เทพยุทธ์สะท้านภพ ตอนที่ 165 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

เทพยุทธ์สะท้านภพ

Ch.165 - การมาของตระกูลซู


ตอนที่ 165 การมาของตระกูลซู

 

 

ทั่วทั้งสถานที่แห่งนี้ได้เงียบสงบลง ต่างก็เกิดความตื่นตระหนกไม่น้อยจ้องมองไปที่เยี่ยจง เห็นได้ชัดว่าไม่มีผู้ใดคาดถึงว่า เขาจะไม่เห็นแก่หน้าของซูจื่อหวินเลยแม้แต่น้อย

 

“ ปล่อยตัวเสวียนเชามา เรื่องราวในวันนี้ก็จะให้มันผ่านเลยไป “ ซูจื่อหวินเอ่ยปากเสียงดัง ใบหน้ายังคงสงบนิ่ง ดวงตาราวกับฉาบไว้ด้วยความเย็นก็มิปาน มิได้มีความรู้สึกใดๆต่อคำพูดที่เยี่ยจงกล่าวออกมาเลยแม้แต่น้อย

 

“ ไร้เดียงสา “ เยี่ยจงยิ้มเย็นชา ให้เรื่องในวันนี้ให้ทำเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น ซูจื่อหวินผู้นี้ทำราวกับกำลังโอ่ตนเองเหมือนดั่งเด็กอายุสามขวบเสียจริง

 

“ เอาเถอะ ยังไงซะช้าเร็วก็ต้องไปยังตระกูลซูอยู่ดี ตัดแขนสักข้างของพวกตระกูลซู จากนั้นก็นับได้ว่าประหยัดเรี่ยวแรงอยู่ “ เยี่ยจงหักคอตนเองไปมา จ้องมองไปที่ซูจื่อหวินอย่างเยือกเย็น จากนั้นก็ออกไปจากที่นั่งไปแล้ว มุ่งหน้าไปทางด้านบริเวณที่ซูจื่อหวินอยู่ไป นั้นก็เพราะว่าไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องเกรงกลัวซูจื่อหวินผู้นี้

 

ยอดฝีมือรุ่นเยาว์มากมายที่อยู่ภายในห้องโถงที่กำลังมองไปที่ฉากเบื้องหน้า เยี่ยจงผู้นี้ที่แท้มีความมั่นใจเกินตัวหรือว่าไม่รู้สถานการณ์กันแน่ ? ซูจื่อหวินถือได้ว่าเป็นยอดฝีมือชั้นแนวหน้าแห่งเมืองเยี่ยจิงแห่งนี้ ประจวบกับช่วงวัยนี้ จึงมีพลังฝีมือที่นับได้ว่าน่าเกรงขาม แน่นอนว่าเด็กหนุ่มเพียงคนเดียวคงไม่อาจที่จะต้านทานได้ และเขาก็ยังเตรียมที่จะเผชิญหน้ากันซึ่งหน้า

 

“ เจ้าหนุ่ม ในดินแดนแห่งนี้นับได้ว่ามีผู้มีพรสวรรค์ยิ่งมายิ่งน้อยลง ข้าทราบว่าอายุของเจ้านี้ ถึงกับสามารถที่จะก้าวมายังจุดนี้ได้ ก็นับได้ว่าเจ้าเก่งกาจอย่างมากแล้ว แต่ว่าเกิดเป็นคนก็ต้องทราบกำลังของตนเอง ในดินแดนแห่งนี้ได้สูญเสียผู้มีพรสวรรค์ก็มากตั้งแต่แรกแล้ว “ ผู้คนที่อยู่ทางด้านหลังของซูจื่อหวิน ก็ได้มีคนเอ่ยปากหัวเราะออกมา

 

“ หรือกล่าวได้ว่า สามารถมีชีวิตอยู่ได้จนถึงอายุปูนนี้แล้ว ก็ยังเป็นเพียงแค่ขยะงั้นหรือ ? “ เยี่ยจงเอ่ยปาก อีกทั้งยังตัดรอนคำพูดนี้กลับไป “ อายุปูนนี้แล้ว ขอนำพรรคพวกมาตั้งหลายคน จึงจะกล้าพอที่จะมาหาเรื่องกับผู้เยาว์คนหนึ่ง แท้จริงแล้วก็เป็นได้เพียงแต่เฒ่าขยะเท่านั้น “

 

“ เจ้า “

 

ชายหนุ่มที่เอ่ยปากคิดมาชะงักลง แทบจะแทรกแผ่นดินหนีไป

 

“ เยี่ยจง เจ้าที่แท้จะปล่อยคนหรือไม่ “ ภายในงานเลี้ยง ก็ได้มีศิษย์ตระกูลซูผู้หนึ่งยืนขึ้นมา หันไปกล่าวกับเยี่ยจงคราหนึ่ง ซูจื่อหวินที่อยู่ในสนามตอนนี้ ยังไงพวกเขาก็ยังมีขีดจำกัดของความอดทน หากว่าเมื่อครู่พวกเขาก็ยังไม่กล้าที่อยู่เบื้องหน้าของเยี่ยจงเช่นนี้

 

“ ผู้คนนั้นไม่มี มีแต่เพียงสุนัขขนเงินตัวหนึ่งเท่านั้น แต่ว่าก็ได้เตรียมที่จะฆ่าหลังจบพิธีอวยพรอยู่ดี เพื่อที่จะสังเวยให้กับทางราชวงศ์มีแต่ความรุ่งเรือง แน่นอนว่าไม่สามารถปล่อยไปได้ “ เยี่ยจงหยักไหล่ไปมา ไม่เห็นเสวียนเชาเป็นคนเลยแม้แต่น้อย

 

“ ทว่า เท่าที่พูดขึ้นมาก็ดูมีเหตุผลอยู่ ตระกูลซูไม่ว่าจะกล่าวอันใดอีก ต่างก็ยังหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่แห่งรัฐต้าโจว ........ ถึงกับสนใจที่จะรับสุนัขขนเงินไปฝึกฝนอีกด้วย พวกเจ้าที่แท้เป็นห่วงเขาจริงงั้นหรือ ? หรือคิดที่จะมาหาโอกาสมาหาเรื่องข้ากันแน่ ? “ เยี่ยจงยิ้มออกมา “ พวกเจ้ากลัวข้านักหรือยังไง ? ทำอะไรผิดศีลธรรมมาหรืออย่างไรกัน ? “

 

เยี่ยจงกล่าวออกมาอย่างเรียบง่าย แต่ว่ากลับทำให้ยอดฝีมือตระกูลซูเหล่านี้สีหน้าของแต่ละคนถึงกลับเปลี่ยนไปเล็กน้อย แววตาเปลี่ยนเป็นปั้นยากขึ้นมาอย่างถึงที่สุด

 

“ เยี่ยจง ข้าทราบว่าเป็นเพราะเสวียนเชาคิดที่จะลบล้างการหมั่นหมาย ทำให้เจ้าไม่พอใจอย่างถึงที่สุด “ ซูจื่อหวินเอ่ยขึ้นมาอย่างกะทันหัน “ แต่ว่าเรื่องราวเหล่านี้ก็มิอาจที่จะฝืนใจได้ หนุ่มสาวสมควรรู้จักปล่อยวางกันบ้าง อย่าได้มีความบาดหมางเพราะผู้หญิงคนเดียวเลย “

 

“ อีกอย่าง ยังเป็นเรื่องของพวกเขาทั้งสองคน เจ้ายังสอดมือเข้ามายุ่งเกี่ยว ก็จงจะไม่ดีใช่หรือไม่ ? “

 

“ งั้นหรือ ? “ เยี่ยจงยิ้มอย่างเย็นชา “ ถ้าข้าจำไม่ผิดแล้วละก็ เมื่อครึ่งปีก่อน ยังเป็นเรื่องของซูชิงกับเยี่ยถิงเฟิงทั้งสองคนอยู่เลย ตอนนี้เพราะอะไรถึงไม่ชอบผู้คน กลับไปชอบสุนัข รสนิยมก็ช่างแปลกเสียเหลือเกิน ? “

 

“ เยี่ยจง ข้ารู้ว่าเป็นเพราะว่าเจ้าถูกบีบบังคับให้ถอนหมั่น แต่ว่าเรื่องในครั้งนี้นั้น พวกเราตระกูลซูจะชดใช้ให้แก่เจ้าเอง ขอเพียงเจ้าปล่อยเสวียนเชาไป ต่อจากนี้ก็จะคุยกันง่ายขึ้น “ ซูจื่อหวินมองเยี่ยจงเขม็ง แต่ก็มิได้เคลื่อนไหวแต่อย่างไร คำพูดยังคงสงบราบเรียบ ทำให้เหมือนกับว่าเยี่ยจงกำลังถูกตบไปที่หน้าคราหนึ่ง

 

“ คิดจะลงมือก็ลงมือ อย่าได้กล่าววาจาไร้สาระมากมายได้หรือไม่ ? “ เยี่ยจงยิ้มอย่างเย็นชา ไม่มีความสนใจที่จะปะทะคารมกับซูจื่อหวินต่ออีก ทันใดนั้นเขาก็ได้ถอดแหวนจักรวาลในมือออกมาวงหนึ่ง หลังจากนั้นก็ได้นำแขนข้างหนึ่งออกมาให้ซูจื่อหวินเห็น

 

“ เจ้ามิใช่ต้องการหาข้ออ้างในการลงมือหรอกหรือ ? มา ตอนนี้ข้าก็จะให้เจ้าก่อนชิ้นหนึ่ง “

 

“ ฉับ “

 

แขนข้างนั้นในมือ สีหน้าของซูจื่อหวินได้เปลี่ยนแปลงไปในทันที เขามองออกว่า ต้องตัดออกมาจากแขนที่เสวียนเชามีอย่างแน่นอน เยี่ยจงผู้นี้ก็ยังถือกับทำเหมือนเสวียนเชาเป็นดั่งผักปลาจานหนึ่งจริงๆ คิดจะจัดการอย่างไรก็จัดการอย่างไร

 

“ เยี่ยจง เจ้าทำเกินไปแล้ว “ ซูจื่อหวินจ้องมองไปที่เยี่ยจงอย่างเย็นเยียบ เป็นครั้งแรกที่ปรากฏเพลิงโกรธขึ้น

 

“ ข้าแนะนำเจ้าอย่าได้เป็นเช่นนี้ “ เยี่ยจงพายมือไปมา ทำหน้าแหยงๆออกมา “ เจ้าทำให้ข้าไม่พอใจครั้งหนึ่ง ข้าก็จะตัดแขนเขาข้างหนึ่ง ตัดแขนขนหมดแล้ว ก็เท้า เท้าหมดแล้วก็คงจะต้องเป็นหัวแล้ว อ๋อ ทว่าเมื่อถึงเวลานั้น ข้าก็คงจะคืนมันให้แก่พวกเจ้าเอง ยังไงเสียก็ใกล้จะตายอยู่แล้ว มิใช่หรือ ? “

 

“ เจ้า “

 

หลังจากที่เงียบงัน ชายหนุ่มด้านหลังของซูจื่อหวินต่างก็โมโหขึ้น พวกเขาจ้องมองเยี่ยจง แต่ว่าก็ไม่กล้าที่จะลงมืออย่างสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะว่าพวกเขาก็ยังถือว่ามองออก กับผู้ที่มีจิตใจโหดเหี้ยมเช่นนี้ หากว่ารีบร้อนไปแล้วละก็ เขาคงจะสังหารเสวียนเชาลงไปในทันทีก็เป็นได้

 

“ ท่านเสวียนเชานั้นมาจากสำนักเสวียนหวิน มีฐานะที่พิเศษยิ่ง ในครั้งนี้สำนักเสวียนหวินยังมีผู้อาวุโสมาด้วยหลายท่าน เพียงแต่ว่าเห็นแก่หน้าองค์ชายใหญ่ ผู้อาวุโสทั้งหลายก็ยังไม่ลงมือก่อนก็เท่านั้น เยี่ยจง ข้าแนะนำให้เจ้าส่งตัวเสวียนเชากลับมา หากว่าเจ้ายังเห็นแก่หน้าของข้าบ้าง เรื่องในวันนี้ ข้าจะช่วยแบกรับมันเอาไว้เอง “ กล่าวจบ ซูจื่อหวินหันกายไป “ หวังว่าหลังจากที่งานเรื่องในวันนี้จบสิ้นแล้ว เจ้าจะสามารถคิดได้นะ “

 

กล่าวจบ ซูจื่อหวินก็ได้หันกายไป โบกมือคราหนึ่งแล้วนำพายอดฝีมือในตระกูลจากไป

 

มีผู้คนมากมายในห้องโถงเหม่อมองไปที่ฉากเบื้องหน้า แต่ละคนต่างก็อยู่ในลักษณะอ้าปากตาค้าง คิดไม่ถึงว่าความจริงจะเกินเลยดั่งฉากเบื้องหน้า ถึงแม้จะเป็นเพราะว่าเยี่ยจงได้เปลี่ยนคำพูดไปหลายคำ ก็เห็นได้ชัดว่าซูจื่อหวินผู้นี้ไม่คิดจะวางมือจากเยี่ยจงไปอย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นแล้วละก็ คงจะไม่เป็นเช่นนี้

 

องค์ชายใหญ่เดินเข้ามาทางด้านข้างเยี่ยจง เหม่อมองไปด้วยสีหน้าซับซ้อนไปทางด้านที่ซูจื่อหวินจากไป หลังจากครุ่นคิดแล้ว จึงค่อยเอ่ยปากตอบ “ พี่เยี่ยจง สำนักเสวียนหวินเป็นขุมกำลังที่ใหญ่ ต่อให้เป็นหนึ่งในสามรัฐใหญ่เช่นพวกเรา ก็ใช่ว่าจะสามารถเทียบได้กับสำนักเสวียนหวิน จะทำอันใดก็ควรหลงเหลือทางหนีทีไหล่ไว้จะดีกว่า “

 

เยี่ยจงหัวเราะเย็นเยียบคำหนึ่ง แต่ก็มิได้เอ่ยปากกล่าว เพียงแค่สำนักเสวียนหวินคิดที่ต้องการจัดการกับเขาแล้วละก็ ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

 

“ ท่านเยี่ยจง หากว่าท่านเข้าร่วมกับลัทธิหรูเสียน(เซนต์)เรา ไม่เพียงแต่จะช่วยจัดการกับเสวียนเชา อีกทั้งยังไม่มีผลใดๆตามมาด้วย “ นางเซียนชิงหญิงค่อยๆลุกขึ้นอย่างช้าๆ หลังจากนั้นก็ได้มองไปที่เงาหลังของเยี่ยจง กล่าวเสียงดังกังวาน

 

หลังจากที่เงียบงัน รูม่านตาของเยี่ยจงก็ได้หดตัวลง เขาแทบจะไม่มองสำนักเสวียนหวินอยู่ในสายตา แต่ว่านามของลัทธิหรูเสียนนี้ กลับสามารถทำให้จิตใจของเขาสนใจได้

 

เมื่อคราที่อยู่ในดินแดนซานเชียนเซินเจี่ย ก็ได้มีขุมกำลังอันเข้มแข็งแห่งหนึ่งเรียกว่าลัทธิหรูเซียน อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในแนวหน้าของดินแดนซานเชียนเซินเจี่ย ไม่ทราบว่าชิงหญิงผู้นี้จะมีเบื้องหลังเป็นลัทธิหรูเสียน และลัทธิหรูเสียนของดินแดนซานเชียนเซินเจี่ยจะมีความเกี่ยวพันธ์กันหรือไม่ หากว่าทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์กันแล้วละก็ เช่นนั้นที่มาของนางเซียนชิงหญิงนี้ ก็นับได้ว่าน่าหวาดเกรงอยู่หลายส่วนแล้ว

 

ในตอนนี้องค์ชายสามก็ได้ลุกขึ้นมา จ้องมองเยี่ยจงไปด้วยสายตาแจ้งเตือน เขาไม่ทราบว่าเพราะอะไรชิงหญิงถึงได้ชักจูงเยี่ยจงกะทันหัน เพียงแต่ว่าหากว่าเยี่ยจงเข้าร่วมกับลัทธิหรูเซียน หากมองในมุมของเขา ก็ถือได้ว่าเป็นการคุกคามที่ใหญ่ยิ่ง

 

หลังจากที่เยี่ยจงครุ่นคิดแล้ว ก็ค่อยๆหันศีรษะกลับมา จากนั้นก็ได้จ้องมองไปที่ชิงหญิง กล่าวตอบเสียงแผ่วเบา “ ข้าเป็นศิษย์ของลัทธิแห่งดวงดาว “

 

“ งั้นหรือ ? “ ชิงหญิงซิงตาทอประกาย “ เช่นนั้นก็ช่างน่าเสียดายแล้ว แต่ว่าประตูใหญ่ของลัทธิหรูเสวียนข้า จะเปิดต้อนรับเจ้าทุกเวลา เจ้าจำเอาไว้ละ “

 

กล่าวจบ นางเซียนชิงหญิงก็ได้โค้งคำนับองค์ชายใหญ่อย่างช้าๆ แล้วก็ถอยออกไป

 

จากนั้นองค์ชายสามก็มองไปที่เยี่ยจงอย่างลึกล้ำ เขาขยับกายคราหนึ่ง แล้วก็ถอยติดตามชิงหญิงไป

 

“ ฮาฮาฮา พี่เยี่ยจง ผู้น้อยนับถือ ในเมืองเยียจงแห่งนี้แทบจะไม่มีผู้ใดที่กล้าหาเรื่องกับคนของห้าตระกูลใหญ่เลย เจ้าถือได้ว่าเป็นคนแรก “ โจวฉีซือเดินเข้ามา ยื่นมือตบไปที่บ่าของเยี่ยจง “ หากว่าต้องการความช่วยเหลืออันใดแล้วละก็ ขอให้ส่งข่าวมาให้แก่โรงฝึกจ้านหวังเรา หากว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกุมรุมแล้ว ผู้น้อยจะช่วยเหลืออย่างเต็มที “

 

“ ขอบคุณจ้านหวังน้อยมากแล้ว “ กับจ้านหวังน้อยผู้นี้ เยี่ยจงยังรู้สึกดีด้วยอยู่หลายส่วน

 

“ เช่นนั้นข้าก็ไปก่อนละ หากว่าต้องการ พี่เยี่ยจงก็มานั่งที่รถศึกของข้า “ โจวฉีซือยังชี้นิ้วไป กล่าวออกมาอย่างนุ่มนวล

 

“ ไม่ต้องแล้ว ยังคงมีบางเส้นทางที่เดินด้วยตนเองยังคงสะดวกสบายกว่า มิใช่หรือ ? “ เยี่ยจงยิ้มขึ้นมาแล้วพยักหน้า

 

“ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ “ หลังจากที่โจวฉีซือจ้องมองไปที่เยี่ยจง ก็ค่อยกล่าวตอบ “ เช่นนั้นก็ขอให้เทพยุทธ์อวยพรแก่พี่เยี่ยจงแล้ว “

กล่าวจบ โจวฉีซือก็ได้ก้าวยาวๆจากไป

 

หลังจากที่ขุนนางชุดแพรจ้องมองไปที่เยี่ยจงอย่างเย็นชาแล้ว จากนั้นเขาก็ได้หันกายไปในทันที มิได้กล่าวอันใดมากมายนัก

 

จนถึงตอนสุดท้าย ทั่วทั้งสถานที่แห่งนี้ก็หลงเหลือแต่เพียงองค์ชายใหญ่และองค์หญิงหกทั้งสองคน ส่วนคนอื่นๆต่างก็จากไปอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าเหมือนกับสัมผัสได้กับอะไรบางอย่าง

 

“ พี่เยี่ยจง เส้นทางที่ท่านจะกลับไปนี้ เกรงว่าอย่าได้ไปแล้ว “ องค์ชายใหญ่กล่าวเตือนขึ้น บุคคลอื่นยังสามารถที่จะมองออก มีหรือที่เขาจะมองไม่ออกกัน ?

 

“ ไม่เป็นไร “ เยี่ยจงอมยิ้ม “ เพียงแต่ว่าเรื่องเหล่านี้จะเอ่ยขึ้นมาก็เท่านั้น ก็มิได้มีอันใดแตกต่างกันมากนัก ยังไงเสียข้าก็สมควรที่จะต้องขอโทษด้วย ที่ได้ทำลายงานเลี้ยงของท่าน “

 

องค์ชายใหญ่จ้องมองไปที่เยี่ยจง หลังจากนั้นก็ได้กล่าวเสียงแผ่วเบา “ การพบกันในครั้งหน้า หวังว่าเจ้าข้าจะได้พบกันในวันพิธีนะ “

 

เยี่ยจงยิ้มคราหนึ่ง “ แน่นอน เช่นนั้นแล้วข้าก็ขอตัวก่อน องค์ชายใหญ่ไม่ต้องส่งแล้ว “

 

กล่าวจบ เยี่ยจงก็ได้หันกายเดินจากไป ก้าวยาวๆออกไปจากวังชั้นนอก

 

องค์ชายใหญ่จ้องมองไปยังเงาหลังของเยี่ยจง แล้วก็ค่อยส่ายหัวไปมา กับเยี่ยจงผู้นี้ เขาก็ไม่อาจมองออกว่าเป็นคนเช่นไร

 

แล้วก็ได้ค่อยๆก้าวเดินออกมาจากวังชั้นนอก ในตอนนี้ทั่วทั้งบริเวณทางเข้าของวังก็มีแต่ความว่างเปล่า เห็นได้ชัดว่ามีผู้คนไม่น้อยที่คาดเดาได้ว่าจะต้องมีเรื่องอันใดเกิดขึ้นอีกเป็นแน่ ต่างก็วิ่งจนเหงื่ออย่างไม่คิดชีวิต แม้แต่เวรยามของราชวังก็ยังต้องถอยออกไป เห็นได้ชัดว่าไม่คิดที่จะสอดมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น

 

เยี่ยจงหัวเราะอย่างเย็นชา ถึงแม้บรรยากาศจะเป็นเช่นนี้ แต่ว่าอีกฝ่ายแน่นอนว่ายังไม่กล้าที่จะลงมือในเวลานี้สถานที่นี้แน่นอน ก็เพราะว่าเขามิได้มีความเกรงกลัวเลย ทั้งยังก้าวยาวๆออกมุ่งหน้าไปยังหัวมุมของถนนสายหนึ่ง

 

เป็นเช่นนี้ประมาณร้อยกว่าเมตรได้ เยี่ยจงจึงได้หยุดกายลง แล้วส่งเสียงเย็นชาออกมาคำหนึ่ง “ คิดจะออกมา ก็รีบไสหัวออมา อย่าได้หลุบหัวหลบหาง ทำเป็นเหมือนไม่มีผู้ใดทราบว่าพวกเจ้าต้องการที่จะลงมือในที่แห่งนี้ “

 

ในช่วงเวลาที่ซูจื่อหวินและพวกจากไปนั้น เยี่ยจงก็เข้าใจอย่างกระจ่าง ตนเองคิดที่จะกลับไปที่พักแรมอย่างปลอดภัยนั้นคงจะไม่ง่าย เพียงแต่ว่า เขาความจริงคิดที่จะคิดบัญชีกับตระกูลซูอยู่แล้ว ในตอนนี้ก็เพียงแค่เร่งกำหนดการเท่านั้น ไม่ได้มีอันใดที่รับไม่ได้

.

.

.

.

 




NEKOPOST.NET