เทพยุทธ์สะท้านภพ ตอนที่ 179 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

เทพยุทธ์สะท้านภพ

Ch.179 - องค์ชายหวังโหว


ตอนที่ 179   องค์ชายหวังโหว

 

 

แล้วก็ได้ค่อยๆเดินเข้าสู่ถนนสายใหญ่ ความเร็วของเยี่ยจงนั้นไม่นับว่ารวดเร็วมากนัก

 

ในช่วงที่เขาคิดที่จะมายังบ้านตระกูลซู ไม่มีผู้ใดสามารถรั้งเขาเอาไว้ ในตอนนี้เขาคิดที่จะจากไป ก็ไม่อาจมีผู้ใดที่สามารถรั้งเขาเอาไว้ได้เช่นเดียวกัน

 

ทันทีที่เขาได้ก้าวเข้าสู่ถนนสายใหญ่ บริเวณทางห่างไกลนั้นเองก็มีสายตานับไม่น้อยที่กำลังจ้องมองไปที่เขา แต่ว่ากลับไม่มีผู้ใดที่หาญกล้าที่จะทำเรื่องราวใดมากไปกว่านี้

 

พลังในตัวของเยี่ยจงนับได้ว่ามีความแข็งแกร่งมากพอ เพียงแค่ตระกูลซู ยอดฝีมืออันดับหนึ่งซูจื่อหวินก็ยังต้องตายภายใต้น้ำมือของเยี่ยจง ยังมีผู้ใดหาญกล้าที่จะลงมือกันอีก ยิ่งไปกว่านั้น เขายังมีลัทธิแห่งดวงดาวคอยหนุนหลัง จึง ยังมีผู้ใดกล้าเคลื่อนไหว ? ไม่เกรงกลัวการล้างแค้นของลัทธิแห่งดวงดาวงั้นหรือ  ?

 

แต่ว่าน่าเสียดาย กับพลังฝีมือของเขาในตอนนี้ ยังไม่เพียงพอที่จะสามารถตบไปที่ใบหน้าของลัทธิหรูเสียน

 

เยี่ยจงได้ค่อยๆสูดลมหายเข้า ในดินแดนเช่นนี้ในตอนนี้ หากว่าในวันนี้เขามีพลังที่เพียงพอแล้วละก็ อย่าว่าแต่ฏีกาของท่านอ๋อง ? เขาคงจะสังหารซูชิงไปในทันที กดดันชิงหญิงเอาไว้

 

น่าเสียดาย

 

ในขณะที่กำลังถอนหายใจ เยี่ยจงก็ได้กลับไปจนถึงโรงเตี๋ยมที่เป็นที่พักของตนเอง เมื่อได้กลับมานั่งสมาธิอย่างสงบ กลืนโอสถฟื้นพลังไป จากนั้นก็ได้ค่อยๆฟื้นคืนพลังกลับคืนมา

 

ในครั้งนี้ถึงแม้จะได้รับชัยจากการต่อสู้กับตระกูลซู แต่ว่าสิ่งที่เยี่ยจงต้องจ่ายออกไปก็มีอยู่ไม่น้อย โอสถที่เก็บมาได้จากถ้ำหงส์หยาทั้งหมดเมื่อครั้งก่อน เกือบจะว่างเปล่าไปเสียหมดแล้ว อีกทั้งยันต์วิญญาณก่อนหน้าที่ให้ศิษย์สาขานอกเตรียมมาให้ โดยส่วนมากก็กระจัดกระจายวุ่นวาย

 

หากว่าในตอนนี้เกิดการต่อสู้ขึ้นอีกครั้งแล้วละก็ เยี่ยจงก็ทราบดีว่า ตนเองคงยากที่จะสามารถมีพลังต่อสู้เฉกเช่นเมื่อครั้งที่ต่อสู้ที่บ้านตระกูลซู

 

“ คงจะยุ่งยากขึ้นมาแล้ว ถึงแม้จะจัดการตระกูลซูไปได้ แต่ว่าสำนักเสวียนหวินไม่ทราบว่าจะกระโดดโผล่ออกมาเมื่อเวลาใดกัน “ เยี่ยจงยกมือขึ้นประจบกันบริเวณระหว่างคิ้ว แล้วก็ได้ค่อยๆขมวดขึ้น สิ่งที่ยุ่งยากที่สุดในตอนนี้ก็คือ เขาไม่ทราบว่าขุมกำลังไม่ทราบว่าของสำนักเสวียนหวินที่อยู่ภายในเมืองเยียจิงนี้ ไม่เช่นนั้นแล้วละก็ เมื่อครู่คงจะต้องจัดการไปเสียแต่เนินๆแล้ว

 

และในตอนนี้สำนักเสวียนหวินคงได้มีการเตรียมพร้อมไปกว่าครึ่งแล้ว ต่อให้คิดที่จะลงมือ ก็ไม่อาจที่จะสำเร็จสิบเต็มสิบได้

 

หลังจากที่ได้ครุ่นคิดแล้ว เยี่ยจงก็ได้พยักหน้าไปมา หลับตาลงพักผ่อน

 

ช่วงเวลาได้ผ่านเลยไป ได้ประมาณราวหนึ่งวันอย่างรวดเร็ว โอสถที่ได้ใช้ไปทั้งหมดนั้น ก็ได้ฟื้นคืนพลังฝีมือของเยี่ยจงไปแล้วกว่าเจ็ดแปดส่วน

 

“ ศิษย์พี่เยี่ย ทางด้านนอกมีคนของท่านองค์ชายหวังโหวมาขอเข้าพบ ไม่ทราบว่าศิษย์พี่ตัดสินใจที่จะพบหน้าหรือไม่ “ บ้านลานกว้าง ก็ได้มีเสียงที่ลอดออกมา

 

เยี่ยจงได้ค่อยๆลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ หลังจากที่คิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงค่อยพยักหน้าขึ้น

 

……

 

หลังจากนั้น ทางด้านบริเวณห้องรับรองขนาดเล็กอันเงียบงัน เยี่ยจงได้นั่งลงไปที่เก้าอี้ตัวหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจ เขาเงยหน้าขึ้นเหม่อมองไปที่กล่องหีบเล็กใหญ่ที่ได้ถูกวางเอาไว้อยู่ แล้วก็ได้ขมวดคิ้วขึ้น

 

ในตอนนี้ ในห้องรับรองมีคนอยู่สี่คนที่ก็ได้นั่งอย่างไม่เป็นสุขเหม่อมองไปที่เยี่ยจง แล้วก็ถูกความเคลื่อนไหวของเยี่ยจงชักนำขุนนางน้อยทั้งสี่คน

 

เมื่อพบว่าเยี่ยจงได้กวาดสายตามองเข้ามา ขุนนางน้อยทั้งสี่คนก็ได้ยิ้มออกมาเล็กน้อย หัวเราะแล้วกล่าว “ คุณชายเยี่ยท่านช่างเก่งกล้าสามารถ ก่อนหน้านี้เป็นข้าที่ไม่ทราบความ ในครั้งนี้ได้ส่งสิ่งของมาขอขมา อีกทั้งยังเป็นเพียงน้ำใจเล็กๆน้อยๆเท่านั้น แม้ของขวัญจะมีน้อยอยู่บ้าง แต่ก็หวังว่าคุณชายเยี่ยจะสามารถยิ้มออกมาได้ “

 

ขณะที่กล่าว ขุนนางน้อยทั้งสี่ก็ได้เริ่มที่จะเปิดกล่องของขวัญให้เห็นสิ่งที่อยู่ด้านในอยู่หลายกล่อง กล่าวเสียงแผ่วเบา “ พวกเราขุนนางสี่ทิศทราบว่าคุณชายเยี่ยสมควรจับจ่ายใช้สอยออกไปไม่น้อย ดังนั้นจึงได้ตั้งใจนำโอสถวิเศษและยันต์วิญญาณมาให้ส่วนหนึ่ง หวังว่าคุณชายเยี่ยจงไม่รังเกียจ ? “

 

เยี่ยจงขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นเขาก็ได้โบกมือคราหนึ่ง ยันต์วิญญาณบนหีบของขวัญก็ได้ลอยมาจนถึงบนมือของเยี่ยจง หลังจากที่ได้จดจ้องดูแล้ว สีหน้าของเขาก็ได้ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาสายหนึ่ง

 

คนกำลังจะเคลิ้มหลับก็มีผู้คนส่งหมอนมาให้ โอสถวิเศษและยันต์วิญญาณถือเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดในตอนนี้ของตนเอง ต่อให้ส่งคนไปกวาดซื้ออีกครั้ง ในตอนนี้เยี่ยจงก็คงจะไม่มีหินวิญญาณมากมายขนาดนั้นอยู่ในมือ

 

ดังนั้น เมื่อได้เหม่อมองโอสถวิเศษและยันต์วิญญาณแล้ว เยี่ยจงก็มิได้มีท่าทีปฏิเสธแต่อย่างไร เขาหยิบยันต์วิญญาณหลายใบวางไว้ที่ข้างกาย จากนั้นก็เงยหน้ามองไปที่สี่ขุนนางน้อยคราหนึ่ง ตอบเสียงดังกังกาน “ สิ่งของข้าจะน้อมรับเอาไว้ กล่าวมาเถอะ มาพบข้านี้ยังมีอันใดขอร้องอีก “

 

“ มิกล้า “ ขุนนางน้อยทั้งสี่เกิดความอึดอัด “ ก่อนหน้านี้ที่พวกข้ากระทำเรื่องบ้าบิ่น หวังว่าคุณชายเยี่ยจงไม่ถือสา หรือขอแค่ให้พวกข้านับเป็นสหายกับคุณชายเยี่ยเช่นนี้ จะดีถึงเพียงไหน ? “

 

เยี่ยจงยิ้มขึ้นมา เขาความจริงก็ขาดแคลนสิ่งของเหล่านี้มา แต่กลับมีผู้อื่นส่งกลับมาให้ เขาถึงแม้จะมิได้ปฏิเสธ อีกทั้งเมื่อดูจากเป้าหมายของขุนนางน้อยทั้งสี่ น่าจะเป็นเพราะว่าเคยสร้างเรื่องต่อตนเอง เกรงว่าตนเองจะไปหาเรื่องกับพวกตนถึงที่ จึงตัดสินส่งของขวัญเพื่อขอขมาด้วยตนเอง

 

หลังจากที่ได้ครุ่นคิดแล้ว เยี่ยจงจึงค่อยหัวเราะขึ้นมาแล้วตอบ “ ในเมื่อขุนนางสี่ทิศใจกว้างเช่นนี้ เรื่องราวในคราวก่อนก็ให้มันผ่านไปเถอะ หวังว่าในภายภาคหน้าพวกเรายังสามารถร่วมมือทำบางสิ่งบางอย่างได้ “

 

“ มิกล้า ขอขอบคุณคุณชายเยี่ยผู้สูงศักดิ์ “ ขุนนางน้อยสี่ทิศก็ได้เปลี่ยนสีหน้าเป็นยินดี บุคคลประเภทเยี่ยจงนี้ พวกเขาไม่คิดที่มีเรื่องด้วยแม้แต่น้อย และเมื่อได้ฟังจากความหมายของเยี่ยจงในตอนนี้ ไม่แน่ว่าในวันข้างหน้าทั้งสองฝ่ายจะสามารถสร้างความสัมพันธ์กันได้อีกก้าวหนึ่ง ก็นับได้ว่าเป็นความยินดีที่นอกเหนือความคาดหมายแล้ว

 

เมื่อได้เหม่อมองไปยังเงาหลังของขุนนางน้อยสี่ทิศที่กำลังเดินจากไปด้วยความยินดี เยี่ยจงก็มิได้กล่าวอันใด ไม่ทันไร ก็ได้มีผู้คนเข้ามาขอเข้าพบเยี่ยจงอีก อีกทั้งยังพกพาสิ่งของมาตามหาเยี่ยจงแล้วก็กล่าวออกมาอยู่หลายคำเช่นองค์ชายหวังโหว คนเหล่านี้ราวกับได้หารือกันมาก่อนก็มิปาน แต่ละคนต่างก็นำพาโอสถวิเศษและยันต์วิญญาณจำนวนมากมาเป็นของขวัญ ยังไม่ทันผ่านพ้นครึ่งวัน หลังจากที่องค์ชายหวังโหวท่านหนึ่งจากไปแล้ว เยี่ยจงก็ได้รวบรวมโอสถวิเศษและยันต์วิญญาณกลับมาได้เกือบจะเท่าเดิมแล้ว

 

ถึงแม้จะกล่าวไปโอสถก็นับว่ามีอย่างเพียงพอแล้ว แต่ว่าในด้านยันต์วิญญาณนั้นยิ่งมีจำนวนมากก็ยิ่งดี เห็นได้ชัดว่าสมบัติขององค์ชายหวังโหวนั้น เมื่อเทียบกับครั้งที่แล้วที่เยี่ยจงกวาดซื้อยังนับว่าดีกว่ายิ่งนัก

 

กับสิ่งของเหล่านี้ เยี่ยจงกลับมิได้ปฏิเสธที่จะรับทั้งหมดเอาไว้ นอกจากจะได้สิ่งของชดเชยไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถสร้างความสัมพันธ์ได้อีกด้วย หลังจากที่เยี่ยจงได้ทราบอย่างกระจ่างแล้ว การที่เขาได้มีเรื่องบาดหมางกับขุมกำลังอื่นๆก็ถือได้ว่ามีอยู่ไม่น้อย ถึงแม้จะมีบางคนยินยอมที่จะมาสานความสัมพันธ์ด้วยตนเอง เช่นนั้นก็ลดคู่ต่อสู้ลงไปอีกคน เพิ่มมิตรสหายเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งมิใช่ยิ่งดีกว่าหรอกหรือ

 

หลังจากที่ได้ครุ่นคิดแล้ว เยี่ยจงก็ได้ลงมือเขียนหนังสือแนะนำอยู่หลายฉบับ แล้วก็ได้ให้ศิษย์สาขานอกหลายคนส่งขุนนางน้อยหลายคนนี้จากไป นับได้ว่าส่งมอบของขวัญกลับคืน

 

ควรทราบว่า จดหมายแนะนำของเยี่ยจงนั้นเป็นเหมือนดั่งบัตรเชิญให้องค์ชายหวังโหวเหล่านี้เข้าร่วมกับลัทธิแห่งดวงดาว ก็นับได้ว่าเป็นรางวัลชิ้นใหญ่แล้ว เมื่อเทียบเคียงในด้านราคาแล้ว ถือได้ว่ามากมายเกินกว่าสิ่งของที่พวกเขาส่งมอบมาให้ด้วยซ้ำ ในเวลาเดียวกันพวกเขาก็ถือเป็นคนที่มีน้ำใจอยู่ไม่น้อย หลังจากที่ได้รับจดหมายแนะนำของเยี่ยจงไปแล้ว คุณชายหวังโหวเหล่านี้ก็เหมือนดั่งอยู่ทางฝ่ายของลัทธิแห่งดวงดาวแล้ว

 

“ ศิษย์พี่เยี่ยจง องค์ชายจิ่นยี้(พระญาติเสื้อแพร)โหวมาขอเข้าพบ “

 

ได้มีศิษย์สาขานอกของลัทธิแห่งดวงดาวเข้ามาอย่างรวดเร็ว แล้วกล่าวออกมาเสียงแผ่วเบา ในครั้งนี้กลับไม่เหมือนดั่งก่อนหน้านี้ องค์ชายจิ่นยี้โหวถือเป็นชนชั้นแวหน้าของเมืองเยียจิง องค์ชายจิ่นยี้โหวมาขอเข้าพบ แม้แต่ศิษย์สาขานอกเหล่านี้ต่างก็รู้สึกแตกตื่นเช่นเดียวกัน

 

“ องค์ชายจิ่นยี้โหว ? “ เยี่ยจงเกิดความลังเลขึ้นเล็กน้อย ทันทีที่เขาได้ลุกขึ้นมา และได้ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ จึงค่อยได้ส่งเสียงตอบ “ เช่นเข้ามา “

 

หลังจากนั้นไม่นาน องค์ชายจิ่นยี้โหวก็ได้นั่งลงบนเก้าอี้ในห้องรับรองน้อยของเยี่ยจง เพียงแต่ว่าเขากลับมิได้มีความตื่นเต้นดั่งเช่นเหล่าองค์ชายหวังโหวก่อนหน้านี้ แล้วก็มิได้ตระเตรียมของขวัญอันใดมาด้วย และในตอนที่นั่งลงไปแล้ว ก็ได้ยกมือคราวะไปทางด้านของเยี่ยจง

 

องค์ชายจิ่นยี้โหวในตอนนี้ยังคงมีลักษณะรูปร่างที่ขาวโปร่ง ใบหน้ายังคงมีร่องรอยฟกช้ำอยู่อีกหลายส่วน เพียงแต่เขาได้เหม่อมองไปที่เยี่ยจงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยเอื้ออาทร มิได้เกิดความตื่นกลัวแม้เพียงเล็กน้อย

 

“ ไม่ทราบว่าองค์ชายจิ่นยี้โหวมาหาที่ในวันนี้มีอันใดจะชี้แนะ ? “ ทั้งสองฝ่ายเกิดความลังเล หลังจากนั้น เยี่ยจงก็ได้ยิ้มแล้วกล่าวออกมาอย่างกะทันหัน ทำลายบรรยากาศอันอึดอัดนี้ไป

 

องค์ชายจิ่นยี้โหวเต็มไปด้วยความเอื้ออาทร หลังจากที่เขาได้จ้องมองไปทางด้านของเยี่ยจง จึงได้ยิ้มออกมาแล้วตอบ “ คุณชายเยี่ยเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา ข้าจะไม่กล่าววาจาไร้สาระออกมามากนัก ที่ข้ามาขอพบในวันนี้มีเพียงสองเรื่อง เรื่องแรกข้ามาเพื่อที่จะขอขมาท่านเยี่ยจงที่ก่อเรื่องขึ้นก่อนหน้านี้ ยังคงหวังว่าพี่เยี่ยจงคงจะไม่ถือสาผู้น้อย ทั้งอย่าได้เก็บเอามาคิดเลย “

 

“ ไม่เป็นไร เรื่องเหล่านี้ถือเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย “ เยี่ยจงตอบกลับทันที

 

“ นี้มิใช่เรื่องเล็กน้อย “ องค์ชายจิ่นยี้โหวยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย หลังจากนั้นก็พลิกมือขึ้น แล้วก็ได้นำม้วนคัมภีร์ออกมา แล้วก็ได้ค่อยๆวางไว้บนถาดหยกใบหนึ่ง กล่าว “ ม้วนคัมภีร์นี้เป็นเมื่อก่อนที่พวกเราขุนนางเสื้อแพรคนก่อนท่านได้ไปยังโบราณสถานแห่งหนึ่งแล้วได้กลับมา สมควรที่จะเป็นภาพวาดค่ายกลยันต์วิญญาณ แต่ว่าพวกเราเหล่าขุนนางเสื้อแพรรุ่นแล้วรุ่นเล่า หลายปีที่ผ่านมานี้ยังมิได้ปรากฏผู้ใช้ยันต์แม้แต่เพียงผู้เดียว ดังนั้นในตอนนี้จึงเหมือนดั่งยืมดอกไม้มาไหว้พระพุทธรูป(สำนวน) หวังว่าคุณชายเยี่ยจงคงจะชื่นชอบ “

 

“ องค์ชายท่านก็เกรงใจเกินไปแล้ว “ เยี่ยจงหรี่ตามองดูแล้วพยักหน้าอยู่หลายครา หลังจากนั้นก็ได้โบกมือคราหนึ่ง ทันใดนั้นก็ได้พบกับม้วนคัมภีร์ที่ทอประกายสว่างอยู่บนมือของเยี่ยจง

 

เยี่ยจงไม่มีความเกรงใจเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังคงพลิกม้วนคัมภีร์ดูอยู่หลายครา หลังจากนั้น สีหน้าของเขาก็ได้ปรากฏความแปลกใจขึ้นมา

 

ภาพค่ายกลยันต์วิญญาณนี้มองดูเหมือนจะง่ายดาย แต่ก็ไม่นับว่าง่ายดาย อีกทั้งด้วยสายตาของเยี่ยจง ในช่วงเวลานี้ยังมิอาจที่จะที่จะมองออกมาได้ ภาพค่ายกลยันต์วิญญาณนี้ที่แท้จัดอยู่ในค่ายกลยันต์วิญญาณระดับใดกันแน่

 

เพียงมองแค่ข้อนี้ ก็ทราบได้ว่าองค์ชายจิ่นยี้โหวมิได้คุยโว่โอ่อวด เห็นได้ชัดว่าเป็นภาพวาดของค่ายกลยันต์วิญญาณโบราณชุดหนึ่งอย่างแน่นอน ที่มาที่ไปเกรงว่าจะไม่ธรรมดา

 

หลังจากที่ครุ่นคิดแล้ว เยี่ยจงก็ได้เก็บสิ่งของชิ้นนี้เอาไว้ จากนั้นก็ได้โบกมือขึ้น ม้วนคัมภีร์ภาพวาดค่ายกลก็ได้ตกอยู่ทางด้านข้างของจิ่นยี้โหว หลังจากนั้นก็ยิ้มขึ้นแล้วกล่าว “ องค์ชาย ของสิ่งนี้สำคัญอย่างมาก เกรงว่าจะมิกล้าที่จะรับเอาไว้ได้ อีกทั้งอย่างน้อย ให้ข้าเขียนจดหมายแนะนำกลับไปเพียงหนึ่งฉบับ เกรงว่าจะตอบแทนพอแล้วละ “

 

องค์ชายจิ่นยี้โหวหัวเราะฮาฮาแล้ว ตอบ “ คุณชายเยี่ยถือได้ว่าเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา ทว่าสิ่งของชิ้นนี้ถือเป็นเพียงน้ำใจเล็กน้อยของขุนนางเสื้อแพรของพวกข้าเท่านั้น ยังคงหวังว่าคุณชายเยี่ยมิต้องเกรงใจไป ในเวลาเดียวกัน ยังหวังว่าคุณชายเยี่ยจงสามารถตอบรับคำร้องขอของข้าสักข้ออีกด้วย “

 

“ กล่าวออกเถอะ “ หลังจากที่เยี่ยจงได้ครุ่นคิดแล้ว ก็ได้เอ่ยปากกล่าว

 

“ ยอดเยี่ยม เช่นนั้นผู้น้อยก็จะกล่าวตามตรง ความจริงนอกเสียจากมาเพื่อส่งมอบของขวัญแล้ว ข้ายังเป็นตัวแทนของทางราชสำนักเพื่อมาเยี่ยมอีกด้วย ทางด้านฝ่ายราชสำนัก หวังว่าท่านเยี่ยจงท่านจะสามารถที่ขะส่งมอบสมบัติประจำราชสำนักที่ได้จากบ้านตระกูลซูคืนให้ สิ่งนั้นเป็นถึงสมบัติที่สำคัญสำหรับทางราชวงศ์ “ องค์ชายจิ่นยี้โหวกล่าวออกมาเสียงแผ่วเบา ใบหน้าเคร่งเครียด “ แน่นอนว่า ทางราชสำนักจะมิให้คุณชายเยี่ยท่านต้องเสียเปรียบอย่างแน่นอน หากว่าคุณชายเยี่ยยินดีส่งคืน พวกเขาก็ได้ตระเตรียมสิ่งของอย่างหนึ่งมาให้อีกด้วย อีกทั้งคุณชายเยี่ยจะต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน “

 

กล่าวจบ ก็พบว่าองค์ชายจิ่นยี้โหวพลิกมือขึ้นมาอีกครา มีชิ้นส่วนสีเงินน้อยใหญ่อยู่ปรากฏอยู่บนบริเวณใจกลางฝ่ามือของเขา ชิ้นส่วนทุกชิ้นได้เต็มไปด้วยความสว่างไสวอย่างไร้ที่เปรียบ ให้ความรู้สึกที่ดูโบราณชนิดหนึ่ง ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ตาม ราวกับว่าเป็นเหมือนดั่งสมบัติล้ำค่า อีกทั้ง เยี่ยจงในตอนนี้กลับรู้สึกได้คุ้นตาต่อวัตถุชิ้นนี้อยู่หลายส่วน

 

“ วัตถุชิ้นนี้ เหตุใดถึงได้มีโครงสร้างที่เหมือนกับตึกใหญ่สีเงินที่ตั้งอยู่ของตระกูลซูกัน ?​ “ หลังจากที่ได้จ้องมองไปยังวัตถุชิ้นนี้ของเยี่ยจงไปแล้วก็ได้เอ่ยปากถามออกมา คาดเดาวุ่นวายอยู่หลายส่วน

.

.

.

.