เทพยุทธ์สะท้านภพ ตอนที่ 209 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

เทพยุทธ์สะท้านภพ

Ch.209 - ค่ายกลบนเกาะหลิงเต่า


ตอนที่ 209 ค่ายกลบนเกาะหลิงเต่า “ ผู้บุกรุก ตายซะ “ มีอยู่เสียงหนึ่งที่ดังขึ้นมาโดยที่ไม่มีแม้แต่ความลังเลใดๆดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน จนทำให้ผู้คนตื่นตกใจ ผู้คนต่างก็มองไปยังทางด้านเดียวกัน จดจ้องมองไปยังบริเวณหินก้อนหนึ่งที่คล้ายกับรูปปั้นตั้งเอาไว้อยู่ เสียงนั้นราวกับได้ออกมาจากทางด้านของรูปปั้นก็มิปาน แปลกประหลาดอย่างถึงที่สุด ราวกับว่าเสียงที่ดังขึ้นนี้ ทันใดนั้นก็ได้พบกับหอยสังข์สีโลหิตปรากฏขึ้นมาจากผืนน้ำทะเลนับไม่ถ้วน ทอแสงสว่างสีโลหิตออกมาเป็นสาย ก่อตัวรวมกันจนกลายเป็นค่ายกลขนาดใหญ่ อัดแน่นไปด้วยพลังโจมตีเข้ามา ประกายโลหิตสายนี้ได้ก่อเกิดรังสีสังหารเอาไว้ เต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของความชั่วร้ายแรมเดือนปี “ ไม่ผิดแน่ สถานที่แห่งนี้ต้องเป็นบ่วงมายาโลหิตอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าการที่พวกเรามาถึงยังที่แห่งนี้มิได้ใช้เรือปราณของสำนักมายาโลหิต ดังนั้นจึงทำให้มีผู้คุ้มกันออมาตั้งค่ายกลเพื่อโจมตี “ เหลียนหยูกล่าวออกมาเสียงแผ่วเบา ทันทีที่เสียงของเขาได้ทอดลงมา วินาทีนั้นก็ได้พบกับเงาร่างโลหิตก่อตัวรวมกันจนกลายเป็นค่ายกลขนาดใหญ่ จนกลายเป็นประกายระยิบระยับ ในเวลาเดียวกันผู้คนมากมายต่างก็พุ่งออกไปบริเวณทางด้านหน้าออกไป ฉากเบื้องหน้านี้ดูแล้วช่างน่าหวาดกลัว เหลียนหยูใช้ทั้งสองมือกดไปยังแท่นด้านบน จนทำให้กระดานหมากรุกเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่จนสูงสุด ในเวลาเดียวกันก็ได้ส่งเสียงทุ่มต่ำออกมา “ พวกเจ้าลงมือ ถ่วงเวลาเอาไว้ แล้วพุ่งออกไปจากสถานที่แห่งนี้ “ “ ตูม ตูม ตูม “ ในตอนนี้เยี่ยจงและพวกต่างก็มิได้กล่าวอันใดมากความ เพียงแต่ไปทางด้านหัวมุมของกระดานหมากรุกนี้ แต่ละคนก็ได้เริ่มที่จะขยับสมบัติปราณในมือของตนเองไปมา จนใต้เท้าก่อเกิดเงาโลหิตจากการสังหารขึ้น ยังดีที่ค่ายกลขนาดใหญ่ได้ผ่านวันและเวลาที่ยาวนานมาแรมเดือนปี ราวกับว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่ก่อเกิดความไม่สมบูรณ์ เหล่าเงาร่างโลหิตที่ได้เข้ามาสังหารเหล่านั้นมีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน ทว่าในด้านพลังย่อมต้องมีขีดจำกัด จนทำให้เยี่ยจงและพวกในเวลานี้สามารถที่จะจัดการกับมือสังหารเงาโลหิตนี้ได้ หลังจากที่ผ่านไปเพียงชั่วเวลาเพียงหนึ่งชั่วกาน้ำชาเดือด จนกระทั่งกลุ่มผู้คนต่างก็ได้ทำลายค่ายกลขนาดใหญ่ลงได้ หลังจากที่ได้เข้าสู่ภายในผืนทะเลที่เป็นค่ายกลขนาดใหญ่ “ คึม “ ท่ามกลางอากาศได้ก่อเกิดเสียงลมดังออกมาขึ้นอย่างเป็นสาย ราวกับกำลังส่งสัญญาณอันไม่เป็นมงคลก็มิปาน หลังจากที่เสียงได้ดังขึ้นมาแล้ว เหล่าวิญญาณกลับมิได้ติดตามฆ่าฟันตามมาแต่อย่างไร น้ำทะเลหรือทะเลสายนี้ก็ได้กลับคืนสู่สภาพเดิม มิได้เป็นคล้ายกับทะเลสีเลือดทางด้านนอกแล้ว เพียงแต่ว่า ท่ามกลางบรรยากาศในตอนนี้กลับได้ปรากฏหมอกควันสีเลือดขึ้นมาแทน อีกทั้งยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดชนิดหนึ่งอย่างรุนแรง สีหน้าของเหยียนหยูได้ปั้นยากขึ้นมา ในตอนนี้เขาพบว่า ตนเองมิอาจที่จะควบคุมกระดานหมากรุกได้อีกแล้ว นั้นก็เพราะว่าน้ำทะเลผืนนี้ราวกับว่างเปล่า หากมิใช่เพราะว่าสมบัติปราณของเขาชิ้นนี้อยู่ในระดับก่อนเซียนแล้วละก็ ในตอนนี้ไม่แน่ว่าคงจะต้องทิ้งร่างอยู่ภายใต้สายน้ำใต้ทะเลแห่งนี้ก็เป็นได้ “ ข้าในตอนนี้มีเรือปราณอยู่ลำหนึ่ง ใช้เพื่อข้ามทะเลกันไปก่อนเถอะ “ เด็กหนุ่มสวมหมวกเขียวนามถอนหายใจออกมา จากนั้นเขาก็ได้โบกมือคราหนึ่ง แล้วก็ได้พบเจอกับแพไม้ที่มีลักษณะสานจากต้นไผ่อยู่ ปรากฏอยู่เหนือผิวทะเล ถึงแม้สภาพจะดูไม่ค่อยได้อยู่หลายส่วน แต่ว่าทุกคนต่างก็ทราบดีว่า ว่าไม่อาจที่จะใช้กระดานหมากรุกในการเคลื่อนไหวต่อไปอีกแล้ว ต่อมา ก็ได้เก็บกระดานหมากรุกเอาไว้ แล้วก็ได้ขึ้นไปยังด้านบนของแพไผ่ บี้กู่ได้ตัดสินใจเคลื่อนไหวด้วยตนเองเป็นครั้งแรก ต้นไผ่ที่ได้ค่อยๆเคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางผืนทะเลอย่างช้าๆ เยี่ยจงจ้องมองไปยังปี้กู่และพวกที่เหลือ ภายในดวงตาได้ปรากฏความเคร่งเครียดขึ้นมา นับตั้งแต่ได้เริ่มเข้าสู่ทะเลมายาโลหิตแห่งนี้ เหล่าเด็กน้อยที่มาจากกู่กวอและไท่กู่หลิงซานแต่ละคนนับได้ว่ามีพลังฝีมือที่ไม่เลว อีกทั้งยังมีสมบัติปราณมากมายนับไม่ถ้วน คิดที่จะโอ้อวดสมบัติปราณกับคนเหล่านี้ก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด อีกทั้งยังไงก็ยังเทียบไม่ได้อยู่ดี ดังนั้น หากว่าในเวลานี้ได้เข้าสู่บ่วงมายาโลหิตแล้ว แล้วเกิดคิดคดขึ้นมาแล้วละก็ เช่นนั้นเมื่อลงมือก็หมายถึงชีวิตได้ตกอยู่อันตรายแล้ว ทั้งยังมิอาจที่จะเสียเวลา มิเช่นนั้นเมื่อต้องพบเจอกับสมบัติปราณชิ้นแล้วชิ้นเล่า แต่ละคนก็คงจะทานรับเอาไว้ไม่ไหว “ พวกเราสมควรน่าจะเข้าใกล้ยังสถานที่เรียกว่าบ่วงมายาโลหิตกันแล้ว แต่ว่าความสงบเช่นนี้กลับดูแล้วมีบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง ทุกคนต่างก็รีบตั้งสติขึ้นมาหลายส่วนก่อนเถอะ “ เยี่ยจงขมวดคิ้วจ้องมองไปทั่วทั้งสี่ทิศแล้วกล่าวออกมาเสียงแผ่วเบา หลังจากที่เงียบงัน ก็ได้มีผู้คนไม่น้อยที่พยักหน้าเห็นด้วย ราวกับสิ่งที่เยี่ยจงกล่าวออกมา เป็นเพียงหนทางรอดที่จะทำให้พวกเขาพ้นภัยได้เร็วที่สุด ในตอนนี้เมื่อได้เข้าใกล้ยังบ่วงมายาโลหิตกลับยังไม่พบกันอันตรายใดๆ จึงถือได้ว่าดูแล้วไม่ปกติ ทว่า หลังจากที่เยี่ยจงเตือนสติแล้ว ต่อจากนี้ทั้งสามวัน ทุกผู้คนต่างก็มิได้พบกับภัยอันตรายอันใด จนทำให้สีหน้าของแต่ละคนเปลี่ยนเป็นดีขึ้นมาหลายส่วนจึงจะถูกต้อง เมื่อเป็นเพราะเช่นนี้ ยิ่งเป็นการบ่งบอกได้ว่าสถานการณ์นั้นดูแล้วไม่ถูกต้อง บริเวณอีกทางด้านหนึ่งของแพไม้ ทันใดนั้นเยี่ยจงก็ได้เปลี่ยนสีหน้าคราหนึ่ง จากนั้นเขาก็ได้ขยับมือทั้งสองเป็นสัญลักษณ์ขึ้น พลังปราณก็ได้ลอยออกมาเป็นสาย จนกลายเป็นแสงสว่างสาดส่องออกมา หลังจากนั้น พลังปราณเหล่านี้ก็ได้ลอยล่องอยู่ท่ามกลางอากาศแล้วก็ได้หายวับไปในทันที ยอดฝีมือที่เหลือมองไปยังฉากเบื้องหน้า ต่างก็ทอสีหน้าประหลาดใจออกมา “ ดูเหมือนว่า พวกเราจะหลงเข้ามายังท่ามกลางค่ายกลยักษ์ประหลาดแห่งหนึ่งแล้ว หากว่าไม่อาจที่จะสลัดพ้นแล้วละก็ เกรงว่าพวกเราจะต้องถูกกุมขังอยู่ภายในค่ายกลยักษ์นี้จนตายแล้ว “ หลังจากนั้น สุดท้ายเยี่ยจงก็ได้เงยหน้าขึ้นมา ทว่าสีหน้าของเขากลับปั้นยากอย่างถึงที่สุด นี้เป็นความเปลี่ยนแปลงของค่ายกลชนิดหนึ่ง เรียกว่าค่ายกลกักขัง ถึงแม้ว่าพลังทำลายจะมีไม่มาก แต่ว่าก็ยังสามารถที่จะกักขังสังหารยอดฝีมือเอาไว้ได้ อย่าว่าแต่ยอดฝีมือที่มีพลังฝีมือเยี่ยงเยี่ยจง ต่อให้เป็นยอดฝีมือที่มีพลังอยู่ในขั้นก่อฟ้าหากต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ก็ใช่ว่าจะสามารถที่จะทลายค่ายกลยักษ์นี้ออกไปได้ อีกทั้งเกรงว่าจะต้องถูกกุมขังเอาไว้จนตาย “ หากว่าเป็นเพียงค่ายกลปกติธรรมดาแล้วละก็ ข้าอาจจะหาวิธีทำลายได้ “ เงาร่างที่ราวกับเป็นเมฆหมอกกลุ่มหนึ่งได้ประทับไปยังหวินฉีกะทันหันแล้วกล่าวออกมาเสียงแผ่วเบา “ อ๋อ ? “ ผู้คนมากมายต่างก็มองดูนางคราหนึ่ง สีหน้าแปลกใจ “ แม่นางหวินฉีจากมาสถานที่ใดกัน ถึงกับมีความรู้ความสามารถที่จะทำลายค่ายกลยันต์ปราณได้ “ เหยียนหยูเปลี่ยนสีหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็ได้กล่าวออกมาเสียงแผ่วเบา หวินฉีพยักหน้าคล้ายยอมรับไม่ยอมรับ จากนั้นก็พบว่านางได้โบกมือทั้งคู่คราหนึ่ง แล้วก็ได้มีเจดีย์ขนาดเล็กสีทองปรากฏออกมาอยู่ท่ามกลางฝ่ามือของนาง จากนั้นก็ได้เคลื่อนไหวไปตามเสียงร้องดังที่อยู่บริเวณทางด้านหน้าออกไป และจากนั้นเจดีย์ขนาดเล็กนั้นเอง ก็ได้ปรากฏเจดีย์ขนาดเล็กทั้งหมดแปดชิ้นปรากฏออกมาบริเวณข้างกายของนาง ทันใดนั้นนางก็ได้พลิกเปลี่ยนสัญลักษณ์ของมือทั้งสองไปมา แล้วก็ได้พบว่าเจดีย์ทั้งเก้าได้เคลื่อนไหวราวกับดาวตกก็มิปาน แบ่งเป็นจัดตั้งอยู่บนแพไผ่ทั้งเก้าจุด จากนั้นแสงปราณก็ได้ดับไป “ เจดีย์ทลายค่ายกล ? “ เยี่ยจงหรี่ตาจ้องมองเข้าไป ทอแววสีหน้าประหลาด นี้เป็นวัตถุที่ผู้ฝึกยันต์ขั้นที่หนึ่งเท่านั้นจึงจะสามารถฝึกปรือควบคุมสิ่งของชิ้นนี้ได้ ถึงแม้จะเป็นเหมือนสมบัติปราณก็ตาม แต่ว่าเยี่ยจงก็ทราบได้ว่า ภายในเจดีย์ขนาดเล็กชิ้นนี้ ได้รวบรวมไว้ด้วยค่ายกลยันต์เอาไว้มากมายนับไม่ถ้วน อีกทั้งยังไม่สูญสลาย เปลี่ยนแปลงได้ไม่รู้จบ “ และเจดีย์ทลายค่ายกลทั้งเก้าก็ได้รวมตัวเข้ามากันอีกครั้ง ราวกับมีความสามารถทำลายค่ายกลต่างๆได้แล้วเสร็จ แม้แต่เยี่ยจงเองก็ยังคิดไม่ถึงว่า หวินฉีผู้นี้ถึงกลับสามารถใช้ออกด้วยเจดีย์ทลายค่ายกลทั้งเก้าชิ้นได้ “ ติงติงติง “ ทันทีที่เจดีย์ทลายค่ายกลได้ไหลเวียนจากไป ท่ามกลางอากาศก็ได้ปรากฏรอยแตกขึ้นมาสายหนึ่ง ไม่นานนัก รอยแตกเหล่านี้ก็ได้แผ่ขยายขึ้น จนทั่วทั้งอากาศก็ได้แตกทลายลง ทั่วทั้งสี่ด้านก็ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้ง น้ำทะเลใต้ฝ่าเท้าก็ได้เปลี่ยนจนกลายเป็นสีแดงขึ้นอีกครั้ง “ ปุ “ ร่างกายของหวินฉีเกิดอาการสั่นเทาขึ้นมา จากนั้นค่ายกลทั้งเก้าก็ได้กลับเข้าสู่ใจกลางฝ่ามือของนาง แล้วก็พบว่าร่างกายของนางได้เกิดการสั่นกลัว วินาทีนั้นก็ได้นั่งสมาธิลงในทันที เห็นได้ชัดว่า ถึงแม้ว่าจะสามารถทำลายค่ายกลใหญ่นี้ได้ แต่ว่านางก็ยังต้องสูญเสียพลังไปไม่น้อยเช่นเดียวกัน “ ออกมาแล้ว ในครั้งนี้ ......... “ ในตอนที่เหลียนหยูกำลังอ้าปากกล่าวออกมา ทันใดนั้นเขาก็พบว่าบริเวณทางด้านหน้ามีบางอย่างผิดปกติ “ นั้นราวกับเป็นเรือปราณผอมลำนั้น ? “ เทียนฉีขมวดคิ้วขึ้นมาแล้วตอบกลับ “ มิผิด นี้เป็นเรือปราณลำที่ก่อนหน้านี้พวกเราได้พบเจอมิผิดเพี้ยนอย่างแน่นอน “ ไบ่ยี่พยักหน้าไปมา บนใบหน้าปรากฏอาการแปลกใจขึ้นมาหลายส่วน เห็นได้ชัดว่า ได้มีคนที่มาถึงก่อนพวกเราในขณะนี้ได้สักพักแล้ว อีกทั้งยังสามารถรักษาเรือปราณได้อย่างสมบูรณ์พร้อม สิ่งนี้ได้ทำให้ผู้คนทั้งคณะสีหน้าเปลี่ยนเป็นปั้นยากขึ้นมาอย่างถึงที่สุด “ ผิดแล้ว พวกเจ้าดูดีดีสิ “ เยี่ยจงขมวดคิ้วขึ้นมากะทันหัน จากนั้นก็ได้กล่าวเสียงแผ่วเบา หลังจากที่ผู้คนมากมายต่างก็เงียบงันก็ได้ขมวดคิ้วขึ้นมาพร้อมกัน หลังจากนั้น ทุกผู้คนก็ต้องสูดลมหายไปเข้าออกด้วยความตกใจ เรือปราณลำนี้แน่นอนว่าย่อมต้องมาจากขุมกำลังอื่นอย่างมิต้องสงสัย แต่ว่า บนเรือปราณลำนี้กลับมาซากศพกระจัดกระจายอยู่ทั่ว อย่างน้อยๆก็มีคนตายอยู่บนเรือปราณลำนี้อยู่นับร้อยคนได้ นอกเสียจากตอนนี้แล้วยังมีปราณเป็นตายปรากฏเป็นวงออกมา จนทำให้ทางด้านบนเรือปราณลำนี้เต็มไปด้วยรังสีแห่งความตายอย่างลึกล้ำ ผู้คนต่างก็สูดลมหายใจเข้าออกคำหนึ่งด้วยความตกใจ คนตายเหล่านี้ตายได้อย่างประหลาดอย่างยิ่ง แทบจะดูไม่ออกเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ว่ากลับตายอย่างสะอาดหมดจดไร้บาดแผล จนทำให้ผู้คนยังต้องตกตะลึง เสวี่ยซินที่ตลอดมามิได้กล่าวอันใดออกมาก็ได้เอ่ยขึ้นมาอย่างกะทันหัน “ รัฐเสวี่ยหยวนหวังเฉาของพวกเราและสำนักมายาโลหิตนั้นเรียกได้ว่ามีความสัมพันธ์กันหลายส่วน อีกทั้งก่อนหน้ายังได้มีการติดต่อกันเรื่อยมา จนเมื่อเห็นฉากเบื้องหน้านี้ พวกเราก็พอที่จะคาดเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่แล้ว เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ สีหน้าของเสวี่ยซินก็ได้เปลี่ยนไปอย่างประหลาดขึ้นอย่างมาก “ หากนับตามบันทึกเก่าแก่ บริเวณที่บ่วงมายาโลหิตอยู่ ได้มีเกาะหลิงเต่า(เกาะปราน)อยู่ บนเกาะหลิงเต่านั้นได้มีการจัดสร้างตึกอารามอยู่ไม่น้อย ต่างก็เป็นสิ่งที่มีความเก่าแก่ยาวนานจนถึงทุกวันนี้ กล่าวกันว่าหากค้นพบเกาะหลิงเต่านี้ก็นับได้ว่าเป็นวาสนาอันสูงล้ำ อีกทั้งยังมีความลี้ลับมากมาย คนปกติธรรมดาหากว่าไปย่างกรายเข้าสู่เกาะหลิงเต่าแล้วละก็ เกรงว่าคงจะต้องตายเยี่ยงคนกลุ่มนี้ก็มิปาน “ หลังจากที่เงียบงัน ผู้คนมากมายต่างก็มีสีหน้าปั้นยากจ้องเขม็งออกไป “เกาะหลิงเต่าที่เจ้ากล่าวมา คงจะมิได้บอกว่าสิ่งที่อยู่บริเวณทางด้านหน้าหรอกนะ ? “ เยี่ยจงสูดหายใจเข้าคำหนึ่งอย่างกะทันหัน แล้วก็ได้ชี้ออกไปทางด้านหน้าที่เป็นเหมือนดั่งทางเข้าเกาะด้วยเสียงที่แผ่วเบา เมื่อได้เหม่อมองเข้าไป ทางหน้าของทะเลก็สามารถพบเจอกับชายหาดของเกาะขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นมาอย่างกะทันหัน ชายหาดของเกาะเหล่านี้ได้ปกคลุมไปด้วยพลังปราณมากมาย มีทั้งกลิ่นหอมโชยออกมา อีกทั้งยังเห็นตึกอารามที่สวยสดงดงามที่ประดับไปด้วยหยกและทองมากมายนับไม่ถ้วน แต่กลับไม่เห็นจะมีพลังไอของมนุษย์อาศัยอยู่ ราวกับว่าไม่มีผู้ใดอยู่ในสถานที่แห่งนี้มานานแสนนานแล้ว บนชายหาดของเกาะเล็กเกาะน้อยอยู่หลายเกาะทั่วทั้งสี่ทิศแปดด้าน อีกทั้งยังเห็นได้ชัดว่าดูสงบเงียบเป็นอย่างยิ่ง ผู้คนมากมายเมื่อมองไปยังฉากเบื้องหน้าก็จำเป็นที่จะต้องสูดลมหายใจเพื่อเพิ่มความตื่นตัวขึ้น หากมิใช่เป็นเพราะเสวี่ยซินเตือนสติแล้วละก็ เมื่อได้พบกับเกาหลิงเต่านี้ ผู้คนมากมายคงจะต้องย่างกรายขึ้นไปอย่างแน่นอน หากว่าเป็นดั่งที่กล่าวมาแล้วละก็ สถานการณ์ต่อไปเป็นไปได้ว่าคงจะไม่มีความแตกต่างจากเรือปราณผอมเมื่อครู่อย่างแน่นอน “ พวกเราต้องขึ้นสู่เกาะหลิงเต่าตามที่เคยได้ยินคำเล่าลือ เมื่อไปถึงยังจุดนั้น ระยะห่างจากบ่วงมายาโลหิตก็คงจะไม่ไกลมากนัก อย่าได้ไปมองเกาะหลิงเต่าเหล่านั้น แม้แต่ชายตามองก็อย่าได้ชายตามองพวกเขาแม้เพียงหางตา “ เสวี่ยซินเผยสีหน้าจริงจังแล้วกล่าวเสียงทุ่มต่ำออกมา ในช่วงเวลาขับคันเช่นนี้ ทุกผู้คนต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย ราวกับเห็นด้วยในสิ่งที่เขากล่าวออกมาก็มิปาน ถ้าหากสามารถไม่ให้ความสนใจเกาะหลิงเต่าเหล่านี้ ก็อย่าได้ให้ความสนใจเป็นดีที่สุด แพไผ่ได้ลอยอย่างท่ามกลางโขดหิน แล้วก็ไหลผ่านเกาะหลิงเต่าไปอย่างระมัดระวัง หลังจากที่ได้ผ่านเกาะหลิงเต่าไปแล้วสองเกาะ ทันใดนั้นสายลมที่เงียบสงบตลอดมา แต่ว่าใบหน้าของผู้คนทั้งหมดแต่ละคนก็ได้เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาอย่างถึงที่สุด เกิดทั้งความหวาดกลัวที่จะมีการเปลี่ยนแปลงต่อชีวิตหรือไม่ “ ตูม “ ในช่วงท้ายที่กำลังจะจากเกาะหลิงเต่านี้ไปในทันที ด้านบนผิวทะเลก็ได้มีสายน้ำไหลขึ้นสู่ฟากฟ้าขึ้นมาอย่างกะทันหัน จากนั้น ก็ได้มีเงาร่างขนาดใหญ่พุ่งออกมา เกือบที่จะแพไผ่พลิกคว่ำ “ แย่แล้ว พวกเราทำให้เหล่าปราณบริเวณผืนทะเลสายนี้รู้สึกตัวแล้ว “ เสวี่ยซินร้องด้วยความตกใจ บนใบหน้าปรากฏไปด้วยความตื่นตะลึง เห็นได้ชัดว่าเขาทราบได้อย่างดีว่ากำลังจะพบเจอกับอะไร . . . .




NEKOPOST.NET