เทพยุทธ์สะท้านภพ ตอนที่ 134 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

เทพยุทธ์สะท้านภพ

Ch.134 - พักฟื้น


ตอนที่ 134   พักฟื้น

 

 

หลิงเยวี่ยก็ได้ยกมือขึ้นมาเช่นกัน นางกดมือลงเบาๆบนแก้มข้างซ้ายของเยี่ยจง จากนั้นก็หันศีรษะไปทางด้านข้าง กึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้มมองไปที่เยี่ยจง กล่าวเสียงแผ่วเบา “ หลายวันมานี้ ช่วงเวลที่เจ้าได้ละเมอเรียกข้าว่าอาจารย์มาอย่างน้อยที่สุดก็ร้อยครั้งได้แล้ว …… ข้าดูเหมือน แก่ขนาดนั้นเชียวหรือ ? “

 

เยี่ยจงยังคงตะลึงลาน ราวกับยังคงเห็นภาพซ้อนอยู่หลายส่วน แต่ว่าเรื่องราวเช่นนี้เขาก็ไม่ทราบว่าจะอธิบายเช่นไรดีจริงๆ

 

“ เอาเถอะ “ หลิงเยวี่ยถอยออกไปครึ่งก้าว จากนั้นก็ใช้มือปลดผ้าปิดหน้าลง นางมองไปที่เยี่ยจง กล่าวเสียงแผ่วเบา “ เจ้าอย่าได้โกรธเคืองไปล่ะ เรื่องราวที่ผ่านมาของเจ้าเหล่านี้ ข้าได้ส่งคนไปสืบข่าวมายังชัดเจนแล้ว ตามประวัติของเจ้า สมควรที่จะยังไม่ได้กราบอาจารย์แต่อย่างไร ? เจ้าบอกข้าได้ไหม เหตุใดเจ้าถึงเรียกแต่ข้าว่าอาจารย์  ? “

 

หลังจากที่เยี่ยจงครึ่นคิดแล้ว จึงได้กล่าวเสียงแผ่วเบาตอบกลับ “ ถ้าหากข้าบอกว่า มันเป็นเหมือนดั่งความฝัน ในช่วงเวลาที่คล้ายกับของเป็นชาติที่แล้ว อาจารย์ปู้เหยียนของข้ามีหน้าตาคล้ายกับท่าน หรือกล่าวได้ว่า ท่านก็คืออาจารย์ของข้า ท่านจะเชื่อหรือไม่ ? “

 

“ ยังมีเรื่องราวเช่นนี้อีกงั้นหรือ ? ข้าในความฝันของเจ้าเรียกว่าปู้เหยียนงั้นหรือ ? “ หลิงเยี่ยงงงันเล็กน้อย ทว่าทันใดนั้น นางก็ได้ยื่นมือไปลูบหัวของเยี่ยจงเล็กน้อย ลาวเสียงแผ่วเบา “ เจ้านี้ก็ อย่าได้ครุ่นคิดวุ่นวายอีกเลย พักฟื้นอยู่ในที่แห่งนี้ของข้าให้ดีๆทราบหรือไม่ ? ยังมี จากนี้ไปอย่าได้เรียกข้าว่าอาจารย์อีก ต้องเรียกเขาว่าศิษย์พี่หญิง เข้าใจไหม ? “

 

“ ขอรับ ศิษย์พี่หญิง “ 

 

หลังจากที่เงียบงัน เยี่ยจงก็ได้หลับตาลงหวนลำลึกเรื่องราวที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าตนเองจะคาดเดาผิดไป ความเกี่ยวพันธ์ของหลิงเยวี่ยและปู้เหยียนทั้งสองนามนี้ แม้จะไม่มีความคล้ายกัน ถ้ามองเช่นนั้นแล้วละก็ ถึงแม้นางและอาจารย์ปู้เหยียนมีความคล้ายกัน แต่ว่านางมิสมควรที่จะใช่ปู้เหยียน

 

“ เอาเถอะ ในตอนนี้ข้าจะไม่รบกวนเจ้าพักฟื้นก่อนซักระยะ เจ้าคิดหาวิธีฟื้นฟูอาการบาดเจ็บก่อนแล้วค่อยว่ากันเรื่องอื่นเถอะ ? พรุ่งนี้ข้าจะมาเยี่ยมเจ้าใหม่ “ ขณะที่กำลังพูด หลิงเยวี่ยก็ได้หันกายเดินจากไป ในสถานที่ที่เยี่ยจงมิอาจที่จะมองเห็น นัยน์ตาของนางก็ได้เกิดความวุ่นวายอยู่หลายส่วน

 

เยี่ยจงจ้องเขม็งไปยังด้านหลังของหลิงเยวี่ย หลังจากนั้นก็ได้สูดลมหายใจเข้าคำหนึ่ง มิได้กล่าวมากมายอันใด

 

ถึงแม้ว่าหลิงเยวี่ยจะมิใช่อาจารย์ของตนเอง เช่นนั้นต่อให้คิดมากไปก็มิได้มีประโยชน์อันใด และเรื่องที่สมควรจะต้องทำที่สุดในตอนนี้ ในช่วงเวลาอันดับแรกก็คือฟื้นฟูพลังของตนเองให้กลับคืน มิเช่นนั้นหากเป็นเช่นนี้ต่อไปแล้วละก็ เกรงว่าต่อให้ฟื้นฟูในวันข้างหน้า ก็คงจะหลงเหลืออาการบอบช้ำไว้ส่วนหนึ่ง

 

    …………

 

ท่ามกลางภายในห้องที่เงียบสงบ เยี่ยจงก็ได้นั่งสมาธิขึ้นอยู่บนเตียง จากนั้นก็ล้วงนำโอสถส่วนหนึ่งออกมากัดกินราวกินทานราวกับข้าวมื้อหนึ่งก็มิปานเข้าไป ความรู้สึกอันอบอุ่นเป็นสายของฤทธิ์ยาได้ไหลเวียนเข้าสู่ทั่งทั้งร่างกาย เป็นสาย ความรู้สึกเช่นนี้เป็นชนิดที่เรียกได้ว่าแสนจะสบายอย่างถึงที่สุด สบายจนถึงขั้นเยี่ยจงถึงกับร้องออกมาเลยทีเดียว

 

หลังจากรอคอยจนฤทธิ์ยาไหลเวียนจนเกือบจะทั่วทั้งร่างอยู่รอบหนึ่ง เยี่ยจงจึงค่อยได้ค่อยๆหลับตาลง จากนั้นก็ได้พลิกฝ่ามือทั้งสองข้างเป็นสัญลักษณ์ที่แปลกประหลาด กำลังภายในของวิชากระบี่หกสุสานได้ค่อยๆเริ่มที่จะไหลเวียนขึ้นมา

 

ทุกครั้งที่ได้ใช้วิชาลมปราณเพลงกระบี่หกสุสาน ลมปราณของเยี่ยจงจะไหลเวียนอย่างรวดเร็วจนรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวด ทำให้ร่างกายของเขาสั่นเทาขึ้นมาเล็กน้อย เพียงแต่ว่า ผลจากการใช้ทั้งฤทธิ์ยาและวิชากระบี่หกสุสาน กำลังภายในของเข้าก็ได้ทะลวงเข้าซ่อมแซมจุดกล้ามเนื้อ กระดูก เส้นเอ็นทีละเล็กละน้อย

 

ช่วงเวลาที่ได้ผ่านเลยไปเนินนานอย่างเชื่องชายาวนาน แต่ว่า นี้ก็เป็นเหมือนการพยายามที่จะเรื่องชนิดหนึ่ง ช่วงเวลาที่ผ่านมา เยี่ยจงไม่เพียงแต่ฟื้นฟูตนเองจากอาการบาดเจ็บ ยังถึงกับสามารถชำระของเสียทั้งมวลเหล่านั้นซึ่งเป็นสิ่งที่มีผลกระทบต่อกำลังภายในในเวลาต่อมา ในเวลาเดียวกันก็สามารถหยิบยืมโอกาสที่ตนเองสามารถขยายเส้นลมปราณได้

 

ไม่อาจที่จะไม่ยอมรับได้ กระบวนการเหล่านี้ได้ผ่านเลยไปเชื่องช้าอย่างยิ่ง

 

ในช่วงเวลาระหว่างวันคืนที่ได้ไหลผ่านก็ได้ผ่านเลยไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้ พลังของเยี่ยจงก็ได้ฟื้นคืนกลับคืนมาทีละน้อย

 

การฝึกปรือเช่นนี้ ได้ใช้เวลาไปหนึ่งเดือนเต็มๆ หลังจากนั้นหนึ่งเดือนต่อมา ร่างกายของเยี่ยจงที่ความจริงแทบจะไม่ขยับเลยแม้แต่น้อยก็ได้สั่นเทาขึ้นคราหนึ่ง หลังจากนั้นก็ได้ค่อยๆลืมตาขึ้นมา ทันใดนั้นเอง ไอพลังวิญญาณฟ้าดินในสายลมทั่วทั้งสี่ทิศก็ได้รวมตัวกันเข้ามาในเวลาเดียวกัน แล้วก็ถูกสูดเข้าไปในร่างกายของเขา เป็นดั่งการเคลื่อนไหวของการใช้พลังลมปราณโจวเทียน

 

ในระหว่างที่ได้ไหลเวียนพลังหลิงโจวเทียนเอง สีหน้าของเยี่ยจงที่ในตอนท้ายเป็นสีขาวซีดโดยทั้งหมดก็ได้หายไปจนไม่อาจพบเห็นได้อีก และบรรยากาศในตัวของเขานั้น ในตอนนี้ก็ได้เปลี่ยนเป็นลึกล้ำอยู่หลายส่วนขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ

 

ควรทราบว่า วันเวลาที่ผ่านมาเหล่านี้ แน่นอนว่าเยี่ยจงทั้งใช้ทั้งกินโอสถวิเศษไปไม่น้อย ดังนั้น ในช่วงเวลาเดียวกับที่ฟื้นขึ้นมา เขากลับค้นพบว่าขอบเขตของพลังตนเองนั้นมีอยู่หลายส่วนราวกับหละหลวมไป พลังฝีมือที่ได้มีความก้าวหน้าขึ้น เห็นได้ชัดว่า ราวกับว่าทุกอย่างที่ตนเองได้รับมาทั้งหมด จากการที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสในครั้งนี้ แต่ก็ได้รับประโยชน์อยู่ไม่น้อย

 

ทว่า หากว่ายังไม่สามารถตามหาผลเสียงสายฟ้า(เหร่ยยิงเกว่อ) กระดูกพันปี (เชียนจีกู่) แล้วละก็ เยี่ยจงก็คงไม่อาจที่จะก้าวเข้าสู่ขั้นก่อเกิดระดับที่เจ็ดได้

 

ถึงแม้จะเป็นความต้องการของวิชาลมปราณกระบี่หกสุสาน หากคิดที่จะทะลวงเข้าสู่ขั้นก่อเกิดระดับที่เจ็ด อย่างน้อยก็ต้องมีวัตถุดิบทั้งสามชิ้นค่อยหนุนเสริม และในครั้งนี้ที่เยี่ยจงได้เศษทรายวิญญาณ(หลิงเสียวซา)ก็เช่นกัน ทั้งผลเสียงสายฟ้าและกระดูกพันปีก็นับเป็นสมบัติที่ยากจะพบพานได้ ต่อให้รีบร้อนไป ก็ทำอันใดมิได้

 

“ หลังจากนี้คงต้องหาเวลาในการฝึกทักษะยุทธ์ที่ได้มาจากถ้ำหงส์หยาในตอนนั้น อีกทั้งยังต้องหาวิธีในการจัดการกับเจ้าโอสถทั้งสองตัวนี้ด้วย “

 

สิ่งที่เยี่ยจงคาดหวังเอาไว้ ก็คือการพัฒนาพลังฝีมือ ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องที่ได้มาง่ายดาย เขาก็ไม่คิดที่จะให้เกิดเรื่องยังคราวที่แล้วอีกครั้งอย่างแน่นอน ดังนั้น ต่อให้สิ่งเหล่านี้ยากที่จะไขว่คว้าเอามาได้ ตนเองก็จะคิดหาวิธีเพื่อที่จะครอบครองไว้ในมือ

 

“ เอี๊ยด อ๊าด “

 

เสียงเปิดประตูใหญ่ของบ้านได้ค่อยๆดังขึ้น เยี่ยจงในตอนนี้ก็ได้พบกับเงาร่างหลายสายยืนอยู่ท่ามกลางสวนแห่งนี้

 

และในช่วงเวลาที่ได้พบกับเงาร่างหลายสายนี้ เยี่ยจงก็ได้งงงันอยู่เล็กน้อย ทันใดนั้นก็ได้เดินออกไปทางด้านหน้าอย่างรวดเร็ว โค้งกายคำนับแล้วกล่าว “ ศิษย์เยี่ยจง น้อมพบเจ้าตำหนักเฮ้อตง เจ้าตำหนักเยวียเฮ้า ไม่ทราบว่าท่านนี้คือ…… “

 

ตอนนี้ทำกลางสวนก็ได้ปรากฏคนทั้งหมดสามคน สองในสามคนนี้เยี่ยจงได้เคยพบมาก่อน แบ่งเป็นเจ้าตำหนักยันต์มนต์ตรานามเยวียเฮ้าและเจ้าตำหนักกองทัพเฮ้อตง รวมทั้งคนสุดท้ายผู้นี้ที่เป็นชายชราผมหงอกสีขาวผู้หนึ่ง เขาในตอนนี้ยิ้มออกมาแล้วมองไปที่เยี่ยจง ด้วยสีหน้าสงสัย

 

“ เยี่ยจง เข้ามาพบกับผู้อาวุโสหลิงเหว่ย ผู้อาวุโสหลิงเหว่ยนั้นเป็นถึงผู้อาวุโสแห่งตำหนักยันต์มนต์ตรา มีสถานะในลัทธิแห่งดวงดาวของเราที่สูงยิ่ง และในครั้งนี้ อาการบาดเจ็บภายในของเจ้าก็ได้ผู้อาวุโสหลิงเหว่ยตรวจสอบให้ อีกทั้งตอนที่ได้ช่วยเหลือ เขาก็มีส่วนลงมือด้วยเช่นกัน “ เฮ้อตงหรี่ตามมองออกไปแล้วกล่าวออกมา

 

หลังจากที่เงียบงัน เยี่ยจงก็ได้รีบร้อนที่จะใช้มือคารวะแล้วตอบ “ เป็นเพราะว่าผู้อาวุโสซูหลิงเหว่ยแล้ว “

 

“ อาการบาดเจ็บของเจ้าหายดีแล้วหรือ ? เพียงแค่ช่วงระยะเวลาเพียงแค่ครึ่งเดือนก็สามารถมาถึงขั้นนี้ได้ เจ้าไม่เลวเลย “ผู้อาวุโสหลิงเหว่ยหรี่ตามองดูเยี่ยจง ภายในดวงตาสาดประกายความนับถือไม่หยุดยั้ง “ พลังฝีมือเพียงแค่ขั้นก่อเกิดระดับที่หกแค่นั้น ก็สามารถที่ใช้ตัวคนเดียว ต่อกรกับยอดฝีมืออันมากมายแห่งรัฐเสวี่ยหยวนหวังเฉาได้ อีกทั้งยังได้ช่วงเหลือศิษย์อันสำคัญของตำหนักยันต์มนต์ตรากลับมาได้ ไม่อาจไม่กล่าวได้ว่า ความสามารถที่เจ้ามีนั้นไม่อาจที่จะมิให้ข้าผู้เฒ่ามิอาจที่จะนับถือได้ อายุยังเยาว์วัยก็มีความสำเร็จได้ถึงเพียงนี้ อนาคตข้างหน้าหากสามารถแข็งแกร่งได้อีกละก็ คงมิใช่ก้าวขึ้นสู่ฟ้าได้หรอกหรือ ? “

 

“ เพียงแต่ว่า ชื่นชมก็ส่วนชื่นชม เรื่องราวเช่นในครั้งนี้ขอให้อย่าได้มีอีกครั้ง ในวันข้างหน้านอกเสียจากมีความกล้าแล้ว แต่ก็ยิ่งต้องรู้ในขีดจำกัดด้วย “ คำพูดประโยคนี้ได้ออกมาจากปากเยวียเฮ้า จากนั้นก็ส่ายศีรษะแล้วกล่าวออกมา

 

“ ศิษย์น้อมรับคำชี้แนะ “

 

หลังจากที่เงียบงัน เยี่ยจงก็ฟังออกว่าถึงความเป็นห่วงของหลายท่านนี้ ต่อมาก็โค้งคำนับแล้วตอบกลับไป

 

“ เจ้าก็ไม่ต้องมากมารยาทไป ในครั้งนี้เจ้าไม่เพียงทำลายแผนการอันเลวร้ายของรัฐเสวี่ยหยวนหวังเฉา ช่วยเหลือขุมกำลังยอดฝีมือมากมาย แล้วยังนำจารึกเสวี่ยหยวนกลับมายังลัทธิ ถือเป็นความชอบแล้ว แม้แต่พวกเราเหล่าผู้เฒ่าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าควรจะให้รางวัลเจ้าเช่นไรจึงจะเหมาะสม ........ “ เฮ้าตงยิ้มออกมาแล้วกล่าว “ แต่ว่า เรื่องราวในตอนนี้ยังไม่จบลง ถึงแม้ว่าเรื่องเหล่านี้จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับศิษย์เช่นพวกเจ้า แต่ว่าเรื่องราวเช่นนี้ยังคงไม่อาจที่จะเปิดเผยไปได้ ในความข้อนี้ขอให้เจ้ายกโทษให้ด้วย “

 

“ ท่านเจ้าตำหนัก เรื่องที่ศิษย์ได้ทำมาเหล่านี้ นั้นมิใช่เพื่อชื่อเสียง เพียงแต่ว่าเป็นการเอาชีวิตรอดก็เท่านั้น หากว่าในเวลานั้นมีทางเลือกที่สองแล้วละก็ แน่นอนว่าข้าต้องเลือกที่จะจากไป “ เยี่ยจงทราบดีว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าจิ้งจอกเฒ่าเหล่านี้ก็มีจำเป็นที่จะต้องเสแสร้งอันใด ต่อมาก็ยักไหล่ไปมา เอ่ยปากตอบกลับไปอย่างเปิดเผย

 

“ ไม่ว่าเจ้าในตอนนั้นที่แท้คิดจะทำอันใด อย่างน้อยเจ้าก็ได้ทำในสิ่งที่เจ้าสมควรจะทำ มิใช่หรือ ? “ เฮ้อตงยิ้มออกมา จากนั้นก็ได้ปรบมือ “ ถ้ายังคงยืนยันคำเดิม หากว่าเจ้ายินดีที่จะเข้าร่วมกับตำหนักกองทัพแล้วละก็ สิ่งของที่ใช้ฝึกปรือของตำหนักกองทัพ เจ้าสามารถใช้ได้ตามใจชอบ อีกทั้งในช่วงเวลาที่คับขัน เจ้าก็จะได้อำนาจของตำหนักกองทัพไปอีกส่วนหนึ่ง ดีหรือไม่ ? เจ้าเด็กน้อย ภายในลัทธิแห่งดวงดาวนี้ ไม่มีสถานที่ใดที่เหมาะสมกับเจ้ามากไปกว่าตำหนักกองทัพอีกแล้ว “

 

หลังจากที่เงียบงัน หลิงเหว่ยและเยวียเฮ้าทั้งสองคนก็หน้าเปลี่ยนในเวลากัน กล่าว “ เฮ้อตง พวกเรามิใช่ตกลงกันแล้วหรือ ว่าในวันนี้ไม่ว่าผู้ใดก็ห้ามมาดึงคนในที่แห่งนี้ เจ้ากลับกล้าทำอย่างเปิดเผยเช่นนี้ มันออกจะดูเกินเลยไปอยู่นะ ? “

 

เฮ้อตงหัวเราะฮาฮา กล่าว “ เอาเถอะ เรื่องครั้งนี้ถือว่าข้ามิได้พูดก็แล้วกัน เจ้าไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ไปกันเถอะ ท่านเจ้าลัทธิได้คาดเดาเอาไว้แล้วว่าเจ้าสมควรที่จะสามารถฟื้นขึ้นมาในวันนี้ได้ ดังนั้นจึงให้พวกเรามาพาเจ้าไป เขาต้องการที่จะพบเจ้า “

 

“ ท่านเจ้าลัทธิต้องการที่จะพบข้า ? “

 

หลังจากที่เงียบงัน เยี่ยจงก็เกิดอาการวอกแวก ควรทราบว่า สถานะเจ้าลัทธิแห่งหนึ่งที่เป็นถึงเจ้าลัทธิแห่งลัทธิแห่งดวงดาว ที่มีขุมกำลังที่เรียกได้ว่าสูงเทียบฟ้า เมื่อเทียบกับราชวงศ์แห่งรัฐต้าโจวหวังเฉาก็มิได้ด้อยกว่าซักเท่าไหร่ แต่ว่าการบุคคลเช่นนี้ถึงกับต้องการที่จะหาตนเอง ?

 

ในระหว่างที่เยี่ยจงยังคงอยู่ในอาการตะลึงลาน เฮ้อตงก็หัวเราะแล้วกล่าว “ เด็กน้อยเจ้าก็อย่าได้เกรงกลัวไป ท่านเจ้าลัทธิของพวกเราท่านนี้ถึงแม้ตามปกติจะเป็นเหมือนดั่งเทพมังกรไม่พบเจอผู้ใดโดยง่าย แต่ว่าเขาก็นับได้ว่าเป็นคนที่ดีเยี่ยมคนหนึ่ง ตอนนี้เจ้าได้ทำความดีความชอบใหญ่หลวง อีกทั้งยังมิอาจที่จะให้รางวัลเจ้าอย่างเปิดเผยได้ ท่านเจ้าลัทธินั้นรู้สึกใจไม่สบายใจ ดังนั้นเมื่อเจ้าได้พบกับท่านเจ้าลัทธิแล้วละก็ หากมีความต้องการใดก็รีบบอกกล่าวไปเถอะนะ เข้าใจหรือไม่ ? “

 

หลังจากที่เงียบงัน เยี่ยจงทำได้เพียงพยักหน้าไปมา ถึงแม้ว่าเค้าจะไม่ทราบว่าท่านเจ้าลัทธิผู้นี้ต้องการที่จะทำอันใด แต่ว่าวาสนาเช่นนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ไม่อาจที่จะปล่อยให้หลุดมือไปได้ “

 

ถึงกระนั้น พลังฝีมือของตัวเองในตอนนี้ ก็ยังนับได้ว่าอ่อนแออยู่หลายส่วน

 

พบว่าเยี่ยจงพยักหน้า เฮ้อตงและพวกก็ไม่กล่าวอันใดอีก พวกเขาได้หันกายไป นำพาเยี่ยจงออกจากสวนแห่งนี้

 

หลังจากที่ได้ผ่านตึกรามธรรมดากลุ่มใหญ่ คณะทั้งสี่คนก็ได้เดินมาถึงบริเวณทางเข้าออกของตำหนักยันต์มนต์ตรา จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังบริเวณจุดศูนย์กลางของเขาดาราคล้อยที่ตั้งไว้ด้วยตึกขนาดใหญ่ไว้อยู่

 

เพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆที่ผ่านไปสิบนาทีกว่า ทั้งสี่คนก็ได้มาถึงยังตำหนักขนานใหญ่แห่งหนึ่ง ตลอดรายทางก็สามารถพบเจอกับกลุ่มศิษย์ของลัทธิแห่งดวงดาวที่รวมกลุ่มกันจ้องมองมา เห็นได้ชัดว่า ไม่นานมานี้บรรยากาศภายในลัทธิแห่งดวงดาวก็ดูจะเคร่งเครียดอย่างถึงที่สุดเช่นกัน

.

.

.

 




NEKOPOST.NET