เทพยุทธ์สะท้านภพ ตอนที่ 223 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

เทพยุทธ์สะท้านภพ

Ch.223 - โหยวเหลียน


ตอนที่ 223              โหยวเหลียน

 

“ ร่วมมือ ? “ เยี่ยจงขมวดคิ้ว “ ข้าไม่คิดว่าระหว่างพวกเราจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันที่ใด “

 

“ อย่าได้กล่าวเช่นนี้ เจ้าข้าต่างก็เรียกได้ว่าเป็นผู้ที่มาจากสำนักเพียงผู้เดียว มีบางเรื่องที่เมื่อได้เจอแล้วจำเป็นที่จะต้องมีคนร่วมมือกันหลายคน มิใช่งั้นหรือ ? “ หญิงสาวชุดดำยิ้มอย่างทรงเสน่ห์ จากนั้นก็ได้พบว่านางได้เดินเข้ามาด้วยตนเองนั่งลงตรงเก้าอี้หินตรงข้ามเยี่ยจง จากนั้นก็สะบัดมือออก วินาทีนั้นก็ได้พบเห็นผลไม้ปราณและสุราปราณวางไว้อยู่บนโต๊ะศิลา อีกทั้งนางเองก็ยังทำท่าทีเชื้อเชิญอีกทางหนึ่ง 

 

เยี่ยจงกวาดสายตามองไปยังผลไม้ปราณและสุราปราณที่วางอยู่บนโต๊ะคราหนึ่ง สีหน้าสงสัย ผลไม้ปราณและสุราปราณเหล่านี้ยังถือได้ว่าถูกจัดได้ยอดเยี่ยมยิ่งไปกว่าเมื่อครั้งก่อนที่อยู่ที่งานพิธีถวายพระพรองค์ราชารัฐต้าโจวอยู่หลายส่วน และยังนำสิ่งของพวกนี้พกพาติดตัวอยู่ตลอด หญิงสาวผู้นี้ย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

 

“ ตอนนี้ พวกเราก็สามารถสนทนากันดีๆได้แล้วกระมั่ง ? “ หญิงสาวชุดดำก็รินสุราปราณใส่จอกให้แก่เยี่ยจงด้วยตนเอง เอ่ยปากออกมาเบาๆ สุราปราณจอกนี้ได้ถูกบ่มเพาะไว้ด้วยยาปราณนับสิบชนิด เพียงแค่จอกเดียว ก็สามารถที่จะฟื้นฟูพลังให้กลับมาเต็มเปี่ยมได้ หากว่าถ้าได้กลืนลงไปแล้ว ก็ทำให้ผู้ที่ได้ดื่มได้รับประโยชน์มากมายไม่น้อย

 

เยี่ยจงเคร่งเครียดมองฝ่ายตรงข้ามอยู่นาน หลังจากนั้น เขาก็ได้หัวเราะออกมา แล้วก็รับจอกสุราเอาไว้ แล้วก็ค่อยกลืนลงไป เขาก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า ถ้าหากร่วมมือกับอีกฝ่ายแล้ว ที่แท้จะเป็นเรื่องราวเช่นไรกัน

 

ทว่า เมื่อพบเห็นการกระทำของเยี่ยจง หญิงสาวชุดดำก็มิได้มีอาการรีบร้อนแต่อย่างไร เพียงแต่เด็ดผลไม้ปราณมา ลดผ้าคลุมที่ปิดบังอยู่บนใบหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้าอันแดงระเรื่อที่สามารถทำให้ผู้ที่เห็นใจเต้นไปมาได้

 

ความรู้สึกเช่นนี้ถือได้ว่าเป็นความงามคนละแบบกับนางเซียนชิงหญิงแห่งลัทธิหรูเซียน ความงามของนางเซียนชิงหญิงเป็นเหมือนดั่งภาพวาดที่มาจากน้ำหมึกก็มิปาน งดงามและบอบบาง แต่ว่าหญิงสาวที่เปิดเผยใบหน้าอันอ่อนช่อยออกมานางนี้ ก็เป็นความงดงามเฉิดฉายส่องสว่างไปทั่วทั้งสี่ด้านชนิดหนึ่ง ความงามทั้งสองสาย เป็นสิ่งที่ไม่เหมือนกันเลย แต่ว่าก็สามารถดึงดูดสายตาผู้คนจนใจสั่นไหวได้เช่นเดียวกัน

 

ในตอนนี้เยี่ยจงก็สามารถพอที่จะคาดเดาโดยร่วมได้แล้ว หญิงสาวชุดดำเบื้องหน้าสายตาผู้นี้เป็นผู้ที่มาจากเหวินเจี่ยเซินเจรียว

 

“ หรือไม่ก็เป็นนางเซียนที่มาจากลัทธิหรูกัน ? “ การคาดเดาอันน่าหวาดกลัวเช่นนี้ หากว่าเป็นเช่นนั้นจริงแล้วละก็ หญิงสาวผู้นี้ก็มีที่มาที่ไปน่าแตกตื่นอยู่หลายส่วนเลยทีเดียว


“ เป็นไร ข้าดูดีมากงั้นหรือ ? เจ้าเอาแต่จ้องมองข้า คิดที่จะแต่งเข้ามาเป็นเขยสำนักข้าอย่างงั้นหรือ ? “ หญิงสาวเงยหน้าขึ้น มองไปที่เยี่ยจง ริมฝีมือขยับไปมาเล็กน้อย ถามคำถามที่เต็มไปด้วยความใจกล้าเต็มสิบส่วน

 

เยี่ยจงหัวเราะอย่างไร้เสียง แต่ก็มิได้ตอบกลับคำถามนี้

 

หญิงสาวชุดดำมองไปแล้วก็ร้อง”อุ้ย”แล้วยิ้มออกมา จนทำให้ผู้คนสับสนวุ่นวาย ร่างกายที่โค้งเว้าเป็นสัดส่วนไม่มีขาดหาย จนทำให้ผู้คนจำต้องมองจนตาละลาน


ไม่นานนัก สุราได้ผ่านลำคอไป ผลไม้บนโต๊ะศิลาก็ได้ถูกทั้งสองคนทานจนกระจัดกระจาย


หญิงสาวชุดดำยืนขึ้น หลังจากนั้นก็ได้ยืนแขนยื่นยาวออกไปบิดขี้เกียจคราหนึ่ง แล้วก็กล่าวออกมา “ เอาละ ตอนนี้สุราก็ดื่มไปแล้ว สิ่งของก็ทานไปแล้ว พวกเรามิใช่สมควรที่จะถกถึงประเด็นเรื่องการร่วมมือกันแล้วดีหรือไม่ ? “

 

“ หากว่าเพียงเพื่อเรื่องที่เกี่ยวกับตำนานของสำนักมายาโลหิต เกรงว่าพวกเราจะไม่เหมาะสมที่จะร่วมมือกันกระมั่ง ? “ เยี่ยจงตอบกลับไป


“ ต่อให้พวกเราร่วมมือกันในด้านตำนานของสำนักมายาโลหิตก็ตาม การที่จะได้มาก็ใช่ว่าจะง่ายดาย อย่างอื่นอย่าได้กล่าวถึง เพียงแค่องค์ชายสิบสามแห่งหุบเขาตระกูลถัง หมิงหยี่แห่งหุบเขาหยินหยางเป็นต้นก็เรียกได้ว่ายากที่จะต่อกรด้วยแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น บ่วงมายาโลหิตยังต้องรอคอยอีกถึงสามเดือนกว่าจะเปิดขึ้น พวกเราก็ยังไม่จำเป็นที่จะต้องรีบร้อนร่วมมือกันในตอนนี้มิใช่หรือ ? " หญิงสาวชุดดำส่ายหน้า


“ เช่นนั้นความหมายของเจ้าก็คือ ........ “ เยี่ยจงขมวดคิ้ว ในเวลาเดียวกันก็คิดไม่เข้าใจ นอกเสียจากตำนานของสำนักมายาโลหิตแล้ว ยังมีเรื่องใดที่ต้องร่วมมือกันอีก


“ ข้ามองเห็นแววตาของเจ้าแล้ว กว่าครึ่งก็น่าจะมีส่วนที่ทำความเข้าใจเกี่ยวกับตำนานของวาสนาเพียงสายเดียวอยู่บ้างกระมั่ง ? “ หญิงสาวชุดดำเอ่ยออกมาเสียงแผ่วเบา


เยี่ยจงตอบกลับไปว่า “ กล่าวตามความสัตย์จริง ข้าเพียงทราบแค่ว่าวาสนาเพียงสายเดียวได้อยู่ภายใต้สมรภูมิฮวงกู่ในครั้งนี้ ทว่าจนถึงตอนนี้ข้าก็ยังไม่แน่ใจนัก ว่าวาสนาเพียงสายเดียวนั้นที่แท้คืออันใดกัน “


“ ท้องพิภพมีนับห้าสิบชนิด ได้ใช้สิ้นไปแล้วเจ็ดสิบเก้า เป็นดั่งคำสั่งจากฟ้า ฟ้าสูญไปอีกหนึ่ง หลงเหลือไว้แต่ชีวิตเพียงหนึ่งสาย “ หญิงสายชุดดำกล่าวออกมาอย่างสงสัย แล้วก็ค่อยๆกล่าวต่อ “ และชีวิตเพียงสายเดียวนี้ เป็นไปได้ว่า น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับการแย่งชิงของว่สนาเพียงสายเดียว เพียงแต่ว่า ก่อนที่มันจะปรากฏตัวออกมา ก็คงไม่มีพวกเราคนใดที่จะทราบได้ ว่าที่แท้มันคือสิ่งใด เพียงแต่ว่า ปีศาจไร้ขอบเขตกับพลักดันเช่นนี้ น่าจะมีส่วนที่ทราบเรื่องราวมากกว่าเรานะเพียงสักนิด…… “

 

 “ เยี่ยจงมิได้ใส่ใจต่อคำพูดอีกครึ่งประโยคหลังของหญิงสาวชุดดำ เขาเพียงแค่ขมวดคิ้วไปมา ยื่นมือออกมาเคาะไปที่โต๊ะไปมา หลังจากนั้น เขาก็ได้ทอสีหน้าสงสัยมองไปยังหญิงสาวชุดดำ ขมวดคิ้วแล้วถาม “ เจ้าว่าชีวิตเพียงสายเดียวก็วาสนาเพียงสายเดียว หรือว่า ดินแดนซีฮวงจะถูกทำลายงั้นหรือ ? “

 

“ ใช่ว่าจะถูกทำลายหรือไม่ ข้าก็มิอาจทราบได้ แต่เท่าที่ข้าทราบ ย่อมต้องสามารถที่จะเปลี่ยนฟ้า ไม่ว่าจะเป็นกู่กวอ ไท่กู่หลิงซาน หรือว่าจะเป็นแท่นราชันเทพเซียนในตำนาน หากว่าไม่เตรียมการรับมือเอาไปแต่เนิ่นๆ เช่นนั้นก็คงได้แต่นับวันเดือนถอยหลัง จักรวาลพลิกผัน “ หญิงสาวชุดดำเอ่ยปากตอบกลับไป “ ทว่า นี้เป็นเพียงความคิดเห็นของข้าเพียงคนเดียวเท่านั้น แล้วก็ยังคำพูดนั้น ที่ปีศาจไร้ขอบเขตกล่าวออกมาสมควรที่จะทราบเกี่ยวกับเรื่องนี้มากกว่าแน่นอน นั้นก็เพราะว่าปีศาจไร้ขอบเขตนั่นต่างก็มีจุดยืนอยู่อีกทางด้านหนึ่งของดินแดนซีฮวง อีกทั้งยังมีความสามารถในการท่องภพชั้นบนอีก เพียงแต่ว่า สิ่งที่สมควรตะหนักที่สุดกผ้คือเพราะเหตุใดปีศาจไร้ขอบเขตถึงได้ออกมาเพื่อเข้าร่วมกับการเปิดของสมรภูมิฮวงกู่ในครั้งนี้ได้จึงถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่สุด “

 

“ วาสนาเพียงสายเดียวนั้น มีความสำคัญถึงเพียงนั้นเชียว ? “ เยี่ยจงเกิดความงุนงงเล็กน้อย การที่จะสามารถดึงดูดปีศาจไร้ขอบเขต ถึงกับทำให้เขาปล่อยวางดินแดนทางด้านบน วาสนาเพียงสายเดียวนี้ ก็ช่างน่าหวาดเกรงเสียจริง

 

 “ เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าจะร่วมมือกับข้าหรือไม่ ? พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องกระทำเรื่องราวใด ต่อให้ปีศาจไร้ขอบเขตได้เข้ามายังที่แห่งนี้เพียงตนเดียวก็ตาม อีกทั้งยังมีชนชาวกู่กวอ สิ่งมีชีวิตจากเขาไท่กู่หลิงซานต่างก็ต้องจัดการให้หมด เพื่อที่จะได้เตรียมความพร้อมเอาไว้แต่เนิ่นๆ ไม่เช่นนั้นเมื่อมาจนถึงช่วงเวลาแห่งความวุ่นวาย พวกเราก็คงไม่เหมาะที่จะลงมือ ? ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าหากว่าโชคดีแล้วละก็ ยังอาจที่จะทราบข่าวสารที่พวกเราต้องการจากพวกเขาได้ “ หญิงสาวชุดดำหัวเราะ เมื่อนางได้กล่าวถึงเป้าหมายในการมาของนางในครั้งนี้ ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ ก็เพียงพอที่จะทำให้เยี่ยจงไร้คำจะกล่าวต่อออกมาได้

 

 ในตอนนี้แม้แต่เยี่ยจงเองก็ยังมองไม่ออกว่าหญิงสาวนางนี้แท้จริงมีความสามารถเช่นไร แต่ว่าต่อให้นางอ่อนแอมากกว่านี้ อย่างน้อยก็ต้องมีความสามารถอยู่ในระดับขั้นก่อเกิดระดับที่แปดขอบเขตขุมพลังปราณแล้ว บุคคลเยี่ยงนี้ เมื่อเพิ่มตนเองเข้าไป ถ้าหากว่าภายในสามเดือนนี้สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของเด็กน้อยเหล่านี้ได้แล้วละก็ เกรงว่ายังคงต้องจัดการกับผู้คนไม่น้อยเลยทีเดียว เพียงเพราะเพื่อเป็นการปูทางสู่การแย่งชิงในตอนสุดท้ายของบ่วงมายาโลหิต

 

“ เป็นไร ? เจ้าจะยอมรับหรือไม่ หากว่าเจ้าไม่ยอมรับแล้วละก็ ไม่แน่ว่าในครั้งต่อไปที่พวกเราได้พบเจอกัน ข้าก็จะหาคนที่สามารถร่วมมือได้เพื่อที่จะต่อกรกับเจ้า “ หญิงสาวชุดดำเอ่ยออกมาด้วยความเสน่หา

 

“ นี้ถือว่าเจ้าช่วยเหลือข้างั้นหรือ ? “ เยี่ยจงอมยิ้ม

 

“ มิใช่การช่วยเหลือ แต่เป็นความเป็นจริง ในตอนนี้ข้ายังมีเรื่องที่ต้องทำ เพียงแต่ว่าจะร่วมมือกับผู้ใดก็เท่านั้น “

 

“ ยังไม่รีบชี้แนะละ “ เยี่ยจงยืนขึ้น กล่าวออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา

 

“ เจ้าสามารถเรียกข้าว่าโหยวเหลียน(ดอกบัวสันโดษ) “ หญิงสาวชุดดำกล่าวเสียงแผ่วเบา

 

“ โหยวเหลียนงั้นหรือ ? “ เยี่ยจงหัวเราะ จากนั้นก็ได้ยื่นมือออกทำท่าบิดขี้เกียจ ตอบกลับไป “ เอาเถอะ ข้ากับเจ้าร่วมมือกัน แต่ว่า ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ใดๆที่ได้รับนับจากนี้เป็นต้นไป เจ้าข้าจะต้องแบ่งกันอย่างเท่าเทียม “

 

“ นั้นย่อมแน่นอน เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนที่ไม่รักษาสัจจะเช่นนั้นหรอกหรือ “ โหยวเหลียนยิ้มอย่างมีเสน่ห์ จากนั้นนางก็ได้โบกมือคราหนึ่ง แล้วก็นำรองเท้าผ้าคู่หนึ่งออกมา กล่าวออกไป “ นี้เป็นรองเท้าเหินเมฆา ในครั้งนี้ที่พวกเราจะต้องกระทำเรื่องใหญ่ ก็ต้องเคลื่อนไหวอย่างไร้ร่องรอย ต้องระวังไว้ให้ดี สิ่งของชิ้นนี้ถือว่าข้ามอบให้แก่เจ้าก็แล้วกัน “

 

เยี่ยจงมองไปรองเท้าผ้าในมืออยู่คราหนึ่ง ใบหน้าก็ได้ปรากฏอาการแตกตื่น วัตถุชิ้นนี้ภายนอกแม้จะธรรมดา แต่ว่าก็ถือได้ว่าเป็นสมบัติปราณระดับล่าง แต่ว่าการใช้งานถือว่ามีอยู่ไม่น้อย การที่จะสามารถทำให้เขาสามารถหยุดอยู่ท่ามกลางอากาศเพียงชั่วครู่ ความจริงแล้วอย่างน้อยก็ต้องฝึกฝนจนถึงระดับพลังขั้นก่อฟ้าขอบเขตปราณหมุนรอบจึงจะสามารถกระทำได้

 

ถึงแม้ว่าก่อนหน้าที่เยี่ยจงลอยบนฟ้าได้ แต่ว่าก็จำต้องสูญเสียพลังเป็นจำนวนมาก แต่ว่าเมื่อได้มีวัตถุชิ้นนี้ ก็สามารถที่จะลดทอดการสูญเสียของพลังไปได้อย่างมาก

 

“ สิ่งของชิ้นนี้ ข้าจะไม่คืนให้แก่เจ้าแล้วนะ “  เยี่ยจงกล่าวออกไปอย่างไม่เกรงใจเมื่อได้รับรองเท้าเหินเมฆา แล้วก็ยิ้มออกมา

 

“ นี้ถือเป็นของกำนัลแรกพบก็แล้วกัน ไปกันเถอะ พวกเราเสียเวลาไปไม่น้อยแล้ว “ หลังจากที่สิ้นเสียง ร่างกายของโหยวเหลียนก็ได้พุ่งทะยานออกไปก่อน


เยี่ยจงก็ได้ขยับร่างคราหนึ่ง ติดตามไปอย่างรวดเร็ว ในตอนนี้ทั้งสองคนก็ได้เหยียบย่างอยู่บนท้องทะเล ด้วยความเร็วที่มากจนถึงขีดสุด


“ ถ้าเป็นเช่นนี้พวกเราชิงลงมือกับองค์ชายสิบสามแห่งหุบเขาตระกูลถังกันก่อน ข้านั้นมีความสนใจต่อดวงตาปราณของเขาเป็นอย่างยิ่ง หากว่าสามารถตรวจสอบดูสักรอบ ก็ถือได้ว่ามีประโยชน์ต่อเจ้าข้าเช่นเดียวกัน “ เยี่ยจงเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา เสนอเป้าหมายออกมา


“ เป้าหมายของเจ้าเด็กน้อยก็สูงเกินไปแล้ว ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับเขาจริงแล้วละก็ ก็ยังมิอาจที่จะเผชิญหน้ากันซึ่งๆหน้า ทว่าข้าก็รู้สึกได้ว่านกฮวางเชวียนนั้นก็ไม่เลว เผ่าพันธุ์ของพวเขาความจริงแล้วมีความน่ากลัวดั่งเทพเซียน หากว่าสามารถทราบความสามารถ ข้าก็อยากเข้าไปทำการแสดงดูสักครา “ หลังจากที่โหยวเหลียนครุ่นคิด ก็ได้เสนอความคิดออกมา

 

ไม่ว่าจะเป็นองค์ชายสิบสามแห่งหุบเขาตระกูลถัง แล้วก็ยังมีนกฮวางเชวียน ต่างก็ถือได้ว่าเป็นการมีอยู่ในจุดสูงสุด ยอดฝีมือธรรมดายากที่พบเจอพวกเขาได้ คาดว่ามีโอกาสเพียงสามส่วนเท่านั้นที่จะถอยหนีออกไปได้ แต่ว่าในขณะที่เยี่ยจงและโหยวเหลียนทั้งสองคนกำลังถกปัญหาว่าจะจัดการกับผู้ใดก่อน หากว่าเรื่องนี้ได้แพร่กระจายออกไป ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนไม่น้อยต้องอ้าปากตาค้างได้ ด้วยความยากที่จะเชื่อ

 

 ในขณะที่ร่างกายของทั้งสองคนกำลังมุ่งหน้าไปทางด้านเกาะร้างที่อยู่ใกล้กับบ่วงมายาโลหิต ร่างกายก็ได้เดินออกไปอย่างไม่หยุดนิ่ง ไม่นานหลังจากนั้น ทั้งสองคนต่างก็สบสายตาแล้วก็ผ่อนลมหายใจออก

 

“ คิดไม่ถึงว่าเด็กน้อยเหล่านั้นจะระมัดระวังถึงเพียงนี้ แต่ละคนถึงกับใช้วิธีร่วมมือกัน คิดที่จะลอบโจมตีคงจะยุ่งยากอยู่ไม่น้อย “ โหยวเหลียนสูดหายใจ ตลอดรายทางมาพวกเขาก็ได้พบกับกำลังพลทั้งคนม้าอยู่หลายกลุ่ม อีกทั้งยังมีผู้ที่มากความสามารถอยู่ถึงอย่างน้อยสามคน จึงทำให้พวกเขารู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้ายิ่ง นั่นก็เพราะว่าเมื่อต้องต่อกรกับบุคคลเหล่านี้ขึ้นมา คงไม่ใช่เรื่องที่สามารถกระทำได้ครั้งสองครั้งก็สำเร็จได้ หรือถ้าหากว่าตกอยู่ในวงล้อม ต่อให้เป็นผู้ที่มีพลังฝีมืออย่างเยี่ยจงทั้งสองคน ก็ยังต้องยุ่งยากอย่างมากเมื่อต้องถอนตัวออกมา

 

 “ เด็กน้อยเหล่านี้อย่างน้อยก็ยังไม่ได้คิดที่จะกระทำเรื่องใดอย่างชัดเจน แต่ยังไงเสียก็ต้องมีการตัดสินใจสักนิดอยู่แล้ว เรื่องนี้จัดการได้ง่ายยิ่ง “ เยี่ยจงเอ่ยปากกล่าวเสียงเบา จากนั้นเขาก็ได้ทอดสายตามองไปอีกทางด้านหนึ่งอย่างกะทันหัน แล้วก็ได้ค่อยขยับเล็กน้อยแล้วกล่าว “ ดูเหมือนว่า ยังคงเป็นองค์ชายสิบสามของพวกเราดีที่สุด เขาไม่เพียงแต่เป็นคนที่เหมาะสมแก่การร่วมมือ อาจจะเป็นถึงกลายเป็นพรรคพวกเลยก็เป็นได้ "

 

 หลังจากที่เงียบงัน โหยวเหลียนก็ได้มองลงไป แล้วก็พบว่า บนผิวทะเลในตอนนี้ก็ได้มีเรือรบสีเหลืองทองลำหนึ่งเพิ่มขึ้นมา องค์ชายสิบสามก็ได้ยืนอยู่ในที่แห่งนั้น ดวงตาที่สามของเขาก็ได้ถูกเบิกขึ้นมาในตอนนี้ จ้องมองไปยังพื้นที่ทิศทางทางด้านของตึกใหญ่สีโลหิตนี้ ใบหน้าเผยออกมาให้เห็นถึงความกลัดกลุ้มออกมา

 

 “ ข้าเกือบจะลืมเลือนไปแล้ว ท่ามกลางตำนานของเนตรที่สามของเขา ที่สามารถทะลวงการป้องกันทั้งมวลได้ ขอเพียงแค่มองเห็นลักษณะที่แท้จริง หรือไม่ก็ ผู้ที่ทราบความลับเกี่ยวกับบ่วงมายาโลหิตในตอนนี้ หรือว่าจะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับวาสนาเพียงสายเดียวมากที่สุดในตอนนี้ ก็คงจะเป็นเขาแล้วละ “ โหยวเหลียนราวกับนึกขึ้นมาได้อย่างกะทันหันก็มิปาน กล่าวเสียงแผ่วเบา เผยให้เห็นถึงสีหน้าครุ่นคิดขึ้นมา “ ดีมาก ถ้างั้นพวกเราก็ลงมือกับเขาเป็นคนแรก ดูว่าที่แท้จะทราบอันใดจากเขาได้บ้างใช่หรือไม่ ? “

.

.

.

.

 

 




NEKOPOST.NET