เทพยุทธ์สะท้านภพ ตอนที่ 11 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

เทพยุทธ์สะท้านภพ

Ch.11 - สิ้นสุดก่อนฟ้าสาง


ตอนที่ 011 สิ้นสุดก่อนฟ้าสาง

 

                “ ฟู่ --- --- “

 

                เสียงถอนหายใจยาวๆพ่นออกมา ในที่สุดก็ใกล้ถึงจุดสิ้นสุดของการห้ำหั่นเพียงฝ่ายเดียว ราวกับได้ตื่นจากความฝันก็มิปาน

 

                จากนั้นเยี่ยจงก็ได้เงยหน้ามองขึ้นไป สายตาที่ไม่แยแสมองสำรวจไปยังที่นั่งทางด้านบนทั้งสาม สีหน้าที่แปลกประหลาดของทั้งสามผู้อาวุโสมองไปทางเยี่ยจงด้วยสายตาที่เป็นประกายออกมา แต่ทว่าเขาเองนั้นก็มิได้เก็บเอามาคิดอะไร เพียงแต่หันหน้าจ้องมองไปยังซูขุ่ยด้วยสายตาที่เป็นประกายคมกล้า

 

                จากเก้าอี้นับจากทางด้านซ้ายมือ นับจากที่นั่งตัวที่สอง ซูขุ่ยและซูเหวินชิงทั้งสองสีหน้าประหลาดพิกล ยอดฝีมือนับไม่ถ้วนของทั้งสองตระกูลมองไปยังเยี่ยจงอย่างไม่ละสายตา มีอยู่หลายคนกำลังขบฟันมอง ราวกับกำลังจะดูว่าเยี่ยจงจะทำอะไรต่อไป ในใจของพวกเขามองไปยังนางในฝันอย่างซูเหวินชิงว่าจะแสดงสีหน้าอย่างไร หลังจากนั้นก็มองไปยังเยี่ยยี่ฟงที่กำลังนอนกุมหัวเข่าของตนอย่างเจ็บปวดจนลุกไม่ขึ้น มีคนไม่น้อยที่กำลังรู้สึกขนลุกขนพอง จนมิอาจจะลุกขึ้นมาได้

 

                ความเป็นจริงนั้น เยี่ยจงมิได้มองซูเหวินชิงอยู่ในสายตาด้วยซ้ำไป เพียงแต่จ้องมองอย่างดุดันไปยังซูขุ่ยเท่านั้นเอง หลังจากช่วงเวลาแห่งความเงียบผ่านพ้นไป เยี่ยจงก็ได้กล่าวเสียงก้องกังวาน

 

                “ ข้ามาถอนหมั่นแล้ว หวังโม่เล่า “

 

                คำพูดนี้กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ไม่มีแม้กระทั่งแรงกดดันเลยซักนิด แต่ว่าหลังจากที่ฟังคำพูดของเยี่ยจงผู้ฟันฝ่าทางร้อยก้าวเข้ามาเพื่อที่จะกล่าวคำนี้นั้น ราวกับมีสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจก็มิปาน เสียงนี้เหมือนกันดังก้องไปทั่วทั้งห้องโถง

 

                ซูขุ่ยตัวสั่นเทาขึ้นมา ราวกับร่างกายจะหดเล็กลงแล้วหดเล็กลงอีก

 

                ในตอนที่ได้ฟังคำพูดของเยี่ยจงกล่าวออกมากับซูขุ่ยในตอนนั้น ผู้อาวุโสสามคนนั่งอยู่ ก็เริ่มที่จากเข้าใจเหตุผลที่เกิดขึ้นอย่างวุ่นวายในคืนนี้

 

                นั้นเวลานั้นเอง ซูเฮ้าและเยี่ยหวูเยียนั้นก็ได้จ้องเขม็งไปที่ซูขุ่ยร่างอ้วนที่กำลังม้วนตัวเป็นก้อนกลมอยู่ ถ้าหากมิใช่พิธีการในงานนี้มีไม่ถูกต้องแล้วละก็ พวกเขาคงอดทนไม่ไหวที่จะฟาดซูขุ่ยให้ตายคามือ

 

                อีกทั้งสายตาของซูเหวินชิงที่เปล่งประกายอย่างแปลกประหลาดสายหนึ่ง ความจริงนางคิดว่าผู้ชายแทบทุกคนนั้นเป็นดังราวกับตัวโง่งมสยบแทบเท้านาง ด้วยรูปลักษณ์ที่สวยงามของนาง จึงเป็นเรื่องที่ธรรมดาในความมั่นใจของตนอยู่หลายส่วน แต่ว่าวันนี้ชายผู้ซึ่งเป็นคู่หมั่นของตนตลอดเวลาห้าปี ในพิธีเปลี่ยนคู่หมั่นก็ปรากฏตัวขึ้นเข้ามาในงาน อีกทั้งเพียงร้อยก้าวก็จัดการผู้คนไปมากแทบจะก้าวละคน เหตุที่มานั้นไม่ใช่มาเพื่อตนเอง......... ในส่วนนี้ ทำให้นางความอัดอั้นนั้นแทบจะพรั่งพรูออกมามากมาย แต่ทว่านางก็มิได้เอ่ยอันใด เพียงแต่ทำตัวเงียบเชียบจ้องมาไปที่เยี่ยจง นางอยากทราบจริงๆว่าอดีตคู่หมั่นหมายของตนนั้น ต่อจากนี้ต้องการทำอะไรต่อไป

 

                หากว่าเขาต้องการที่จะแสดงพลังของเขาออกมาแล้วละก็ เขานั้นได้แสดงออกมาแล้ว เพียงแค่เขาพูดออกมาอีกประโยคหนึ่ง เกรงว่างานพิธีหมั่นหมายนี้อาจเป็นอันยกเลิกก็เป็นได้ ต่อให้ต้องจัดพิธีแต่งงานระหว่างเขาและนางในเวลานี้ก็อาจจะเป็นมีความไปได้อีกด้วย จากที่คิดไว้หากเยี่ยจงต้องการแล้วละกัน ตระกูลเยี่ยและตระกูลซูสองตระกูลก็มิอาจมีข้อโต้แย้งแต่อย่างใด

 

                แต่กับคนประเภทนี้ ยังต้องที่จะทำเรื่องเช่นนี้อีกหรือ

 

                “ ข้าถามเจ้า หวังโม่อยู่ที่ไหน “

 

                เยี่ยจงขยับเข้าไปอีกก้าว ตอนนี้ระยะห่างระหว่างเขาและซูขุ่ยลดเหลือเพียงสิบก้าวแล้วเท่านั้น เขาได้ระเบิดไอสังหารราวกับวายุคลั่งออกจากร่าง ผู้คนในห้องโถงนี้ต่างก็สามารถสัมผัสได้ ในคำพูดที่เรียบง่ายนั้น พร้อมที่จะฆ่าคนได้ทุกเวลา

 

                “ เขา . . . เขา . . . ตอนนี้เขา อยู่ในจวนท่านเจ้าเมือง อยู่ที่ห้องพักด้านในของข้า มีผู้คุ้มกันสองคนคอยดูเขาอยู่ ....... “ ซูขุ่ยถูกสภาวะแรงกดดันมากมาย จนตอบออกมาโดยไม่รู้ตัว ทว่าคำพูดยังไม่ทันพูดจบ นางก็ได้รีบปิดปากตนเอง สายตาปกคลุมไปด้วยความสิ้นหวัง ในตอนแรกที่ทุกคนคอยคาดเดาไปอย่างสะเปะสะปะ หลังจากที่นางกล่าวตอบออกมา เป็นเวลาที่นางคิดว่าตัวเองนั้นช่างโง่เง่าเหลือเกิน

 

                “ เจ้าคนงี่เง่า “ ซูเฮ้าร้อง เฮอะ ออกมาจะลำคอ เรื่องในครั้งนี้ ไม่ว่าจะมองยังไงก็เป็นตระกูลซูที่ผิด สถานการณ์ต่อจากนี้เป็นต้นไปคงจะยุ่งยากเหลือคณา

 

                “ สหายน้อยโปรดวางใจ ในเมื่อเพื่อนของเจ้ายังอยู่ภายในจวนของข้า หลิวฮ้านผู้นี้จะขอรับรองความปลอดภัยเอง ทหาร รีบไปนำตัวคนกลับมา “ หลิวฮ้านสายตาสายประกายคมกล้า จากนั้นก็หัวเราะออกมา

 

                เยี่ยจงมองสำรวจไปยังหลิวฮ้าน แล้วจึงตัดสินใจพยักหน้าหลายที ความจริงไม่ว่าหลิวฮ้านผู้นี้จะกล่าวคำเหล่านี้ออกมาหรือไม่ หากมองในมุมของเขานั้นก็เหมือนกับเรื่องเล็กน้อย ขอเพียงแค่หวังโม่ยังมีชีวิตอยู่ก็เพียงพอแล้ว หลังจากนี้การจัดการเรื่องราวในที่นี้คงจะง่ายดายขึ้น

 

                พอพบว่าเยี่ยจงนั้นพยักหน้าแล้ว บรรยากาศในห้องโถงที่ตึงเครียดก็ได้ผ่อนคลายลงหลายส่วน พวกเขาคิดว่าไม่ว่ายังไง เรื่องในวันนี้ก็ถือว่าผ่านพ้นไปได้แล้ว

 

                อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ทุกคนกำลังคลายใจลงอยู่นั้น เยี่ยจงก็ยังคงก้าวเท้าเข้าหาตรงที่ซูขุ่ยนั่งอยู่

 

                “ อะไร “

 

                สายตาหลายคู่นับไม่ถ้วนได้มองมาที่ๆมีความเคลื่อนไหว มีคนไม่น้อยที่คิดว่าเรื่องราวในวันนี้คงถึงจุดสิ้นสุดแล้วยกเว้นเพียงคนเดียว ร่างกายที่อุ่ยอ้ายนั้นได้ค่อยๆสั่นเทาแรงขึ้น เยี่ยจงต้องการที่จะทำอะไรกันแน่ เขาไม่วายที่จะต้องพลิกฟ้าให้สำเร็จหรืออย่างไรกัน

 

                จากนั้น ใจกลางของห้องโถง ไม่ว่าจะเป็นผู้เยาว์ตระกูลเยี่ยหรือว่าตระกูลซู ต่างก็หมดสิ้นกำลังที่จะต่อสู้ หรือต่อให้มิได้สูญสิ้นกำลังต่อสู้แล้วก็ไม่กล้าที่จะเข้าไปต่อกร ผู้คนส่วนมากสังเกตเห็นว่าเยี่ยจงนั้นมุ่งเป้าไปที่ซูขุ่ย แต่มิใช่ซูเหวินชิง ในเวลานั้นเอง หัวของซูขุ่ยก็ค่อยๆโผล่ออกมาจากด้านหลังที่ๆตนนั่ง

 

                “ ปัง --- --- “

 

                เสียงมาจากทางด้านหลังไม่ไกลมากนักของซูขุ่ย เยี่ยจงพบใบหน้าที่กำลังหวาดกลัวของผู้คุ้มกันทั้งสองที่ทำหน้าที่นำตัวตนเองมาส่งที่จวนท่านเจ้าเมืองเดินออกมาหนึ่งก้าว ยืนขวางอยู่ทางด้านหน้าของซูขุ่ย แต่ราวกับว่าถูกบังคับให้ยืนออกมา ภายในสายตาของพวกเขานั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถที่จะปกปิดเอาไว้ได้

 

                “ ผู้ที่คุมตัวหวังโม่ไว้ ก็เป็นเจ้าทั้งสองเป็นผู้จัดการใช่หรือไม่ “ เยี่ยจงในที่สุดก็เผยยิ้มออกมาสายหนึ่ง พร้อมเอ่ยปากถาม

 

                ผู้คุ้มกันทั้งสองคนยอมรับโดยการพยักหน้าหลายที หลังจากนั้นสีหน้าของทั้งสองคนก็ได้ซีดลงในเวลาเดียวกัน ถ้าหากพวกตนยอมรับว่ากระทำเรื่องเช่นนี้ นั้นก็ไม่ต่างกับพวกตนเดินได้เดินไปยังเส้นทางแห่งความตาย

 

                เยี่ยจงค่อยๆพยักหน้า จากนั้นก็ได้ก้าวไปข้างหน้าอีกครั้ง

 

                แต่ทว่าครานี้ เยี่ยจงก้าวไปข้างหน้าอีกครั้ง ผู้คุ้มกันทั้งสองต่างก็ไม่อาจที่จะต้านทานแรงกดดันอันมหาศาลที่ออกมาจากร่างกายเยี่ยจงที่เต็มไปด้วยไอสังหารอันเข้มข้น

 

                “ อา --- --- “

 

                เสียงร้องหลุดออกมาคำหนึ่ง ทั้งสองหลบหนีออกไปโดยพร้อมเพรียง ทั้งสองต่างเป็นผู้คุ้มกันที่ฝึกลมปราณจนถึงขั้นก่อเกิดขั้นที่สามแล้ว กระบี่ยาวในมือต่างฟาดฟันเป้าหมายอย่างสุดกำลังโดยพร้อมเพรียง

 

                “ เช้ง --- --- “

 

                เยี่ยจงทั้งไม่ถอยและไม่หลบ ดวงตาทอประกายเยือกเย็นสายหนึ่ง ในเวลาเดียวกันนั้นเยี่ยจงได้ก้าวเข้าไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง ดาบยาวในมือขวาฟันเฉียงลงมา

 

                “ ฉัวะ --- --- “

 

                ในตอนแรกผู้คุ้มกันนั้นตัดสินใจที่จะถอดกระบี่กลับเพื่อต้านรับดาบของเยี่ยจง แต่ในช่วงที่เขากำลังหดกระบี่กลับมานั้น ทว่าดาบยาวในมือของเยี่ยจงนั้นออกกระบวนท่าทีหลังแต่ถึงก่อน ราวกับประกายฟ้าแลบเส้นหนึ่ง จากนั้นก็ได้ฟันคนและกระบี่ขาดเป็นครึ่งท่อนสองซีกในดาบเดียว

 

                “ ชิ --- --- “

 

                เลือดสีแดงสดได้กระเด็นในเวลาต่อไป ราวกับน้ำพุฉีดซาดกระเซ็นซ่านออกมาก็มิปาน กระเด็นไปทั่วห้องโถงราวกับแอ่งเลือดก็มิปาน

 

                “ เฮอะ --- --- “

 

                ผู้คุ้มกันอีกคนได้ออกเสียงที่ไม่ชัดเจนจากลำคอดัง เฮอะ ถึงกระนั้นเขาก็ไม่มีความกล้าตั้งแต่แรกแล้ว ในเมื่อไม่มีความกล้าที่จะสู้จะอยู่ไปเพื่ออะไร จากนั้นเขาก็ได้หันหลังพยายามหนี

 

                ทันใดนั้นดาบยาวในมือเยี่ยจงในเวลานี้ก็ได้พุ่งออกไป ดาบเล่มนี้ได้ปกคลุมไปด้วยประกายแสงชั้นหนึ่ง เสียบเข้าไปยังร่างของผู้คุ้มกันที่พยายามจะหลบหนีอยู่ ดาบเล่มนั้นได้เสียบไปยังด้านหลังหัวใจของเขา เขาส่งเสียงร้องดัง อู อู อู อยู่ในลำคอด้วยความหวาดกลัว จากนั้นก็มีเลือดพุ่งออกมาจากปากแผล ร่างกายทั้งร่างราวกับหมดสิ้นเรียวแรงล้มฟุบลงกับพื้น สูญสิ้นการมีชีวิต

 

                ห้องโถงในตอนนี้ได้ปกคลุมไปด้วยความเงียบที่แม้แต่เข็มร่วงร่วงหล่นลงสู่พื้นก็ยังได้ยิน ทุกคนต่างจ้องมองเยี่ยจงเป็นสายตาเดียวกัน แทบจะลืมหายใจ

 

                ถ้าหากจะกล่าวถึงร้อยก้าวไร้พ่ายของเยี่ยจงเมื่อซักครู่ แสดงถึงการเป็นผู้ไร้เทียมทานแล้วละก็ อีกทั้งในตอนนี้เขายังฟันผู้คุ้มกันทั้งสองคนของตระกูลซูตายคาที่ นั้นบ่งบอกความหมายว่าอย่างไร

 

                “เปลี่ยน กระบี่ “

 

                เยี่ยจงยื่นมือออกไปอย่างเรียบง่าย ดึงกระบี่จากกองดาบกระบี่ที่หอบไว้ด้วยใบหน้าที่ขาดซีดลงเล็กน้อยของหลิวชิงม้ง เขาก้าวไปด้านหน้าอีกก้าวมุ่งเข้าหาที่ๆซูขุ่ยอยู่

 

                “ คนทำผิด ก็ต้องยอมรับ ตั้งแต่ที่เจ้าอยากให้ข้าตาย เจ้าก็อย่าได้โทษข้าเลย “ เยี่ยจงพูดเสียงดังก้อง มองไปยังสีหน้าที่ขาวซีดราวกับหิมะของซูขุ่ย และได้ก้าวไปข้างหน้าอีกครั้ง

 

                การก้าวเท้าครั้งนี้ ระยะห่างระหว่างเยี่ยจงและซูขุ่ยก็เหลือเพียงเจ็ดก้าวสั้นๆเท่านั้น อีกทั้งยังพุ่งรังสีการฆ่าฟันไปกดดันไปยังซูขุ่ย นับจากนั้นนางก็ไม่กล้าแม้แต่จะขยับเขยื้อน

 

                ความจริงซูขุ่ยนั้นก็มีความสามารถที่มิได้เลวร้าย พลังฝึกปรือก็มิได้อ่อนแอ แต่ทว่าประสบการณ์การลงสนามของนางนั้นช่างน้อยนิดเหลือเกิน

 

                ซูเหวินชิงในตอนนี้ ร่างกายของนางกำลังสั่นเทาอยู่ เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกว่าตนเองได้ย่างกรายเข้าสู่เส้นแบ่งแห่งความตาย ถ้าหากในตอนนี้เยี่ยจงต้องการที่จะปิดฉากชีวิตน้อยๆของนางแล้วละก็ แม้แต่นางเองก็มิอาจที่จะใช้กำลังขัดขืนได้เลย

 

                หลังจากที่เยี่ยจงพูดจบ ก็ได้ยกกระบี่ยาวในมือยกสูงขึ้น ตัวกระบี่อยู่ในลักษณะเอียง กำลังคิดว่าจะใช้วิธีการใดในการจัดการฆ่าซูขุ่ยดี ที่จริงแล้วที่ผ่านมาเยี่ยจงมิได้ฆ่าคนในตระกูลซูหรือใครเลย หนึ่ง นั้นก็เพราะว่าเขาเพียงต้องการออมกำลังของตนไว้ สอง เกรงว่าผู้อาวุโสทั้งสามจะเริ่มเคลื่อนไหว สาม ความแค้นระหว่างเขาและคนเหล่านี้ยังไม่ลึกล้ำพอที่จะต้องถึงขั้นเอาชีวิตอีกฝ่าย ดังนั้นตอนลงมือยังถือว่าไว้ไมตรีอยู่บ้าง

 

                แต่ซูขุ่ยและผู้คุ้มกันทั้งสองนั้นต่างกัน เป็นที่ชัดเจนว่าพวกเขาเหล่านี้ต้องการที่จะผลักตนเองสู่ความตายสถานเดียว ถ้าเป็นในกรณีนี้ละก็ ก็คงเปรียบเหมือนวลี ” กรรมใดใครก่อกรรมนั้นคืนสนองแล้วละ “

 

                ในตอนนี้ เยี่ยจงมิได้ใส่ใจกับการที่ผู้คุ้มกันกับซูขุ่ยหมายปองชีวิตของตนในตอนแรก เพียงแต่แค่เพิ่มพูนจิตสังหารในจิตใจขึ้นเท่านั้น ขอเพียงแค่ฆ่าซูขุ่ย เรื่องราวในวันนี้ก็ถือว่าจบสิ้นแล้ว

 

                “ บังอาจ “

 

                เสียงที่ดังออกมานั้นเต็มไปด้วยอาการแค้นเคืองและตกใจ จนทำให้ทั่วทั้งห้องโถงสั่นเทาเล็กน้อย ทุกคนทราบดีว่าบุคคลนี้คือใคร บุคคลที่ความจริงนั่งอยู่บนที่นั่งหนึ่งในสามตรงกลางห้องโถง ซูเฮ้า ในที่สุดก็หมดความอดทน ขยับร่างราวกับภูตพรายออกมา ขวางหน้าเยี่ยจงบดบังทุกสิ่งที่อยู่ด้านหน้าเยี่ยจงจนหมดสิ้น

 

                ตอนนั้นเองหลิวฮ้านก็ได้หัวเราะอย่างไร้สุ่มเสียงคำหนึ่ง ร่างกายก็ได้ทะยานตามออกไปติดๆ เขาวันนี้ได้ตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าตนเองความคิดของตนนั้นจะถูกหรือว่าผิดก็ตามที ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ต้องปกป้องชีวิตของเยี่ยจงให้จงได้ ไม่เกี่ยงว่าภายหลังจะมีเหตุวุ่นวายอันใดตามมาก็ตาม เรื่องเหล่านั้นค่อยว่ากันทีหลัง

 

                หลังจากที่เยี่ยหวูเยียพบว่าคนทั้งสองก็ได้ออกตัวแล้ว เขาก็ได้ขยับร่างตามออกไป ไม่ว่าในจิตใจของเขานั้นกำลังคิดสิ่งใดอยู่ก็ตาม แต่ตอนนี้เขาก็ยังต้องลงมืออยู่ดี

 

                ในที่สุดก็จะลงมือแล้วสินะ

 

                ในจังหวะนั้น เยี่ยจงได้หันกายรอบหนึ่ง นับตั้งแต่ตนเองเข้ามาที่ห้องโถง ดีที่เขามิได้เปิดเผยอาวุธลับของตนอันใดออกไป พอดีกับที่เขายังมีไพ่ตายพอที่จะต่อกรไว้อยู่ เพราะว่าเขาเองก็ทราบดีว่า หากเขาสังหารใครซักคนไปแล้วละก็ บุคคลทั้งสามเบื้องหน้าอย่างไรก็ต้องเคลื่อนไหว

 

                แรงกดดันอันมหาศาลได้ปลดปล่อยออกมาจากร่างกายชายทั้งสามคน อีกทั้งนับตั้งแต่กลุ่มคนที่เยี่ยจงจัดการไปก็ยังมิอาจเทียบได้กับบุคคลทั้งสามนี้ ยิ่งไปกว่านั้นบุคคลที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดอย่างซูเฮ้านั้น แววตาในตอนนี้มิได้ปกปิดรังสีการฆ่าฟันอีกต่อไป ไม่เกี่ยวว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นใครจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิด ในตอนนี้เมื่อเยี่ยจงต้องการที่จะสังหารผู้คน มีเพียงต้องหยุดยั้งไว้เท่านั้น มิเช่นนั้นเขาคงต้องเสียใจไปชั่วชีวิตอย่างแน่นอน

 

 

 

04/02/2017 ลงตอนที่ 1/3 ของสัปดาห์

                




NEKOPOST.NET