่างก็ไม่เหมือนกัน

 

หมิงหยี่เมื่อมองไปยังฉากเบื้องหน้าร่างกายก็ได้สั่นเทาเล็กน้อย หลังจากนั้นหากว่าเขาในตอนนี้ยังแสดงสีหน้าดุดันมองไปทางด้านเยี่ยจงคราหนึ่ง แล้วก็หยักไหล่ไปมา มิได้กล่าวอันใด จากนั้นก็ได้ถอยออกไปอย่างช้าๆ

 

เยี่ยจงกวาดสายตามองไปยังร่างของทั้งสองคน แล้วก็ได้หัวเราะเย็นชาคราหนึ่ง ทั้งสองคนนี้ต่างก็ได้มองออกและเข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดี หากว่าลงมือในตอนนี้ ก็แต่จะทำให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์ เด็กหนุ่มไม่ควรที่จะวู่วาม นิสัยเช่นนี้ จึงจะสามารถเรียกได้ว่ากระทำการใหญ่ได้ ตนเองยังจำเป็นที่จะต้องมีพละกำลังในการจับตามองทั้งสองคน

 

หลังจากนั้นที่ได้จ้องเขม็งไปที่ร่างของทั้งสองคน เยี่ยจงก็ได้รั้งดึงสายตากลับมา แล้วก็ได้มาไปทางด้านตึกใหญ่สีโลหิตนี้อีกครั้ง ด้วยจิตใจที่สงบนิ่ง

 

“ เยี่ยจง ฟังจากน้ำเสียงของเจ้า ราวกับว่าเจ้าได้ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับความลับของบ่วงมายาโลหิตอยู่ไม่น้อย เหตุใดไม่บอกกล่าวออกมา เพื่อที่จะได้แบ่งปันกับทุกๆคนซักเล็กน้อยกัน ? “ ทันใดนั้นเอง ท่ามกลางสนามก็ได้มีเสียงไม่หยินไม่หยางดังขึ้นมา อีกทั้งยังกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่อิจฉาริษยา “ ก่อนหน้านี้เจ้ามิใช่ใจกว้างเป็นอย่างยิ่งหรอกหรือ ทั้งยังแบ่งปันความลับที่รู้ให้คนอื่นทราบมิใช่หรือ ? ทำไมตอนนี้ถึงได้กลับกลายเป็นใจแคบเช่นนี้ได้กันเล่า ? “

 

เยี่ยจงขมวดคิ้ว แล้วก็หันหน้ากวาดตามองออกไปคราหนึ่ง แล้วก็ได้พบเห็นบุคคลที่เอ่ยปากออกมา คนผู้นี้เป็นเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าดูชั่วร้าย บนร่างกายได้ปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายโลหิตอันน่าหวาดกลัวอย่างเข้มข้น

 

“ เป็นรัฐเสวี่ยหยวนหวังเฉาอีกแล้ว “ เยี่ยจงมองไปยังคนผู้นี้คราหนึ่ง แล้วก็สูดลมหายใจเข้าคำหนึ่ง “ พวกเจ้าเด็กน้อยแห่งรัฐเสวี่ยหยวนหวังเฉาเหตุใดเป็นเช่นนี้กันหมด ไม่ว่าจะทุบตีอย่างไรก็ไม่หมดไม่สิ้นซักที ? “

 

“ เยี่ยจง เจ้าเหยียบย้ำพี่ใหญ่ข้า ยังสังหารน้องชายข้า ตอนนี้ยังดีแต่เห่าหอน ดูเหมือนว่า เจ้ายังไงเสียก็คงต้องตายแล้วละ “ เด็กหนุ่มที่ดูชั่วร้ายกล่าวพร้อมหัวเราะขึ้นมาอย่างเย็นชา บนใบหน้าเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม

 

“ อ๋อ ? องค์ชายสองเสวี่ยหยวนหวังเฉาอย่างงั้นหรอกหรือ ? “ เยี่ยจงสูดหายใจเข้าด้วยความตกใจ จากนั้นก็ส่ายหัว “ ข้าหวังว่าเจ้าจะไสหัวกลับไปซะ หากว่าแม้แต่เจ้าก็ยังต้องตายภายใต้น้ำมือข้า พวกเจ้ารัฐเสวี่ยหยวนหวังเฉาก็จะไม่มีชนรุ่นหลังให้สืบต่อไปแล้ว “

 

“ เจ้า “

 

องค์ชายสองแห่งรัฐเสวี่ยหยวนหวังเฉาโกรธเคืองอย่างยิ่ง ร่างกายก็ได้ส่องประกายแสงโลหิตด้วยความโกรธ ทั่วทั้งคนก็ได้เปลี่ยนเป็นดุร้ายอย่างไร้ที่เปรียบ เห็นได้ชัดว่า พลังฝีมือของเขาเมื่อเทียบกับองค์ชายทั้งสองคนก่อนหน้ายังถือว่าแข็งแกร่งกว่า ไม่เช่นนั้นเขาคงจะไม่มาปรากฏตัวในที่แห่งนี้แน่นอน

 

“ นายท่านสอง ยังคงรอคอยอีกสักพักค่อยลงมือเถอะ “

 

ทันทีมี่องค์ชายสองเตรียมที่จะลงมือ ทันใดนั้น ก็ได้มีคนที่สวมไว้ด้วยชุดสีแดงทางด้านหลังของเขา ค่อยๆก้าวเดินออกมา จ้องเขม็งไปทางด้านเยี่ยจงแล้วกล่าว เข้าเพียงแต่แค่เอ่ยปากกล่าวออกมา พลังความเย็นอันเข้มข้นที่ปกคลุมร่างกายอยู่ก็ได้แผ่กระจายออกมา ปกคลุมไปทั่งทั้งสี่ทิศ จนทำให้ผู้คนไม่น้อยต้องรู้สึกถึงความหนาวเย็นขึ้นมา

 

เห็นได้ชัดว่า คนผู้นี้ได้ทำการสังหารสิ่งมีชีวิตมานับไม่ถ้วน ไม่เช่นนั้นแล้วคงจะไม่มีรังสีเช่นนี้ออกมาได้

 

“ ซวบ “

 

ไม่มีคำพูดไร้สาระแม้เพียงเศษเสี้ยว บุรุษชุดโลหิตผู้นี้จ้องมองไปทางด้านเยี่ยจงอย่างรุนแรงคราหนึ่ง แล้วก็ใช้มือตบออกไป วินาทีนั้นก็ได้พบเห็นกรงเล็บโลหิตขนาดเท่าภูเขาลูกเล็กๆก็มิปาน ประทับลงสู่พื้นดินบริเวณที่เยี่ยจงอยู่เข้าไป

 

ยอดฝีมือมากมายที่มุงดูต่างก็แสดงความหวาดกลัว การลงมือของคนนี้ถือว่าร้ายกาจยิ่ง อีกทั้งยังปิดทางหนีทีไล่ทุกทาง ความจริงพลังฝีมือของคนผู้นี้น่าจะอยู่ในระดับขั้นก่อฟ้าขอบเขตความสำเร็จใหญ่ ไม่เช่นนั้นแล้วก็คงจะมิอาจที่จะแสดงพลังออกมาเช่นนี้ได้

 

“ กรงเล็บโลหิต หนึ่งในทักษะของปีศาจโลหิตงั้นหรือ ? “ เยี่ยจงจ้องเขม็งไปที่การโจมตีนี้ เอ่ยปากขึ้นมาเสียงดัง เขาก็ได้พลิกฝ่ามือทั้งสองข้างขึ้นมาทันที แล้วก็พบว่าบริเวณใจกลางฝ่ามือนั้น ก็ได้มีเตาสีทองขนาดนั้นปรากฏขึ้นมาชิ้นหนึ่ง แล้วเขาก็ได้ขยับมันไปมา มุ่งหน้าเข้าสังหารบริเวณท่ามกลางอากาศเข้าไป

 

“ เป็นเพียงแค่ทักษะยุทธ์ระดับปราณขั้นสูง ยังกล้าที่จะเอาให้ใช้ให้ขายขี้หน้าผู้คนอีกนะ “ บุรุษชุดโลหิตลงมือพร้อมทั้งกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา ฝ่ามือกดทับลง วินาทีนั้นก็ได้พบกับเตาทองขนาดใหญ่ส่งเสียงดังไปมา จนเสียงจากการปะทะกันครั้งสุดท้าย แม้แต่เศษฝุ่นก็ยังเลือนหายไป

 

เพียงแต่ว่า บุรุษชุดโลหิตผู้นี้ยังคงยิ้มได้อย่างเยือกเย็นโดยสิ้นเชิง ทันใดนั้นเขาก็ได้หรี่ตาลง นั้นก็เพราะว่าทันใดนั้น ได้ว่าเงาร่างสายหนึ่งได้เข้าไปบริเวณทางด้านหน้าของเขา และจากนั้นก็มีมือข้างหนึ่งคว้าออกไปที่คอหอยของเขา จากนั้นก็ได้กดร่างกายของเขาลงสู่พื้นดินอย่างรุนแรง

 

“ ซูม “

 

ในทันทีที่บุรุษชุดโลหิตยังมีการตอบสนองกลับมาไม่ทัน ทั่วทั้งศีรษะก็ได้ถูกเยี่ยจงกดทับลงบนพื้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นเยี่ยจงก็ได้ก้าวขึ้นไปทางด้านหน้า เท้าข้างหนึ่งเหยียบไว้ที่ศีรษะ จากนั้นก็บิดไปมาอยู่หลายครา พร้อมทั้งเงยหน้าขึ้น กล่าวหัวเราะด้วยเสียงเบา “ พวกเจ้าเด็กน้อยแห่งรัฐเสวี่ยหยวนหวังเฉา ต่างก็อ่อนแอเช่นนี้งั้นหรือ ? “

 

ฉากเบื้องหน้าที่เกิดขึ้นได้ทำให้ผู้คนไม่น้อยต้องกรอกตาไปมา ผู้ลงมือนั้นได้ใช้ออกมาด้วยทักษะชนิดหนึ่งของปีศาจโลหิต ในด้านพละกำลังจัดได้ว่าแข็งแกร่งอย่างถึงที่สุด อีกทั้งแน่นอนว่ายังมีความมั่นใจในการฝึกปรือของตนเอง มิเช่นนั้นแล้วในช่วงเวลาที่องค์ชายสองแห่งรัฐเสวี่ยหยวนหวังเฉาลงมือ แต่ว่าบุคคลเยี่ยงนี้ กลับมิอาจมีค่าพอที่จะแม้แต่ยืนอยู่ด้านหน้าของเยี่ยจงได้เลย ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่น่าแตกตื่นเป็นอย่างยิ่ง

 

เพียงแค่กระบวนท่าเดียว ตนเองก็ได้ต่อสู้พ่ายให้กับฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่ทราบสาเหตุ ทันใดนั้นเองสีหน้าองค์ชายสองแห่งรัฐเสวี่ยหยวนหวังเฉาเปลี่ยนเป็นปั้นยากอย่างถึงที่สุด ภายใต้องค์ชายทั้งสามแห่งรัฐเสวี่ยหยวนหวังเฉา เขาถือได้ว่าเป็นผู้ที่ไม่มีความคุ้นเคยกับด้านพลังในตระกูลผู้หนึ่ง อีกทั้งนับได้ฝากตัวเป็นศิษย์กับสำนักโบราณตั้งแต่ยังเล็ก ในครั้งนี้ถือเป็นสถานการณ์พิเศษ ถึงได้เข้ามายังสมรภูมิฮวงกู่ และมายังสมรภูมิฮวงกู่ยังไม่ถึงครึ่งปี เขาก็ได้ทราบว่าพี่น้องของตนเองอีกคนได้ตายตกลงด้วยน้ำมือของเจ้าเด็กน้อยที่เรียกขานกันว่าเยี่ยจงผู้นี้อีกครั้ง ดังนั้นเขาจำต้องออกหน้า เพื่อที่จะล้างอายในฐานะองค์ชายรัฐเสวี่ยหยวนหวังเฉา

 

แต่ว่า การต่อสู้ของตนเองกับอีกฝ่ายในตอนนี้ ถือได้ว่าเป็นการพ่ายแพ้ที่เป็นดั่งความอัปยศเลยก็ว่าได้

 

ทันใดนั้นเอง นัยน์ตาขององค์ชายสองแห่งรัฐเสวี่ยหยวนหวังเฉาก็ได้สาดประกายขึ้น เขาเป็นถึงองค์ชายสองอันสูงศักดิ์ มีความภาคภูมิทรนงของตนเอง การที่ถูกทำให้อับอายเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้น เส้นทางสายยุทธ์ที่เขาเลือกเดินสายนี้ ก็ถือเป็นความความหยิ่งทะนงของตนเอง

 

“ ตูม “

 

ทันใดนั้นเอง องค์ชายสองแห่งรัฐเสวี่ยหยวนหวังเฉาใช้มือขวาตบออก ทางด้านหลังก็ได้มีปีกค้างคาวปรากฏออกมา จากนั้นเขาก็ได้ขยับมือทั้งสองข้าง แล้วก็ได้พบเห็นกับหยาดลิตสีแดงน้ำไม่ถ้วนไหลเวียนไปมาอยู่บนร่างกายของเขา จากนั้นเขาก็ได้ขยับร่างอีกครา แล้วก็ได้มีร่างของค้างคาวโลหิตปรากฏขึ้นมาเป็นสายก็มิปาน มุ่งหน้าเข้าสังหารไปยังบริเวณที่เยี่ยจงอยู่ เป็นการโจมตีที่น่าหวาดเกรงอย่างไร้ที่เปรียบ

 

เยี่ยจงกรอกนัยน์ตาไปมา ในระหว่างการลงมือของคนผู้นี้ ก็ถือได้ว่าเป็นพลังความสามารถที่ยอดเยี่ยมชนิดหนึ่ง อีกทั้งยังมีเบื้องหลังที่แข็งแกร่ง มิใช่เป็นสิ่งที่สองพี่น้องขยะจะสามารถเปรียบเทียบได้

 

วินาทีนั้นเอง เยี่ยจงก็ได้พลิกมือทั้งสองจนสร้างตราสัญลักษณ์ขึ้น และจากนั้นก็ได้พบเห็นการเคลื่อนไหวของเขา กระบี่ตราประทับได้ปรากฏขึ้นมาเป็นสาย จนปรากฏขึ้นมาอยู่บริเวณทางด้านหน้าของเขา ห่างจากเยี่ยจงเพียงเล็กน้อย สาดส่องทอเป็นประกายออกไป

.

.

.

.

 




NEKOPOST.NET