[นิยายแปล] จันทรานำพาสู่ต่างโลก - Tsuki ga Michibiku Isekai Douchuu ตอนที่ 5 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] จันทรานำพาสู่ต่างโลก - Tsuki ga Michibiku Isekai Douchuu

Ch.5 - ไม่ทันรู้ตัวเลยว่ามันแสนจะโหดร้าย


ฮ่าส์~ เป็นตอนเช้าที่แสนสดชื่นจริงๆ

จากทิศทางของภูเขาหินสีขาวลูกนั้น ตัวผมสัมผัสได้ถึงลมเย็นๆยามเช้า

เอาหล่ะ ผมควรจะยอมแพ้ได้แล้วที่จะตกใจในความเป็นยอดมนุษย์ของตัวผมเอง ถ้าผมต้องการจะอธิบายให้ใครสักคนฟัง ผมจะอธิบายตามสิ่งที่เห็นก็แล้วกัน  แต่มันจะเป็นเรื่องปกติรึเปล่านะ ที่ลมเย็นๆที่กำลังตีที่ใบหน้าของผมตอนนี้ จริงๆแล้วจะเป็นลมที่เย็นยะเยือกสำหรับคนทั่วไป?

สำหรับตัวผมที่สัมผัสได้ถึง มาร์โยกุ แม้แต่ในอากาศเอง ดูเหมือนว่ามุมมองที่ผมมองโลกใบนี้จะเปลี่ยนไปจริงๆ เพราะสิ่งนั้น ทำให้ผมรู้สึก 'สดชื่น' ขึ้นมา

ตอนนี้ ผมยืนยันได้แล้วว่า ตัวผมมีเลเวลแค่ 1

นั้นมันแปลกมากๆ

ถ้าหากผมมีเลเวลสูงตั้งแต่เริ่ม ก็ไม่น่าแปลกใจหรอกที่ผมจะไม่เลเวลอัพจากการโค่น ลิซึ แต่ว่า...

ถ้าหากผมเลเวลแค่ 1 ละก็ มันควรจะเพิ่มขึ้นสิ หรือที่จริงแล้วสุนัขตัวนั้นมันอ่อนแอมากกันนะ?

คุณเอม่าเองก็เป็นหนึ่งในสักขีพยาน ที่รับชมการต่อสู้ในครั้งนั้น หรือเป็นเพราะว่ามันคือการโจมตีทีเผลอกันนะ?

อืม~ นอกจากตัวตนของผมจะเรียกได้ว่าโกงแล้ว แต่ระบบเลเวลเองก็เหมือนจะไม่มีผลต่อตัวผม

ถึงแม้ว่าผมจะเสียใจเล็กน้อยก็เถอะ แต่ตอนนี้ผมก็ยังคงใจเย็นอยู่

" ฉะนั้นแล้ว ผมต้องทำมันสำเร็จแน่ "

ผมเดินเข้าไปหาคนเฝ้าด้านหน้าทางเข้าถ้ำ และขอร้องให้เขาส่งอะไรบางอย่างให้กับเอม่า

มันคือจดหมาย

มหัศจรรย์มากเลยใช่ไหมหล่ะ? ไม่ใช่แค่ผมสามารถพูดภาษาพวกเขาได้เท่านั้น ผมยังเขียนได้อีกด้วย

ผมสามารถเขียนแล้วก็อ่านได้อย่างเพอร์เฟ็คเลยหล่ะ

ช่างโกงจริงๆ ผมเริ่มที่จะเคารพแมลงขึ้นมาบ้างเล็กน้อย  แต่ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า วีรบุรุษคนอื่นๆ จะได้พลังที่ยิ่งใหญ่แบบนั้นกันนะ

ถ้าเป็นแบบนี้ละก็ ผมคิดว่าผมสามารถเดินทางไปยังเขตพักอาศัยของมนุษย์เพื่อหาเงินได้  ด้วยการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างมนุษย์กับมาโมโนะ

แต่ในจดหมาย ผมไม่ได้เขียนถึงขนาดนั้นหรอก

ผมกำลังจะไปพบกับเทพอะไรที่ว่านั้น เพื่อดูว่าผมสามารถทำอะไรได้บ้าง

แน่นอนว่าผมจะต้องกลับมาไม่ครบ 32 อย่างแน่นอน ฉะนั้นไม่ต้องเป็นห่วงผม แล้วก็กลับไปยังหมู่บ้านของตัวเองด้วย ขอบคุณมาก

นั้นคือข้อความแบบสรุป ที่ผมเขียนลงไปในจดหมาย ที่จริงยังมีการพูดคุยเล็กน้อย แล้วก็คำอธิบายเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยด้วยเช่นกัน

และผม ไม่คิดที่จะกลับมายังถ้ำแห่งนี้อีกแล้ว

สุดท้ายแล้ว เธอไม่ได้สอนผมแค่เวทย์มนต์เท่านั้น แต่ยังนำแผนที่ของระแวกนี้มาให้ผมอีกด้วย

หลังจากโค่นเทพตนนั้นแล้ว ผมวางแผนจะไปยังที่ที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ในทันที

เหมือนว่าจะมีสถานที่แปลกๆ ที่จะมีผุ้คน ซึ่งได้รับวัตถุดิบหายาก มาจากการเดินทางรอบโลก แล้วก็ผู้คนที่ต้องการรู้ถึงแหล่งค้นหาวัตถุดิบเหล่านั้น มารวมตัวกันอยู่

ระยะทางมันค่อนข้างไกลจากถ้ำแห่งนั้นมากเลยทีเดียว

ยังไงก็ตาม เพื่อให้ไปถึงที่หมาย ผมคิดว่าถ้าผมเดินทางด้วยความเร็วสูงสุด (คำนวณจากการที่ผมเดินมาสามวัน) น่าจะใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ ถ้าหากมีอะไรเกิดขึ้นระหว่างทางละก็ ระยะทางอาจจะเพิ่มเป็นสิบวัน

ระหว่างทางเหมือนจะมีหมู่บ้านของเผ่าพันธุ์อื่นๆตั้งอยู่หลายแห่งอีกด้วย (เหล่ามาโมโนะทุกชนิด) ผมสามารถพูดคุยกับพวกเขาได้อยู่แล้ว ฉะนั้นผมก็คงไม่จำเป็นต้องเข้าสู่สถานะต่อสู้ตลอดเวลา

ในแง่ของอาหาร เท่านี้น่าจะเพียงพอ เพราะผมเคยเดินทางมาสามวันโดยที่ไม่ได้กินอะไรเลยมาแล้วนี่นา

ถ้าหากสัญชาตญาณของผมถูกต้อง ผมน่าจะอยู่ได้โดยไม่ต้องกินอะไรเป็นเวลาห้าวัน แต่ผมไม่อยากจะลองมันหรอกนะ  สำหรับพวกออร์คแล้ว อาหารที่พวกเขาให้มาก็น่าจะสำคัญสำหรับพวกเขาด้วยเช่นกัน  ฉะนั้นผมต้องกินอย่างรอบคอบให้ได้มากที่สุด

ขณะที่ผมคิด ผมก็เดินอ้อมภูเขาหิน และตรงดิ่งไปยังภูเขาสูงที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ภูเขาของเทพงั้นรึ

ในความเป็นจริงแล้ว ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องเกี่ยวกับ มาโมโนะ หรือของเทพที่ชื่อว่า เช็น อะไรนั่นมากมายหรอก

เพราะว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่กวนใจผมมากกว่าสองสิ่งนั้น

นอกจากการสังเวยแล้ว ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครสักคนเลย ที่เคยเห็น เช็น ตัวเป็นๆ มันทำให้ผมสงสัย เพราะคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่มีใครเลยที่ได้พบกับเขา

แล้วก็ความจริงที่ว่าการสังเวยนั่น จำเป็นต้องเดินทางข้ามดินแดนที่เหมือนกับทะเลทรายอย่างยากลำบาก ถ้าคิดดูแล้วมันก็แปลกจริงๆนั้นแหละ

เพราะว่า ถ้าหากเธอเดินทางไปไม่ถึงจุดหมาย การสังเวยจะไปมีค่าอะไร

การสังเวยนั้นถึงจุดปลอดภัยที่เรียกว่า 'ชำระล้างร่างกาย' แล้ว  เธอทำหน้าที่ของเธอเสร็จสิ้น นั่นคือสิ่งที่พวกเขาบอกกับผม แต่ว่า

นั่นมันเหตุผลประเภทไหนกัน? งั้นมันก็ไม่มีความหมายเลยหน่ะสิ สำหรับการสังเวย?

เพราะในความเป็นจริงแล้ว เอม่าเกือบจะกลายเป็นอาหารของเจ้า ลิซึ นั่นแล้วด้วย

ใช่แล้ว ลิซึ ตัวนั้น

มาโมโนะประเภทนั้น น่าจะมีอยู่ในทุกๆที่ของโลกนั่นแหละ แต่เหมือนกับว่าตัวนั้นจะหลงถิ่นมาไกลพอสมควร

และดูเหมือนว่า ปกติแล้วพวกมันจะล่ากันเป็นฝูง

ฉะนั้น สถานการณ์ที่เอม่าถูกโจมตีนั่นหน่ะ มันก็แปลกเกินไปหน่อยแล้ว

สำหรับผม ผมรู้สึกว่ามีใครบางคนต้องการที่จะทำลายหมู่บ้านของออร์คภูเขาลงอย่างช้าๆมากกว่า เท่าที่ผมฟังบทสนทนาที่ผมพูดกับเอม่า

แต่นั่นคือความต้องการของสิ่งที่เรียกว่า เช็น งั้นเหรอ?

ผมรู้สึกได้ว่ามีมือที่สามเข้ามาเกี่ยว หรือไม่ก็อาจจะเป็นปัญหาภายในของตัวออร์คภูเขาเอง

ความเป็นไปได้สองอย่างนั้น แล่นเข้ามาในหัวของผม

ถ้าหากว่าอยากจะทำลายหมู่บ้านจริงๆละก็ ระบบสังเวยมันก็ฟังดูงี่เง่าไปหน่อย เพราะว่าเขาสามารถใช้หมอกอะไรนั่น กลืนกินทั้งหมู่บ้านได้โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีอยู่แล้วนี่

" อย่างช้าๆ อย่างงั้นรึ " (มาโกโตะ)

ผมรู้สึกได้ว่า สิ่งที่ผมพูดเมื่อกี้ คือกุญแจสำคัญของปัญหานี้

ผมคิดว่า มันน่าจะมีความหมายบางอย่างอยู่ ถึงใช้เวลามากขนาดนี้

ถ้าหากว่าเช็นต้องการบางสิ่งบางอย่างนอกจากการสังเวยแล้วหล่ะก็ แค่เรียกร้องสิ่งนั้นแทนการสังเวยก็ได้ไม่ใช่เหรอ?

มือที่สาม หรือไม่ก็การก่อกบฎ หืม

อาจจะเป็นผมเองก็ได้ ที่ข้ามขั้นตอนมาจนถึงข้อสรุป  มันอาจจะเป็นบางอย่างที่ต่างจากสิ่งที่ผมคิดอย่างสิ้นเชิงก็ได้  เพราะยังไง เช็น ก็ไม่ใช่คนนี่นา

มันไม่มีอะไรแน่นอนหรอกว่า เจ้านั่นจะมีระบบความคิดที่เหมือนกับมนุษย์ ถ้าหากผมเอาเงื่อนไขนี้ใส่ลงไปในข้อสรุปของผมแล้วหล่ะก็  สิ่งที่ผมคิดมาทั้งหมดก็คงจะพังทลายลงอย่างง่ายดาย

ถ้าหากต้องจบกันที่การต่อสู้  ก็เข้ามาได้เลย

เหมือนส่วนหนึ่งในจิตใจผม จะอยากให้ความเป็นไปได้นั้นเกิดขึ้น

เวทย์มนต์  มาร์โยกุ

มันคือความจริง ที่ผมอยากจะลองใช้มันดู

มันยังมีสิ่งอื่นอีกมากมายที่ผมอยากจะเรียนรู้เช่นกัน แต่ว่า ผมต้องแก้ปัญหานี้ให้ได้ก่อนที่เอม่าจะถูกสังเวย

จริงๆแล้ว เวทย์มนต์ที่ใช้สำหรับสร้างแสงหน่ะ ผมแอบฟังวิธีการร่ายมาจากคนเฝ้าทางเข้าถ้ำแล้ว ฉะนั้นผมก็ใช้มันเป็นแล้วยังไงหล่ะ!

จรรยาบรรณ? นอกจากเวทย์มนต์ที่ผมเรียนมาแล้วนั้น ผมยังจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนเวทย์มนต์ชนิดต่างๆให้ผมสามารถใช้งานมันได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

" ผมควรจะลองใช้มันตอนนี้แหละ ถ้าหากจะเอาไปลองใช้ตอนที่ต้องสู้กันจริง มันค่อนข้างจะ..." (มาโกโตะ)

ครั้งแรกก็เอาให้สุดแรงไปเลยละกัน

ผมไม่รู้ว่าแบบสุดกำลัง มันจะทำให้ผมอ่อนแรงลงถึงขนาดไหน ฉะนั้นผมควรจะลองดูสักครั้งหนึ่ง

-------

เอาหล่ะ ตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว

อันดับแรก ผมควรจะเตรียมการทุกอย่างก่อน

ผมส่งเสียงกระซิบแบบเบาๆ เพื่อสร้าง บริด เพลิง ขนาดเท่ากับอันที่ผมสร้างเมื่อคืน สร้างออกมาเป็นลูกบอล แล้วก็ขว้างไปแบบมั่วๆ... โอเค สำเร็จ

ดีมาก

เอาหล่ะ มาลองกันเลย

ผมผ่อนคลายร่างกายของผม แล้วก็ออกเสียงร่ายเวทย์มนต์ด้วยความรอบคอบ ผมเรียกพลังงานด้วยการจินตนาการถึง 'เพลิงที่แข็งแกร่ง' แต่ผมร่ายมันในใจของผมเท่านั้น

แล้วก็กระซิบแบบเบาๆ ให้มันออกมาเป็น บริด  สิ่งแรกสุดที่ผมอยากจะลองก็คือ การใช้มันโดยไม่ต้องส่งเสียงพูด

สำเร็จ ตอนนี้ผมสามารถสร้างและก่อรูปร่างของเปลวเพลิงที่พริ้วไหวด้วยแสงสีแดงเข้ม ให้มีความแข็งแกร่งมากกว่า เปลวเพลิงเมื่อตอนกลางคืนที่ผ่านมา ได้หลายเท่า

ผมรู้สึกดีมาก เพราะถ้าหากผมลองพยายามใช้มันในถ้ำ โดยที่ไม่ได้จินตนาการถึงลูกบอลแล้วหล่ะก็ มันจะต้องกลายเป็นหายนะอย่างแน่นอน  ไม่ใช่แค่ตัวผมเท่านั้น แต่รอบๆข้างเองก็คงจะถูกเผาไหม้เช่นกัน

จากนั้นก็ เป้าหมาย

ในเส้นทางไปยังภูเขา ที่ถูกเรียกว่าภูเขาของเทพ  ที่ตีนเขาลึกเข้าไป ผมสังเกตุเห็นรูปร่างของประตูที่เป็นลักษณะเหมือนกับเกทอยู่  ประตูนั่น น่าจะโอเค ระยะห่างจากตรงนี้ถึงตรงนั้นไกลกว่าหนึ่งร้อยเมตร ผมควรจะขอบคุณระยะมองเห็นของดวงตายอดมนุษย์นี่สินะ

อย่างที่สองที่ผมอยากจะลองก็คือ การยิงธนุ

เมื่อคืนที่ผ่านมา ผมก็ได้จินตนาการว่า 'ยิงให้โดนตรงกลาง' เพื่อให้บอลเพลิงบินเข้าหาและชนใส่บริเวณนั้น

ดังนั้น ผมเลยสงสัยว่า ผมจะสามารถสร้างคันธนูแล้วก็ลูกธนู เสร็จแล้วก็ยิงมันออกไปเหมือนอย่างลูกบอลได้รึเปล่า

แล้วก็ระหว่างนั้น ผมก็อยากจะรู้ด้วยเลยว่า สิ่งที่เรียกว่า บริด  มีความยืดหยุ่นมากน้อยแค่ไหน

ใช่แล้ว

ผมนั่งลงในท่า เสซะ (วิธีการนั่งแบบทางการของญี่ปุ่น) แบบที่ผมทำตอนอยู่ในชมรมยิงธนู ก่อนที่ผมจะเริ่มจับคันธนู

หลังจากเตรียมจิตใจให้พร้อม ผมก็เริ่มตั้งสมาธิ

ถ้าหากผมทำแบบนี้ก่อนหล่ะก็ ผมจะรู้ถึงผลลัพธ์ถึงสิ่งที่ผมกำลังจะทำ

นี่คือสิ่งที่เพื่อนร่วมชมรมหลายคนของผม ถามกับผมอยู่บ่อยๆ ในขณะที่พวกเราเตรียมคันธนูของแต่ละคน ว่าทำไมผมถึงเริ่มจากท่านั่งก่อนหล่ะ? เพราะจะมอบความมั่นใจว่า สามารถยิงให้โดนตรงกลางได้อย่างงั้นเหรอ?

ในช่วงแรก ตอนที่ผมยิงโดนเป้า  ผมรู้สึกมีความสุขมาก แต่ความสุขเหล่านั้นก็หายไปอย่างรวดเร็ว เพราะผมยิงโดนง่ายแล้วก็บ่อยขึ้น

แต่ถึงแม้จะมีเทคนิค มันก็ยังมีข้อจำกัดถึงความแม่นยำส่วนตัวของแต่ละบุคคลอยู่ดี

ตอนแรกสุด เพื่อเพิ่มความแม่นยำให้กับตัวผมเอง ผมลองท้าทายหลายๆเทคนิคอยู่พอสมควร

ผมพยายามปิดตาของผมลง แล้วก็ทำให้ใจของผมนั้นเย็นลง หลายครั้งมากๆ ที่ผมพยายามจะจำลองท่ายิงใหม่สำหรับตัวผมเอง เมื่อผมยิงโดน

หลังจากที่อาจารย์บอกผมว่า ผมสามารถมาใช้โรงฝึกได้ทุกเวลาที่ผมต้องการ แต่ต้องแลกกับการเลิกนั่งท่าเสซะก่อนเริ่มยิงธนู เวลาอยู่กับคนรุ่นเดียวกัน 

ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า อาจารย์เป็นห่วงผม

เพื่อให้บุคคลอื่น ไม่รู้สึกแปลก ต่อท่าทางอันประหลาดของผม

หลังจากนั้น

ตอนที่ผมเข้าไปในโรงฝึกเวลาที่ไม่มีคนอยู่ ผมก็ปรับเปลี่ยนอารมณ์ แล้วก็ยังคงทำท่าทางเดิม คือการนั่งในท่า เสซะ เมื่อผมเห็นเป้าหมาย ผมก็จินตนาการว่าตัวผมยิงมันโดน ก่อนที่ผมจะยิงมันซะอีก แต่ผมกลับยิงโดนเข้าจริงๆ

ตอนที่ผมเพิ่งเข้ามัธยมปลายใหม่ๆ แล้วก็เข้าร่วมกับชมรมยิงธนู

พวกเด็กๆใกล้ๆผม ยิ้มให้กับผม ตอนนั้นเองที่ผมรู้สึกถึงสิ่งที่ไม่ปกติในตัวผม

ตอนที่ผมขอคำแนะนำจากอาจารย์ อาจารย์กลับไม่ทราบว่าผมเคยอยู่ในชมรมยิงธนูมาก่อน แล้วก็ตกใจมาก

ผมพูดแบบนั้นออกไป เป็นเพราะว่าผมชอบยิงธนูเป็นอย่างมาก  อาจารย์ของผมก็เริ่มหัวเราะด้วยความประหลาดใจ

อาจารย์น่าจะตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ในตอนนั้น แล้วเธอก็บอกกับผมว่า จะสอนการยิงธนูให้กับผม

ทักษะการยิงธนูที่มีไว้เพื่อใช้ต่อสู้จริง ได้ถูกส่งต่อมาเรื่อยๆในตระกูลของอาจารย์ เป็นศิลปะที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน มันเต็มไปด้วยเทคนิค ที่มีไว้รับมือกับสถานการณ์จริงต่างๆมากมาย

แต่ถึงแบบนั้นก็เถอะ ผมก็ยังไม่เปลี่ยนวิธีคิดส่วนตัว ที่ว่า 'ยิงให้โดนตรงกลาง'

หลังจากเรียนมาหนึ่งปี อาจารย์ก็บอกกับผมว่าการฝึกฝนจบลงแล้ว แล้วจากนั้นก็มีบททดสอบนิดหน่อยและผมก็ผ่านมันมาได้

ปีที่สองของการอยู่ในระดับชั้นมัธยมปลาย มันคือเมื่อไม่นานที่ผ่านมานี่เอง

ผมได้รับตำแหน่งรองประธานของชมรม ทั่งๆที่ผมไม่ได้เข้าร่วมแข่งขันที่ไหนเลย เพราะทำตามคำสั่งของอาจารย์ พวกรุ่นพี่เสนอชื่อกลับให้ผมเป็นรองประธาน เพราะว่าผมไม่ได้มีโอกาสที่จะจับคันธนูบ่อยมากนัก (เพราะรองประธานก็คือคนที่ต้องคอยช่วยเหลืองานต่างๆนั้นแหละ ไม่ใช่ว่าเขาเห็นผมเก่งหรืออะไรหรอก)

แต่ผมก็รู้สึกดีใจเล็กน้อยที่ได้คอยช่วยเหลือประธานชมรม หลังจากนั้นผมก็มุ่งมั่นไปกับการอบรมรุ่นน้อง และมีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขภายในโรงเรียนเรื่อยมา จนกระทั่งดันมาจมปลักอยู่ในโลกแห่งนี้

พอผมคิดถถึงมันแล้ว มันค่อนข้างแปลกแฮะ เวลาโดนรุ่นน้องเรียกว่า 'รุ่นพี่ รุ่นพี่' แต่มันกลับรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

โอ้ เผลอแป๊บเดียวก็ไปไกลถึงบ้านซะแล้ว ไม่ได้ ไม่ได้ กลับมาอยู่ในความเป็นจริงก่อน.. ดีมาก เพลิงของผมยังคงเสถียรอยู่

หลังจากไม่ได้ยิงธนูแบบจริงจังมานาน

ผมเล็งไปที่ตรงกลางของประตูเกท ซึ่งมีลวดลายเหมือนกับลัทธิชินโต

ด้วยความเคยชิน ผมวางมือซ้ายของผมไว้ในตำแหน่งที่เหมือนกับกำลังจับคันธนู มือที่ยืดออกไปถูกวางในแนวนอน ขนานไปกับใบหน้าของผม แต่เยื้องไปด้านหลังเล็กน้อย

ผมพยายามที่จะทำท่าเหมือนกับจับลูกธนู แล้ววางไว้บนคันธนู ถ้าหากผมถูกเผาขณะกำลังใช้บอลเพลิงในมือของผมหล่ะก็ ผมก็จะรีบเขวี้ยงมันทิ้งไป

เอาหล่ะ แสดงให้ผมได้เห็นที ถึงความรุนแรงของการใช้เวทย์มนต์ทั้งหมดในตัวผม

ผมรู้สึกได้ถึงลูกธนู มันเป็นเพียงภาพจินตนาการในหัวของผม แต่ผมรู้สึกได้ว่า บอลเพลิงเริ่มที่จะยืดออก

แล้วจากนั้นไม่นาน มันก็กลายรูปร่างเป็นทรงกระบอกยาวคล้ายๆกับลูกธนู แล้วก็กระแทกเข้ากับประตูเกท มันคือลูกธนูเพลิง

" สำเร็จแล้ว ความเร็วเองก็ไม่มีปัญหา " (มาโกโตะ)

นี่ไม่ใช่ความเร็วเหมือนกับว่ามีคนโยนมันออกไป แต่เป็นความเร็วที่เหมือนกับถูกยิงด้วยอะไรสักอย่างออกไป มันคงจะดีไม่น้อยที่จะใช้มันเพื่อฝึกฝน ถึงจริงๆแล้วมันจะไม่ต่างกับการมีธนูอยู่ในมือก็เถอะ นี่เป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่เลย ผมมีความมั่นใจมากขึ้น

" หือ? " (มาโกโตะ)

ลูกธนูไม่ได้หายไป แต่ยังคงปักใส่ประตูแล้วก็ค่อยๆบิดเบือน เหมือนกับว่าพยายามจะต่อต้านแล้วมันก็ใหญ่ขึ้นๆ พร้อมกับบิดเบี้ยวไปมา

ธนูเพลิงระเบิดออก

ไปพร้อมๆกับประตูขนาดใหญ่นั่น

หลังจากนั้นหนึ่งวินาที ลมร้อนขั้นรุนแรงก็กระแทกใส่ใบหน้าของผม มันร้อนมากๆ ถึงขั้นที่ผมหายใจได้ลำบาก นี่คือสิ่งที่เขาเรียกกันว่า ถูกเผาจนเป็นเถ้าถ่านสินะ?!

" นี่มันแย่มาก ประตูเกทนั่นหายไปแล้ว " (มาโกโตะ)

แต่มันก็คงไม่เป็นไรหรอก ถ้ามันเป็นแค่ประตูหล่ะก็นะ ด้วยความคิดแบบนั้น ผมเริ่มเดินอีกครั้ง แล้วก็เห็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อเข้า

มีอะไรบางอย่างขยับอยู่

ถ้าหากบริเวณใกล้เคียงประตูเกทนั่น มีสิ่งมีชีวิตอยู่หล่ะก็....

ไม่ดีแน่

สถานการณ์ของทางนั้นคงกำลังย่ำแย่มาก หลังจากโดนลูกธนูดอกนั้นเข้าไปเต็มๆ

ถ้าหากยังขยับอยู่ละก็ อาจจะยังทันเวลาอยู่ก็ได้

หนทางเดียวก็คือ ผมบอกพวกเขาว่าผมไม่ได้มีเจตนาที่จะทำร้ายใคร ถ้าหากยังทันเวลา ผมควรจะกลับไปหาออร์คภูเขาที่ถ้ำแล้วถามถึงการรักษา

ยังไงก็ตาม ผมควรจะไปยังพื้นที่เกิดเหตุก่อน

ผมวิ่งด้วยความเร็วที่หยดเหงื่อบนตัวของผม ปลิวออกไปจากร่างจนหมด

----

" ไอ่สารเลว แกเป็นใครกัน?! "

" อุหวาาา นี่มันจะ... " (มาโกโตะ)

ช้าเกินไป มีร่างของสิ่งมีชีวิตอยู่สี่ร่าง ซึ่งถูกย่างสดไปแล้ว

แล้วก็อีกคนหนึ่งซึ่งร่างท่อนล่างหายไปแล้ว แต่เขายังพูดได้ ได้ยังไงกัน?

เขาจะต้องมีพละกำลังมากมายแน่ๆ

" อ่า อืม~ นายดูยังมีแรงเหลืออยู่นะ? " (มาโกโตะ)

เพราะคำพูดที่เขาพูดกับผมยังดูเหมือนเรื่องปกติอยู่ ความตึงเครียดของผมจึงลดลงแบบบอกไม่ถูก

" ข้ากำลังจะตายอยู่แล้ว! "

" เหมือนจะเป็นแบบนั้น " (มาโกโตะ)

" ไอ่พวกออร์คภูเขาบ้านั่น หรือพวกมันจะรู้แผนของพวกเรา เผ่าปีศาจแล้ว? หรือพวกมันตั้งใจที่จะโค่นมังกรลงจริงๆ?! "

" หยุด! หยุดได้แล้ว! อย่าพูดอีกเลย! " (มาโกโตะ)

" หึหึหึ ชีวิตของข้าช่วยเหลือไม่ได้อีกแล้วหล่ะ ให้ข้าได้พูดจนถึงที่สุดเถอะ "

อืม แน่นอนอยู่แล้ว ที่ว่าคงจะหมดหนทางช่วยเหลือ แต่คนที่ทำให้นายเป็นแบบนี้ก็คือผมนะ?!

ผมกำลังสร้างแฟล็กที่ดูอันตรายแฟล็กแล้วแฟล็กเล่าอยู่นะ ผมรู้ตัวบ้างไหมเนี่ย?!

นี่มันเรื่องงี่เง่าอะไรกัน?!

" ถ้าพวกเขายอมทำตามที่เราบอกแต่แรก ปัญหาก็จะจบไปนานแล้ว แล้วพวกเราก็จะได้แต่งตั้งพวกเขาให้ขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับเรา แต่ไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะมีสัตว์ประหลาดแบบแกอยู่! "

โอ้อออออ!!!

เบื้องหลังทั้งหมดนี่ก็คือการแทรกแซงจากมือที่สามเหรอเนี่ย?! ผมเดาถูก!

" แต่ว่าแกทำลายแม้กระทั่งประตูเกท เขาเป็นพวกที่ชอบด่วนสรุปซะด้วยสิ ด้วยเหตุการณ์ในครั้งนี้ ความโกรธเกลี้ยวของเช็น จะต้องเป็นจริงขึ้นมาอย่างแน่อนน "

" เฮ้ เด๋วก่อน?! มันจะทำให้เช็นอารมณ์เสียถึงขนาดนั้นเลยเหรอ แค่พังประตูเนี่ยนะ?! " (มาโกโตะ)

นี่มันแย่มาก นี่มันแย้มาก นี่มันแย๊มากก  แบบนี้ก็เข้าสู่เส้นทางการสู้บอสโดยสมบูรณ์เลยสิเนี่ย โดยที่ไม่ถึงจุดเซฟเลยด้วยเนี่ยนะ

ถ้าหากผมเลือกคำสั่งพูดคุยละก็ สิ่งที่มังกรตัวนั้นพูดออกมาคงจะทำนอง 'นี่ไม่ใช่เวลาจะมาพูดเล่นกันนะ!' อะไรแบบนั้นสินะ

แต่สิ่งที่ยืนยันได้ก็คือ มันจะต้องมาแน่!!

" เผ้าพันธุ์มังกรอันยิ่งใหญ่ ในเขตแดนของมันเอง จะเห็นประตูเกทของมันถูกทำลาย หึหึหึหึ เป็นจุดจบที่เหมาะกับแกแล้ว!!! "

หลังจากที่เขาพูดทุกอย่างที่เขาอยากจะพูดเสร็จ เขาก็สลายหายไปเหมือนกับทราย เขาคงจะตายในขณะที่ยังคงเชื่อในคำพูดของตัวเขาเอง

ร่างอีกสี่ร่างเองก็หายไปเช่นกัน  พวกเขาสลายไปในรูปแบบเดียวกันเหรอ?

แล้วจากนั้นก็มีแรงสั่นสะเทือน

ยิ่งไปกว่านั้น เมฆที่ควรจะปกคลุมยอดเขา ลดระดับต่ำลงมา

ก้อนเมฆ.. ไม่ใช่ ถ้าหากผมคิดถึงคุณสมบัติของมันหล่ะก็ นั่นหน่ะจะต้องเป็นหมอกมากกว่า

ผมจะต้องตายแน่!

ผมคิดว่าอย่างดีที่สุดก็ควรจะมีบทสนทนา แล้วจากนั้นก็จับมือกัน เสร็จแล้วผมก็เดินทางกลับอย่างเป็นสุข

ไม่สิ ผมไม่คิดเลยว่ามันจะเป็นสิ่งที่อันตราย ถึงขั้นที่สามารถสร้างปรากฎการณ์เหนือธรรมชาติแบบนี้ได้

ผมจะต้องถูกฝัง ถูกฆ่า แล้วก็โดนทำร้าย?! เดี๋ยวนะ การเรียงลำดับนั่นมันดูแปลกๆชอบกล?!

การสันนิษฐานของผมนั้นถูกต้อง! แล้วทำไมสถานการณ์มันถึงกลายมาเป็นแบบนี้?!

คนร้ายคือเผ่าพันธุ์ปีศาจต่างหาก! มือที่สามพวกนั้นหน่ะ!

" ท่านเช็น ได้โปรดฟังสิ่งที่ผมกำลังจะพูดก่อน! " (มาโกโตะ)

ผมตะโกนให้ดังเท่าที่จะดังได้ ไปยังกลุ่มหมอกพวกนั้น ที่ซึ่งเคลื่อนต่ำลงมาอีกหลายเมตรจากจุดเดิมที่มันลอยอยู่

ตรงจุดที่หมอกอยู่ มีบางสิ่งที่แม้แต่ผมเองก็รู้จัก ด้วยหน้าตาที่เกรี้ยวกราดที่เผยให้เห็นถึงเขี้ยวทั้งสองข้าง ท่านมังกรปรากฎตัวแล้ว

ผมพูดได้เลยว่า มันจะเข้ามากัดผมจนตายเมื่อไหร่ก็ได้!

แต่ว่านะ...

" เช็น ไม่ใช่หอยกาบยักษ์หรอกเหรอ?!!!! " (มาโกโตะ) 
[ตัวอักษร 蜃 นี้หมายถึงหอยกาบขนาดยักษ์ แต่ก็หมายถึงมังกรได้เหมือนกัน ซึ่งตัวอักษดังกล่าวเป็นตัวอักษรภาษาจีน]

ในโลกใบอื่น ดูเหมือนว่าความรู้เดิมของผมจะใช้ไม่ได้ผล

ผมไม่อยากให้เรื่องมันดำเนินต่อไปแบบนี้เลย




NEKOPOST.NET