เทพยุทธ์สะท้านภพ ตอนที่ 218 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

เทพยุทธ์สะท้านภพ

Ch.218 - ประตูชั้นที่สอง


ตอนที่ 218 ประตูชั้นที่สอง

 

 

ยอดฝีมือต่างก็เกิดความวุ่นวายขึ้น นั้นก็เพราะว่าต่อมาต่างก็กำลังแย่งชิงกันเพื่อเข้าสู่ภายในท่ามกลางห้องโถงใหญ่ ภายใต้สานการณ์ที่ยอดฝีมือทั้งหลายกำลังมองดูอยู่นี้ เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีแม่แต่การระมัดระวังตัวเลยแม้แต่น้อย

 

ภายใต้สถานการณ์มากมายเช่นนี้ ยอดฝีมือทางด้านหน้าต่างก็เกิดความวู่วามจนไม่ทันระวังตัว ก็หลงเหลือยอดฝีมือเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น แต่ว่าไม่นานนักก็ได้มียอดฝีมือที่มาจากทางด้านหลังต่างก็ได้พุ่งขึ้นไปต่อ เมื่อได้พบเจอกับการป้องกันอันแข็งแกร่ง โดยส่วนมากต่างก็ได้กระจุยกระจายกันออกไป ไม่มีผู้ใดเลยที่สามารถทนทานความบ้าคลั่งที่กดดันเข้ามาเช่นนี้ได้ ในตอนนี้ก็ได้แต่ระวังป้องกันอย่างเงียบงัน เหมือนกับว่า มีบางอย่างสิ่งที่ขาดหายไปในตอนนี้ แต่ว่าก็ไม่มียอดฝีมือคนใดที่สามารถทราบได้ว่าเป็นสิ่งใดที่ขาดหายไป หากว่าจำเป็นที่จะต้องแลกด้วยยอดฝีมือเกือบร้อยคนที่จะทำลายการป้องกันเหล่านี้ ก็คงมีผู้คนไม่น้อยต่างก็ยินยอม เพียงแต่ว่าคงจะมิใช่ตนเองอย่างแน่นอน

 

ตลอดรายทางมานี้ ก็ได้พบเห็นห้องโถงอยู่ไม่น้อย และการปรากฏของห้องโถงในแต่ละครั้ง ก็ได้มีการปรากฏของสมบัติออกมาไม่น้อย จากนั้นก็เหมือนกับการดึงดูดยอดฝีมือมากมายให้ลงมือต่อกัน ทว่าเกี่ยวกับห้องโถงเหล่านี้ เยี่ยจงกลับไม่มีแม้แต่ความสนใจแม้แต่การชายตามองดู เพียงแต่เร่งระดับความเร็วเพื่อที่ได้เข้าไปยังส่วนลึก

 

กล่าวไปก็น่าแปลก หากมองจากทางด้านนอกของตึกใหญ่สีโลหิต กลับมิได้รู้สึกว่าจะมีความยากเย็นถึงเพียงนี้ แต่ว่า ภายในตึกใหญ่นั้นกับมีความกว้างขวางอย่างไร้ที่เปรียบ ยอดฝีมือมากมายต่างก็เดินทางอยู่ภายในอยู่หลายวัน แต่ก็ยังมิอาจที่จะเสาะหาส่วนลึกชั้นที่สองได้ อีกทั้งยังเสาะหาไปทั่วทุกที่แล้วด้วย

 

และในหลายวันมานี้ เยี่ยจงก็ได้มีโอกาสได้พบกับเงาร่างของหญิงสาวชุดดำเป็นบางคราว ความเคลื่อนไหวของนางมีความระมัดระวังเต็มสิบส่วน โดยส่วนมากแล้วจะหลบอยู่ตามหัวมุมที่ยากจะมองเห็น เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีส่วนเข้าแย่งชิงกับผู้คน ราวกับว่ากำลังกักเก็บเรี่ยวแรงพลังเอาไว้ทั้งหมด

 

การกระทำของนางก็ได้ทำให้เยี่ยจงรับรู้ถึงบางอย่าง การแก่งแย่งในตึกมายาโลหิตในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่แค่จะต้องใช้ออกด้วยพลังการต่อสู้ที่มาทั้งหมดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นก็ยังต้องใช้ความสามารถที่มีอยู่อีกทาง หากว่าในตอนที่สมบัติวิเศษที่สำคัญยังมิได้ปรากฏออกมา ตนเองก็ได้สูญเสียพลังการต่อสู้ไปทั้งหมดแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะต้องกลายเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างแน่นอน

 

ดังนั้น ตลอดการเดินทางมา เยี่ยจงก็ได้เลือกที่จะเก็บออมเรี่ยวแรงเอาไว้ แต่ก็ยังปรากฏผู้คนคอยโจมตีเข้ามา ก็เพียงแต่ลงมือเป็นบางครั้งเท่านั้น และก็ได้ช่วงชิงความได้เปรียบทางด้านความรวดเร็ว เพื่อที่จะเก็บออมพลังต่อสู้เอาไว้ การที่จะสามารถเก็บออมพลังเอาไว้ได้ จึงจะเรียกว่าเป็นผู้มีชัยในตอนสุดท้ายอย่างแท้จริง

 

ในวันนี้ เยี่ยจงก็ได้ค่อยๆที่จะเดินไปทางด้านหน้าอย่างช้าๆ ทันใดนั้นเอง ดวงตาของเขาก็ได้เคร่งเครียดขึ้น ก็ได้พบเจอกับกลุ่มคนที่ดูคุ้นเคยขึ้นกลุ่มหนึ่ง

 

หลิงเหยียนและคณะไม่ทราบว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ได้เข้ามารวมตัวกับกลุ่มคนภายในห้อง ที่ในตอนนี้เป็นดั่งห้องใหญ่แห่งหนึ่ง

 

“ พี่เยี่ยจง “ เด็กหนุ่มผมเงินไป่หยู่เป็นคนแรกที่พบเห็นเยี่ยจง เขาทอประกายแววตาเคร่งเครียดเล็กน้อย มองไปทางด้านเยี่ยจงแล้วทำมือคารวะ

 

ผู้คนมากมายต่างก็เงียบงันหันกายกลับมามองดู จ้องมองไปทางด้านของเยี่ยจงแล้วพยักหน้า สีหน้าประหลาดใจ กลุ่มผู้คนในตอนนี้ที่ได้ต่อสู้กันก็ได้ลดทอดลงไปกว่าครึ่ง เห็นได้ชัดว่า เพื่อที่จะได้เข้ามายังบริเวณที่แห่งนี้ ภายในส่วนลึกของสถานที่แห่งนี้ พวกเขาจำเป็นที่จะต้องจ่ายค่าตอบแทนไปมากมายมหาศาลถึงเพียงใด และจากที่เห็นเยี่ยจงในตอนนี้ กลับเป็นสิ่งที่ยากที่จะเชื่อได้

 

“ พี่ไป่หยู่ “ เยี่ยจงพยักหน้าเล็กน้อย และจากนั้นก็ได้หันกายไป จนมองไปยังทางด้านร่างของชายหนุ่มผมทองหลิงเหยียน หลังจากที่ได้กวาดตามองไปทางด้านของเขาแล้ว ก็ได้กล่าวด้วยน้ำเสียงดังกังวาน “ พี่หลิงเหยียนยังจำคำพูดก่อนหน้าที่ข้าได้กล่าวออกไปได้หรือไม่ ?​ “

 

“ ที่เจ้าบอกคือเรื่องอันใด ? “ หลิงเหยียนทอสีหน้าแปลกใจ หันศีรษะมองไปคราหนึ่ง

 

ก็ได้พบว่าทางด้านหลังของหลิงเหยียนในตอนนี้ได้เดินออกมาด้วยคนผู้หนึ่ง คนผู้นั้นก็คือเสวี่ยซินนั้นเอง เพียงแต่ว่าเสวี่ยซินในตอนนี้ก็ได้เต็มเปี่ยมไปด้วยตัวอักขระสีดำเข้ม เมื่อได้มองดูก็ทำให้รู้สึกได้ถึงความแปลกอย่างไร้ที่เปรียบ ดวงตาของเขาแดงซ่าน จ้องเขม็งไปที่เยี่ยจง ยิ้มเล็กน้อยอย่างเย็นชา

 

เยี่ยจงจ้องเขม็งอยู่เล็กน้อย เห็นได้ชัดอย่างยิ่งว่า หลิงเหยียนราวกับว่ามิได้ฟังในคำพูดที่คำจะจัดการกับเสวี่ยซินก็มิปาน อีกทั้งยังนำพาเขาเข้ามายังภายในตึกใหญ่โลหิตแห่งนี้ อีกทั้ง ภายในตึกใหญ่โลหิตแห่งนี้ เสวี่ยซินผู้นี้ย่อมต้องได้รับประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งไปแล้วอย่างแน่นอน จึงทำให้พลังฝีมือของเขามีการพัฒนาสูงขึ้น


“ พี่หลิงเหยียน นี้เป็นสิ่งที่ท่านต้องการอย่างงั้นหรือ ? “ เยี่ยจงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ได้จ้องเขม็งไปทางด้านหลิงเหยียนแล้วกล่าวออกมา

 

หลิงเหยียนหัวเราะออกมา สีหน้าไม่ทุกข์ร้อน “ พี่เสวี่ยซินเป็นผู้ที่พบปฏิหารด้วยตนเอง ไม่เกี่ยวอันใดกับข้า ยิ่งไปกว่านั้น ทุกคนก็มีความสัมพันธ์เพียงแค่ร่วมมือกันเท่านั้น ข้าคงมิอาจที่จะเข้าหาอันตรายเอง เพื่อให้ถูกฆ่าฟันหรอก ?​ “

 

“ กล่าวไปก็มิผิด “ เยี่ยจงพยักหน้า

 

“ เยี่ยจง ในครั้งนี้ เจ้าหนีไม่รอดแล้วละ “ ดวงตาสีแดงของเสวี่ยซินก็อดไม่ได้ที่จะทอความโกรธเกรี้ยวขึ้น เขาก้าวขึ้นไปด้านหน้า จ้องเขม็งไปที่เยี่ยจง จากนั้นก็ได้ยิ้มอย่างมีเลศนัย

 

ไป่หยี่ โหยวกู่ต่างก็ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย ทว่าแต่ก็มิได้กล่าวอันใดมากมาย เพียงแต่ถอยออกไปครึ่งก้าว เห็นได้ชัดว่าได้ตัดสินใจแล้ว แน่นอนว่าย่อมต้องไม่สอดมือยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้

 

“ สามครั้งแล้วนะที่ได้พ่ายภายใต้น้ำมือของข้า ครั้งก่อนเป็นเพราะว่าโชคดีที่หลุดรอดไปได้ ตอนนี้กลับมาหาที่ตาย หากว่าข้าเป็นเจ้าแล้วละก็ คงไม่กระทำเรื่องสิ้นคิดเช่นนี้แน่ “ เยี่ยจงหัวเราะเย็นชา ดวงตาทอประกายเย็นเยียบ

 

“ งั้นหรือ ?​ “

 

เสวี่ยซินหัวเราะอย่างเย็นชา ในครั้งนี้ที่เห็นเขาก้าวออกมา มือขวาก็ได้โบกออกไปทางด้านหน้า จู่ๆทันใดนั้นเอง ก็ได้พบเห็นประกายแสงสีโลหิตประทับเข้ามาครอบคลุมไปทั่วทั้งร่างของเยี่ยจง

 

เห็นได้ชัดว่า สมบัติปราณชิ้นนี้ อย่างน้อยน่าจะเป็นสิ่งที่พึ่งได้มาจากกล่องสมบัติลับที่อยู่ภายในท่ามกลางตึกใหญ่โลหิตแห่งนี้ และรัฐเสวี่ยหยวนหวังเฉานั้นเรียกได้ว่ามีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสำนักมายาโลหิตอย่างแน่นแฝ้น จนทำให้เขาสามารถได้รับสมบัติปราณเหล่านี้อย่างง่ายดาย

 

“ ตูม “

 

ประกายแสงสีโลหิตประทับราวกับเป็นกรงขัง มุ่งหน้าไปกดทับบริเวณที่เยี่ยจงอยู่ เห็นได้ชัดว่าคิดที่จะจัดการฆ่าสังหารเยี่ยจงให้ตายในครั้งเดียว


เยี่ยจงขมวดคิ้ว สมบัติลับชิ้นนี้สมควรที่จัดได้ว่าอยู่ในระดับขั้นเสมือนเซียน แต่ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ วัตถุชินนี้มาจากสำนักมายาโลหิต มิอาจที่จะใช้กฏเกณฑ์ทั่วไปได้ การที่จะสามารถใช้ออกเช่นนี้ได้ย่อมต้องมิใช่ความบังเอิญ


ทันใดนั้นต่อมาเยี่ยจงก็ได้เปลี่ยนตราประทับบนมือทั้งสองข้าง ชิ้นส่วนมายาก็ได้กรีดร้องออกมา จนทอประกายแสงขึ้น จนเกิดลมกรรโชกออกมา


“ ตูม “

 

สมบัติปราณทั้งสองชิ้นที่มีระดับเดียวกันได้ปะทะกันอยู่ท่ามกลางอากาศ วินาทีนั้นเองพื้นดินก็ได้ขยับสั่นไหวไปมา จนเกิดรอยร้าวกระจายไปทั่วทั้งสี่ทิศแปดด้านออกไป

 

“ ในครั้งนี้เจ้าต้องตายอย่างแน่นอนแล้ว “​ เสวี่ยซินตวาดออกมาอย่างดุร้าย ขยับมือขวาเล็กน้อย ก็ได้นำมีดบินด้ามหนึ่งออกไป ซัดออกไปทางด้านหน้า


“ ไสหัวไป “

 

เยี่ยจงก็ได้แปรไปใช้ออกด้วยมือขวาฟาดออกไป ใจกลางฝ่ามือก็ได้ใช้ออกไปด้วยพลังกระบี่ตราประทับชั้นที่สิบห้าแล้ว อีกทั้งยังมีพลังไอแห่งความตายซัดออกไป จนกระทบไปยังเสวี่ยซื่อ(ชื่อสมบัติปราณของเสวี่ยซินซิง*คึบโลหิต) เสวี่ยซื่อก็ได้ร่ำร้องดังออกมา แล้วก็ได้ลอยพุ่งออกไปในทันที กลับสู่ภายในฝ่ามือของเสวี่ยซิน

 

ร่างกายของเสวี่ยซินสั่นเทาขึ้นเล็กน้อย สีหน้าขาวซีด กระอักเลือดสดๆกระเด็นออกไป ราวกับเป็นอย่างที่เยี่ยจงได้คาดเดาเอาไว้ก็มิปาน พลังไอแห่งความตายนี้มีผลกระทบพิเศษต่อสิ่งของที่มาจากสำนักมายาโลหิตอยู่หลายส่วน เห็นได้ชัดว่า การสูญสลายของสำนักมายาโลหิตก่อนหน้านี้ มึความเป็นไปได้กว่าครึ่งท่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับพลังแห่งความตายนี้อยู่หลายส่วน

 

“ ครืน “

 

ท่ามกลางภายในอากาศ การปะทะกันระหว่างสมบัติเซียนก็ได้ถึงจุดสิ้นสุดลง ประกายสีโลหิตและชิ้นส่วนมายาก็ได้แบ่งตัวกันกระจายแสงกันออกไป กลับไปเข้าสู่ภายมือของผู้ใช้

 

สีหน้าของเสวี่ยซินปันยากขึ้น ก้าวขึ้นไปทางด้านหน้า เตรียมพร้อมที่จะลงมือต่อไป แต่ว่าในทันใดนั้นเองบริเวณทางด้านหน้าก็ได้มีประกายโลหิตพุ่งออกมา แล้วก็ได้กระจายตัวออกไป

 

“ ถึงแล้ว ถึงแล้ว “ ในที่ห่างออกไป ก็ได้มีเสียงตะโกนดังลอดออกมา เห็นได้ชัดว่าเหมือนกับค้นพบเส้นทางบางอย่างแล้ว

 

เยี่ยจงกวาดสายตามองไปที่เสวี่ยซินอย่างเย็นชาคราหนึ่ง ทันใดนั้นต่อมา เขาก็ขยับร่างคราหนึ่ง แล้วก็ทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดก็ได้มาถึงยังหัวมุมแห่งนั้น เช่นนั้นเขาก็คงไม่จำเป็นที่ต้องเสียเวลากับเสวี่ยซินในที่แห่งนี้แล้ว การฆ่าสังหารเสวี่ยซิน ยังคงมีโอกาสอยู่อีก เสวี่ยซินในตอนนี้ยังไม่มีความสำคัญนัก

 

ไม่แต่เพียงแค่เยี่ยจงเท่านั้น เสวี่ยซินเองก็ได้เปลี่ยนแปลงสีหน้าไปคราหนึ่ง แล้วก็ได้สะบัดมือออกอย่างรุนแรง แล้วก็ได้นำพาหลิงเหยียนและพวกเดินออกไปบริเวณทางด้านหน้า เป็นที่ชัดเจนว่า ทุกผู้คนต่างก็เข้าใจกันดี ในช่วงเวลานี้ยังมิใช่ช่วงเวลาที่สมควรแก่การช่วงชิงแต่อย่างไร

 

ยังคงหลงเหลือเส้นทาเอาไว้อยู่นับสิบลี้ แต่ว่าผู้คนในตอนนี้ต่างก็จิตใจกระวนกระวาย เพียงแค่ครู่เดียว ระยะทางเพียงแค่สิบลี้ก็ได้ลดลงไปอย่างรวดเร็ว และจากนั้นก็ได้มีประตูเหล็กอ่อนบานใหญ่ปรากฏขึ้นมาออกมาเป็นสาย

 

ประตูเหล็กอ่อนบานใหญ่นี้เป็นเหมือนดั่งประตูเหล็กอ่อนสามบานที่อยู่ดินแดนท้องทะเลภายนอกก็มิปาน อีกทั้งยังเต็มเปี่ยวไปด้วยบรรยากาศแห่งความเก่าแก่ และบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความลี้ลับ

 

ในตอนนี้ ทางด้านหัวไหล่ของประตูเหล็กอ่อนบานใหญ่ ราวกับว่าเป็นทางเข้าที่ทะลุเข้าสู่อีกดินแดนหนึ่งก็มิปาน

 

ผู้คนมากมายต่างก็ได้ยืนอยู่ตรงบริเวณด้านหน้าของประตู เงยหน้าขึ้นเหม่อมองไปยังประตูเหล็กอ่อนบานใหญ่ ใบหน้าประกฎไปด้วยความสงสัย

 

 “ คงมิใช่ว่าสถานที่แห่งเป็นสถานที่ก่อนหน้านี้ที่พวกเราได้เข้าไปที่เป็นส่วนชั้นนอกของตึกใหญ่หรอกนะ ? และทางด้านใน จึงจะเรียกได้ว่าเป็นใจกลาง นอกเสียจากว่าสถานที่แห่งนี้จะมิใช่ส่วนภายใน ? “ มีผู้คนส่งเสียงขึ้นมา  

 

คำพูดนี้ราวกับว่าเป็นคำพูดที่ออกมาจากจิตใจของผู้คนทั้งหมดก็มิปาน ทันทีที่สถานที่แห่งนี้มีผู้คนมาถึงอยู่ไม่น้อย ต่างก็เปลี่ยนสีหน้าคราหนึ่ง สีหน้าได้ปรากฏเต็มไปด้วยความยากที่จะเชื่อ หากว่าเป็นดั่งเช่นที่คาดเดาที่กล่าวไว้จริงแล้วละก็ เช่นนั้นขุมกำลังสำนักมายาโลหิตก็คงจะถือได้ว่ามีความน่าหวาดกลัวที่ยากจะคาดเดาเอาไว้ได้แล้ว เกรงว่า ต่อให้เป็นดั่งชาวรัฐกู่กวอ หรืออาจจะเป็นดั่งเช่นเหล่าขุมกำลังที่มีชื่อเสียงอีกทางด้านหนึ่ง อย่างไทกู่หลิงซานก็ยังยากที่จะนำมาเปรียบเทียบได้แล้วกระมั่ง ?

 

“ ไสหัวไปให้หมด “

 

เผ่าพันธุ์มนุษย์ยักษาก็ได้เดินออกมาจากภายในกลุ่มผู้คนในทันที เขาได้ยื่นมือทั้งสองออกมาเพื่อดันไปที่ประตูเหล็กอ่อนบานใหญ่บานนี้ แต่ว่าต่อให้เป็นเผ่าพันธุ์ที่มีพลังกล้ามเนื้อมหาศาล แต่ก็ยังมิอาจที่จะทำอันใดต่อประตูเหล็กอ่อนบานใหญ่ได้แม้แต่เส้นขน


“ เจ้าพวกโง่งมกลุ่มหนึ่ง “ มนุษย์ใบหน้าอสรพิษก็ได้ยิ้มอย่างเย็นชาออกมา มันในตอนนี้ที่ได้กลายร่างกลายเป็นมนุษย์ ก็ได้แต่เพียงอ้าปากออก ก็ได้พบเห็นประกายโลหิตพุ่งออกไปทางด้านบนของประตูใหญ่

 

“ ซูม “

 

ทันทีที่โลหิตสายนี้ได้กระทบเกาะติดกับประตูเหล็กอ่อนบานใหญ่นี้ ทันใดนั้นเอง โลหิตสายหนึ่งก็ได้แผ่กระจายออกมาจนทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวจนยากที่จะคาดคิดเอาไว้ได้ การเคลื่อนไหวสายนี้ก็ได้มีถึงจุดสูงสุดอย่างกะทันหัน เต็มเปี่ยมไปด้วยรสชาติแห่งการฆ่าฟัน

 

มนุษย์ใบหน้าอสรพิษผู้นั้นและมนุษย์ยักษาทองคำยังไม่ทันจะมีปฏิกิริยากลับมา ทันใดนั้นก็ได้ถูกบดขยี้จนกลายเป็นก้อนเนื้อแหลกเหลว และจากนั้นก็ได้หยุดความเคลื่อนไหวลง เหล่ายอดฝีมือที่อยู่ในระยะทางที่ไม่ห่างมากนักก็ได้ถูกก้อนโลหิตซาดกระเซ็นใส่

 

ยอดฝีมือทางด้านหลังร้องโหยหวนออกมา แต่ละคนก็ได้ใช้ออกด้วยสมบัติปราณของตนเองออกมา พื้นดินที่เหยียบอยู่ก็ได้สั่นไหวขึ้นมาในทันที

 

ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ก็ไร้ประโยชน์ สมบัติปราณไม่น้อยก็ได้ถูกทำลายลง ร่างกายของพวกเขาก็ได้แตกกระจายออก พลังทำลายอันน่าหวาดกลัวเช่นนี้ ถึงกับทำให้ผู้คนหวาดเกรงได้เลยทีเดียว

 

เยี่ยจงราวกับว่าไม่มีการตอบสนองได้ทัน ยังดีที่มีพลังฝีมือมากกว่าผู้อื่น ทันทีที่ร่างกายได้ขยับถอยหลบออกไปทางด้านหลัง จากนั้นเขาก็ได้นำชิ้นส่วนมายาออกมาทางบริเวณทางด้านหน้าเพื่อต้านรับ จึงจะสามารถที่จะต้านรับการเคลื่อนไหวเช่นนี้ลงได้

 

แต่ว่าในด้านพลังฝีมือของเยี่ยจงนี้ ก็ยังอดไม่ได้ที่จะต้องกระอักโลหิตออกมาคำหนึ่ง สีหน้าปั้นยากเต็มสิบส่วน

 

เพียงแค่ช่วงเวลาเพียงแค่นี้ ยอดฝีมือทั่วทั้งสนามก็ได้ลดน้อยลงไปกว่าครึ่ง หลังจากนั้นสักพัก เหล่ายอดฝีมือที่ยังมีชีวิตอยู่ต่างก็ได้ค่อยๆดันร่างกายลุกขึ้นมา บนใบหน้าก็ได้หลั่งไหลเต็มไปด้วยเหงื่ออันเย็นเยียบ

 

ไม่ว่าจะเป็นเผ่ามนุษย์ยักษาทองคำ แล้วก็ยังมีมนุษย์ใบหน้าอสรพิษ ต่างก็ถือได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความแข็งแกร่งเกินกว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่ว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้แค่ไม่ทันระวังก็ยังถูกการป้องกันบดขยี้จนตายตกลง ในข้อนี้ก็เพียงพอที่จะบอกกล่าวถึงความอันตรายในที่แห่งนี้ได้แล้ว

 

มียอดฝีมือไม่น้อยเลยที่เริ่มที่จะคิดถอยหนีกลับไป เมื่อเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ทราบว่าจะต้องตายไปอีกเท่าไร จึงจะสามารถที่จะทำให้สำนักมายาโลหิตกลับคืนสู่ตำนานได้ สำนักมายาโลหิตเพียงแค่สองคำนี้ ตลอดการเดินทางมานี้ ก็มีแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยรังสีโลหิตอยู่เต็มฟากฟ้า


“ มนุษย์ใบหน้าอสรพิษผู้นั้นจึงเรียกได้ว่าเป็นตัวโง่งมอย่างแท้จริง หาที่ตายก็อย่าได้ชักนำผู้อื่นสิ “ ไม่ทราบว่าได้ผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ ก็ได้มีคนอดที่จะกรนด่าออกมามิได้

.

.

.

.

 

 




NEKOPOST.NET