[นิยายแปล] จันทรานำพาสู่ต่างโลก - Tsuki ga Michibiku Isekai Douchuu ตอนที่ 52 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] จันทรานำพาสู่ต่างโลก - Tsuki ga Michibiku Isekai Douchuu

Ch.52 - หลับตาเดินมันอันตรายนะ


" เราชื่ออาคัว "

" เอริส "

พวกเธอสองคนกำลังดื่มน้ำเกลือแร่กันอยู่

นานมากทีเดียวที่ผมไม่ได้ดื่มน้ำเกลือแร่ ถ้าได้ดื่มหลังทำกิจกรรมชมรม มันจะรู้สึกสดชื่นสุดๆเลย

มีหลายอย่างที่ผมรู้สึกสนใจ แม้แต่ชื่อของยักษ์ป่า ก และ ข ก็น่าสนใจมากทีเดียว

หลังจากถูกปล่อยตัวจากผู้อาวุโสของยักษ์ป่า ผมได้รับการปฏิบัติในฐานะแขกผู้มาเยือน และได้รับห้องส่วนตัวมาใช้สำหรับพักผ่อน พวกเขาให้ผมพักในห้องซึ่งหรูมากทีเดียว แถมยังจัดปาร์ตี้ต้อนรับให้อีกต่างหาก ดูเหมือนตอนนี้พวกเราจะมีสัมพันธ์อันดีต่อกัน

นอกจากผมจะเล่าประวัติของตัวเองแบบตัดตอนแล้ว ผมยังแทรกเรื่องโกหกเข้าไปด้วย แน่นอนว่าผมรู้สึกแย่ แต่ผมคงไม่กล้าบอกพวกเขาหรอกว่าเคยต่อยใส่หน้าเช็นไปหลายหมัด หรือเคยทำลายค่ายทั้งค่ายจนพังพินาศ.. ผมก็เลยไม่มีทางเลือก.. ใช่ครับ ไม่มีทางเลือกเลย

ผู้หญิงสองคนซึ่งนำทางผมมาที่ห้องพัก.. หลังจากแนะนำตัวแล้ว ด้วยเหตุผลบางอย่าง พวกเธอกลับไม่มีเจตนาที่จะเดินออกไปจากห้องเลย ในเมื่อมาส่งพวกเราถึงที่แล้ว พวกเธอก็ควรกลับไปได้แล้วสิ.. ถ้าพูดตามภาษาของผม 'เมื่อไหร่พวกเธอจะไปสักที?'

มีคนสี่คนอยู่ในห้องห้องเดียว แถมผมยังเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวงั้นเหรอ? ไม่ได้ๆ

... เพราะผมรู้สึกว่าถ้าพวกเธอตามมาด้วย จะรังแต่ทำให้ผมเครียดซะเปล่าๆ

ผมเคยได้ยินมาก็จริงว่ามีคนอยู่บางประเภทซึ่งจะไม่ยอมฟังสิ่งที่คนอื่นพูดเลย.. แต่ผมขอร้องล่ะ พวกเธอช่วยฟังสิ่งที่ผมอยากจะพูดสักหนึ่งวินาทีได้ไหม?

วิธีการใช้ธนูของคุณอาคัวค่อนข้างหยาบทีเดียว และเธอเหมือนคนประเภทที่ชอบรุกทุกครั้งเมื่อมีโอกาส

ส่วนหญิงสาวลึกลับซึ่งใช้ไม้เท้า คุณเอริส.. เธอคือคนบ้าดีๆนี่เอง

ครั้งนี้ ปฏิบัติการตามหาเมดรุ่นใหญ่ของผมถือว่าล้มเหลว.. ช่างเถอะ ยังไงรูปร่างภายนอกของพวกเธอก็นับได้ว่าแปลกตา ดังนั้นผมไม่ถือสาหรอก.. คุณอาคัวซึ่งมีส่วนสูงของเด็กชั้นมัธยม และคุณเอริสซึ่งมีส่วนสูงของเด็กชั้นอนุบาล มันเป็นการผสานกันที่ไม่ลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบ อย่างน้อยก็ในมุมมองของผม

มันน่าเสียดาย เพราะผมรู้สึกว่าพวกเธอสองคนจะต้องทำให้ผมรู้สึกสิ้นหวัง ดังนั้นผมก็เลยไม่คิดจะสร้างสัมพันธ์กับคนในหมู่บ้าน ขอติดต่อพวกเขาในฐานะเมืองๆหนึ่งเท่านั้นก็พอ ยังไงผมก็มีผู้หญิงแสนเจ้าเล่ห์อยู่ใกล้ๆตัวหลายคนแล้ว

แถมผมยังมีปัญหาในเรื่องของการขยายตัวของพลังเวทย์อีกต่างหาก การตามหาคู่หูเพื่อทำสนธิสัญญากำลังดำเนินไปอย่างยากลำบาก คู่หูสองคนแรกของผมแข็งแกร่งมาก ด้วยเหตุนี้ ผมเลยไม่สามารถเลือกคู่หูคนใหม่ตามใจชอบได้

ที่จริงจะให้ผมทำสัญญาร่วมกับใครก็ได้นะ ถ้าเหตุผลของมันมีเพียง ใช้เพื่อยืนยันข้อสันนิษฐานของโทโมเอะ

อืม.. ถ้าพูดถึงการโยกย้ายถิ่นฐาน เรื่องของสนธิสัญญาย่อมไม่เกี่ยวข้องกับยักษ์ป่าสองคนนี้อยู่ดี

พวกเธอบอกว่าเป็น 'ผู้จัดการพงไพร' ถ้าพูดง่ายๆก็คือ เผ่าพันธุ์เฉพาะทางซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องของวนศาสตร์ ถ้ามองพวกเขาในฐานะเผ่าพันธุ์ ไม่ใช่ในฐานะตัวบุคคล พวกเขาค่อนข้างมีประโยชน์มากทีเดียว แต่... ผมยังไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่

" คุณอาคัวและคุณเอริสใช่ไหมคะ? ขอบคุณที่นำทางพวกเรามาห้องพักนะคะ ดังนั้นเชิญออกไปได้แล้วค่ะ " (มิโอะ)

เวลามิโอะตั้งใจพูดอะไรออกมาตามอารมณ์ของตัวเอง มันรู้สึกน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก

ยังไงก็ตาม หลังจากที่เธอได้ส่องดูความทรงจำของผมแล้ว เธอพูดว่า "ฉันอยากจะไปที่ประเทศของท่านนายน้อยจริงๆค่ะ" จริงๆเรียกมันว่าต่างโลกไม่ง่ายกว่าเหรอ? หรือเพราะเธอยังเห็นไม่หมด? เธอไม่เหมือนโทโมเอะตรงที่เธอยังไม่ได้ส่องดูความทรงจำทั้งหมดของผม ดังนั้นเธอก็เลยยังไม่สามารถเรียกมันว่าการย้ายข้ามโลกได้

ขนาด 'ปืน' ยังปรากฎอยู่ในรายชื่อของสิ่งที่มิโอะชื่นชอบเลย ผมนึกว่าผมเข้าใจโลกนี้ดีแล้วซะอีก ไม่ใช่ว่าโลกนี้ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าปืนหรอกเหรอ?

มันก็แน่อยู่แล้ว เพราะในโลกนี้ไม่มีสิ่งประดิษฐ์ซึ่งถูกเรียกว่าปืนอยู่หรอก แต่โอกาสที่อาวุธเวทมนตร์ซึ่งทำงานคล้ายปืนจะมีอยู่จริงก็ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจอะไรนัก เวทมนตร์ในโลกใบนี้มันลึกลับถึงขั้นนั้นเลย ยิ่งไปกว่านั้น คนเกือบทุกคนในโลกสามารถใช้เวทมนตร์ได้ ดังนั้นการสรรสร้างผลงานและสิ่งประดิษฐ์ด้วยเวทมนตร์ ทุกคนย่อมสามารถทำได้

เพราะดูเหมือนอาวุธซึ่งถูกตีขึ้นมาใหม่ๆ ไม่มีชิ้นใดเลยที่ไม่ได้ผ่านการใช้เวทมนตร์ในขั้นตอนการสร้าง

แต่คนที่จะใช้อาวุธประเภทนั้นมีจำนวนค่อนข้างน้อยเช่นกัน

ยกตัวอย่างด้วยการใช้เกมเป็นมาตรฐาน ในโลกนี้การโจมตีที่เบามากๆจะไม่มีทางสร้างความเสียหายได้ 1 หน่วยเด็ดขาด แม้ว่าการโจมตีนั้นจะเบามากแค่ไหนก็ตาม ความเสียหาย 1 หน่วยก็จะไม่มีทางเกิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น โลกนี้ยังไม่มีการโจมตีเข้าจุดตายหรือคริติคัลฮิตซึ่งไม่สนพลังป้องกันของอีกฝ่ายอีกด้วย

ไม่แปลกเลยถ้าหากจะพูดว่า เมื่อคุณมีพลังป้องกันที่สูงในระดับหนึ่ง การโจมตีด้วยเวทย์ซึ่งสร้างความเสียหายให้คุณไม่ได้เลยจะถูกชะล้างไป อาวุธเองก็มีพลังเวทย์ปนอยู่ ส่วนลูกกระสุนซึ่งไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของอาวุธโดยตรงก็นับว่าเข้าข่ายเช่นกัน

หากคุณพึ่งเริ่มหัดใช้ธนูและลูกธนู มันจะด้อยกว่าดาบและหอกเสมอ แต่ดูเหมือนพวกมันจะมีเวทย์อาบอยู่ด้วยเช่นกัน

ถ้าหากคุณขว้างลูกเหล็กใส่มังกรระดับต่ำ มันจะไม่มีทางรู้สึกเจ็บปวด แต่ถ้าหากคุณเป็นผู้ที่มีเลเวลถึง 150 และเชี่ยวชาญด้านการโจมตีระยะประชิด ถ้าหากเริ่มโจมตี แม้แต่ดาบเหล็กซึ่งถือด้วยมือของคุณก็สามารถผ่าเกล็ดมังกรออกได้อย่างง่ายดาย.. แต่ตามกฎมาตรฐาน พลังโจมตีของลูกเหล็กต้องสูงกว่าอยู่แล้ว

ก็แน่อยู่แล้ว สำหรับโลหะซึ่งไม่เหมาะจะมีเวทมนตร์ไหลผ่าน พลังโจมตีของมันค่อนข้างจำกัด ดังนั้นการโจมตีมังกรชั้นสูงโดยใช้อาวุธเหล็กนั้น มันก็ไม่ต่างอะไรจากการฝืนทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้... ผมแค่ยกตัวอย่างนะ ยกตัวอย่างเฉยๆ
[* ใครมันใช้หมัดเปล่าต่อยมังกร ]

ที่ผมต้องการจะสื่อก็คือ ปืนจะกลายเป็นเพียงอาวุธซึ่งฆ่าได้เฉพาะมาโมโนะระดับต่ำเท่านั้น

เอาเถอะ.. แค่แนวคิดในการสร้างปืนยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ ผู้กล้าอีกสองคนก็ไม่น่าจะใช่คนโง่ซึ่งเที่ยวป่าวประกาศให้คนทั่วทั้งโลกรู้จักสิ่งที่เรียกว่าปืนหรอก ถ้าทำแบบนั้น โอกาสที่การสังหารหมู่จะเกิดขึ้นในสนามรบก็จะสูงตามไปด้วยนี่นา

ในโลกนี้ อย่างน้อยที่สุด ต้องมีคนคิดสร้างดินปืนขึ้นมาแน่นอน และความคิดนั้นมันคงไม่หายไปเฉยๆโดยไม่ผ่านการพัฒนาศักยภาพของดินปืนเลย สิ่งที่ดินปืนสามารถทำได้ น่าจะขึ้นอยู่กับเวทย์ที่ใช้ในการผลิตด้วยเช่นกัน

" ไม่.. พวกเราอยากได้ยินแผนในอนาคตของผู้มาเยือน "

" พวกเราจะอยู่เป็นเพื่อน "

เฮ้อ~ น่าหงุดหงิดจริง ผมเริ่มรู้สึกโกรธขึ้นมานิดๆ

" แย่หน่อยนะคะ ท่านนายน้อยและฉันค่อนข้างยุ่งค่ะ ดังนั้นล้มเลิกความคิดด้วยเถอะค่ะ "

ขอบคุณนะมิโอะ ถ้าขืนปล่อยไว้ มีแววว่าจะสร้างปัญหาให้พวกเราแน่ๆ

" พวกเราแค่อยากแนะนำอาจารย์ของพวกเราให้พวกคุณรู้จัก "

" จริงๆพวกคุณควรจะมาอยู่เป็นเพื่อนพวกเราด้วยซ้ำ แลกกับการที่พวกคุณทำอาวุธของพวกเราพัง จริงไหม? "

อาจารย์ของเธองั้นรึ? แค่ได้ยินเธอพูด ผมก็ไม่อยากจะเจอเขาหรือเธอแล้ว อาจารย์คนนี้ต้องมีนิสัยเหมือนพวกเธอแน่นอน แค่คิดก็รู้สึกปวดหัวไปหมด.. คนประเภทไม่ยอมฟังสิ่งที่คนอื่นพูด เป็นพวกคนบ้าซึ่งมีนิสัยก้าวร้าวและแอคทีฟอยู่ตลอดเวลา ความปราถนาของผมซึ่งอยากจะเจอเขาหรือเธอมันต่ำยิ่งกว่าตอนที่ผมเจอมิโอะก่อนทำสนธิสัญญาซะอีก

" ขอโทษด้วยครับ แต่ผมรู้สึกเหนื่อยมากหลังจากต้องสู้กับพวกเธอ เธอก็เห็นว่าพวกเรากินข้าวกันแล้ว ตอนนี้พวกเราก็เลยอยากจะพักผ่อน ท่านผู้อาวุโสก็ยินดีให้พวกเรายืมห้อง เพื่อให้พวกเราได้พักผ่อนนะครับ " (มาโกโตะ)

'แทนคำขอโทษสำหรับพฤติกรรมอันหยาบคาบของผู้หญิงสองคนนี้ พวกเราจึงเตรียมงานเลี้ยงไว้ให้พวกคุณแล้ว ดังนั้นโปรดพักผ่อนให้เต็มที่' คือสิ่งที่พวกเขาบอกผม และให้ผมยืมห้องสำหรับใช้พักผ่อน.. พูดให้ถูกกว่านี้ก็คือ พวกเขาบังคับให้ผมตอบรับความหวังดีจากพวกเขา

พวกเขาต้องการถามอะไรบางอย่างกับผมระหว่างงานเลี้ยงรึเปล่า? ผมไม่รู้ว่างานเลี้ยงที่พวกเขาพูดถึงหมายถึงงานเลี้ยงแบบไหน แต่ในเมื่อคนนอกอย่างพวกเราสามารถร่วมงานได้ มันก็น่าจะเป็นงานเทศกาลอะไรสักอย่าง

พวกเรามาถูกจังหวะพอดี โชคดีจริงๆ

" เหนื่อย? นายเนี่ยนะ? อย่าทำให้ขำ "

" แค่เล่นกันเฉยๆ มาเล่นสิๆ "

อย่างที่คาดไว้ สองคนนี้ค่อนข้างรับมือได้ยาก ผมไม่อยากให้พวกเธอตามมาเลยจริงๆ แต่ดูเหมือนใกล้ๆตัวผมจะมีคนที่จุดเดือดต่ำกว่าผมอยู่ ทำยังไงดี? ถ้าเผลอปล่อยให้มิโอะพูดเพ้ออีกรอบ สถานการ์คงจะเลวร้ายสุดๆ แผลก็พึ่งรักษาจนหาย ผมไม่ต้องการให้มีการหลั่งเลือดเกิดขึ้นอีก

" ขออนุญาตครับ "

ขณะที่ผมกำลังคิดหาวิธีปฏิเสธคำเชิญภาคบังคับของพวกยักษ์ป่าซึ่งยืนอยู่หน้าทางเข้าห้อง ผมได้ยินเสียงของใครสักคน

เป็นโทนเสียงต่ำที่ใสแต่ให้ความรู้สึกอันนุ่มนวล.. ผู้ชายประเภทเซ็กซี่ควรหายไปซะ..

เมื่อผมมองหาเจ้าของเสียง ฝั่งด้านหลังของยักษ์ป่า ก ข มีชายหนุ่มผิวขาวแปลกตากำลังยืนอยู่ พวกผู้อาวุโสของยักษ์ป่าเองก็ยังดูเป็นหนุ่มสาวอยู่เหมือนกัน ดังนั้นผมไม่รู้หรอกว่าเขาเป็นชายหนุ่มจริงรึเปล่า

ถ้าไม่นับเรื่องของสีผิว รูปพรรณสัณฐานอื่นของเขาเหมือนกับทุกๆคนในหมู่บ้าน แต่.. นี่มันอะไรกัน? มีอะไรบางอย่างกวนใจผม มีบางสิ่งทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจ เขากำลังใช้เวทย์หรืออะไรสักอย่างอยู่งั้นเหรอ?

เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ผมไม่ชอบที่สุดก็คือเขาปรากฎตัวโดยปิดซ่อนการมีอยู่ของตัวเอง

" คุณคือ? " (มาโกโตะ)

ผมชิงเปิดบทสนทนาเพื่อถามผู้ชายซึ่งกำลังเดินผ่านทางเดินซึ่งยักษ์ป่า ก ข เปิดออก เขาน่าจะอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าสองคนนั้น เพราะพวกเธอยอมเปิดทางให้เขาแต่โดยดี.. ยังไงก็ตาม เขาดูไม่เหมือนคนนิสัยอ่อนโยน มันดูเหมือนความเกลียดชังมากกว่า จะเรียกเขาว่าเป็นคนไม่สนโลกก็ยังได้

" ขออภัยที่ผมทำตัวเสียมารยาทครับ ผมชื่ออะโดโน(Adonou) เป็นญาติของหนึ่งในผู้อาวุโส ถ้าให้พูดเจาะจงกว่านี้ ผมเป็นลูกของท่านครับ *จริงๆตอนนี้ก็ยังเป็นเวลางานอยู่ แต่ผมขอท่านลางานออกมาก่อนครับ* "
[*ขอบคุณคุณ Ni-san สำหรับคำแปลครับ ]

" ขอบคุณที่แนะนำตัวครับ ผมชื่อไรโดะ ส่วนเธอคือเพื่อนของผม มิโอะ เป็นเรื่องน่ายินดีมากครับที่ญาติของผู้อาวุโสเดินทางมาหาผมจนถึงที่นี่ด้วยตัวเอง ทั้งๆที่ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว.. ถามแบบนี้อาจเป็นการเสียมารยาท แต่ท่านอะโดโนไม่สบายตรงไหนรึเปล่าครับ? ถ้าหากคุณไม่ว่าอะไร ผมยินดีมอบผลิตภัณฑ์ยาของพวกเราให้คุณนะครับ "

สุภาพและใจดี แต่ยังมีสถานะเป็นพ่อค้าอยู่.. ในเมื่อผมยังไม่รู้ว่าเป้าหมายของอีกฝ่ายคืออะไร แทนที่จะแสดงตัวในฐานะสมาชิกของอะโซระ ผมคิดว่าการเสแสร้งเป็นพ่อค้าซึ่งเดินทางมาถึงหมู่บ้านโดยบังเอิญน่าจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า แต่ผมเริ่มเหนื่อยกับการที่พวกเขาเดินทางมาเยี่ยมผมคนแล้วคนเล่าแล้วนะ

ด้วยอายุและภาพลักษณ์ที่ดูขาดประสบการณ์ ทำให้ผมแสดงบทบาทได้อย่างแนบเนียน ถึงแม้ว่าจะมีหน้ากากปิดบังใบหน้าของผมก็เถอะ ยังไงรูปลักษณ์ภายนอกก็ยังดูเด็กมากอยู่ดี ถ้าผมถอดหน้ากากและยังแสดงตัวว่าเป็นพ่อค้า ผมจะต้องโดนพวกเขาดูถูกแน่นอน

" เอ๋? อ๋อ.. คุณพูดถึงสีผิวของผมสินะ ผมมีผิวสีนี้ตั้งแต่เกิดแล้วครับ ดังนั้นร่างกายของผมยังแข็งแรงดี.. แบบนี้เองสินะ คุณคือพ่อค้างั้นรึ? พ่อของผมก็พูดแบบนั้นเหมือนกัน ผมได้ยินมาว่าคุณสู้เก่งมากเลย ตอนที่ผมได้คุยกับคุณเป็นครั้งแรก ผมนึกว่าคุณเป็นนักผจญภัยซะอีก ฮ่าๆๆ "

" ผมก็สมัครเป็นนักผจญภัยเหมือนกันครับ แต่ผมสมัครไปเพื่อภาพลักษณ์เท่านั้น.. ผมยังเป็นพ่อค้ามือใหม่ และพึ่งเปิดบริษัทของตัวเองได้ไม่นาน มันมีชื่อว่าบริษัทคุซึโนฮะครับ ยินดีได้รู้จัก " (มาโกโตะ)

" ถ้าพูดถึงเมืองของฮิวแมนซึ่งมีกิลด์ผู้ประกอบการ มันต้องไม่ใช่ค่ายเล็กๆแน่.. *คุณมาจากซึเงะเหรอครับ? "
[* ผู้แปลอังกฤษไม่แน่ใจครับ <ツィーゲからいらしたのですか> ]

หมอนี่มันต้องการอะไรเนี่ย? ประวัติของผม ผมก็เล่าทุกๆอย่างให้พวกเขาฟังตอนนั่งโต๊ะกลมไปหมดแล้วไม่ใช่เหรอ? น่ารำคาญจริง

" ใช่แล้วครับ ผมมาจากซึเงะ " (มาโกโตะ)

อย่าบอกนะว่าเขากำลังใช้เวทมนตร์เพื่อจับโกหกผมอยู่? ผมยังไม่รู้ว่าความรู้สึกแปลกๆที่ผมยังรู้สึกได้อยู่ตอนนี้มันคืออะไรกันแน่ และผมก็ไม่ชอบรอยยิ้มปลอมๆบนหน้าของเขาเลยแม้แต่น้อย ถึงจริงๆแล้วผมเองก็เผยรอยยิ้มปลอมๆของตัวเองให้เขาเห็นเหมือนกันก็เถอะ

บ้าจริง.. ขนาดมิโอะยังนั่งเงียบอยู่แบบนี้ มันทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจเอามากๆ.. แต่ถึงแบบนั้น...

" งี้นี่เอง.. ดูเหมือนผมจะกังวลมากเกินไปสินะ ต้องขออภัยด้วยครับ.. ช่วงเย็น งานเลี้ยงน่าจะเตรียมเสร็จแล้ว แต่ผมมีธุระต้องไปจัดการทำให้เข้าร่วมงานไม่ได้ ดังนั้นขอให้สนุกไปกับงานนะครับ "

หลังจากชายชื่ออะโดโนน้อมคำนับเบาๆ เขาก็สวมรองเท้าและเดินกลับออกไป.. ไม่มีเสียงฝีเท้าอยู่เลย

" ท่านอะโดโน ในอดีตเขาไม่ได้น่าขนลุกแบบนั้น "

" อะโดโน แปลก "

" อืม.. จะออกไปกันได้รึยังคะ? พวกเราเองก็มีสิ่งที่ต้องทำนะ " (มิโอะ)

เหมือนมิโอะจะเริ่มหงุดหงิด เธอส่งคำพูดอันเฉียบคมไปหาอาคัวและเอริส.. ถ้าพวกเธอยังอยู่ในห้องนี้ พวกเราก็กลับไปที่อะโซระไม่ได้ ดังนั้นผมเองก็เริ่มหงุดหงิดแล้วเหมือนกัน

ผมอยากจะอยู่คนเดียวสักระยะ

" เหมือนที่พูดไว้ พวกเราอยากให้พวกคุณได้เจออาจารย์ "

" ไม่ต้องห่วง จะเจ็บแค่ครั้งแรก "
[*เธอพูดแบบนี้จริงๆครับ ]

ยัยพวกนี้ ไม่คิดเห็นใจคนอื่นบ้างเลยเหรอไง? ขอพูดจากใจเลยนะ พวกเธอควร....

*โครมมมม!

" !! "

ผมปล่อยให้มิโอะเฝ้าดู ก และ ข ไว้ ส่วนผมก็หันไปมองต้นตอของเสียงด้านหลัง

เป็นเสียงภัยพิบัติ

จริงๆมันก็แค่ผนังไม้ในห้องพังเท่านั้นเอง.. ก็ดีนะ ยังไงในห้องนี้ก็ไม่มีหน้าต่างอยู่แล้ว มีรูที่ผนังห้องก็ช่วยถ่ายเทอากาศได้ดีเหมือนกัน.. เดี๋ยวก่อน ผมมัวแต่เพ้ออะไรเนี่ย!

ถ้าผมไม่ใช้ [ซากาอิ] เพราะเสียงของพวกเขามันน่ารำคาญ มันจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงได้ถึงเพียงนี้เลยหรือ? ผมไม่ทันได้เอะใจเลย

" โย่ว! พวกคุณคือแขกของพวกเราสินะครับ?! "

ดูเหมือน 'คนประเภทไม่ยอมฟังสิ่งที่คนอื่นพูด เป็นพวกคนบ้าซึ่งมีนิสัยก้าวร้าวและแอคทีฟอยู่ตลอดเวลา' ได้ปรากฎตัวแล้ว

ทั้งอาจารย์ทั้งนักเรียนก็เป็นเด็กอมมือกันหมดเลยเหรอ?

ผมไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองรู้ได้ยังไง แต่ผมมั่นใจว่าคนคนนี้คืออาจารย์ของพวกเธอแน่นอน

" ผมได้ยินมาว่า พวกคุณสู้กับอาคัวและเอริสได้ราวกับว่าพวกเธอเป็นแค่เด็กน้อยงั้นเหรอครับ? น่าเหลือเชื่อจริงๆนะครับ เฮ้! พี่ชายตรงนั้นน่ะ จับมือ! มาจับมือกันหน่อย! "

" อาจารย์! "

เห็นไหม? ปฏิกิริยาตอบสนองจากสองคนนั้นเป็นเครื่องยืนยันได้ดี.. ยังไงก็ตาม ตอนที่เขาพูดว่าขอจับมือ สองคนนั้นก็แสดงสีหน้าตึงเครียดออกมาทันที อย่าบอกนะว่าเขามีแรงบีบมหาศาล?! ผมจะร้อง 'โอ๊ย โอ๊ย โอ๊ย' รึเปล่า?!

แต่ในเมื่อมันเป็นแค่การขอจับมือ มันก็คงไม่มีอะไรมาก

ในเมื่อผมได้มาเจอเขาแล้ว ปกติคนโรคจิตประเภทนี้เป็นพวกไม่ยอมถอยกลับง่ายๆ ดังนั้นผมควรรีบจับมือเขาให้มันจบๆไป พวกเขาจะได้ออกไปกันสักที

คุณเองก็น่าจะรู้ดี ว่าการทำลายกำแพงห้องเพื่อเข้ามากล่าวทักทายแขกว่า 'โย่ว' มันเลวร้ายแค่ไหน.. ผมเริ่มมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆว่ามิโอะจะโชว์ใบหน้าสุดโรคจิตออกมาอีกรอบ

*หมับ <เสียงจับมือ>

อือ.. เอ๋? ผมจะไม่ร้อง 'โอ๊ย โอ๊ย โอ๊ย' จริงๆเหรอ?

*หมับ~ กึด

*โมชิโมชิ(Moshimoshi)* คนแก่น่าขยะแขยงนี่มันอะไรกัน

มือของผมถูกรั้งไว้ด้วยชายซึ่งแสดงสีหน้าจริงจังและมีทรงผมปัดไปด้านหลัง

.... เอ๋! อย่าบอกนะว่าเขาเป็นพวกสายเหลือง?! อ๊ากก ผมขอสั่งถอนกำลังรบกลับไปตั้งหลัก! นี่เป็นสถานการณ์ซึ่งก้าวล้ำยุทธวิธีทางปัญญา!

" โฮ้~? " 

*โซวะ(Zowa)
[*ผมจนปัญญากับเสียงละครับ ขอทับศัพท์ไปเลยละกัน ]

ตัวผมเริ่มซีดขึ้นเรื่อยๆ...!

" เหวอ! ปล่อยมือผมได้รึยังครับ?! " (มาโกโตะ)

ผมไม่สามารถดึงมือของตัวเองกลับได้ ดูเหมือนเพราะความกลัว ทำให้เรี่ยวราวของผมมันหายไป

" นี่มัน... "

*โซวะโซวะ

ก ข และมิโอะกลืนนำลายพร้อมกัน มีบรรยากาศแปลกๆเข้าปกคลุมและซึมไปทั่วทั้งห้อง

" นานมากแล้วสินะ รู้สึกดีจัง "

*โซวะโซวะโซวะ!

*เปรี๊ยงงง!

" ปล่อยมือผมได้แล้ว! เอ๋? เปรี๊ยง? " (มาโกโตะ)

" การลงทัณฑ์อันศักดิ์สิทธิ์!!!!! "

ดูเหมือนผมเริ่มได้ยินเสียงเส้นเลือดแตกดังเป๊าะๆ และมีเสียงลมพัดรุนแรงดังขึ้นรอบๆ ส่วนร่างของชายโรคจิตหายไปแล้ว

โอ้?

ฝั่งซ้ายของผม ผมเห็นมิโอะกำลังยืนกระวนกระวาย ไหล่ของเธอมันยืดขึ้นแล้วก็หดลงจากการหายใจอย่างรุนแรง

เธอคือคนที่ตะโกนออกมาว่า การลงทัณฑ์อันศักดิ์สิทธิ์ งั้นเหรอ? เธอกำลังถือพัดพับด้วยมือข้างเดียวอยู่

อ๋อ! เธอซัดไอ้โรคจิตนั้นจนปลิวไปด้วยพัดของเธอสินะ! การที่ผมมองไม่เห็นร่างของเขา น่าจะเป็นเพราะเขาถูกดีดออกไปนอกห้องฝั่งเดียวกับกำแพงซึ่งตัวเขาเป็นคนทำพังเอง.. พูดง่ายๆก็คือ บินออกไปแล้ว

เขาตายรึยัง? ไม่สิ ยังไม่ตายหรอก คนประเภทนั้นไม่มีทางตายง่ายๆอยู่แล้ว

" อะ-อาจารย์คะ~! "

ก ข ซึ่งวิเคราะห์สถานการณ์ได้ช้ากว่าผม พวกเธอส่งเสียงออกมาอีกครั้งแล้วรีบวิ่งออกไปทางฝั่งผนังด้านเดียวกัน เสร็จแล้วก็วิ่งตามอาจารย์ของตัวเองไป

" ฉัน... " (มิโอะ)

" !? " (มาโกโตะ)

" แม้แต่ตัวฉันเอง ยังไม่เคยได้อยู่แนบชิดนายน้อยถึงขั้นนั้นเลย.. แต่ไอ้หมอนั่น! ไอ้ชั่วนั่น! จับมือกับท่านนายน้อยไปตั้ง 32 วินาที! " (มิโอะ)

เหวออ!!

เธอก็น่ากลัวไม่แพ้ไอ้โรคจิตนั่นหรอก!

ชายสายเหลืองร่างกายกำยำมีพิรุธ และ ยันเดเระตะกละไฟแรง งั้นรึ?

ตัวเลือกไหนก็เลวร้ายพอกัน! ถ้านี่เป็นเกมอิโรติค และกำลังเป็นที่นิยมอย่างแรงในสังคม ผมมั่นใจเลยว่าผมจะไม่เอามือเข้าไปแตะมันเด็ดขาด!

ตอนนี้ผมไม่อยากคิดถึงเรื่องอะไรทั้งนั้น

ผมจะไปนอนอย่างสงบ แล้วรอจนถึงเวลาเริ่มงานเลี้ยง... เพื่อดึงสติของตัวเองกลับมา การพักผ่อนเป็นสิ่งจำเป็น แต่ผมไม่มั่นใจเลยว่าจะหลับได้สนิทในสถานการณ์แบบนี้

~ ??? ~

ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะได้เจอสิ่งมีชีวิตซึ่งยากจะเข้าใจ

เขาระแวงเรา.. มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดหรอก

นานมากแล้วสินะ ที่เรามาเยือนเผ่าพันธุ์ที่หายากนี้ แต่นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เราได้เจอสิ่งมีชีวิตที่ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้

พวกมันไม่ใช่ฮิวแมนทั่วไป

ถ้าหากพวกมันคือสิ่งที่เราตามหา.. อืม.. แต่มันไม่น่าเป็นไปได้หรอก

ในเมื่อเป็นแบบนี้ เราจะเคลื่อนไหวโดยไม่สนใจใคร เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่เราเฝ้าฝันมาอย่างยาวนาน

ความเป็นไปได้ที่พลังอันน่าตื่นเต้นนี้จะใช้ไม่ได้ผล ได้ปรากฎตัวแล้ว.. ดังนั้นเราควรจัดการพวกมันด้วยร่างจริงของเราสินะ

ส่วนเรื่องการสื่อสารจะทำยังไงดี?

มันคงจะไม่สนุก ถ้ามีอุปสรรคเข้ามาขวาง.. เราตัดสินใจแล้ว

ใช่

.. มันไม่จำเป็น.. ผู้หญิงคนนั้นแค่ร่วมมือกับเราอย่างเท่าเทียมเท่านั้น.. ไม่สิ.. เราหลอกใช้เธอมากกว่า

ไม่ว่าความจริงจะเป็นยังไงก็ตาม เราเริ่มรู้สึกสนใจพวกมันแล้ว เราอยากได้พวกมันมาเป็นวัตถุดิบสำหรับการทดลอง

เราเข้าใจความสามารถของพวกยักษ์ป่าหมดแล้ว ดังนั้นไม่มีเหตุผลที่เราจะต้องอยู่ที่นี่อีกต่อไป เพราะยังไงมันก็ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ

หลังจากผ่านมานาน ในที่สุดเราก็อาจจะได้เจอตัวตนซึ่งทำให้เราเข้าใกล้ 'สิ่งนั้น' ได้

ณ งานเลี้ยง

เราจะต้องได้ตัวพวกมันมา

ชายสวมหน้ากาก และผู้หญิงดำทมิฬ

การได้มาเจอเรา นับว่าเป็นโชคร้ายของพวกแก




NEKOPOST.NET