NEKOPOST
การแสดงผล

เทพยุทธ์สะท้านภพ

Ch.17 - ป้ายสะสมวิญญาณและภารกิจสำนัก


ตอนที่ 017 ป้ายสะสมวิญญาณและภารกิจสำนัก  

 

                “ สะสมวิญญาณ มันคืออะไร “


                เยี่ยจงขมวดคิ้วแล้วถามไปที่ซูหยี่

 

                ซูหยี่ได้สลายความรู้สึกบนใบหน้าอย่างรวดเร็ว นางเพียงพลิกมือคราหนึ่ง ป้ายจิตวิญญาณสะสมสีทองก็ได้ปรากฏกลางฝ่ามือ จากนั้นนางก็โยนไปทางให้เยี่ยจง “ เจ้าดูเองละกัน มันมีส่วนที่แตกต่างจากของเจ้ายังไง “


                เยี่ยจงรับในทันที ระหว่างนั้นก็รู้สึกถึงความเย็นเล็กน้อย หลังจากท่ลูบก็รู้สึกถึงความแปลกประหลาดที่สะท้อนในใจ ในใจกลับปรากฏตัวอักษรที่เป็นเลขปรากฏขึ้นว่า ห้าพัน

 

แต่ว่า ป้ายสะสมจิตวิญญาณก่อนหน้านี้ของเยี่ยจง มิได้ให้รู้สึกเช่นนี้


                จากนั้นก็โยนแผ่นป้ายสะสมวิญญาณคืนด้วยสีหน้าสงสัย เยี่ยจงขมวดคิ้วถาม “ ด้านในมีตัวเลข จึงเรียกว่าสะสมวิญญาณหรือ “

 

 “ มิผิด ไม่ว่าพวกเราจะอยู่ที่เมืองหมื่นดาราหรือว่าลัทธิแห่งดวงดาว สะสมวิญญาณนั้นมีมูลค่ามากกว่าหินวิญญาณซะอีก ดังนั้นหากอยู่ในลัทธิแห่งดวงดาว ขอเพียงมีสะสมวิญญาณอย่างพอเพียง ไม่ว่าจะเป็นคัมภีร์ อาวุธและสิ่งของที่อำนวยความสะดวกต่อการฝึกยุทธ์ต่างๆก็สามารถนำไปแลกเปลี่ยนได้ แต่ขออภัยด้วย เกรงว่าในตอนนี้เจ้าจะหาที่ซุกหัวนอนได้เพียงแค่คืนเดียว “ ซูหยี่ยิ้มน้อยๆกล่าวต่อ “ ตอนนี้เจ้ามีความสนใจบ้างหรือยัง “

 

                เมืองหมื่นดารา อีกทั้งประตูทางเข้าหุบเขาลัทธิแห่งดวงดาวยังอยู่บริเวณนอกเมือง หากพยายามดูดีๆแล้วจะทราบว่าสถานที่อย่างลัทธิแห่งดวงดาวนั้น หากนำมาเทียบกับราชวงศ์โจวแห่งรัฐเยียนก็ถือว่ายิ่งใหญ่งดงามไม่แพ้กัน คิดๆดูแล้วหากต้องเข้าไปพักในสถานที่เช่นนี้จะมีรสชาติแบบไหนกัน ถึงกับทำให้คนอย่างเยี่ยจงก็ต้องกรอกตาไปมาคิดตาม

 

                หลังจากทราบความสำคัญของป้ายสะสมพลังแล้ว เยี่ยจงก็ได้สูดลมหายใจคำโต ได้แต่พยักหน้า ถึงแม้เขาจะทราบถึงความหมายในคำพูดของซูหยี่ เกรงว่ามันก็มิใช่เรื่องที่ดีซักเท่าไหร่ ยกเว้นเพียงเรื่องสามารถแลกเปลี่ยนวัตถุดิบในเรื่องนี้แล้วนั้น ก็ยังถือว่าสามารถดึงดูดใจเยี่ยจงได้เป็นอย่างดี เนื่องจากการฝึกฝนลมปราณวิชาหกกระบี่สุสานนั้นอาจสามารถหาวัตถุดิบที่ต้องการได้ง่ายขึ้น ดังนั้นจึงถือว่าส่งผลดีในการฝึกฝน

 

                …………
 

                ใจกลางโรงฝึกยุทธ์เฟยหงส์ เรือนรับรองบนใจกลางแม่น้ำ ซูหยี่ เยี่ยจง และหวังโม่ ทั้งสามคนนั่งหันหน้าเข้าหากัน

 

                ซูหยี่ยังคงยิ้มอย่างมีเสน่ห์ ไม่ทราบว่ามีชายหนุ่มมากน้อยเพียงใดที่หลงเสน่ห์จนหัวปักหัวปำ หากมองอีกนัยหนึ่งก็เหมือนกับให้รสชาติที่ชวนหลงใหล ทว่าเยี่ยจงยังคงไม่แสดงสีหน้าใดๆ ทว่าหวังโม่นั้นดูเหมือนจะอดทนไม่ไหวแล้ว เขาทราบดีว่าตนเองไม่มีความสามารถพอที่จะทนทานสีหน้าอันเย้ายวนของซูหยี่ได้ ได้แต่เพียงก้มหน้าจ้องมองไปเท้าที่สองข้างของตน

               

                นิ้วมือที่ยื่นออกมาสีขาวบริสุทธิ์ดุจเขากวาง จากนั้นก็จุ่มลงบนถ้วยชาวาดเป็นวงอยู่โต๊ะ จากนั้นก็กล่าวออกมาอย่างมีเสน่ห์ “ ความสำคัญของสะสมวิญญาณ พวกเจ้าคงเข้าใจกันแล้วใช่หรือไม่ ว่ากันตามตรง ขอเพียงมีสะสมวิญญาณอย่างเพียงพอ ไม่ว่าเจ้าจะยากลำบากอย่างไรก็ตาม ก็จะสามารถที่จะทนลมทนน้ำในสถานที่เรียกว่าลัทธิแห่งดวงดาวได้ อีกทั้งการที่สามารถหาสะสมเพิ่มมีเพียงสองวิธี วิธีแรก ทุกๆเดือนศิษย์ที่อยู่ในความดูแลของลัทธิจะได้รับสะสมวิญญาณอย่างเหมาะสม กล่าวโดยทั่วไปก็คือศิษย์สายในจะได้รับเดือนละสองร้อยสะสมวิญญาณ และศิษย์สายนอกจะได้เพียงห้าสิบสะสมวิญญาณ ถือว่าเห็นแก่มิตรภาพของพวกเจ้าข้าขอเตือนไว้ว่า สองร้อยสะสมวิญญาณที่ได้มาแต่ละเดือนยังไม่เพียงพอที่จะใช้ชีวิตในหนึ่งเดือนด้วยซ้ำ แน่นอนว่า หากตระกูลของพวกเจ้าสามารถแบกรับค่าใช้จ่ายเหล่านี้ได้ละก็ ก็สามารถใช้ทรัพย์สมบัติต่างๆเพื่อแลกกับสะสมวิญญาณได้ ทว่าวิธีนี้ก็ดูจะขาดทุนเกินไป  วิธีที่สอง ก็คือการรับภารกิจประจำสำนัก ในภารกิจของสำนักนั้น ในทุกช่วงเวลาจะมีประกาศภารกิจออกมามากมาย ความยากขึ้นอยู่กับระดับของแต่ละภารกิจ ผลตอบแทนก็เช่นเดียวกัน แน่นอนว่า หากภารกิจยิ่งยากขึ้น ก็จะยิ่งได้รับสะสมวิญญาณมากขึ้น “


                “ ภารกิจสำนัก ตามปกติแบ่งเป็นสามประเภท และภารกิจที่ข้ารับในครั้งนี้ ก็คือภารกิจระดับกลาง แน่นอน ด้วยความสามารถของข้า ได้แต่ฝืนใจรับภารกิจประเภทนี้แล้วละนะ “ ซูหยี่กล่าวพร้อมหยักไหล่


                “ ภารกิจสำนักพวกนี้ได้รับผลตอบแทนเท่าไหร่กัน “ เยี่ยจงเงียบงัน หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยถามอย่างช้าๆ หากว่าค่าตอบแทนน้อยเกินไปแล้วละก็ เขาเองก็ไม่อยากเสียเวลา สู้ไปหนานเจียงก่อนยังจะดีซะกว่า เพื่อที่จะไปค้นหาไม้วิญญาณม่วงด้วยอีกทาง

 

                หลักจากฟังคำถามของเยี่ยจงแล้ว ซูหยี่ก็ถอนหายใจคำหนึ่ง ตอบกลับไปว่า “ สองหมื่นสะสมวิญญาณ “

 

                “ สองหมื่น ! ? “ เยี่ยจงก็อ้าปากค้างตะลึงลาน ถึงแม้เขาจะไม่ทราบว่าสองหมื่นสะสมวิญญาณมีค่ามากเพียงใดต่อการดำรงอยู่ในลัทธิแห่งดวงดาว แต่ว่าตามที่ศิษย์สายในได้รับสะสมวิญญาณทุดเดือน ทุกเดือนจะได้รับเพียงสองร้อยสะสมวิญญาณ ก็พอที่จะบอกได้ว่าสองหมื่นสะสมวิญญาณนั้นไม่ธรรมดาถึงเพียงใด

 

                “ ถ้าหากว่าข้าต้องการที่จะนำสะสมวิญญาณแลกเป็นไม้วิญญาณม่วงแล้วละก็ จะสามารถแลกได้แค่ไหนกัน “ หลังจากนั้น เยี่ยจงก็ได้ถามเกี่ยวกับในสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุด

 

“ เจ้าต้องการของสิ่งนี้เพื่ออะไรกัน “  ซูหยี่มองไปทางเยี่ยจงด้วยความสงสัย ทว่าก็เพียงแค่แวบเดียว จากนั้นก็กล่าวตอบ “ ของสิ่งนี้ถึงแม้ว่าจะไม่มีประโยชน์มากมายนัก ถ้าเท่าที่ข้าทราบก็จัดว่าอยู่ในราคาที่สูงมากอยู่ สองหมื่นสะสมวิญญาณยังสามารถแลกเปลี่ยนได้แค่ชิ้นเดียว

 

“ ทำไมหรือ ศิษย์น้องเยี่ยจง ตอนนี้เจ้ามีความสนใจบ้างหรือยัง “ ซูหยี่มองไปที่เยี่ยจงที่กำลังเปลี่ยนสีหน้าไปมาอยู่ เหมือนดั่งมีคำถามหนักอก

 

 “ ข้าสามารถที่จะติดตามท่านไปก็ได้ แต่ทว่า หวังโม่ก็ต้องตามไปด้วย พวกข้าขอเพียงคนละห้าพันสะสมวิญญาณ “ หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เยี่ยจงก็ตอบกลับไป


                “ พรวด ——”
 

ซูหยี่อดไม่ได้ที่จะสำลักน้ำชาที่กำลังทานอยู่ นางยกฝ่ามือตบไปโต๊ะ จ้องไปที่เยี่ยจงแล้วกล่าว “ ศิษย์น้องเยี่ยจง เจ้าคงคิดว่า ภารกิจสำนักนั้นสามารถผ่านได้อย่างง่ายดายหรอกนะ เพียงแค่เอ่ยปากก็ต้องการส่วนแบ่งถึงครึ่งหนึ่ง เจ้าไปอดอยากมาจากไหนกัน “

 

“ เยี่ยจง ส่วนของข้านั้นก็ช่างเถอะ “ หวังโม่ที่เงียบงันอยู่เมื่อครู่ พึ่งจะเอ่ยปากเป็นคำแรก
 

                เยี่ยจงส่ายหัวไปมา หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่ง จึงตอบกลับไปเสียงเบา “ งั้นก็แล้วแต่ศิษย์พี่หญิงซูหยี่ก็แล้วกัน “
 

“ ข้าสามารถแบ่งให้เจ้าได้แค่ห้าพันสะสมวิญญาณ นี้คือที่สุดของข้าแล้ว “ ซูหยี่ตอบคำถามตามตรง “ และอีกอย่าง เจ้าเด็กน้อยนี้ไปไม่ได้ พลังฝีมือของเขาอ่อนแอเกินไป ถ้าหากไปด้วยแล้วละก็ คงกลับมาไม่ได้ซักแปดส่วน “


                “ อันตรายขนาดนั้นเลย “ เยี่ยคงขมวดคิ้วตอบ
 

“ ก็ถือว่าอันตรายเลยละ แต่ด้วยความสามารถเช่นเจ้าแล้วละก็ อย่างน้อยก็เพียงพอที่จะไม่มีปัญหาใดๆเกิดขึ้นแน่นอน ยังมีของอีกชิ้นหนึ่ง พวกเรายังต้องนำไปส่งที่หนานเจียงอีก “ ซูหยี่อธิบายเพิ่มเติม
 

หนานเจียง สถานที่นี้เป็นสถานที่ที่เยี่ยจงสนใจอย่างแน่นอน ความจริงตนเองก็เตรียมตัวที่จะไปหนานเจียงซักรอบเพื่อไปค้นหาไม้วิญญาณม่วงเช่นเดียวกัน ในเมื่อภารกิจประจำสำนักของซูหยี่สามารถไปถึงหนานเจียงได้ละก็ ก็ถือว่าบังเอิญจริงๆ
 

“ เอางั้นก็ได้ ข้าจะไปกับท่าน แต่ทว่าข้าขอส่วนแบ่งของข้าก่อนครึ่งหนึ่ง “ เยี่ยจงพยักหน้าตอบ
 

“ เจ้าเด็กบ้า ——” ซูหยี่หมดคำจะกล่าวจริงๆ บนใบหน้าที่ดูมีเสน่ห์ขณะนี้ถูกปกคลุมไปด้วยอาการเหลืออด หลังจากนั้น นางก็ถอนหายใจคำหนึ่ง ยื่นมืออันขาวผ่องไปทางหวังโม่ กล่าวอย่างไม่ยินดี “ เอาออกมา “
 

“ อะไรหรือ ? “ หวังโม่รู้สึกตกใจเล็กน้อย เรื่องนี้มีอันใดเกี่ยวกับตนเองกัน
 

“ ป้ายสะสมวิญญาณ “ ซูหยี่พ่นลมหายใจคำหนึ่ง “ เจ้าไม่ได้ยินหรอกหรือ ที่เยี่ยจงขอส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งก่อน ก็เพราะจะเอามาให้เจ้าไง “
 

                “ เยี่ยจง เกรงว่ามันจะไม่ดีมั่ง อีกทั้ง ——” หวังโม่หมดคำจะกล่าวต่อ นั้นก็เพราะพบว่าเยี่ยจงได้มองค้อนพร้อมกับขมวดคิ้วกลับมา สามารถที่จะเข้าร่วมลัทธิแห่งดวงดาวก็ถือว่าเพียงพอแล้ว ยังต้องให้เยี่ยจงนำสะสมวิญญาณให้อีก เขารับน้ำใจเช่นนี้ไม่ได้จริงๆ


                “ เจ้านำสะสมวิญญาณเหล่านี้ไปยังเมืองหมื่นดาราก่อน ก็เพราะว่าพวกเรายังไม่คุ้นเคยกับสถานที่นี้ หลังจากที่ข้าทำภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว ก็คงต้องหาสถานที่สำหรับฝึกปรือ และก็คงต้องหาทักษะยุทธ์อีกซักชุดแล้วละ “ เยี่ยจงตอบ

 

                หวังโม่ครุ่นคิดชั่วครู่หลังจากนั้นก็พยักหน้าหลายที นำป้ายสะสมวิญญาณของตนออกมาให้ซูหยี่ เยี่ยจงนั้นกล่าวมิผิด ทั้งสองยังมิเคยไปยังลัทธิแห่งดวงดาวเลย หากให้เขาไปสำรวจก่อนแล้วละก็ อีกทั้งนำสะสมวิญญาณเพื่อไปตั้งตัว ก็ยังถือว่าสมเหตุสมผลอยู่แล้ว

 

                หลังจากรับค่าตอบแทนสะสมวิญญาณก่อนครึ่งหนึ่งแล้ว ซูหยี่ก็บิดขี้เกียจทีหนึ่ง ตอบกลับไปว่า “ ในเมื่อเจ้าตกลงแล้วละก็ ก็อย่ามัวแต่เสียเวลาอยู่เลย พวกเรารีบเคลื่อนไหวกันเถอะ หากมั่วแต่ชักช้าแล้วละก็ ภารกิจเกิดล้มเหลวข้าจะถือว่าเป็นความผิดของเจ้า “


                “ หวังโม่ งั้นข้าไปก่อนนะ “ เมื่อเยี่ยจงพูดจบก็ได้ลุกขึ้น พยักหน้าให้ ในตอนแรกเขาก็คิดที่จะไปหนานเจียงเพื่อค้นหาไม้วิญญาณม่วงซักชิ้นอยู่แล้ว ในเมื่อซูหยี่เร่งรีบแล้ว เขาก็ไม่มีความเห็นเป็นอื่น


                “ หากไม่มีความเห็นอื่นแล้วละก็ งั้นก็เดินทางกันเถอะ “ เมื่อซูหยี่เห็นว่าเยี่ยจงนั้นตอบตกลง ก็ไม่กล่าวอะไรมากความ จากนั้นก็ลุกขึ้นมา ตัวเตรียมพร้อมจากไป   

 

                พอเห็นซูหยี่ทำท่าราวกับวีรบุรุษกำลังเย้ยฟ้า เยี่ยจงก็ได้ยิ้มออกมาเล็กน้อย บุคลิกของซูหยี่นั้นแลดูสบายซะเหลือเกิน แต่ก็ยังมีส่วนที่น่ารักอยู่ ทว่านางก็ยังเป็นบุคคลที่ยากจะต่อกรได้ด้วยจริงๆ อีกทั้งเยี่ยจงไม่ได้คิดอะไรต่อนางอยู่แล้ว แต่ก็ยังถือว่าเป็นคนที่สามารถคบหาได้คนหนึ่ง

 

                ต่อมา เยี่ยจงก็หยักไหล่ให้หวังโม่ หลังจากนั้นก็วิ่งตามซูหยี่ไปด้วยความรวดเร็ว เหินออกจากหมู่บ้านฝึกยุทธ์เฟยหงส์ไป

 

                “ แม่นางซูหยี่ หากไม่เป็นการรบกวนแล้วละก็ คืนนี้เหล่าฟู่ (ข้าน้อยผู้ชรา) จะเป็นเจ้าภาพ ...... “ อาจารย์ใหญ่ม่อไห่เดินมาจากที่ไกลๆ อดไม่ได้ที่จะกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะออกมา หากสามารถพอที่จะมีโอกาสสร้างไมตรีกับคนของทางลัทธิแห่งดวงดาวได้แล้วก็ละ อาจารย์ใหญ่ท่านนี้คงไม่มีทางพลาดไปได้
 

                “ ข้าและเยี่ยจงยังมีภารกิจสำนักที่ต้องจัดการ ขอขอบคุณท่านอาจารย์ใหญ่ ขอรับไมตรีไว้เพียงแค่นี้ก็พอแล้ว “ ซูหยี่ยิ้มไปให้ม่อไห่ หลังจากจบกันทักทายแล้ว ก็พาเยี่ยจงบินเหินออกจากหมู่บ้านฝึกยุทธ์เฟยหงส์ต่อไป เหลือไว้เพียงสายตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉาและนับถือนับคณาของเหล่านักศึกษาจากที่ไกลๆ
 

                เจ้าขยะที่ล่ำลือแห่งหมู่บ้านฝึกยุทธ์เฟยหงส์ ก็ได้เปลี่ยนเป็นศิษย์ของลัทธิแห่งดวงดาวในลักษณะเช่นนี้ อีกทั้งยังออกไปปฏิบัติภารกิจประจำสำนักอีก ในขณะนั้นเอง มีนักศึกษาไม่น้อยที่รู้สึกเหมือนตนโดนตบจนเจ็บบนใบหน้า ตนเองยังมีหน้าไปเรียกเขาว่าเจ้าขยะ แต่ว่าตอนนี้กลับได้เข้าร่วมกับลัทธิแห่งดวงดาวไปแล้ว อีกทั้งยังเป็นถึงศิษย์สายในอีกด้วย แล้วพวกตนนั้นนับเป็นตัวอะไรกัน

 

·” หากทราบว่าศิษย์ในสำนักตนเองมีความสามารถขนาดนี้ อีกทั้งในตอนนี้ยังได้กลายเป็นศิษย์สายในของลัทธิแห่งดวงดาว มิทราบว่าตระกูลเยี่ยหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ จะรู้สึกเสียดายหรือไม่ “ อาจารย์ใหญ่ม่อไห่ไม่เพียงแต่ไม่โกรธที่ถูกซูหยี่ปฏิเสธกลับมา เขาทำมีเคารพตามแบบฉบับบู๊ลิ้ม มองไปทางที่ทั้งสองเหินจากไปลับสายตา ใบหน้าในตอนนี้ได้ย้อมไปด้วยรอยยิ้ม อีกทั้งยังมองออกว่าเยี่ยจงเป็นเด็กที่มีอนาคตไกล เขาก็พอจะทราบอยู่บ้าง ถึงแม้จะมีคนพยายามปิดบังข้อมูลเอาไว้ นั้นก็เพราะเขานั้นมีสถานะเป็นถึงหนึ่งในสองผู้นำแห่งโรงฝึกยุทธ์เฟยหงส์นั้นเอง อย่างน้อยก็พอที่จะทราบข้อมูลอยู่บ้างเช่นกัน

 

“ ในเขตราชวงศ์โจวของข้า โรงฝึกยุทธ์ ก็เป็นเพียงเสมือนบ้านเหมือนกัน แต่ทว่าลัทธิแห่งดวงดาวนั้นเป็นแหล่งรวมเหล่าผู้มีพรสวรรค์อยู่อย่างมากมาย เจ้าขยะที่ลือกันก็ดันกลายเป็นศิษย์สายใน จากนี้ไปคงวุ่นวายกันน่าดู “ หลังกล่าวจบม่อไห่ก็ยิ้มออกมา จากนั้นก็กวาดสายตาไปสำรวจหวังโม่ที่กำลังค่อยๆเดินจากไป และทอประกายออกมาแวบหนึ่ง ศิษย์ในสังกัดของตนทั้งสองคนที่ตนเองไม่เคยจะสนใจ คนนี้ก็ยังได้กลายเป็นศิษย์สายนอก ต่อไปคงมิอาจให้ผิดพลาดได้อีกแล้ว

 

จากนั้น ม่อไห่ก็พกพารอบยิ้ม ค่อยๆเดินจากไปในที่สุด


 

 




NEKOPOST.NET