เทพยุทธ์สะท้านภพ ตอนที่ 121 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

เทพยุทธ์สะท้านภพ

Ch.121 - สถานการณ์พลิกผัน


ตอนที่ 121  สถานการณ์พลิกผัน

 

 

 

“ บรึม “

 

ดาบหนามมีความยาวหลายฟุต ในตอนนี้ได้กระจายกลิ่นคาวโลหิตอย่างเข้มข้น ดาบใหญ่โลหิตในมือของเสวี่ยซินก็ได้ปะทุออกไป จากนั้นก็เข้าปะทะกันอย่างรุนแรงกับดาวตกสีแดงเพลิง

 

ในช่วงเวลาวินาทีที่เข้าปะทะกัน ความดุดันของพลังได้ปะทะเข้ามาอย่างบ้าคลั่งจนกลายเป็นคลื่น ดึงดูดสายตาที่แสดงถึงความตกใจได้ไม่น้อย เห็นได้ชัดว่าไม่มีผู้ใดคาดคิดถึง เพียงแค่ผู้มีพลังขั้นก่อเกิดระดับที่หกอย่างเยี่ยจง ถึงกับสามารถที่จะใช้การโจมตีที่แข็งแกร่งได้ถึงขั้นนี้

 

“ บรึมบรึมบรึมบรึม “

 

เสียงอันแปลกประหลาดดังขึ้นไม่หยุด ใบหน้าอันดุร้ายของเสวี่ยซินในตอนแรกก็ได้เปลี่ยนเป็นหนักแน่นขึ้นมาในตอนนี้ จากที่เขาคาดเดาจากครามรู้สึก พลังการโจมตีของทักษะยุทธ์สายนี้ของเยี่ยจง มีอยู่หลายส่วนที่เกินความคาดคิดของเขาไปแล้ว

 

“ ชิร์ “

 

ขณะที่เสียงร้องชิร์ดังขึ้น สองมือของเสวี่ยซินก็ได้กุมแน่นขึ้น ดาบใหญ่โลหิตในมือก็ได้เพิ่มพลังในการทะลวงหมุนวนออกมา วินาทีนั้นบนพื้นดินก็ได้เกิดรอยแยกขึ้นมาเป็นสาย

 

“ ไป “

 

ในจุดบริเวณที่เผชิญหน้า สีหน้าของเยี่ยจงเย็นเยือบ ทว่าเขาได้เปลี่ยนสัญลักษณ์ที่ปรากฏในมือคราหนึ่ง ชี้ออกมาคราหนึ่ง ได้เป็นเหมือนกับความเคลื่อนไหวของเขาในคราแรก ดวงดาวบนท้องนภาก็ได้ร่วงหล่นลงมาราวมังกรโบราณย่างกรายอยู่บนฟากฟ้าออกมา พุ่งเข้าไปยังบริเวณทางด้านหน้าเสียงดังหวือ

 

“ เปรี้ยง “

 

ท่ามกลางการทะลวงอันน่าหวาดกลัวของทักษะยุทธ์ ใบหน้าของเสวี่ยซินขาวซีดขึ้นทันที และจากนั้นนัยน์ตาของเขาก็ได้สาดประกายด้วยไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น จากนั้นบริเวณที่เบาถูกแทงจนเป็นประกายสีเลือดก็ได้เริ่มที่จะเกิดรอยแยกขึ้นมาเป็นสาย และรอยแยกเหล่านี้ก็ได้กระจายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว จนท้ายที่สุด ก็ได้กระชับดาบใหญ่ที่อยู่บนมือให้แน่นขึ้น

 

“ บรึม “

 

ในระหว่างที่เกิดเสียงดังขึ้นมานั้นเอง บริเวณคอหอยของเสวี่ยซินก็ได้เริ่มส่งเสียงดังชิร์ออกมาคราหนึ่ง บริเวณมุมปากให้ปรากฏรอยแดงขึ้นมาสายหนึ่ง

 

ดาบโลหิตก็ได้เกิดรอยแยกในทันที ร่างกายของเขาสั่นเทาคราหนึ่ง จากนั้นก็ได้คุกเข่าลงบนพื้นถอยไปทีละก้าว

 

“ เป็นไปได้อย่างไร ? “

 

“ เยี่ยจงถึงกับใช้เพียงแค่กระบวนท่าเดียวในการล้มเสวี่ยซิน ? “

 

“ จะว่าไปแล้วเสวี่ยซินผู้นี้ก็นับว่าร้ายกาจ แต่ว่าก็มิอาจที่จะอ่อนแอถึงเพียงนี้หรอกมั่ง ? “

 

ทั่วทั้งสี่มิศก็ได้เกิดเสียงดังขึ้นมาด้วยความตื่นตกใจเป็นสาย สีหน้าของทุกผู้คนได้แสดงความยากที่จะเชื่อในสิ่งทาเห็นออกมาในตอนที่เหม่อมองฉากเบื้องหน้าสายตา จะมีผู้ใดคาดคิดได้ว่า เยี่ยจงถึงกับสามารถล้มเสวี่ยซินได้ภายในแค่กระบวนท่าเดียว

 

แม้แต่เสวี่ยซินเองในตอนนี้ก็ได้แสดงอารมณ์ยากที่จะเชื่อในสิ่งที่เห็นอยู่เต็มใบหน้า ซึ่งทักษะยุทธ์ที่ตนเองได้ใช้ไปเมื่อครู่ถือได้ว่ามีความเชื่อมั่นอยู่เต็มอก แต่ว่าในตอนที่ถูกทำลายลงไปทันทีนั้นเอง เขากลับมีอยู่หลายส่วนที่ไม่เข้าใจ สายตาเบื้องหน้าเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่มีพลังขั้นก่อเกิดระดับที่หก เพราะเหตุใดถึงได้ต่อกรได้อย่างยากเย็นถึงเพียงนี้ ?

 

หากกล่าวโดยเขาที่มีพลังฝีมือขั้นก่อเกิดระดับที่เจ็ดแล้วละก็ ยอดฝีมือที่มีเพียงแค่พลังขั้นก่อเกิดระดับที่หก สมควรที่จะถูกเค้าบีบจนตายคามือถึงจะถูก แต่ว่าข้อคิดไม่ถึงว่าผลลัพธ์ที่ออกมาเขาจะถูกทำร้ายจนบาดเจ็บถึงขั้นนี้ ในขณะนั้นเอง ความรู้สึกเนื้อเต้นไปตามตัวก็ปกคลุมไปทั่วจิตใจของเสวี่ยซิน

 

“ ซวบ “

 

ในเวลาเดียวกันกับที่เสวี่ยซินได้ถูกหนึ่งกระบวนท่าทำร้ายจนถอยไป เยี่ยจงก็ได้ก้าวเท้าขึ้นมาเรื่อยตามพื้นดิน ร่างกายพุ่งออกไปในทันที พุ่งตัวเข้าหายังบริเวณจุดที่เสวี่ยซินอยู่

 

เมื่อพบเห็นความเคลื่อนไหวนี้ของเยี่ยจง ใบหน้าของเสวี่ยซินก็ได้เปลี่ยนเป็นดุร้ายขึ้นคราหนึ่ง ความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้เรากลับได้หายไป หากว่าเยี่ยจงต้องการที่จะสังหารเขาในครั้งนี้แล้วละก็ ไม่ว่าจะยังไงเขาก็คงต้านรับเอาไว้ไม่อยู่

 

“ องค์ชายสามเสวี่ยซิน คิดที่จะจากไปในตอนนี้ละก็ คาดว่าคงจะช้าเกินไปนิดหน่อยแล้วกระมั่ง ? “

 

หลังจากที่พบเห็นเยี่ยจงที่ฉากเบื้องหน้า จากนั้นก็ได้หัวเราะเสียงเย็นชาคราหนึ่ง พลังลมปราณแท้จริงได้ไหลเวียนไปในทันที ร่างกายได้เพิ่มความเร็วจนถึงที่สุดในทันที ราวกับเขากำลังรอคอยเสวี่ยซินกำลังคิดที่จะหลบหนีออกไปจากบริเวณทางด้านหน้าของเขา หลังจากที่ปะทะหมัดออกมา พลังกระบี่ตราประทับก็ได้ปกคลุมที่หมัดขึ้นมาจนถึงระดับชั้นที่หกแล้ว ราวกับแส้ยาวสายหนึ่งก็มิปาน มุ่งหน้าเข้าปะทะจนปะทุออกมาบริเวณที่เสวี่ยซินอยู่

 

“ เปรี้ยง “

 

ในครั้งนี้ เสวี่ยซินกลับไร้หนทางที่จะหลบหนีแล้ว ได้แต่เพียงขยายตาจ้องมองไปที่พลังหมัดของเยี่ยจงที่ปะทะเข้ามายังบริเวณทรวงอก ต่อมาก็ได้กระอักโลหิตออกมาหนึ่งคำ พุ่งร่างออกอย่างดุดันราวกับคันศร แต่ว่า ยังไม่ทันที่ร่างกายจะทันหยุดนิ่ง การเคลื่อนไหวทั้งหมด ก็ได้ถูกเยี่ยจงหยุดยั้งลงอยู่ด้านข้างของเขา ท่ามกลางพลังนิ้วทั้งห้าที่เต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟัน ได้จับลงไปยังบริเวณคอหอยเป็นที่เรียบร้อย ทำให้ไม่อาจที่จะเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย

 

“ ไอ้หนู เจ้ากล้า ยังไม่รีบปล่อยนายน้อยอีก “

 

ในทันทีที่มือขวาของเยี่ยจงได้กดลงไปยังบริเวณคอหอยของเสวี่ยซิน เสวี่ยสือผู้นั้นก็ได้มีการตอบสนองกลับมา ใบหน้าของเขาเปลี่ยนสีภายในเสี้ยววินาที เอ่ยออกมาอย่างเจ็บแค้น

 

“ ตอนนี้ให้กองทัพปีศาจโลหิตของพวกเจ้าหลีกไปซะ หลีกจนเป็นทางเส้นหนึ่ง ไม่เช่นนั้นแล้วละก็ เขาจะตายเอานะ “ นัยน์ตาของเยี่ยจงเยือกเย็นขึ้น มือขวาที่ตอนนี้ได้จับลงไปยังบริเวณคอหอยก็ได้มีเสียงร้องอุ๊อี๊ดังออกมาของเสวี่ยซินพร้อมกับสั่นเทาไปมา ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเยือกเย็นเอ่ยปากกล่าวออกมา

 

เสวี่ยสือเงียบงันไร้คำพูด นัยน์ตาหยุดค้างลง มิได้มีความเคลื่อนไหวใดๆ เพียงแค่ส่งสายตาอันเย็นชาจ้องมองไปทางเยี่ยจง เขาเข้าใจเต็มสิบส่วน ตอนนี้หากเขาให้คนถอยออกไปแล้วละก็ จารึกเสวี่ยหยวนนั้นก็คงไม่ต่างจากได้ถูกเยี่ยจงช่วงชิงไปแล้วงั้นหรือ ? และนั้นแน่นอนว่ามิใช่สิ่งที่เขาต้องการเห็นภายในนี้ ดังนั้นพวกเขาที่เป็นได้เพียงแค่เบี๊ยที่ใช้แล้วทิ้งของรัฐเสวี่ยหยวนหวังเฉา

 

และหากจารึกเสวี่ยหยวนตกไปอยู่ในมือของผู้อื่น ผลลัพธ์เช่นนี้ เขาเป็นเพียงแค่เสวี่ยสือผู้หนึ่ง ยังสามารถรับผิดชอบได้หรือ

 

เยี่ยจงเหม่อมองไปที่เสวี่ยสือด้วยความรู้สึกที่ประหลาด ขมวดคิ้วไปมาเล็กน้อย จากที่ดูตอนนี้แล้วละก็ ท่ามกลางสายตาของยอดฝีมือของพวกเขารัฐ

 

“ เหอะเหอะเหอะ เยี่ยจงน้อย เจ้ายังคงไร้เดียงสาเหลือเกิน หากว่ากล่าวกันตามรัฐเสวี่ยหยวนหวังเฉา จารึกเสวี่ยหยวนจึงนับได้ว่าเป็นสมบัติที่สำคัญ เจ้ากลับเอาข้าไปข่มขู่ก็ไม่มีประโยชน์ หากว่าเจ้ากล้าที่จะฆ่าข้า กองทัพปีศาจโลหิตแห่งรัฐเสวี่ยหยวนหวังเฉาของข้า แน่นอนว่าจะสับเจ้าเป็นหมื่นชิ้นเอง ยังมีเหล่าพรรคพวกของเจ้าก็เช่นกัน พวกเจ้าหนีไม่รอดหรอก “ ใบหน้าของเสวี่ยซินมีแต่ความอาฆาต กล่าวด้วยเสียงฝืดคอออกมา เขาไม่คิดแม้แต่จะอ้อนวอนขอร้อง เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็เข้าใจ ในสถานการณ์เช่นนี้ อ้อนวอนของร้องไปก็ไม่มีประโยชน์อันใด

 

“ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ เช่นนั้นข้าก็ทราบแล้วว่าควรทำอย่างไร “

 

เยี่ยจงหัวเราะไปมา ทันทีที่เสวี่ยซินยังมิอาจที่จะตอบสนองมา เขาก็ได้ใช้ฝ่ามือตบออกไปยังบริเวณด้านหลังทรวงอก ภายใต้พลังของกระบี่ตราประทับหกชั้น ก็ได้แย่งชิงเอาพลังที่คอยค้ำจุนชีวิตของเสวี่ยซินในทันที

 

“ ผัวะพลัก “

 

โลหิตคำหนึ่งได้พุ่งออกมา การหายใจของเสวี่ยซินได้เปลี่ยนเป็นกระชั้นชิดขึ้นมาเล็กน้อย เขาหลงเหลือเพียงหนึ่งลมหายใจ ช่วงเวลาระหว่างนี้ก็ราวกับกำลังแขวนอยู่ก็มิปาน

 

หลังจากที่กระทำเรื่องราวเสร็จแล้ว เยี่ยจงก็ค่อยดึงร่างกายของเสวี่ยซินขึ้นมาอีกครั้ง ภายในมือสั่นเทาไปมา กล่าวด้วยสีหน้าดุดันออกมา “ พวกเจ้าอย่าได้มาเล่นเกมกับข้า หากว่าพวกเจ้ามีความสามารถที่จะเอาชีวิตของข้าไปแล้วละก็ เช่นนั้นไม่ว่าจะทำอันใดกับข้า สุดท้ายผลลัพธ์ก็ไม่ต่างกัน ........ และตอนนี้ เสวี่ยสือ เจ้าบอกต่อข้า เจ้าไม่เกรงกลัวว่าข้าจะไม่ระวัง พลั้งมือบีบเขาจนตายงั้นหรือ ? “

 

เสวี่ยสือสีหน้าปั้นยากจ้องมองไปยังเสวี่ยซินที่ตอนนี้แทบจะไม่ต่างจากคนที่ไร้ลมหายใจแล้ว เขาก็นับได้ว่าเข้าใจขึ้นมา เยี่ยจงและเขาก่อนหน้าที่เคยพบพานนั้นไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิง ภายในสถานการณ์เช่นนี้ เยี่ยจงนั้นมิได้ใช้เพียงแค่เสียงข่มขู่เข้ามาคุกคามพวกเขา ที่เขาทำนั้นเพียงเพื่อสิ่งเดียวเท่านั้น นั้นก็คือถ้าเจ้าไม่ถอยไป เสวี่ยซินก็ตาย

 

“ ที่แท้สมควรที่จะทำอย่างไร ขอให้เจ้ายังคงรีบตัดสินใจแล้ว ไม่เช่นนั้นแล้วละก็ ลมหายใจนี้นายน้อยเจ้าก็คงจะมิอาจที่จะรักษาเอาไว้ได้แล้ว “ เมื่อเหม่อมองไปที่สีหน้าบ้าคลั่งของเสวี่ยสือ เยี่ยจงก็ได้หัวเราะออกมาอย่างดุดัน

 

“ เจ้า “

 

เสวี่ยสือกรอกตาไปมาอย่างบ้าคลั่ง หลังจากนั้น เขาก็บดฟันไปมา กล่าวเสียงทุ่มต่ำ “ เยี่ยจง เจ้าที่แท้ต้องการจะทำอย่างไร ? “

 

“ ข้อเสนอของข้านั้นง่ายดายยิ่ง ข้อแรก มอบจารึกเสวี่ยหยวนให้แก่ข้า ข้อสอง ปล่อยพวกเราจากไป จำไว้ เป็นทุกคนทั้งหมดในที่นี้ ขอเพียงพวกเจ้ารัฐเสวี่ยหยวนหวังเฉาคอยคุ้มกันพวกเราส่งออกไปจนถึงบริเวณทางเข้าของถ้ำหงส์หยา เช่นนั้นนายน้อยของพวกเจ้าก็สามารถที่จะกลังไปถึงมือพวกเจ้าโดยไร้รองขีดข่วน การแลกเปลี่ยนนี้นับได้ว่าไม่เลวเลยใช่หรือไม่ ? “ เยี่ยจงหยักไหล่ไปมา กึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้มกล่าวออกมา

 

“ เจ้า “

 

เสวี่ยสือกัดฟันไปมา ถึงแม้จะทราบว่าเยี่ยจงยื่นข้อเสนอออกมาสมควรที่จะเป็นเช่นนี้ แต่ว่าต่อให้เป็นเช่นนี้ ตอนนี้เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะร้อนไปทั้งศีรษะ ความจริงแล้วที่ถือไพ่เหนือกว่า คิดไม่ถึงว่าก็ได้ถูกเจ้าเด็กน้อยนี้พลิกกลับมาในทันที

 

“ เจ้าอะไรเจ้ากัน ? เวลาอันมีข้ามิใช่เอาไว้ให้เจ้ามาใช้เพื่อกล่าววาจาไร้สาระหรอกนะ “ เยี่ยจงหัวเราะร่า จากนั้นก็ยิ้มคิกคักคว้ามือจับไปยังไหล่ซ้ายของเสวี่ยซิน ดึงขึ้นคราหนึ่ง

 

“ อา “

 

เสียงร้องของความเจ็บปวดดังขึ้นมาในทันที ร่างกายของเสวี่ยซินสั่นเทาอย่างไม่หยุดยั้ง แขนซ้ายของเขากลับถูกเยี่ยจงหักลงไปในทีเดียว จากนั้นก็ได้โยนไปไว้ที่เบื้องหน้าของเขา

 

“ ข้าจะฆ่าเจ้า ข้าจะฆ่าเจ้า ข้าจะฆ่าเจ้าอย่างแน่นอน เยี่ยจง ข้าจะเลาะกระดูกของเจ้าออกมาบดขยี้ทีละท่อนๆอย่างแน่นอน เสวี่ยสือ ไม่ต้องสนใจข้า สังหารเจ้าเด็กน้อยผู้นี้ไปซะ “ เสวี่ยซินส่งเสียงแหบพร่าอย่างไร้ที่เปรียบออกมา เห็นได้ชัดว่าภายในจิตใจของเขานั้นโหดเหี้ยมเพียงใด

 

“ ดี ข้าตอบรับข้อเสนอของเจ้า ทว่าหากรอจนถึงวลาที่เจ้ายังไม่ปล่อยนายน้อยของพวกเราแล้วละก็ ไม่ว่าจะสุดล้าฟ้าเขียว ข้าเสวี่ยซินก็จะไม่ปล่อยเจ้าเอาไว้แน่ “ หลังจากนั้นเสวี่ยซินก็ได้กรอกตาไปมา จากนั้นก็ได้กัดฟันเอ่ยปากกล่าวออกมา

 

“ พูดได้เหมือนกับว่าข้าจะเอาเจ้าขยะเสวี่ยซินผู้นี้คืนให้แก่พวกเจ้า พวกเจ้าก็จะยอมแพ้ไม่ไล่ฆ่าสังหารพวกเรา “ เยี่ยจงยังคงวางมือไว้บนร่างของเสวี่ยซินหลายครา เพื่อที่จะสมานแผลที่กำลังมีโลหิตไหลอยู่ จากนั้นใบหน้าก็ได้ปรากฏสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้มออกมา

 

“ เจ้าข้าต่างก็เข้าใจดี ในช่วงที่ข้ามอบเสวี่ยซินคืนให้แก่พวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าคงจะสั่งการให้กองทัพไล่ฆ่าพวกเราใช่หรือไม่ ? ทว่าข้าเยี่ยจงนั้นไม่เหมือนกัน ในเมื่อสัญญากับพวกเจ้าแล้ว ข้าแน่นอนว่าต้องทำได้แน่นอน ดังนั้น เจ้าตัดสินใจให้เร็วขึ้นอีกหน่อยจะดีกว่านี้นะ ? “

 

“ เจ้า “

 

เสวี่ยสือจ้องเขม็งไปที่เยี่ยจงด้วยสายตาอันร้อนแรง ทว่าทันใดนั้น เขาก็ได้วาดมือออกคราหนึ่ง วินาทีนั้นก็พบว่าจารึกเสวี่ยหยวนที่อยู่ในส่วนลึกของหลุมใหญ่ก็ได้ถูกเขาดึงออกมา จากนั้นเขาก็พลิกมือคราหนึ่ง โยนไปให้ทางด้านบริเวณที่เยี่ยจงยืนอยู่

 

“ เปรี้ยง “

 

เมื่อได้รับจารึกเสวี่ยหยวนนี้มีความสูงราวครึ่งตัวคนแล้ว พลังภายในของเยี่ยจงก็ได้ปรากฏความรู้สึกอันแปลกประหลาดสายหนึ่งออกมา ทำให้เยี่ยจงเหมือนกับราวกับสามารถทะยานขึ้นสู่ฟ้า ทว่าเขาก็ได้เก็บอาการนี้เอาไว้อย่างรวดเร็ว พลิกมือคราหนึ่ง จากนั้นก็เก็บแผ่นจารึกเสวี่ยหยวน หัวเราะคิดคักแล้วมองไปทางด้านเสวี่ยซินต่อไป

 

“ ปล่อยพวกเขาไป “ หลังจากที่กรอกสายตาไปคราหนึ่ง เสวี่ยสือก็ได้โบกมือคราหนึ่ง วินาทีนั้น กองทัพปีศาจโลหิตเหล่านั้นก็ได้ชักสีหน้าคล้ายไม่ยินยอมหลีกทางให้สายหนึ่ง

 

“ ทุกท่าน ต่อจากนี้เกรงว่าคงต้องรบกวนพวกท่านช่วยเหลือแล้ว ระวังป้องกันส่งข้าระยะทางหนึ่ง ไม่ว่าจะอย่างไร เมื่อไปถึงยังบริเวณทางออกแล้ว พวกเราก็จะคอยปกป้องยันต์คุ้มกายชิ้นนี้ไว้ให้เอง ทุกท่านว่าใช่หรือไม่ ? “ เมื่อพบเห็นฉากเบื้องหน้า เยี่ยจงก็ได้หัวเราะอย่างเย็นชาคำหนึ่ง ทอดสายตามองออกไปรอบหนึ่ง

 

และยอดฝีมือจำนวนมากมายในตอนนี้ก็ได้กรอกสายตาไปมาอย่างช้าๆ แน่นอนว่าสถานการณ์เบื้องหน้า ในเวลานี้กลับไม่อาจที่จะตั้งหลักได้ทัน

.

.

.

.

 

 

 

 




NEKOPOST.NET