[นิยายแปล] จันทรานำพาสู่ต่างโลก - Tsuki ga Michibiku Isekai Douchuu ตอนที่ 65 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] จันทรานำพาสู่ต่างโลก - Tsuki ga Michibiku Isekai Douchuu

Ch.65 - ข่าวลือ – ผู้กล้าแห่งกริโตเนีย 2


­­

­­

­­Ch.65: ข่าวลือ – ผู้กล้าแห่งกริโตเนีย 2

 

          เมื่อตอนที่ปาตี้ผู้กล้าของลิเมียได้พบหน้ากันและเข้าสู่สนามรบ จักรวรรดิได้เริ่มตั้งแนวป้องกันเพื่อสู้กับเผ่าปีศาจเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องบอกเลยว่าผู้นำคือ อิวาฮาชิ โทโมกิ ผู้กล้าที่มีเลเวล 389 ที่โดดเด่นในจักรวรรดิ ในตอนนี้มหนุษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดของจักรวรรดิคือ โซเฟีย มีเลเวล 920 และถูกเรียกว่านักฆ่ามังกร แต่ทว่าแทนที่จะสนใจเรื่องสงครามกับเผ่าปีศาจเธอกลับไปเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามอื่นแทน ดังนั้นคนที่เข้าร่วมสงครามมากที่สุดคือโทโมกิ และเป็นเพราะเขาทำตามคำขอของจักรวรรดิที่ส่งเขาลงไปในสนามรบนับไม่ถ้วนทำให้ความสามารถของเขาถูกขัดเกลาในสนามรบ

          ตอนแรกในฐานะที่เป็นผู้กล้า แม้อาจจะมีคนนอกที่แข็งแกร่งกว่าเธอแต่เขาถูกบอกว่าควรใช้โซเฟียเป็นเป้าหมาย เมื่อตอนเขาลงทะเบียนกับสมาคมนักจญภัยในคืนวันที่สองหลังจากมาที่โลกนี้ เลเวลของเขาที่วัดมาได้คือ 98

 

....มันแสดงให้เห็นว่าเลเวลของเขามีอัตราการเติบโตที่ผิดปกติมาก

 

          เขาตั้งใจเข้าร่วมในการต่อสู้และทางจักวรรดิ...แต่ถ้าจะพูดให้ถูกต้องบอกว่าเจ้าหญิงลำดับที่สอง ลิลลี่ ที่เป็นผู้ปกครองของเขาจัดเตรียมการสนับสนุนอันยอดเยี่ยมเพื่อเร่งความเร็วในความก้าวหน้าของเขาอีกด้วย

          จักรวรรดิปกปิดตัวตนของผู้กล้าเป็นความลับและมองว่าเขาเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับสงครามเท่านั้น บางครั้งแม้เขาจะอยู่ในงานฉลองชัยชนะตามมท้องถนนหลังจากกลับมาแล้วก็ตาม แต่เขาใส่เกราะและหมวกปกปิดทั้งตัวทำให้คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วเขาหน้าตาเป็นแบบไหน ส่วนทางด้านชีวิตประจำวันของเขาส่วนใหญ่จะอยู่ในปราสาท แต่ถ้าจะพูดตรงๆเรียกได้ว่าชีวิตประจำวันของเขาจะอยู่ในสนามรบมากกว่า

 

“ ผู้กล้าของลิเมียเลเวล 138 เองงั้นหรอ ด้วยความสามารถแค่นี้เธอจะช่วยอะไรฉันได้?”

 

หลังจากที่โทโมกิได้ยินเรื่องผู้กล้าอีกคนชื่อว่า ฮิบิกิ เขาถามเจ้าหญิงตรงๆโดยไม่ตั้งใจที่จะล้อเล่นเลยเพราะเธอมีเลเวลเพียงแค่หนึ่งในสามของเขาเท่านั้น ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจที่จะสู้เคียงข้างเธอ

 

“เธอพึ่งถูกอัญเชิญมาไม่นาน เรายังไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตนะค่ะ ท่านโทโมกิ”

 

เจ้าหญิงเรียกโทโมกิด้วยคำยกย่อง “ท่าน” และตอบกลับด้วยรอยยิ้ม ในตอนแรกโทโมกิประทับใจในหญิงสาวที่เท่และสมบูรณ์แบบ แต่เมื่อเวลาผ่านไปความประทับใจเริ่มลดน้อยลง ถ้าจะให้เขาอธิบายเกี่ยวกับตัวเธอคงจะเป็นเจ้าหญิงใจบุญผู้สง่างาม แต่นั้นทำให้เขาดีใจมากเพราะเป็นแบบที่โทโมกิปราถนาถึงแม้ว่าจะเป็นผลจากพลังดวงตาปีศาจก็ตาม

          วันแรกที่เขาปรากฎตัวในโลกแห่งนี้ โทโมกิถูกพาไปหลายที่พร้อมทั้งถูกตรวจสอบอย่างลับๆ ด้วย ดังนั้นไม่มีทางเลยที่ดวงตาปีศาจที่เธอรู้อยู่แล้วจะมีผลกับเธอ เพราะฉะนั้นจึงวางมาตรการตอบโต้ไม่ให้พวกชนชั้นสูงได้รับผลกระทบจากมันด้วย เมื่อโทโมกิไม่คิดว่าเขาจะโดนตรวจสอบจึงยังคงเชื่อว่าพวกนั้นไม่รู้เกี่ยวกับดวงตาปีศาจนี้และไม่สงสัยเรื่องนี้แม้แต่นิดเดียวนั้นเพราะเขาไม่ได้บอกใครเกี่ยวกับดวงตาปีศาจ ส่วนความอมตะที่เป็นลักษณะพิเศษของเขาอีกอันยังไม่มีใครล่วงรู้ ที่เขาไม่อยากบอกใครเรื่องความสามารถพวกนี้เพราะอาจจะแสดงความประทำใจในแง่ลบมากกว่าหรืออาจจะกลายเป็นไพ่ตายได้ด้วย

 

โทโมกิ : ฮืมม ที่เธอพูดมาก็ถูกนะ ฉันเองก็เริ่มต้นที่เลเวล 98 เอง งั้นน่าเธอน่าจะไต่ขึ้นมาเร็วๆ นี้แหละ

 

          ตอนนี้เป็นเพียงแค่ขั้นตอนหนึ่งของแผนการเท่านั้น แต่จักรวรรดิกำลังหารือกันเรื่องพิชิตหนึ่งในฐานที่มั่นของเผ่าปีศาจอยู่ ทว่าในแผนการนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ตามต้องขอความช่วยเหลือจากผู้กล้าของลิเมีย มันเป็นแผนการขนาดใหญ่ที่พวกเขากำลังรอให้ผู้กล้าของลิเมียมาถึงในจุดที่พวกเขาสามารถใช้ประโยชน์ได้ ส่วนเหตุผลที่พวกเขารู้เรื่องเกี่ยวกับผู้กล้าของลิเมีย โอโตนาชิ ฮิบิกิ เพราะพวกเขาได้ข้อมูลล่าสุดจากสายลับที่แอบอยู่ในราชอาณาจักรลิเมีย ทำให้มั่นใจในข้อมูลที่แม่นยำแม้อยู่ในดินแดนห่างไกล

          เรื่องนี้ไม่สร้างความแปลกใจแก่โทโมกิที่รู้เรื่องแผนนี้ตอนอยู่ในปราสาทแล้วและเขายังต้องการจะรู้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้กล้าของลิเมียด้วย

 

ลิลลี่ : แต่ท่านโทโมกิค่ะ ทำไมท่านถึงอยากจะได้ยินเรื่องเกี่ยวกับผู้กล้าของลิเมียกะทันหันคะ? อาจจะเป็นไปได้ว่า....ท่านรู้จักเธออย่างงั้นหรอคะ?

โทโมกิ : ไม่ใช่แบบนั้น ฉันได้ยินชื่อเธอแล้วแต่เป็นใครบางคนที่ฉันไม่รู้จัก อีกอย่างเธออายุ 18 ปีใช่ไหม? ฉันไม่รู้จักใครที่อายุมากว่าฉัน 3 ปีหรอก

ลิลลี่ : ถ้างั้นทำไม? เป็นเพราะเธอมีด้านที่ดูดี? ท่านปรารถนาในตัวเธอเช่นนั้นหรือคะ?

โทโมกิ : อะไร นี่เธออิจฉาเรอะ? งั้นไม่เป็นไรหรอก เพราะฉันมีความสุขมากกับลิลลี่และคนอื่นๆอยู่แล้ว

ลิลลี่ : ....จริงหรือคะ? ถ้าท่านต้องการใครขอเพียงให้ท่านเอ่ยออกมา เข้าใจนะคะ? สำหรับผู้ที่อยู่เหนือกว่าจะต้องการผู้หญิงก็เป็นเรื่องปกติดังนั้นดิฉันไม่ตำหนิท่านเกี่ยวกับเรื่องนั้นหรอกค่ะ

 

เสียงกระซิบแสนหวานเข้าไปในหูเขา

โทโมกิพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

 

โทโมกิ:  อือ เวลานั้นฉันจะพูดโดยไม่มีเงื่อนไข

ลิลลี่: ค่ะ

โทโมกิ : เรื่องการต่อสู้....

ลิลลี่ : มาดูกันเถอะค่ะ ดูเหมือนส่วนหนึ่งของเขตแดนทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือถูกบุกรุกดังนั้นตอนที่เราออกเดินทางมันน่าจะอยู่ตรงนั้น

โทโมกิ : เข้าใจแล้ว งั้นเราเอายังไง?

ลิลลี่ : อันดับแรกรับประทานอาหารเที่ยงก่อนค่ะ ท่านรู้ไหมว่าดิฉันมาที่นี่เพื่อเรียกท่านไปทานข้าว?

โทโมกิ : ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น เข้าใจละ งั้นไปที่โต๊ะกลมเลย

ลิลลี่ : ค่ะ ท่านโทโมกิ

 

ทั้งสองคนออกจากห้องพร้อมกับสาวใช้จำนวนหนึ่ง

 

          แต่เดิมแล้วพื้นที่ในนั้นอนุญาตให้อาศัยได้เฉพาะชนชั้นสูงเท่านั้นแต่ผู้กล้าที่ไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดใดๆ อยู่ที่นั้นได้เพราะห้องของโทโมกิอยู่ข้างห้องของเจ้าหญิงลำดับที่สองเพื่อเป็นมาตรการรับมือไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น นี่จึงเป็นเรื่องผิดปกติที่เข้าใจได้

 

ลิลลี่ : ดิฉัน ลิลลี่ ฟูรอนท์ กริโทเนีย ตัดสินใจที่จะทำงานเพื่อท่านโทโมกิและอุทิศตนเองเพื่อเขา นั้นเป็นเหตุที่ว่าทำไมดิฉันถึงคิดเรื่องที่ให้ท่านโทโมกิมาอาศัยอยู่ใกล้ดิฉัน เพื่อให้ดิฉันสามารถสนับสนุนเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

คำขออย่างกะทันหันของเจ้าหญิงลำดับที่สองสร้างความสับสนให้กับครอบครัวจักรพรรดิในตอนแรก แต่คำพูดต่อไปทำให้พวกเขาสงบลงไปในทันที

 

ลิลลี่ : นั้นเป็นเหตุที่ดิฉันจะสละสิทธิ์สืบทอดบังลังก์ ดิฉันต้องการมอบเรื่องกิจการภายในรัฐวิสาหกิจให้กับผู้อื่น ดังนั้นพวกท่านช่วยมองท่านผู้กล้าในทางที่ดีขึ้นได้ไหมคะ?

 

ส่วนใหญ่คนที่ต่อต้านคำขอของเธอคือฝ่ายที่สู้เพื่อสืบทอดราชบังลังก์ กลุ่มพี่น้องชายหญิงของลิลลี่ แต่เมื่อศัตรูทางการเมืองบอกเองว่าจะลงไปจากเวทีด้วยตนเอง จึงไม่มีอะไรน่ายินดีไปมากกว่านี้แล้ว

          มันเป็นเรื่องสิทธิ์ที่เจ้าหญิงลิลลี่มีอยู่ เพราะเธอมาจากครอบครัวจักรพรรดิและเข้าร่วมการแข่งขันทางการเมืองที่รุนแรงเพื่อชิงบัลลังก์แห่งจักพรรดิ เธอจึงมีสิทธิ์ได้ครองบังลังก์สูงมาก ดังนั้นเรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้เป็นดึงดูดความสนใจแก่พวกเขาเหล่าขุนนางและลูกพี่ลูกน้องของเธอที่เข้าใจในเรื่องนั้นเงียบลงอย่างรวดเร็วและรอให้เธอพูดต่อ

 

ลิลลี่ : เรื่องเกี่ยวกับกิจการภายในต่างๆ จำนวนมากของจักรวรรดิที่ดิฉันดูแลอยู่เกือบทั้งหมดจะแบ่งให้ทุกท่านในที่นี่ ฉันต้องการให้พวกท่านปล่อยให้ฉันดูแลเรื่องเล็กๆ ที่อาจจะเป็นกำลังให้ท่านผู้กล้าได้ แน่นอนว่าการพูดแบบนี้มันจะมีส่วนยุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายในกองทัพ แต่เนื่องจากความสามารถทั้งหมดที่จักรวรรดิมีเปิดรับบุคคลทั่วไปและมีสิทธิ์ครองร่วมกัน ทำให้ดิฉันไม่สามารใช้เป็นกองทหารส่วนตัวได้ นอกจากสิ่งนั้นฉันวางแผนดำเนินการมอบหมายทุกอย่างไว้แล้ว

 

เกิดเสียงโห่ร้องและความวุ่นวายดังขึ้นมา ด้วยเล่ห์เหลี่ยมของเธอที่ยกรัฐวิสาหกิจมากมายแม้จะไม่มีส่วนทางการทหาร แต่แค่ส่วนที่ได้รับโอนมาทุกอย่างก็มากพอแล้วที่จะทำให้ขุนนางและลูกพี่ลูกน้องของเธอหุบปากของตนเองลง ซึ่งนั้นก็เป็นไปตามแผนที่เธอได้วางไว้

          ถัดมาคือพ่อของเธอ ชายผู้เป็นจักพรรดิ แน่นอนว่าเขาถามเธอถึงเหตุผลที่สละสิทธิ์ชิงบังลังก์จักรพรรดิอย่างกะทันหัน ถึงแม้ว่าผู้กล้ามาแล้วแต่เธอไม่จำเป็นที่จะต้องสละสิทธิ์เพื่อจะสนับสนุนผู้กล้า และในความเป็นจริงเจ้าหญิงลำดับที่สอง ลิลลี่ เป็นคนที่ใกล้ชิดผู้กล้ามากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อคำนึงถึงอดีตของเธอ มันจะเป็นจริงได้มากกว่าถ้าใช้พลังที่เธอมีอย่างถูกต้องและยังช่วยเพิ่มอำนาจทางการเมืองขึ้นอีกมหาศาลด้วยนี่ นี่จึงเป็นข้อสรุปตามปกติ

 

ลิลลี่ : จักรพรรดิจะเป็นคนที่สืบทอดเจตจำนงของท่านพ่อได้ แต่ดิฉันต้องการจะสืบทอดเจตจำนงของท่านแม่ผู้เป็นสาวกที่ศรัทธาท่านเทพธิดา ท่านยังคงเชื่อมั่นในตัวท่านเทพธิดาจนถึงวินาทีสุดท้าย ดิฉันต้องขอโทษท่านพ่อจริงๆ แต่ดิฉันจะสืบทอดเจตจำนงของท่านแม่และอยู่เคียงข้างผู้กล้าที่ท่านเทพธิดามอบมาให้

 

ในสถานที่ซึ่งปณิธานสูงสุดในประเทศ เสียงพูดของเธอสะท้อนก้องราวกับระเบิดค่อยๆตกตะกอนลงอย่างช้าๆ เหล่าลูกพี่ลูกน้อง, พ่อของเธอ และเช่นเดียวกับขุนนางทั้งหลายรู้ว่าเจ้าหญิงลิลลี่รักแม่ของเธอมากขนาดไหน และมีบางคนถึงกับหลั่งน้ำตาเมื่อได้ยินคำพูดของเธอ

 

ลิลลี่ : .....กรุณายกโทษให้ความเอาเห็นแก่ตัวของดิฉันด้วย แต่ดิฉันจะทำลายเผ่าปีศาจด้วยกันกับท่านผู้กล้าและแสดงให้ท่านเห็นว่าเราสามารถฟื้นคืนดินแดนอันสวยงามของเอลิเชี่ยน(Elision)ได้

 

เธอสละรัฐวิสาหกิจไปจำนวนหนึ่งเพื่อเหลือแต่สิ่งที่เธอคิดว่าจำเป็นเพื่อสนับสนุนผู้กล้า....

 

ในวันนั้นลิลลี่ออกจากเวทีการแข่งขันทางการเมือง มีหลายคนคิดว่านี่เป็นแผนการลับแบบหนึ่ง แต่หลังจากนั้นเธอสนับสนุนผู้กล้าด้วยความทุ่มเทและนั้นทำให้ความสงสัยทุกอย่างที่พวกเขามีต่อเธอหายไป

 

และในตอนนี้.....

 

          ในสวนที่แม่ของเจ้าหญิงลิลลี่รัก ในอดีตเป็นที่นี่ไม่อนุญาตให้ใครเข้ามา แต่เมื่อที่นี่เปิดเข้าชมได้อิสระและยังเป็นที่ลิลลี่กับผู้กล้าใช้เพื่อผ่อนคลาย ด้วยสิ่งเหล่านี้มันสร้างความประหลาดใจแก่ขุนนางทั้งหลาย แต่มันลงเอยด้วยการกลายเป็นตัวช่วยในการเพิ่มการประเมินค่าใก้แก่ผู้คนที่จะใช้ผู้กล้า

          ณ ตรงกลางของสวนนั้นจะเห็นคนจำนวนหนึ่งและโต๊ะกลมธรมมดาตั้งอยู่ ทั้งโทโมกิและลิลลี่ ถูกเรียกมานั่งที่โต๊ะกลมในสวนที่แม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่มั่นคงจากสงครามแต่พืชพรรณยังคงงอกงามอย่างเขียวชอุ่มและมันช่วยเยียวยาแก่ทุกคนที่ได้จ้องมองมัน

          มีบางส่วนที่ดูที่ถือตัวและหยิ่งยะโส แต่ความมีไหวพริบเป็นความเชี่ยวชาญไม่อาจมองเห็นได้ นั้นคือการประเมินที่โทโมกิได้รับ ส่วนหนึ่งมันเป็นเพราะอคติและกลุ่มก้อนความรู้สึกถึงคุณค่าของพวกเขา แต่เนื่องจากพวกเขาเป็นคนที่อุทิศตนเพื่อเจ้าหญิง ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีความคิดที่จะต่อต้านและเธอก็ไม่เคยสงสัยในตัวพวกเขาแม้แต่น้อย

 

“ท่านโทโมกิ! ทุกอย่างเตรียมพร้อมหมดแล้ว ก-กรุณามาทางนี้ด้วย”

“พี่ชาย มาช้านะ”

“ฉันเสียสละเวลาวิจัยเพื่อมาที่นี่รู้ไหม อย่าให้ฉันต้องคอยนาน.....ถึงฉันจะรู้ว่านายยุ่งก็เถอะ”

 

สามคนที่กล่าวต้อนรับโทโมกิและลิลลี่นั้นเป็นพรรคพวกของเขา ถ้าพวกเธอลอกเลียนตามตำนานโต๊ะกลม งั้นพวกเธอน่าจะเป็นอัศวินโต๊ะกลมของโทโมกิ

          คนแรกที่เรียกเขาอย่างประหม่าขณะที่เชิญชวนเขามานั่งข้างเธอคือ กิเนเบีย(Ginebia) เธอเป็นหนึ่งในราชองครักษ์และจัดได้ว่าเป็นอัศวินที่แข็งแกร่งที่สุดในจักรวรรดิที่คอยปกป้องชนชั้นสูง แต่เดิมเธอเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของลิลลี่และยังเป็นเพื่อนสนิทด้วย แต่ตอนนี้เธอมีหน้าที่ป้องกันทั้งโทโมกิและเจ้าหญิงเช่นกัน

          ถึงแม้เธอจะมีร่างกายเป็นผู้หญิงแต่เธอฝึกฝนศิลปะการป้องกันและหน้าที่ของกำแพงมาอย่างสมบูรณ์แบบ อีกทั้งประเภทของอุปกรณ์เวทมนตร์ที่เธอได้รับมาก็ยังมีความสามารถพิเศษในการป้องกันและอาชีพของเธอยังได้รับนามแห่งมังกรชั้นสูงที่มีชื่อเสียงในด้านการป้องกัน “กราวนท์”(Grount)และยังรู้จักในชื่อเล่นว่า “คลื่นทราย” (Sand Wave) สำหรับกราวนท์นั้นอาศัยอยู่ในทะเลทรายกว้างใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นมังกรที่บอกได้ว่าครอบครองการป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดด้วย ดังนั้นชื่ออาชีพพิเศษของเธอคือ “ราชองครักษ์กราวนท์”

          คนต่อไปเป็นเจ้าของเสียงเด็กสาวที่เรียกโทโมกิว่าพี่ชาย เธอชื่อโมร่า(Mora) แค่เสียงของเธอก็บอกได้ว่าเธอเหมาะสมกับเป็นเด็กสาวอายุ 12 ปี เธอถูกเรียกว่า “คนทรงมังกร” และสามารถใช้เทคนิคการอัญเชิญแบบพิเศษเพื่อเรียกมังกรออกมา โดยเริ่มแรกเริ่มเธอถูกเลี้ยงดูมาในหมู่บ้านท้องถิ่นที่ครอบครัวของเธอสืบสายเลือดมาจากมิโกะผู้ดูแลศาลเจ้า แต่เพราะการรุกรานของเผ่าปีศาจ หมู่บ้านนั้นจึงถูกทำลาย ลิลลี่จึงรับเธอมาอยู่ในการดูแลและ ท้ายที่สุดแล้วเธอก็ร่วมเดินทางกับโทโมกิ

          เธอเป็นผู้ใช้มังกร แม้จะไม่มีอาชีพพิเศษเหมือนกิเนเบียแต่มันเป็นอาชีพหายากที่มีเพียงไม่กี่คนในโลกที่มีไว้ในครอบครอง

          คนสุดท้ายที่เรียกพร้อมกับบ่นไปด้วยคือ ยูคินัตสึ (Yukinatsu) เธอมาจากสมาพันธรัฐลอเรล(Lorel Confederation) แต่เพื่อค้นหาสถานที่วิจัยอิสระได้มากขึ้น สุดท้ายเธอเลยมาทำงานภายใต้ลิลลี่ และเมื่อได้ยินความคิดเห็นที่ไม่เหมือนใครหลายอย่างของผู้กล้า เธอตัดสินใจที่จะร่วมเดินทางกับพวกเขา ทั้งเกราะที่หลอมรวมไปกับเวทมนตร์, พลังขนาดใหญ่ที่ใช้ประกอบไปด้วยพิธีกรรมเพื่อใช้งานอย่างมีประโยชน์และของลอกเลียนของสิ่งที่เรียกว่าสมบัติศักดิ์สิทธ์ เธอมีความสนใจอย่างผิดปกติในการสร้างสิ่งเหล่านี้

          เธอเป็นประเภทนักวิจัย โดยเฉพาะด้านชุดเกราะและเวทมนตร์ เธอใช้วิธีการที่แตกต่างจากดวาฟท์และเพราะมุมมองแสนอันตรายที่เธอมี ทำให้เธอถูกขับไล่ออกมาจากสมาพันธรัฐ อาชีพของเธอคือ “ฟอร์ซ เพลเยอร์” (Force Player) เป็นอาชีพหายากที่มีจำนวนน้อยในขอบเขตที่นักแปรธาตุสามารถถือครองได้

          ตอนนี้ทั้งสามคนเป็นพรรคพวกของโทโมกิ เนื่องจากเจ้าหญิงไม่เข้าร่วมในสงครามทำให้เธอมีหน้าที่สนับสนุนในแนวหลังแทน

          ด้วยข้อเสนอของโทโมกิให้กินข้าวร่วมกัน ทำให้ทุกคนรอคอยเวลาที่จะอยู่รวมกันที่โต๊ะกลมในสวนเพราะว่านี่เป็นเวลาที่พวกเธอจะได้อยู่กับเขานอกเหนือจากการต่อสู้ที่ ดังนั้นนี่จึงเป็นเวลาที่มีค่ามากสำหรับสาวๆที่ต้องการจะอยู่กับเขาแม้ว่าเพียงครู่เดียวก็ตาม

          แม้ลิลลี่จะแอบวางมาตรการรับมือกับดวงตาปีศาจกับพวกชนชั้นสูงแต่ไม่ได้ทำกับทุกคน เพราะงั้นสำหรับกิเนเบีย, โมร่า หรือ ยูคินัตสึ ที่ถูกอาบไปด้วยดวงตาปีศาจเป็นเวลานานนั้น ทำให้พวกเธอเชื่อว่าความปราถนาดีและความรู้สึกเกิดขึ้นภายในตัวพวกเธอเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ

 

“ ท่านลิลลี่ ท่านอัลเบิร์ตบอกว่าต้องการให้ท่านยืนยันเรื่องเอกสารการประชุมค่ะ”

 

ลิลลี่ : แหม เป็นจังหวะไม่ดีอะไรแบบนี้ สำหรับท่านพี่มาบอกดิฉันระหว่างกำลังทานข้าว เพราะงั้นท่านโทโมกิ ดิฉันต้องขอโทษด้วยค่ะ คงต้องขอตัวสักครู่ แต่เมื่อท่านจะออกไปที่สนามรบ ดิฉันจะมายืนส่งท่านแน่นอน ดังนั้นอย่าไปโดยไม่บอกดิฉันนะคะ?

 

ความจริงเมื่อตอนที่ลิลลี่กำลังจะเข้าไปร่วมในโต๊ะกลม จางวางเดินเข้ามาและพูดกับเธอ

 

โทโมกิ : โอ้ เข้าใจแล้ว ถ้าท่านอัลเบิร์ตเรียกก็ช่วยไม่ได้ หลังจากกินข้าวกับทุกคนเสร็จฉันจะไปพักก่อนดังนั้นไม่ต้องเป็นห่วงถ้าต้องไปสนามรบฉันจะบอกเธอแน่นอน

 

โทโมกิรู้จักพี่ชายของลิลลี่และเขาไม่ตำหนิเธอสำหรับเรื่องนั้น เรื่องแบบนี้มีเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวดังนั้นเขาเลยเคยชินกับมันแล้ว ตอนนี้เธอทำทุกอย่างเพื่อสนับสนุนเขาแต่เพราะในอดีตเจ้าหญิงต้องคอยจัดการงานหลายอย่าง เขาจึงเข้าใจว่าเธอยุ่งมาก

 

ลิลลี่ : เข้าใจแล้วค่ะ งั้นกิเนเบีย ดิฉันฝากเธอด้วยนะ

กิเนเบีย : ไว้ใจได้เลย

 

กิเนเบียทำตามคำพูดของลิลลี่ สำหรับความภักดีของเธอที่มีต่อเจ้าหญิงดูเหมือนจะมีอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ลิลลี่พยักหน้าอย่างพึงพอใจและเดินตามคนนำทางออกจากสวนไป

 

----- ด้านของลิลลี่ -----

 

“การดำเนินการไปไปถึงขั้นไหนแล้ว”

“ตอนนี้กำลังเป็นไปอย่างราบลื่น ความสามารถในการปรับตัวของผู้กล้าเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าปาฏิหารย์เท่านั้น สามารถใช้หอกเทพเจ้ากวัดแกว่งได้อย่างอิสระแม้ไม่ต้องขี่ม้า ทำให้ฉันรู้สึกตกตะลึงมากเลยจริงๆ”

 

เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะทำอะไรแบบนี้ได้

 

          อิวาฮาชิ โทโมกิ เข้ากันได้กับอุปกรณ์เวทยมนตร์ทุกอย่าง นั้นทำให้จักรวรรดิปล่อยให้เขาเลือกอะไรก็ได้จากคลังสมบัติที่เก็บอาวุธและชุดเกราะระดับสุดยอด ทว่าสิ่งแรกที่เขาเลือกไม่ใช่ทั้งอาวุธหรือชุดเกราะ แต่เป็นแหวนที่ทำงานเหมือนกับโกดังใช้เก็บของอะไรก็ได้ในนั้น หลังจากนั้นเขาเลือกอาวุธด้วยความจริงจังและลองใช้ในพื้นที่ฝึกฝนที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ดูแล้ว จากนั้นเขาเก็บอาวุธทั้ง 12 ชิ้น เข้าไปในแหวนเท่าที่แหวนจะบรรจุได้ ต่อจากนั้นเขาเลือกชุดเกราะ แม้ว่าในจักรวรรดิมีเครื่องป้องกันที่มีพลังมากมายหลายอย่าง แต่ไม่มีใครสามารถใช้มันได้ และเขาเลือกชุดเกราะยางที่พอดีตัวและประกอบไปด้วยโลหะสำหรับป้องกันที่ปกปิดหลายส่วนตามร่างกายและเสริมพลังด้วยเวทมนตร์ป้องกัน ของทุกอย่างที่เขาเลือกผ่านการการดำเนินเรื่องอนุญาตเพื่อใช้ของเหล่านี้อย่างรวดเร็ว หลังจากนั้น อิวาฮาชิ โทโมกิ ได้รับอุปกรณ์มาจำนวนหนึ่งที่สามารถสร้างบาเรียป้องกันเวทมนตร์ดำและการโจมตีทางกายภาพสูง ของเหล่านั้นเป็นผลงานชิ้นเอกที่ผ่านการทดสอบที่ชายแดนของดินแดนรกร้าง มีชื่อว่า “เคลย์เอจิส” และอีกหลายอย่าง 

          นั้นเป็นเรื่องดีที่เขารู้จักป้องกันตนเองเพราะเขาสวมใส่ของพวกนั้นในชีวิตประจำวัน แต่ไม่มีทางที่เขาจะใช้ชีวิตประจำวันได้เมื่อสวมชุดเกราะ ดังนั้นชุดเกราะจะเตรียมไว้เมื่อต้องการใช้ในการต่อสู้เท่านั้น

 

ทุกอย่างกำลังเป็นไปได้ด้วยดี

 

          ผลจากรองเท้าเงินที่เทพธิดามอบให้ยังคงโดดเด่นอยู่ แม้เขาจะฝึกมากกว่าคนธรรมดาหลายเท่าตัวหรือยืนหยัดในสนามรบอย่างต่อเนื่อง แต่ความเหนื่อยล้าของเขากลับถูกฟื้นฟูด้วยความเร็วสูง

 

“แล้วร่างกายของเขาละ? มีความแตกต่างในผลกระทบระหว่างปริมาณการจ่ายยาให้เขากับมหนุษย์คนอื่นไหม?”

“เรื่องนั้นยังไม่เป็นปัญหาครับ แต่เดิมมันมีผลแค่บั่นทอนชีวิตของผู้ใช้อยู่แล้ว ส่วนอีกอันก็กำลังก้าวหน้าไปอย่างราบลื่น”

“เข้าใจแล้ว งั้นนั้นก็ดีละ”

 

          ในอาหารของเขามีอีลิคเซอร์ผสมอยู่ มันมีผลช่วยเร่งการเจริญเติบโต, เพิ่มพลังเวทมนตร์และพลังกายของเขา เพราะงั้นฉันจึงต้องการจะรู้ว่ามันมีความแตกต่างอะไรไหมระหว่างเขาและมหนุษย์คนอื่น ดังนั้นฉันจึงผสมอีลิคเซอร์ลงไปในอาหารสมาชิกทุกคนยกเว้นของฉันเอง แน่นอนว่าฉันไม่ได้รับการยินยอมจากพวกเขาให้ทำเช่นนั้น สำหรับเรื่องที่เป็นไปได้อย่างราบลื่นก็เป็นเรื่องดี แต่ว่ามันมีโอกาสเป็นไปได้ที่จะมีผลกระทบอย่างอื่นออกมาทันทีทำให้พวกเขาเข้าร่วมในสงครามไม่ได้ถ้ามันเป็นแบบนั้น มันอาจจะได้ผลตรงกันข้ามกับที่ต้องการแทน

          ฉันจะทำในสิ่งที่ฉันอยากทำและทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างของฉันเพื่อมัน ดังนั้นไม่มีอะไรจะมีความสุขไปมากกว่าสิ่งนี้แล้วเพราะว่าฉันสละสิทธิ์ในการครองบังลังก์ ทำให้ปัญหาน่ารำคาญทั้งหลายแหล่ไหลไปหาเหล่าลูกพี่ลูกน้องแทน

 

ใช่แล้ว ฉันไม่ต้องการบัลลังก์จักรพรรดิหรอก

ท้ายที่สุด....

จักรวรรดิจะ...

ถูกช่วงชิงโดย อิวาฮาชิ โทโมกิ

 

ฉันคอยกระซิบบอกเขาเรื่องเจตจำนงของผู้ปกครองสูงสุด ทั้งองค์ประกอบเพื่อขึ้นครองบัลลังก์และตรรกะของราชาผู้โหดร้าย

 

          ดูเหมือนว่าเด็กนั้นได้รับพลังเมื่อเข้ามาในโลกใบนี้และฉันยังได้ยินเรื่องราวก่อนหน้านั้นว่าเขาเป็นเพียงแค่เด็กโชคร้ายที่ถูกรุมรังแกโดยสาวๆ รอบตัวเขา เพราะงั้นสรุปสั้นๆคือ... ตอนนี้เขากำลังหลงระเริงในพลังที่ได้รับมาอย่างกะทันหัน มันช่างเป็นความผิดพลาดที่สะดวกสบายอะไรแบบนี้ นั้นเป็นเหตุที่ว่าทำไมฉันถึงแสร้งทำเป็นผู้หญิงแบบที่เขาชอบและหลงสเน่ห์เขา และฉันจะบอกว่ามันสำเร็จไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว

          เขาไม่ได้ปฏิเสธฉันเมื่อตอนที่ชวนเขามาในงานเลี้ยงตอนเย็น(EngT/N1) ในทางตรงกันข้ามดูเหมือนจะช่วยเพิ่มความมั่นใจในตัวเขาและเริ่มเรียกตัวเองด้วย “ore”(EngT/N2) และดูเหมือนว่าเขายังยื่นมือเข้าไปยุ่งกับกิเนเบีย, โมร่า(EngT/N3) และยูคินัตสี อีกด้วย แต่ฉันไม่สนหรอก ต่อให้ในอนาคตเขาจะสร้างฮาเร็มหรืออะไรก็ตามที่เขาต้องการ ฉันจะช่วยเขาในการทำแบบนั้นด้วยซ้ำ มันจะดีซะอีกถ้ามีสิ่งผูกมัดเขากับบัลลังก์และอำนาจทางการเมือง

          ถ้าฉันหยอดพิษแสนหวานลงในหัวใจที่อ่อนแอที่เกิดการจากโดนกลั่นแกล้ง เขาคงไม่คิดที่จะต่อต้านฉันและไม่ต้องสงสัยเลยว่าสุดท้ายเขาต้องการเป็นราชาและครอบครองจักรวรรดิ

          แน่นอนว่านั้นจะเกิดขึ้นถ้าเรามีชัยชนะเหนือเผ่าปีศาจแล้ว เรื่องเหล่านี้มันไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าเราไม่ชนะก่อน เมื่อถึงเวลานั้น ฉัน “ผู้ที่จะกลายเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ของเขา” จะสนับสนุนเขาในทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาต้องการ

 

เมื่อผู้กล้าผู้ถูกส่งมาโดยเทพธิดา หน่ออ่อนแห่งทรราชย์บอกฉันถึงความคิดอันน่าปิติยินดีเป็นอย่างยิ่งเหล่านี้

 

          ตอนนี้คงเป็นโอกาสดีที่การทดลองจะเข้าสู่ของจริงแล้ว เพื่อประโยขน์ที่จะมาถึงในวันนั้น ส่วนการทดลองเรื่องอีลิคเซอร์น่าจะพอแล้ว นักเล่นแร่แปรธาตุวัยกลางคนทำงานรับใช้ฉันได้ดีเยี่ยมจริงๆ

 

“งั้น ตอนนี้เราควรจะพัฒนาอะไรต่อดี? ฉันรู้แล้ว งั้นเกี่ยวกับ.....เพื่อผู้..กล้า...เอ๋?”

“มันพอแล้วละ ขอบคุณสำหรับความเหนื่อยยากของนายนะ”

 

แขนเสื้อสีขาวของฉันย้อมไปด้วยสีแดงเข้ม

 

          มันจะสะดวกมากกว่าถ้าให้คนไม่มีความรู้มาและบอกพวกมันแค่กระบวนผลิตเพื่อผลิตมันออกมาอย่างเดียวเท่านั้น ในเมื่อฉันเป็นคนที่อุทิศตัวให้ อิวาฮาชิ โทโมกิ ดังนั้นฉันไม่ต้องการเหลือหลักฐานหรือคนที่รู้เรื่องว่าฉันสร้างอะไรที่เป็นอันตรายแก่ร่างกายของเขา

          ฉันสร้างทีมด้วยด้วยนักวิจัยที่มีความสามารถเก่งกาจและเมื่อตอนนี้เราได้ผลลัพธ์ที่ดีพอแล้วฉันจะปิดปากพวกมันทั้งหมดแบบนี้ นี่มันสมบูรณ์แบบมาก

‘ทำไม?’ ชายวัยกลางคนทำสีหน้าแบบนั้นและล้มลงไปพร้อมกับร่างกายที่หยุดการทำงานของเขา ฉันส่งมีดในมือฉันไปให้จางวางที่รอคอยอยู่ตรงทางเข้า ในสายตาเธอของเธอไม่มีแสงแห่งเจตจำนงใดๆ เลย

 

ลิลลี่ : จัดการเรื่องนั้นและเผาบ้านนี้ซะ ให้แน่ใจว่าทุกอย่างในห้องนี้กลายเป็นเถ้าถ่านไปหมด และเธอจะถูกเผาเคียงข้างคนสำคัญของเธอตรงนั้นด้วยเข้าใจไหม?

 

ฉันกระซิบบอกรายละเอียดของคำสั่งช้าๆที่หูของเธอ และให้เธอถือมีดไว้

 

นี้มันดีจริงๆ

 

          เมื่อฉันแน่ใจว่าจางวางได้รวบรวมเอกสารทั้งหมดมาแล้ว ฉันถอดเสื้อออกและเปลี่ยนมันกลายเป็นเถ้าถ่าน ตอนนี้ท่อนบนของฉันมีแต่ชุดชั้นใน แต่ฉันไม่ใส่ใจเพราะฉันจะเทเลพอร์ทไปที่ห้องของฉันที่ปราสาทอยู่ดี ดังนั้นไม่มีทางที่คนอื่นจะเห็นได้ ฉันต้องรีบกลับไปที่อยู่ของโทโมกิให้เร็วที่สุด เพราะวันนี้จะมีการต่อสู้ในพื้นที่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

 

แต่ก่อนหน้านั้น.....

 

ลิลลี่ : ตอนนี้ จะต้องพัฒนาเกี่ยวกับอาวุธอันน่ายินดีที่ผู้กล้าบอกฉันมา

 

หลังจากกลับมาที่ห้องของฉันก็เปลี่ยนเสื้อผ้าและยืนยันเอกสารแผนการที่ทำมาอย่างดี

          นั้นเป็น....อาวุธที่ให้พลังแก่เด็กที่ไร้พลัง, คนแก่ที่สูญเสียพลังไปแล้วและคนที่ไม่มีอะไรเลย อีกทั้งไม่มีปัญหาเรื่องปริมาณพลังเวทมนตร์ด้วย เป็นอาวุธที่ ”เป็นกลาง” ที่เพียงแค่มีอยู่ในมือก็จะได้พลังอำนาจ มันช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดีจริงๆ และเมื่อถึงเวลาที่ประเทศอื่นสร้างของที่ด้อยกว่าและใช้มันในสนามรบ สงครามคงจบลงไปเรียบร้อยแล้ว

 

ทั้งเผ่าปีศาจ, เทพธิดา, และศาสนาของเธอ....

ฉันจะทำลายมันให้หมด

 

ลิลลี่ : มันเรียกว่า “ปืน” ซินะ ฉันต้องรีบสร้างมันออกมา

-----------------------------

(EngT/N*1: ที่ลิลลี่เชิญมางานเลี้ยงตอนเย็นอาจจะหมายถึงความสัมพันธ์ทางเพศ)

(EngT/N*2: “ore” หมายถึงคำว่า “ฉัน” แบบไม่เป็นทางการในภาษาญี่ปุ่น”)

(EngT/N*3: ...เดียวนะโมร่าพึ่งอายุ 12 ปีเองนะเว้ย)

-----------------------------

(T/N1:จบไปอีกบทครับ ต่อไปเป็น POV เก่าๆเท่าที่หาได้)

(T/N1:อาจจะแปลช้าลงไปอีกนานเพราะกำลังติดเกมอยู่ตอนนี้ จึงต้องขออภัยล่วงหน้าด้วยครับ)

 

 




NEKOPOST.NET