[นิยายแปล] จันทรานำพาสู่ต่างโลก - Tsuki ga Michibiku Isekai Douchuu ตอนที่ 51 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] จันทรานำพาสู่ต่างโลก - Tsuki ga Michibiku Isekai Douchuu

Ch.51 - ที่หมู่บ้านของพวกยักษ์ป่า


หมู่บ้านของเหล่ายักษ์ป่านั้น ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ห่างออกไปจากดอกแอมบรอเซีย

พวกเขาเป็นคนดี.. พูดให้ชัดกว่านี้ก็คือ เพราะพวกเขารู้สึกว่ามันเป็นความรับผิดชอบของตัวเอง พวกเขาจึงเตรียมหน่วยลาดตระเวนอยู่เป็นประจำเพื่อปกป้องดอกแอมบรอเซีย

หมู่บ้านของพวกเขาอยู่ใกล้เมืองซึเงะมาก แต่ดูเหมือนเหตุการณ์ที่พวกเขาและพวกฮิวแมน*เข้าประทะกันจะยังไม่เกิดขึ้น ถ้าหากคุณไม่เข้ามาใกล้อนาเขตของพวกเขามากเกินไป การต่อสู้จึงไม่ใช่สิ่งจำเป็น
[ *ผมเปลี่ยนจากมหนุษย์เป็นฮิวแมนตามคำแนะนำของคุณ redxsword ครับผม แต่ถ้ายังไงผมก็จะรอฟังเสียงส่วนใหญ่อีกทีนะครับ ถ้าอยากให้เป็นมหนุษย์แบบเดิมก็บอกได้ครับ ]

แต่ถ้าหากมันเกิดการต่อสู้ขึ้นมาจริงๆ พวกฮิวแมนก็คงไม่ทันได้เห็นว่าใครคือศัตรูของตัวเองกันแน่ สุดท้ายแล้วก็จะถูกขับไล่ออกไป หรือไม่ก็ถูกสังหารจนตายกันหมด นี่คือเหตุผลว่าทำไมตัวตนของพวกเขาจึงไม่เป็นที่รู้จักในเมืองซึเงะ

เพราะช่วงนี้บาเรียมันอ่อนกำลังลงนี่แหละ เหตุการณ์ซึ่งบังคับให้พวกเขาต้องสู้ก็เลยเกิดขึ้นบ่อย แต่ในเมื่อพวกเขามีความสามารถมากพอในการขับไล่ฮิวแมนได้หมดอยู่แล้ว ปล่อยไว้แบบนี้ก็ไม่น่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นหรอก จริงไหม?

ความเป็นไปได้อีกอย่างก็คือ ประกาศตามหาคนหายในเมือง เกิดขึ้นจากฝีมือของพวกยักษ์ป่าซึ่งไล่เก็บกวาดพวกที่เหลือรอดทั้งหมด

ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งอาจจะถูกโจมตีโดยพวกมาโมโนะ แต่สุดท้ายแล้วผลลัพธ์ก็ไม่ต่างกันอยู่ดี

นี่มันยังไงกันแน่? น่ากลัวจริงๆ.. พวกยักษ์ป่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่หายากงั้นหรือ? ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีฮิวแมนคนไหนรู้จักตัวตนของพวกเขาเลย เป็นองค์กรนักฆ่ากันหรือไง?

ในที่สุดผมก็ได้มานั่งอยู่ในหมู่บ้านเพื่อสนทนากับพวกเขาโดยมีมิโอะนั่งอยู่ข้างๆ

อย่างที่คิดไว้ ถ้าตัดผู้หญิง ก และ ข ซึ่งโจมตีพวกเราเมื่อกี้นี้ออกไป พวกผู้อาวุโสในหมู่บ้านค่อนข้างมีเหตุผลมากทีเดียว

ตอนที่พวกเราเดินมาถึงหมู่บ้านโดยมีพวกเธอสองคนนำทางมา แน่นอนอยู่แล้วว่าจะถูกคนในหมู่บ้านจ้องมองด้วยสายตาไม่ไว้วางใจราวกับกำลังมองศัตรู.. มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้หรอก เพราะคนที่นำทางพวกเรามากำลังถูกมัดจนไม่สามารถขัดขืนอะไรได้นี่นา

มีอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งผมอยากจะถามมานานแล้ว ผมถามพวกเขาอย่างตรงไปตรงมาว่าพวกเขาคือดาร์คเอล์ฟใช่รึเปล่า แต่พวกเขาก็ตอบกลับมาอย่างโจ่งแจ้งว่าไม่ใช่.. ผิวสีน้ำตาล ดวงตาสีแดง ผมสีขาวอันนิ่งสงบ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีหูที่สั้น แต่นอกเหนือจากนั้นก็คือเอล์ฟดีๆนี่เอง แม้แต่ร่างกายของพวกเขาก็ผอมบางมากอีกด้วย ตอนแรกผมคิดว่าพวกเขาเป็นเผ่าดาร์คเอล์ฟที่มีหูสั้นด้วยซ้ำ

การที่พวกเขามีเครื่องแต่งกายที่ดูสูงส่งแม้ว่าจะไม่ใช่เอล์ฟชั้นสูง ผมประมาทไม่ได้จริงๆแฮะ.. ถ้ามีโอกาสในภายหลัง ผมควรจะมอบชุดเกราะสีน้ำเงินให้เป็นของขวัญทักทาย

" พวกดาร์คเอล์ฟไม่เคยมีความตั้งใจที่จะปกป้องป่าไม้อยู่หรอกครับ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็นเอล์ฟซึ่งอาศัยอยู่ในป่า แต่พวกเขาขอพลังจากพวกวิญญาณในป่าและอาศัยอยู่ร่วมกันบนผืนป่า ผมได้ยินมาว่าบางเผ่าก็อาศัยอยู่ในแม่น้ำ ในทะล หรือแม้แต่ในภูเขา "

ผู้อาวุโสของยักษ์ป่าตอบผมกลับมา

แสดงว่าพวกดาร์คเอล์ฟคือกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในถ้ำงั้นเหรอ? แทนที่จะเรียกพวกเขาว่าดาร์คเอล์ฟ ผมควรจะเรียกพวกเขาว่ามนุษย์ถ้ำมากกว่าสินะ? พอเรียกแบบนี้แล้ว มันไม่หลงเหลือความเท่อยู่อีกเลย

" ... ดาร์คเอล์ฟหมายถึง เผ่าพันธุ์ซึ่งแสวงหาเวทยมนตร์ธาตุมืดโดยละทิ้งการคุ้มครองอันศักดิ์สิทธิ์จากพวกสปิริตค่ะ " (มิโอะ)

คำอธิบายหลุดออกมาจากปากของคนที่ผมไม่คาดฝัน

เห~ เป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ยที่มิโอะสอนอะไรบางอย่างให้แก่ผม

ตอนแรกผมคิดว่าพวกเขาจะมีความเชื่อมโยงถึงมิโอะเพราะว่าเป็นดาร์คเอล์ฟซะอีก แต่ในเมื่อพวกเขาแสวงหาเวทมนตร์ธาตุมืด ความเป็นไปได้ก็จะลดน้อยลง

" พวกเราเผ่ายักษ์ป่า คือผู้ที่ปกปักษ์รักษาผืนป่าแห่งนี้ กลุ่มคนซึ่งปกป้องพงไพรโดยไม่รบกวนเหล่าสปิริตและยินดีรับพรจากพวกเขา.. เพราะพวกเราคอยปกป้องผืนป่า บางครั้งก็เลยมีคนเรียกพวกเราว่า ป่า-ป่า* ด้วยเช่นกัน ผมไม่รู้ว่าพวกคุณรู้จักชื่อที่แท้จริงของเผ่าเรา 'ยักษ์ป่า' ได้ยังไง "
[ *คนแปลอังกฤษบอกว่าเป็นมุกซึ่งอ่านว่า forestforest(ฟอเรสฟอเรส?) แต่แปลได้ว่าคนที่มีนิสัยสนุกสนาน.. ผมแปลแล้วก็งงเหมือนกัน ]

พวกผู้อาวุโสคนอื่นๆก็ทยอยถามผมอีกเช่นกัน ว่าทำไมพวกเราถึงรู้จักชื่อที่แท้จริงของพวกเขา.. ยังไงก็ตาม ปกป้องป่างั้นรึ? ค่อยโล่งใจหน่อย เพราะโกเล็มซึ่งเป็นนักดาบที่แข็งแกร่งที่สุดไม่ได้ออกไปเดินเผ่นผ่านที่อื่น* ถ้ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ ป่านนี้ผมก็คงนอนเป็นศพไปแล้ว
[ *อิงถึงเรื่องอะไรไม่รู้ครับ คนแปลอังกฤษก็ไม่รู้ ]

ผมบอกพวกเขาไปได้ใช่ไหมว่า โทโมเอะเป็นคนบอกผมมา? ผมไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงรู้จักพวกเขา ถ้าครั้งต่อไปผมมาเยี่ยมที่นี่แล้วพาเธอมาด้วย มันก็คงจะได้รับคำตอบทันที ดังนั้นตอนนี้ไม่จำเป็นต้องไปคิดให้รกสมองหรอก

" คุณรู้จักมังกรชั้นสูงนามว่าเช็นไหมครับ? พอดีว่าผมรู้จักเธอ แล้วเธอก็เล่าถึงตัวตนของพวกคุณให้ผมฟัง " (มาโกโตะ)

" ! "

ดูเหมือนว่าเขาจะรู้จักชื่อของเช็น ความวุ่นวายและตื่นตกใจกำลังกระจายไปทั่วชั้นบรรยากาศผ่านทางบุคคลซึ่งนั่งรายล้อมอยู่รอบๆโต๊ะกลม ผมรู้ว่ามันสายเกินแก้แล้ว แต่ใช้ชื่อของเช็นจะไม่เป็นอะไรจริงๆใช่ไหม?

" ถ้าเป็นท่านเช็นก็แน่นอนอยู่แล้วครับ ไม่แปลกเลยที่คุณจะรู้จักชื่อเผ่าของพวกเรา.. ในดินแดนรกร้างแห่งนี้ เผ่าพันธุ์ซึ่งไม่ได้รับการคุ้มครองจากพวกสปิริต จะหาหนทางอื่นรับการคุ้มครอง เช่น รับการคุ้มครองจากบุคคลอื่นแทน.. แต่สถานที่พำนักของท่านผู้ส่งส่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือออกไปไกลมาก มันไม่ใช่สถานที่ซึ่งฮิวแมนอย่างท่านจะเดินทางไปถึงได้เลย แม้ว่าจะเริ่มเดินทางจากค่ายที่ชื่อเซ็นโน ระยะเวลาทั้งหมดที่ใช้เดินทางก็เกือบๆหนึ่งเดือนเต็มอยู่ดี "

ท่านเช็นงั้นเหรอ? ผมเริ่มรู้สึกลำบากใจ

" ก็จริงครับ.. แต่ถ้าจะให้ผมเล่า ผมเกรงว่าเรื่องมันจะยาว " (มาโกโตะ)

จริงๆควรจะเรียกว่ายืดเยื้อมากกว่า ขอข้ามประเด็นนี้ไปเลยได้ไหม? ยังไงก็ตาม ผมเริ่มรู้สึกสนใจประวัติของโทโมเอะมากขึ้นเล็กน้อย บางทีพวกเขาอาจจะเป็นเผ่าพันธุ์ซึ่งอาศัยอยู่มาอย่างยาวนานเหมือนโทโมเอะ.. จะว่าไป ผมยังแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอดีตของผู้ติดตามทั้งสองคนของผมเลยด้วยซ้ำ

ถ้าให้พวกเธอเล่าให้ฟังก็คงจะกินเวลาไปอีกหลายวัน ดังนั้นไว้ค่อยถามเมื่อมีเวลาว่างจริงๆก็แล้วกัน

" พวกเรามีเวลากันอีกเยอะครับ "

บางทีอาจจะมีระบบเทิร์นเพื่อให้ผู้อาวุโสแต่ละคนพูดในลักษณะหมุนเวียน เพราะตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ที่พวกเขาผลัดกันพูดกับพวกเราทีละคน

ดูเหมือนจะไม่มีทางเลือกนอกจากเล่าให้พวกเขาฟังสินะ? บางทีผมควรจะคุยเกี่ยวกับเรื่องของมิโอะด้วย แน่นอนว่าตัดเรื่องฉายาภัยพิบัติของเธอออกไป

เพราะในดินแดนแห่งนี้ มิโอะถูกจัดอยู่ในระดับภัยพิบัติร้ายแรงนี่นา เป็นตัวตนซึ่งไม่ว่าจะพยายามขับไล่ยังไง ไม่ช้าก็เร็วมันก็จะหวนกลับมาทำลายล้างโลกอยู่ดี จำพวกเดียวกับแวมไพร์ซึ่งออกหากินในเวลาที่กำหนด

ผมรู้สึกว่าช่วงหลังนี้ แทนที่จะเป็นมนุษย์ ผมกลับตกอยู่ในสถานการณ์ซึ่งเกี่ยวข้องกับพวกอมนุษย์มากกว่าที่ควร.. พอมาคิดดูดีแล้วๆ ยังไม่มีฮิวแมนคนไหนเลยที่ผมสามารถระบายความรู้สึกหรือเรื่องราวในอดีตของผมให้พวกเขาฟังได้ ส่วนคุณเรมแบรนดท์ ผมก็คุยกับเขาแต่เรื่องของธุรกิจเท่านั้น ไม่ได้พูดคุยถึงเรื่องอื่นเลย

มันกลายเป็นสถานการณ์ซึ่งผมสามารถเล่าให้คนที่เป็นครอบครัวเช่นพ่อและแม่ฟังได้เท่านั้น แต่ในเมื่อผมไม่มีคนในครอบครัวอาศัยอยู่บนโลกใบนี้เลย.. ผมหวังว่าสักวันหนึ่ง ผมจะได้เจอใครสักคนซึ่งผมจะสามารถระบายความทุกข์ เล่าความสุข และแลกเปลี่ยนความคิดกันได้ด้วยใจ

" ถ้าอย่างนั้น... " (มาโกโตะ)

ผมเริ่มสรุปเรื่องราวให้พวกเขาฟัง เกี่ยวกับสถานการณ์ซึ่งผมได้เจอพวกออร์ค เหตุการณ์ซึ่งค่ายเซ็นโนถูกมอนสเตอร์เข้าโจมตีจนพังทลายลง ความยากลำบากเมื่อผมได้เจอเช็นเป็นครั้งแรก....

... ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป มีหวังผมคงจะได้นั่งเล่าเรื่องราวข้ามขืนแน่ๆ

เฮ้อ.....

------------------

~ โทโมเอะ ~ 

เอาหล่ะๆ นี่สินะสถานการณ์ที่พวกเขาเรียกกันว่า 'โมจิถั่วจากชั้นวางของ*' 
[ *แปลว่า โชคดีจนน่าเหลือเชื่อ ]

ตั้งแต่ตอนที่ข้าถูกสั่งห้ามไม่ให้ส่องดูความทรงจำของนายน้อยอีก เพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง ข้าก็เลยพยายามอย่างหนักเพื่ออ้อนวอนให้เขาอนุญาตอีกครั้ง

หลังจากระยะเวลาที่ละครย้อนยุคถูกแบนหมดไป ข้าคิดว่าจะสามารถเรียนรู้ประวัติศาสตร์บนโลกของนายน้อยได้ซะอีก แต่ดูเหมือนเขาจะอนุญาตให้ข้าส่องดูแต่ 'รายการทีวีเท่านั้น'

จนถึงตอนนี้ข้าก็ยังไม่ได้รับอนุญาต

ถ้าหากยังเป็นแบบนี้ต่อไป แม้ว่าข้าจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อขอส่องดูความทรงจำซึ่ง 'ไม่ได้ถูกสั่งห้าม' สุดท้ายมันก็ไร้ความหมายอยู่ดี

เงื่อนไขนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะพวกฮิวแมนเท่านั้น สิ่งมีชีวิตซึ่งมีความนึกคิดเป็นของตัวเอง 'ฉันจะอนุญาตก็ต่อเมื่อฉันเห็นด้วยแล้วเท่านั้น' และ 'ฉันจะอนุญาตให้ทำเฉพาะสิ่งที่เธอไม่ได้ถูกสั่งห้ามเท่านั้น' ย่อมเป็นสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ในโลกของนายน้อยมีคำพูดซึ่งกล่าวไว้ว่า การฟังเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับการเขียน* จริงๆมันก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้าหรอก
[ *อันนี้ผมไม่รู้จริงๆครับ lis-something that is a cross-wise writing. ]

ยังไงก็ตาม ถ้าให้เลือกระหว่างแบบแรกหรือแบบที่สอง แบบที่สองย่อมมีอิสระมากกว่าอยู่แล้ว ข้าก็เลยพยายามทำให้นายน้อยพูดแบบนั้นอยู่เรื่อยมา

ดาบคาตานะและนาข้าว แค่เรื่องราวจากละครมันไม่เพียงพอที่จะทำให้ข้าเข้าใจถึงประวัติศาสตร์และเทคนิคต่างๆจากพวกเขา

ตอนที่นายน้อยบอกว่าจะลองเก็บไปคิดดู ข้ารู้สึกได้เลยว่าเขากำลังอารมณ์ดีอยู่

บริเวณนั้นข้าเห็นมิโอะซึ่งมีดวงตาไร้แก่นสานจนสยดสยอง และฮิวแมนสามคนซึ่งข้าไม่เคยเห็นมาก่อน กำลังวิ่งไปมารอบๆ มันเป็นสถานการณ์ที่น่าสนใจจริงๆ ส่วนอีกสองคนซึ่งกำลังโจมตีพวกเขา ข้ารู้สึกว่าเหมือนเคยเห็นพวกเขาที่ไหนมาก่อน

ถ้าหากจำไม่ผิด.. พวกเขาคือคนที่เข้ามาขอพบข้า ตอนที่ข้ากำลังหลับอยู่ รูปร่างของพวกเขาดูเหมือนกลุ่มคนซึ่งข้าได้สร้างบาเรียไว้ให้ หลังจากที่บาเรียของพวกเขาพังลงด้วยเหตุผลบางอย่าง

ชื่อเผ่าพันธุ์ของพวกเขาก็คือ... ยักษ์ป่า.. ใช่แล้ว! ยักษ์ป่านี่เอง

เพราะพวกเขาอาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยวในดินแดนแห่งนี้ พวกเขาก็เลยกลายเป็นเผ่าพันธุ์ที่พบเห็นได้ยาก.. ไม่สิ.. ควรจะเรียกว่าเผ่าพันธุ์โบราณเลยมากกว่า

ใช้ชีวิตอยู่ในป่า แต่ก็ยังปลีกตัวออกห่างจากพวกสปิริต พวกเขาเป็นหนึ่งในบรรพบุรุษของเผ่าเอล์ฟในอดีต

ตรงข้ามกับเผ่าพันธุ์ของตัวเองซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในป่าจนเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งเดียวกับพงไพร พวกเขาเลือกที่จะละทิ้งความสามารถในการพูดคุยกับเหล่าต้นไม้ไป

ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องเล่าที่เก่าแก่มากแล้ว แต่จากมุมมองของข้า ดูเหมือนมันจะเป็นเรื่องจริง.. พวกเขาเริ่มสูญเสียรูปร่างเดิม ถ้าคิดว่าพวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์ซึ่งแตกต่างจากเผ่าเอล์ฟอย่างสิ้นเชิงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย

การที่พวกเขาละทิ้งความเป็นเอล์ฟออกจนหมด ทำให้เผ่าพันธุ์ของพวกเขาอาจจะรู้จักเผ่าเอล์ฟน้อยกว่าเผ่าดาร์คเอล์ฟเลยด้วยซ้ำ

ยังไงก็ตาม เป็นไปได้ว่านายน้อยอาจจะเข้าใจสิ่งที่พวกเขาพูด.. การใช้ชีวิตของพวกเขา ไม่ต่างอะไรจากช่างตัดไม้ที่อาศัยอยู่ในป่าแต่เนิ่นนานเหมือนที่นายน้อยเคยเล่าให้ข้าฟัง ปัจจุบันก็คงไม่ต่างอะไรจากพวกวนศาสตร์

ถ้าเป็นแบบนี้

พวกเขาอาจจะน่าสนใจกว่าที่คิด

ตอนนี้พวกเรากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ซึ่งต้องจัดการอะไรอีกหลายอย่าง แต่ถ้าเป็นสถานการณ์ที่น่าสนใจ เรื่องก็จะต่างออกไปเล็กน้อย เพราะตอนนี้ทุกๆอย่างกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น เพราะสิ่งที่จำเป็นต้องทำก็กำลังทำอยู่

การตีดาบและโครงสร้างของดาบคาตานะ ข้าได้อธิบายสถานการณ์ต่างๆให้พวกเอลด์วาฟังหมดแล้ว (มันคือชื่อย่อของพวกดวอร์ฟซึ่งข้าคิดค้นขึ้นมาเอง มันเรียกง่ายกว่าเดิมเยอะเลย) ทุกๆอย่างกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี ยกเว้นอุปกรณ์ของมิโอะและนายน้อย

ในส่วนของเรื่องนาข้าว ข้าพึ่งจะค้นพบข้าวบางชนิดซึ่งมีลักษณะเป็นพันธุ์แท้.. ในโลกของนายน้อย ประเทศที่นายน้อยอยู่มีพวกอาหารจานหลักอยู่เช่นกัน ตอนแรกข้าคิดว่ามันจะไม่มีซะแล้ว!

พวกมันกำลังอยู่ในขั้นตอนการผลิตเพื่อพัฒนาคุณภาพโดยเอม่าและเหล่าออร์คที่ราบสูง เพราะพวกเราสามารถใช้เวทมนตร์กันได้นี่แหละ การทดลองเพื่อใช้ย่นวัฎจักรของข้าวก็เลยดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

เพิ่มความเร็วในการเติบโต ปรับสภาพแวดล้อมให้สมดุลและเหมาะสม.. ข้าไม่เคยรู้จักเวทย์ประเภทนี้มาก่อน แต่มันเป็นเวทย์รูปแบบใหม่ซึ่งนายน้อยเสนอขึ้นมา พวกเราก็เลยพยายามจะฝึกมันให้สำเร็จ

ตอนที่เขาเสนอความคิดนี้ขึ้น เขาคงไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ยากเย็นอะไร ส่วนทางด้านของผู้ฟังอย่างพวกเรา หลังจากข้าเห็นพวกกิ้งก่าและพวกออร์คกำลังฟังนายน้อยพูดด้วยดวงตาที่เบือกกว้าง ข้าเลยอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา แต่เขาทำได้ยังไงกันนะ? เอาเรื่องของการปรุงยาด้วยเทคนิคเล่นแร่แปรธาตุมาผสมเข้ากับเวทมนตร์? ข้าตามความคิดของเขาไม่ทันเลยจริงๆ

พวกเราตกใจมากต่อข้อเสนอสุดแปลกของเขา แต่ดูเหมือนนายน้อยจะคิดว่าพวกเราทึ่งต่อไอเดีย มากกว่าจะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก

..... ก็แน่อยู่แล้ว ในความเป็นจริง สิ่งที่เขาเสนอมามันก็คือการควบคุมกาลเวลาดีๆนี่เอง ดังนั้นพวกเราจะตกใจก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอก เวทมนตร์เกี่ยวกับเวลามันอยู่ในขอบเขตของเทพพระเจ้า แต่หลังจากเรียนรู้โครงสร้างของสิ่งมีชีวิตและกลไกในการทำงาน พวกเราเลยสามารถทำมันได้สำเร็จอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องฝืนอะไรมากมาย

ไม่อยากจะเชื่อเลย แต่สิ่งที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์มันสุดยอดจริงๆ และเขายังพูดถึงสิ่งที่น่ากลัวให้พวกเราฟังอีกด้วย นายน้อยบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ดีที่จะผสมเวทมนตร์เข้ากับวิทยาศาสตร์ ข้ารู้สึกได้ถึงความห่วงใยและความกลัวจากน้ำเสียงของเขา

เหมือนกับมิโอะ ถ้าหากมันเป็นสิ่งที่นายน้อยต้องการ ข้าก็ไม่คิดจะแคร์เสียงของคนทั้งโลกหรอก.. ข้าอาจจะไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะโต้แย้งความคิดเห็นเหล่านั้นได้

เพราะตอนนี้พวกเรากำลังวางแผนที่จะทำสิ่งที่อันตรายอย่างมากในโลกใบนี้อยู่นี่นา

ข้าจะปลุกความสามารถของเหล่ายักษ์ป่าซึ่งถูกลืมไปนานแสนนานให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

เมื่อถึงเวลานั้น เทพธิดาและพวกแฟรี่จะต้องตกใจมากแน่ๆ ถ้าพวกยักษ์ป่ารู้สึกถึงพลังของตัวเองเมื่อไหร่ พวกเขาจะต้องผ่านการฝึกเพื่อยับยั้งมัน

ยังไงก็ตาม จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากตอนนี้พวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์ซึ่งมีชีวิตรอดอยู่ในแดนรกร้างและมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน? พวกเขาปลีกตัวออกจากพวกสปิริต แน่นอนว่าพวกเขาย่อมไม่ศรัทธาต่อเทพธิดาด้วยเช่นกัน

ใช่แล้ว! ถ้าหากความตั้งใจของพวกเรานั้นเหมือนกัน ข้าอาจจะสามารถใช้พวกเขาเป็นหน่วยนินจาอิงะหรือโคงะได้

หึ..ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ~! ข้ารู้สึกได้ถึงเลือดที่กำลังสูบฉีด เลือดที่กำลังเดือดพล่านในตัวข้า!

นายน้อยอุตส่าห์จัดทีมนินจาอย่างครบครันให้ข้าถึงเพียงนี้!

ช่วงหลังมานี้ ดูเหมือนเขาจะค่อนข้างสองจิตสองใจ พูดให้ถูกกว่านี้ก็คือ ไม่ค่อยมีสมาธิมากกว่า เหมือนกับว่ากลายเป็นคนไม่รอบคอบ.. ตามปกติแล้ว นายน้อยไม่ใช่คนที่จะเดินเที่ยวไปที่ซ่องหรืออะไรก็ตามที่คล้ายๆกัน แต่พวกเราเจอเขาเดินป้วนเปี้ยนอยู่ระแวกนั้นครั้งหนึ่ง

มันอาจจะแย่หน่อยก็ได้ เพราะเขาเป็นคนที่พึ่งจะมีชีวิตอยู่มาได้สิบปีกว่าเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น เขายังไม่เคยได้สัมผัสผู้หญิงมาก่อน ดังนั้นการที่เขาจะเก็บมันไว้เป็นภูเขาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย.. ในกรณีของข้า ข้าไม่สนหรอกว่าเขาจะเลือกวิธีไหน~♪

แต่มันช่างน่าสนใจมากจริงๆ เพราะถึงแม้ว่าเขาจะไร้ประสบการณ์ แต่เขาก็ดึงดูดผู้คนที่น่าสนใจได้ตั้งมากมาย

ไม่อยากเชื่อเลยว่าข้าจะกลายมาเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับความสุขจากท่าน ช่วงนี้มีแต่เรื่องสนุกทั้งนั้น

ความฝันสีทองอร่ามซึ่งดึงดูดผู้คน
[ คนแปลอังกฤษไม่แน่ใจครับ 何の価値も見出せなんだ人の世すら煌めく黄金の夢に映りおる ]

เอาหล่ะ มาจัดการเรื่องน่ารำคาญก่อนละกัน

ใช่แล้ว ผู้มาเยือนกลุ่มใหม่ซึ่งถูกลากเข้ามาในอะโซระ เหล่าฮิวแมนทั้งสามคน.. ข้าเป็นคนที่เคลื่อนไหวในฐานะนักผจญภัยในซึเงะ ดังนั้นข้าคิดว่าไม่สมควรที่จะเปิดเผยตัวเองให้พวกเขาเห็น

งานต้อนรับคงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกออร์ค กิ้งก่า อาร์เกะ และเอลด์วา ซึ่งปกติก็ทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว.. ไม่สิ บางทีพวกเราควรจะใช้แต่พวกออร์คและเอลด์วาซึ่งมีทักษะด้านภาษากลางและอ่อนโยนกว่าเผ่าอื่น

ไม่อย่างนั้นมันจะลำบากซะเปล่าๆ ถ้าหากพวกเขาทั้งสามคนตกใจกลัวและก่อความวุ่นวายขึ้น เพราะดูจากสภาพแล้ว น่าจะเป็นพวกฮิวแมนเกรดต่ำพอสมควร

เอาหล่ะ ตอนนี้พวกผู้มาเยือนทั้งสามกำลังฝันถึงอะไรอยู่กันนะ? หลังจากได้ของล้ำค่าแล้วกลับไปที่ซึเงะ หัวใจของพวกแกต้องการสิ่งใด? ความจงรักภักดี เป็นปรปักษ์ หรือความโลภกันนะ?

... ถ้าเป็นนายน้อยตามปกติ ย่อมไม่ยินดีเชิญกลุ่มคนพรรค์นี้เข้ามาที่นี่อยู่แล้ว ถ้าเป็นเขาจะทำยังไงต่อ?

ด้วยพฤติกรรมที่ต่างไปจากปกติของเขา ข้าสัมผัสได้ถึงสถานการณ์พิเศษบางอย่าง รู้สึกนายน้อยจะเรียกมันว่า 'ปักธง' สินะ? ดูเหมือนพฤติกรรมของข้า เริ่มจะได้อิทธิพลมาจากเขาแล้วสินะ

โดยทั่วไปแล้ว ใครจะเข้ามาที่นี่ก็ได้ทั้งนั้น.. นี่ไม่ใช่ความตั้งใจของข้าหรอก แต่ถ้าหากเป็นไปได้ ข้าอยากจะเจอใครสักคนที่ไม่ได้รู้สึกสนใจสถานที่แห่งนี้เลยอย่างน้อยสักครั้งหนึ่ง

เมืองลับแล.. รวมไปถึงข่าวลือต่างๆนาๆ

อืม.. เมืองลับแลฟังดูไม่เข้าท่าเลยแฮะ... บางทีข้าควรจะกระจายข่าวออกไปว่า มันคือ 'เมืองแห่งสายหมอก' มากกว่า

แต่ยังไงมันก็ไม่ได้เป็นการตัดสินใจที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์ใดๆขึ้นจากการมอบชื่อให้มันอยู่ดี หรือว่าข้าควรเรียกประชุมผู้อาศัยอีกครั้ง แล้วลองถามความเห็นจากพวกเขาดู? 

ยังไงก็ตาม ข่าวลือเกี่ยวกับเมืองแห่งนี้ เริ่มที่จะก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นในซึเงะ

เมื่อคุณคิดว่ากำลังนอนฝันอยู่

เมื่อคุณคิดว่ากำลังเดินหลงทาง

เมื่อคุณคิดว่าชีวิตใกล้จะถึงจุดจบ

เมื่อนั้นคุณ อาจจะหลงเข้ามาเหยียบเมืองมายาแห่งนี้

ในสถานที่แห่งนั้น คุณจะได้พบมาโมโนะซึ่งสามารถพูดภาษากลางได้ เป็นมิตรต่อผู้มาเยือน ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น เสร็จแล้วก็เดินทางกลับอย่างปลอดภัย พร้อมๆกับของที่ระลึกซึ่งพวกเขามอบให้ วัตถุดิบ และอุปกรณ์หายากซึ่งคุณไม่มีวันหามันได้จากที่อื่นๆ

สำหรับนักผจญภัยแล้ว มันก็ไม่ต่างอะไรจากการได้แจ๊คพอตในคาซิโน.. ทุกๆอย่างดำเนินไปอย่างช้าๆ แต่ผลิตภัณฑ์ของเราเริ่มที่จะไหลเข้าไปในท้องตลาดเมืองซึเงะ และเหล่าคนที่ต้องการมันเริ่มที่จะมีมากขึ้น

รากฐานของบริษัทซึ่งนายน้อยกำลังทำอยู่ เริ่มที่จะก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างมากยิ่งขึ้น

ถ้าพูดถึงค่ายเซนโน เมื่อไหร่ก็ตามที่เขายกมันขึ้นมาเป็นประเด็นพูดคุย 'อุบัติเหตุซึ่งมองไม่เห็น' ก็จะเกิดขึ้นนี่นา

ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น นายน้อยก็เข้าสู่โหมดระมัดระวังตัวสุดขีด เสร็จแล้วก็เร่งเดินทางเป็นเส้นตรงไปซึเงะทันที.. นอกจากนี้ เนื่องจากการฝึกนักรบซึ่งเขาขอให้ข้าเป็นคนดูแลนั้น สิ่งที่ข้าอยากจะทำก็เลยไม่คืบหน้าสักที

... สุดท้ายแล้วข้าก็เพิ่มเลเวลของตัวเองได้แค่ 20 เลเวลเท่านั้น.. เป็นฝันร้ายซึ่งข้าอยากจะลบมันออกจากความทรงจำ

มันอาจจะสายไปหน่อย แต่ในที่สุดข้าก็ทำตามคำสั่งเสร็จเรียบร้อย.. หลังจากที่นายน้อยทำความรู้จักกับบริษัทเรมแบรนดท์อย่างเป็นทางการ เขาก็กลายเป็นคนที่ยุ่งอยู่กับงานตลอดเวลา

การทำตัวตามสบาย และการสููญเสียความมุ่งมั่น สองสิ่งนี้ไม่เหมาะกับเขาเลย

ก่อนที่จะเตรียมตัวเดินทางออกจากซึเงะ

ข้าควรจะแสวงหาความสุขให้มากที่สุด♪

 

---------------------------------------------------------

ในที่สุดก็ลงครบทุกตอน T_T 

ขอให้สนุกกับการอ่าน ถ้าแปลผิดพลาดตรงไหนขออภัยด้วยนะครับ และถ้าอยากให้ปรับปรุงตรงไหนยังไงบอกได้เสมอครับ

ผมอาจไม่ได้มาตอบเม้นนะครับ เพราะไม่อยากเปิดเผยเฟสตัวเอง 55+ แต่จะคอยอ่านอยู่ตลอดครับ ถ้าได้สร้างเฟสอวาตารเมื่อไหร่จะมาตอบแน่นอนครับ ^^

ส่วนเรื่องความถี่ในการอัพนั้น อาจจะไม่ถี่มากครับ ถ้าช่วงไหนขยันจัดก็จะลงบ่อยพอสมควร ส่วนช่วงไหนงานเยอะ+อยากอู้ก็อาจห่างไปช่วงหนึ่งครับ




NEKOPOST.NET