เทพยุทธ์สะท้านภพ ตอนที่ 140 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

เทพยุทธ์สะท้านภพ

Ch.140 - เยี่ยถง


ตอนที่ 140    เยี่ยถง

 

ที่ตั้งของบ้านหลังนี้ได้ถูกสร้างอยู่ในจุดที่เงียบเชียบไร้เสียงใดๆให้ได้ยิน มีเพียงเหล่าผู้คุ้มกันเท่านั้นที่ค่อยสอดส่องดูแล แต่ว่าในช่วงเวลาที่พบเห็นชุดบนร่างกายที่คนเหล่านี้สวมใส่ เยี่ยจงก็ต้องขมวดคิ้วไปมา ชุดฝึกยุทธ์เหล่านี้มีอยู่หลายสิ่งที่ทำให้รู้สึกคุ้นเคย เพียงแต่ว่าในเวลานี้กลับไร้วิธีที่จะจดจำออกว่าเป็นขุมกำลังใดกันแน่

 

และหลังจากที่เยี่ยถงได้เข้ามายังบริเวณสวนได้ไม่นาน ก็ได้ถูกผู้คุมกันกลุ่มหนึ่งรั้งตัวไว้ จากนั้นหนึ่งในผู้คุมกันก็ได้ผายมือออกไปคราหนึ่ง เป็นดั่งการเชื้อเชิญเยี่ยถงเข้าไปยังห้องโถง

 

เยี่ยจงขมวดคิ้วไปมา แต่ว่ายังคงมิได้ขยับร่างกาย ท่ามกลางความเสนาะสนใจของผู้คนเหล่านี้ก็ได้พบเห็นร่างของเยี่ยถงในทันที ร่างกายได้พุ่งเสือกออกไปบริเวณห้องโถง จากนั้นก็ได้วางมือไว้ด้านบนพื้นแล้วกดคราหนึ่ง แล้วก็ได้กดลงขึ้นไปยังเพดานห้องด้านบน จากนั้นก็คอยมองดูสิ่งที่อยู่ภายในห้อง

 

ภายในห้องถูกจัดวางไว้ด้วยเก้าอี้เป็นแถวยาวอย่างง่ายๆ ไม่มีการตกแต่งอื่นใดที่ดูยุ่งยาก เห็นได้ชัดว่าที่แห่งนี้ก็เป็นได้เพียงแค่ที่พักเท้าแห่งหนึ่งเท่านั้น

 

ตอนนี้ ท่ามกลางห้องโถงใหญ่ก็ได้มีชายหนุ่มอยู่สองคนอยู่ตรงกลางห้อง หนึ่งในนั้นได้กอดอกอยู่ ประจวบพอดีอยู่ตรงหน้าเยี่ยจงพอดี ราวกับว่าเขากำลังดื่มด่ำอยู่กับภาพวาดโบราณที่แขวนอยู่บนผนังอยู่

 

และส่วนชายหนุ่มอีกคนหนึ่งที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้อย่างวางกล้าม

 

หลังจากนั้นเอง เยี่ยถงก็ได้ถูกผู้คุมกันนำทางจนเดินเข้ามาถึงบริเวณกลางห้อง

 

เมื่อพบเห็นเยี่ยถงเดินเข้ามา ชายหนุ่มที่ได้นั่งอยู่บนที่นั่งขนาดใหญ่โตก็ได้หัวเราะฮาฮาขึ้นมากะทันหัน แล้วก็ได้ยืนขึ้นมาแล้วกล่าว “ แม่นางเยี่ยถง หญิงแกร่งไม่แพ้ชายชาติทหาร เหล่าผู้ชายตระกูลเยี่ยของพวกเจ้าไม่มีน้ำยาซักคน ยังดีที่ยังมีแม่นางเยี่ยถงอยู่ ไม่เช่นนั้นตระกูลเยี่ยแห่งห้าตระกูลใหญ่ เกรงว่าคงจะต้องสิ้นชื่อแล้ว

 

ในตอนที่เยี่ยจงได้มองดูเข้าไปแล้ว ประจวบกับสามารถได้เห็นใบหน้าของเยี่ยถงอย่างชัดเจน สาวน้อยถึงแม้ว่าจะมีอายุเพียงแค่สิบสามสิบสี่ปีเท่านั้น แต่รูปทรงเพรียวบาง ใบหน้างดงามหมดจด เพียงแต่ว่าในตอนนี้นางกลับต้องขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย จากนั้นก็ได้จ้องเขม็งไปยังชายหนุ่มเบื้องหน้าสายตา แล้วตอบด้วยเสียงแผ่วเบา ” บอกมา ในครั้งนี้เจ้าต้องการยื่นข้อเสนอใด ? “

 

ชายหนุ่มที่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะกำลังนั่งชงชาอยู่หลังจากที่ได้ทานไปแล้วหนึ่งคำ ก็ค่อยเอ่ยปากกล่าวออกมา “ ในครั้งนี้ ความต้องการของข้าไม่สูงนัก ข้าทราบได้ว่าพวกเจ้าตระกูลเยี่ยมีของศาสตราวุธที่ตกทอดกันมา ขอเพียงเจ้าสามารถที่จะนำสิ่งของนี้ออกมา เช่นนั้นการแลกเปลี่ยนของพวกเราถือว่าบรรลุผล “

 

ในตอนที่ชายหนุ่มได้กล่าวจบลง เยี่ยถงก็ได้ลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหัน ส่ายศีรษะแล้วกล่าว “ เจ้าอย่าได้เพ้อฝันไป ของสิ่งนั้นแม้แต่ข้าเองก็ไปเอามามิได้ “

 

เมื่อเห็นเยี่ยถงปฏิเสธ ชายหนุ่มก็มิได้ปฏิเสธอันใด เขาเพียงปรบมือหลายครา กล่าวเสียงดังกังวาน “ แม่นางเยี่ยถง ข้าคิดว่าเจ้าก็น่าจะทราบดีอยู่แล้ว พี่ชายทั้งสองคนของเจ้า ตระกูลเยี่ยพวกเจ้ากะวนกะวายว่าพวกเขาจะตาย พี่ชายของเจ้าผู้นั้นที่ได้กราบอาจารย์ที่อยู่รัฐเหร่ยเทียนหวังเฉา ข้าก็จะไม่กล่าวแล้ว พวกเราจะมาพูดถึงเยี่ยจงที่อยู่ที่หมู่บ้านเจียงโจวชุนกัน หากปีมานี้หากมิใช่มีเจรียงหยูข้าคอยปกป้องเขาแล้วละก็ เกรงว่าไม่ทราบว่าเขาได้ตายไปไม่รู้กี่รอบแล้ว ........ เจ้าแน่ใจ ว่าเจ้าจะปฏิเสธการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ของข้างั้นหรือ ? ถ้าเช่นนั้นแล้วละก็ เยี่ยจงผู้นั้น เหอะเหอะเหอะ ........ “

 

สีหน้าเยี่ยถงเปลี่ยนไป ทันใดนั้นก็ได้เปลี่ยนเป็นปั้นยากถึงที่สุด แต่ว่าหลังจากนั้น นางก็ได้ขบริมฝีปากแล้วตอบ “ เจรียงหยู ข้าไม่ว่าจะอย่างไรก็ไปเอาศาสตราวุธนั้นไม่ได้ นั้นเป็นศาสตราวุธประจำตระกูลเยี่ยของพวกเรา อีกทั้งยังวางไว้ในเขตหวงห้าม ต่อให้เป็นข้าก็ยังไม่มีวิธีที่จะนำออกมาได้ อย่างมาก ข้าไปนำเอาทักษะยุทธ์ออกมาอีกชุดได้หรือไม่ ? “

 

“ ฮาฮาฮา ทักษะยุทธ์ ? ทักษะยุทธ์ของพวกเจ้าตระกูลเยี่ยสองสามแขนงนั้นเหมาะกับคุณชายเช่นข้างั้นหรือ ทั้งหมดนั้นได้ถูกนำออกมาตั้งแต่แรกแล้ว เจ้าคิดว่าตระกูลเยี่ยของเจ้า ยังมีสิ่งของใดที่มีค่ากัน ? นอกเสียจากศาสตราวุธประจำตระกูล สมบัติอื่นใดก็ไม่สามารถที่จะให้เจ้าช่วยปกป้องชีวิตของเยี่ยจงได้แล้ว “ เจรียงหยูหัวเราะฮาฮาคำหนึ่ง หลังจากนั้น เขาก็ได้ตรวจสอบเยี่ยถงโดยร่วมครู่หนึ่ง จึงค่อยหัวเราะแล้วตอบ “ ทว่า หากว่าเจ้าสามารถอยู่เป็นเพื่อนข้าคืนหนึ่งแล้วละก็ ยังคงสมารถคุยกันได้อยู่ “

 

“ เพ้ย บังอาจ “ เยี่ยถงใบหน้าแดงขึ้น สีหน้าปั้นยากอย่างที่สุด

 

“ เหอะเหอะเหอะ คิดไม่ถึงว่าคนของตระกูลเยี่ย ถึงกับมีความผ่าเผยเช่นนี้ แม่นางเยี่ยถง จากที่ข้าดูๆแล้ว เจ้าอย่าได้ปฏิเสธการแลกเปลี่ยนของพวกเราจะดีกว่านะ “ ชายหนุ่มที่ความจริงกำลังชี้ไปที่รูปภาพอยู่ในตอนนี้ก็ได้หันกายมา เขามีอายุประมาณยี่สิบปี ใบหน้าคิ้วเข้ม แต่ว่าภายในดวงตาก็ได้ปรากฏความเย็นชาชนิดหนึ่งออกมา จนทำให้ก่อให้เกิดบรรยากาศอันหนาวเย็นอยู่หลายส่วน

 

“ คุณชายตง แม่นางน้อยนี้ให้ข้าจัดการก็เพียงพอแล้ว คุณชายจงโปรดวางใจ “ เจรียงหยูผู้นั้นเมื่อพบเห็นคนผู้นั้นเดินออกมา ก็รีบลุกขึ้นยืน โค้งกายคำนับแล้วกล่าว

 

“ ซูเหวินตง ? “ เยี่ยถงเมื่อพบเห็นชายหนุ่มที่หันกายมา ก็ได้ตัวแข็งทื่อ เห็นได้ชัดว่านางก็คาดไม่ถึง เจรียงหยูผู้นี้ที่แท้ก็ได้มีความสัมพันธ์ร่วมมือกับตระกูลซู

 

“ เจรียงหยู พวกเจ้าพรรคเงาเพลิงที่แท้ก็ได้ร่วมมือกับตระกูลซูงั้นหรือ ? “ สีหน้าเยี่ยถงปั้นยากขึ้นมาแล้วจ้องเขม็งไปที่เจรียงหยูแล้วเอ่ยปากถาม นางคิดไม่ถึงว่า ฝ่ายที่ร่วมมือกับตนเองมาโดยตลอดนี้ ที่แท้ก็เป็นคนของตระกูลซู

 

“ เหอะเหอะ แม่นางเยี่ยถง ที่เจ้ากล่าวมานั้นก็ไม่ถูกต้องนัก พรรคเงาเพลิงพวกเราจะมีความสัมพันธ์ความร่วมมือกับตระกูลซูได้อย่างไรกัน ? พวกเรา เพียงแต่เป็นแค่สุนัขรับใช้คุณชายตงก็เท่านั้น คุณชายตงให้พวกเรายืน พวกเราก็ไม่กล้าที่จะนั่งลง คุณชายตงให้พวกเราร่วมมือกับเจ้าแม่นางเยี่ยถง พวกเราก็ต้องมาร่วมมือกับเจ้า ไม่เช่นนั้นแล้วละก็ เจ้าคิดจริงๆหรือว่าในตอนที่เจ้ามาตามหาพวกเราถึงที่นั้น เพียงแค่หินวิญญาณแค่ไม่กี่ร้อยก้อนจะอยู่ในสายตาของพวกเรา ? “ เจรียงซูหัวเราะคำหนึ่ง ในน้ำเสียงถึงแม้จะให้ความรู้สึกเลียแข้งขาอยู่หลายส่วน แต่ว่าก็ช่างเป็นการเลียแข้งขาที่น่าเกียจจริงๆ

 

ได้ยินคำพูดของเขาแล้ว ใบหน้าของซูเหวินตงปรากฏรอยยิ้มอย่างเย็นชาขึ้นมา เห็นได้ชัดว่า เกี่ยวกับเจรียงหยูผู้นี้ เขาก็รู้สึกยินดีอย่างถึงที่สุด

 

“ แต่ว่าเมื่อได้กล่าวขึ้นมาแล้ว แม่นางเยี่ยถงเจ้านับได้ว่าเป็นเป็นแม่นางน้อยที่ไม่เลวเลยทีเดียว พวกเจ้าตระกูลเยี่ยไม่ทราบมีคนมากมายเท่าไร ต่างก็ใช้กำลังทั้งหมดที่มีคิดหาวิธีจัดการพี่ชายทั้งสองคนของเจ้า เพียงแต่ว่า เจ้าที่เป็นเพียงแค่แม่นางน้อยเพียงคนเดียว นับจากเมื่อสามปีก่อน ก็ได้คิดหาวิธีที่จะปกป้องชีวิตของพี่ชายทั้งสองคนของเจ้า ........ เจ้าก็อย่าได้ผิดหวังมากไป เจ้าควรทราบว่า หากว่าไม่มีข้าเจรียงหยูลงมือให้แล้วละก็ พี่ชายทั้งสองของเจ้าก็คงจะตายไปตั้งแต่แรกแล้วไม่ก็แน่ “ เจรียงหยูหัวเราะฮาฮา

 

“ แต่ว่า แม่นางเยี่ยถง เจ้าในตอนนี้ไม่คิดที่จะร่วมมือกับพวกเรา นั้นก็ไม่ได้แล้ว ........ “ เจรียงหยูยิ้มอย่างเย็นชา “ ทักษะยุทธ์ระดับปลายแถวของพวกเจ้าตระกูลเยี่ย ต่างก็ได้ตกอยู่ในมือของตระกูลซูเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากว่าในระหว่างพวกเรามิได้มีการร่วมมือกันแล้วละก็ เกรงว่า อาจจะมีความลับของเจ้าที่พวกเราก็คงมิอาจจะสามารถปกป้องให้ได้แล้ว มิใช่หรือ ? “

 

ใบหน้าน้อยๆของเยี่ยถงขาวซีด ขาข้างหนึ่งได้ก้าวถอยหลังไปด้วยการตัดสินใจของมันเอง ถึงแม้ว่านางจะไม่มีประสบการณ์ แต่ว่าในตอนนี้ก็ทราบได้ขึ้นมา สิ่งที่นางทำมาหลายปีนี้ เป็นเพียงแค่ป้อนเนื้อแพะเข้าปากเสือก็เท่านั้นเอง

 

“ ได้ ขอเพียงพวกเจ้าตกลงที่จะปกป้องพี่ชายทั้งสองคนของข้าต่อไป ข้าก็จะหาวิธีที่จะนำศาสตราวุธนั้นมาให้แก่พวกเจ้าเอง “ หลังจากที่เยี่ยถงครุ่นคิดชั่วครู่ ก็ค่อยได้เงยหน้าขึ้นมาตอบ แต่ว่าในช่วงเวลาที่กล่าวออกมา ร่างกายของนางก็ได้สั่นเทาขึ้นมาเล็กน้อย

 

“ เหอะเหอะ “ ซูเหวินตงหัวเราะเบาๆคำหนึ่ง หลังจากที่เขาได้ทำการตรวจสอบเยี่ยถงโดยร่วมแล้ว ท่ามกลางนัยน์ตาก็ได้ปรากฏความเปลี่ยนเป็นน่ารังเกียจขึ้นมา จากนั้นเขาก็ได้ส่ายศีรษะ ปรบมือแล้วกล่าว “ เอาละ แม่นางเยี่ยถงท่านก็ไม่ต้องรีบร้อนจนเกินไป ในเมื่อมีข่าวสารเหล่านี้ เมื่อเจ้าทราบแล้วจะต้องดีใจอย่างแน่นอน ยกตัวอย่างเช่น พี่ใหญ่เยี่ยจงท่านนั้นของเจ้า ตอนนี้ที่ได้เส้นลมปราณทั้งหกพิการจนเป็นขยะคนหนึ่ง กล่าวกันว่าเขาได้เริ่มที่จะฝึกปรือแล้ว อีกทั้งยังฝึกปรือจนมีพลังถึงขั้นก่อเกิดระดับที่สามแล้วด้วย แล้วก็ เขายังได้สังหารท่านอาของตระกูลซูผู้หนึ่งที่มีพลังยุทธ์ที่ขั้นก่อเกิดระดับที่สี่อีกด้วย เขาร้ายกาจมากใช่หรือไม่ ? “

 

“ อะไรกัน ? “

 

เยี่ยถงตกตะลึงจนพูดไม่ออก ภายในดวงตาในตอนนี้ได้ปรากฏความยินดีขึ้นมาสายหนึ่ง พี่ใหญ่ที่แท้มิใช่ขยะไร้ประโยชน์หรอกหรือ ?

 

“ เฮะเฮะ พลังฝีมือขั้นก่อเกิดระดับที่สาม ก็สามารถที่จะสังหารยอดฝีมือพลังขั้นก่อเกิดระดับที่สี่ได้ ช่างร้ายกาจเสียนี้กระไร ช่างมีความกล้าบังอาจนัก “ ซูเหวินตงหัวเราะอย่างเย็นชา “ ดังนั้นพวกเราตระกูลซูจึงตัดสินใจไว้ว่า ขอเพียงหาตัวเขาออกมาได้แล้วละก็ ก็ต้องเลาะกระดูกของเขามาให้หมด “

 

“ อะไรนะ ? “ เยี่ยถงตอนนี้ค่อยมีปฏิกิริยากลับมา ถึงแม้ว่าพี่ใหญ่ของตนเองมีความสามารถที่จะฝึกยุทธ์ได้จะนับเป็นเรื่องดี แต่ว่า นางที่เป็นคนของห้าตระกูลใหญ่ ตระกูลซูมีพลังอำนาจเช่นไรย่อมเข้าใจเป็นอย่างดี หากว่าคนของตระกูลซูถูกสังหารโดยเยี่ยจงแล้วละก็ เช่นนั้นก็อย่าว่าแต่เยี่ยจงมีพลังขั้นก่อเกิดระดับที่สามเลย ต่อให้แข็งแกร่งมากกว่านี้ ก็มีแต่ตายเท่านั้น

 

เมื่อพบเห็นปฏิกิริยาของเยี่ยถง บนใบหน้าของซูเหวินตงก็ได้แสดงอารมณ์ที่แปลกประหลาดขึ้นมา เขาหัวเราะอย่างเย็นชา แล้วกล่าวเสียงดัง “ ดังนั้น ในตอนนี้ขาจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง ถ้าหากว่าเจ้าสามารถที่จะทำให้ข้ารู้สึกสบายได้แล้วละก็ บวกกับนำเอาศาสตราวุธประจำตระกูลเยี่ยของพวกเจ้ามาแล้วละก็ คุณชายเช่นข้าก็จะออกหน้าให้ ให้เหล่าผู้เฒ่าในตระกูลเหล่านั้นอย่าได้แตะต้องเยี่ยจง ดีหรือไม่ ? เจ้าว่าการแลกเปลี่ยนนี้น่าจะไม่เลวเลยใช่หรือไม่ ? “

 

“ เจ้าคิดว่าข้ายังเชื่อพวกเจ้าได้อีกงั้นหรือ ? “ เยี่ยถงกัดฟันไปมา หลังจากนั้นก็ได้ค่อยๆเอ่ยปากกล่าว ในช่วงเวลาที่ซูเหวินตงกำลังกล่าววาจาเหล่านั้น นางก็เข้าใจทันที ซูเหวินตงในวันนี้เตรียมตัวที่จะไม่ปล่อยตนเองไปอย่างแน่นอน แล้วก็ การแลกเปลี่ยนทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็เป็นเพียงแค่ฉากบังหน้าเท่านั้นเอง เด็กน้อยเหล่านี้คิดที่จะให้ตนเองหายสาบสูญไป จากนั้นก็จะไม่มีผู้ใดทราบได้อีก ว่าหนังสือทักษะยุทธ์ของตระกูลเยี่ยเหล่านี้ จะตกมาอยู่ในมือของตระกูลซูของพวกเขา

 

“ เจ้าเชื่อไม่เชื่อพวกเรา ไม่อันใดเกี่ยวกัน ? “ ซูเหวินตงยิ้มแล้วยิ้มอีก เขาก็ได้ผายทำท่าทางคล้ายกับเชื้อเชิญออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ “ เช่นนั้น แม่นางเยี่ยถง มาฉลองการร่วมมือกันครั้งสุดท้ายกับพวกเรากันเถอะ ? ต่อจากนี้ เจ้าเตรียมตัวที่จะปลดเสื้อตนเองออกมาเอง หรือว่าเตรียมที่จะให้พวกเราช่วยเจ้าดี ? “

 

“ เจ้า ........ “ เยี่ยถงร่างกายค่อยๆสั่นเทาขึ้นมา ตัดสินใจเตรียมตัวที่จะถอยหนีไปทางด้านหลัง

 

“ ใช่แล้ว ยังมีผู้คุ้มกันเหล่านี้กำลังรอเจ้าอยู่ใช่หรือไม่ ? เด็กๆ เชิญตัวผู้คุ้มกันของแม่นางเยี่ยถงเข้ามาให้หมด “

 

หลังจากที่สิ้นเสียง ก็ได้ยินเสียงหัวเราะเย็นชาออกมาเป็นสาย และทางด้านหลังของประตูก็ได้ถูกคนเปิดออก ทันใดนั้นก็มีเงาร่างนับสิบสายถูกลากเข้ามาในเวลาเดียวกัน และบริเวณหลังของพวกเขา ต่างก็ถูกกระบี่ยาวปักไว้อยู่

 

“ คุณหนู หนีเร็ว เจ้าพวกคนเหล่านี้ ----- “

 

หนึ่งในเงาร่างสายหนึ่งเมื่อครู่พึ่งเอ่ยปาก ที่ด้านหลังของเขาที่มีผู้คุ้มกันตระกูลซูก็ได้ชักอาวุธขึ้นออกมา วินาทีนั้น กระบี่ยาวก็ได้พุ่งเสียบทะลุเข้าไปยังหน้าอกของเหล่าผู้คุ้มกันตระกูลเยี่ยออกไป

 

“ ซวบ ซวบ ซวบ “

 

ทันทีที่ผ่านไปได้แค่หนึ่งลมหายใจ ผู้คุ้มกันตระกูลซูเหล่านี้ก็ได้ลงมืออย่างรวดเร็ว เพียงเสี้ยววินาที ผู้คุ้มกันตระกูลเยี่ยแต่ละคนก็มีใบหน้าเครียดแค้นล้มลงไปอยู่บนพื้น กลิ่นคาวเลือดได้แผ่กระจายไปทั่วห้องในทันที ทำให้ใบหน้าของเยี่ยถงเปลี่ยนเป็นขาวซีดราวกับกระดาษขึ้นมา

 

“ เอาละ แม่นางเยี่ยถง ตอนนี้เจ้าทราบแล้วว่าสมควรที่จะตัดสินใจเช่นไรแล้วใช่ไหม ? “ ซูเหวินตงหัวเราะอย่างเยือกเย็น

 

“ ช้าก่อน สิ่งที่นางกำลังตัดสินใจให้ข้ากระทำเอง ดีหรือไม่ ? “ เสียงเย็นเยียบสายหนึ่งดังขึ้น ปรากฏตัวอยู่ใจกลางห้องโถงอย่างกะทันหัน

.

.

.

.

 

 

 




NEKOPOST.NET