[นิยายแปล] จันทรานำพาสู่ต่างโลก - Tsuki ga Michibiku Isekai Douchuu ตอนที่ 30 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] จันทรานำพาสู่ต่างโลก - Tsuki ga Michibiku Isekai Douchuu

Ch.30 - ข่าวลือเกี่ยวกับวีรบุรุษของลิเมียร์


เมืองอันรุ่งเรืองตอนนี้ กำลังเต็มไปด้วยความคึกคัก

อาณาจักรลิเมียร์ ปราการอันแข็งแกร็งซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเผ่าพันธุ์ฮิวแมน.. ขุมกำลังของอาณาจักรลิเมียร์นั้น ถูกขนานนามว่าเป็นด่านสุดท้ายของแนวป้องกันในสนามรบ

ยังไงก็ตาม ทางทิศตะวันออกเองก็มีขุมกำลังอันยิ่งใหญ่อยู่เช่นกัน จักรวรรดิกริโตเนียร์ ซึ่งถูกขนานนามว่าหน้าด่านสุดท้ายของแนวป้องกันเฉกเช่นเดียวกับอาณาจักรลิเมียร์ และทั้งสองประเทศนี้ ได้ร่วมมือกันเพื่อต่อต้านภัยคุกคามจากเผ่าพันธุ์ดีม่อนซึ่งลุกลามเข้ามาทุกที.. ดังนั้นแล้ว ความน่าเชื่อถือของทั้งสองเมืองนี้ต่อเมืองอื่นๆนั้น ย่อมมีความหนักแน่นและแข็งแกร่ง รวมไปถึงความกดดันเช่นกัน.. มันก็เลยเป็นเรื่องที่แปลกประหลาด ที่ตอนนี้ทั่วทั้งอาณาจักรกำลังคึกคักร่าเริงและมีชีวิตชีวา

สาเหตุนั้นก็คือ งานเทศกาลที่ถูกเรียกว่า 'การปรากฎตัวของท่านเทพธิดา' และมันเป็นเทศกาลที่ทำให้คนทั้งเมืองกระโดดโลดเต้นไปมาด้วยความสุข

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา.. กี่ครั้งแล้วที่พวกเขาภาวนาต่อท่านเทพธิดา แต่ท่านเทพธิดากลับละเลยคำภาวนาของพวกเขา

สถานการณ์ที่ต้องรับมือกับภัยคุกคามจากเผ่าดีม่อนอย่างคาดไม่ถึง เหล่าฮิวแมนซึ่งไม่ได้การคุ้มครองอันศักดิ์สิทธิ์จากท่านเทพธิดา ต่างพ่ายแพ้ยับเยินอย่างไม่สามารถทำอะไรได้.. หนึ่งในประเทศขนาดใหญ่ ซึ่งถูกขนานนามว่า หนึ่งขั้วอำนาจทั้งห้า ถูกทำลายจนพังพินาศและโดยยึดไป และหลังจากวันนั้น อาณาเขตทวีปของทั้งสองเผ่าพันธุ์ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง.. เผ่าพันธุ์ดีม่อนซึ่งเคยอาศัยอยู่ในดินแดนหนาวเหน็บอันโหดร้ายทางตอนเหนือนั้น ตอนนี้มีแม้กระทั้งท่าเรือ และดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ จนกลายมาเป็นประเทศอันยิ่งใหญ่และรุ่งเรือง

ไม่มีทางเลยที่ประเทศขนาดเล็กและขนาดกลางจะสามารถต่อกรกับพวกมันได้ เพราะขนาดหนึ่งในขั้วอำนาจยังถูกทำลายลงอย่างง่ายดาย.. ประเทศมากมายของเหล่าเดมิฮิวแมน(ครึ่งมนุษย์)เอง ก็ถูกทำลายลงเช่นกัน

ทวีปซึ่งถูกขนานนามว่าสวรรค์ของเหล่าฮิวแมนในอดีตนั้น ตอนนี้กำลังค่อยๆเติบโตและกลายเป็นส่วนหนึ่งของเผ่าพันธุ์ดีม่อนอย่างช้าๆ

ผู้คนที่เฝ้ามองสถานการณ์นี้อยู่ตลอดเวลา ต่างคิดกันว่า ท่านเทพธิดาได้ทอดทิ้งพวกของแล้ว.. แต่ตอนนี้ท่านเทพธิดาได้ตอบรับเสียงภาวนาจากพวกเขาแล้ว.. ดังนั้นมันก็ไม่แปลกหรอก ที่พวกเขาจะจัดงานเทศกาลขึ้นและฉลองกันอย่างอึกทึกครึกโครม

ตามท้องถนนนั้น ผู้คนต่างลือกันไปทั่วว่า ท่านเทพธิดาได้นำพาท่านวีรบุรุษลงมาบนโลกแห่งนี้ เพื่อกวาดล้างเหล่าดีม่อนให้หมดไป.. คำพยากรณ์นั่นมันออกจะเกินจริงไปหน่อย

เพราะคำพยากรณ์ที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่บทพูดอะไรที่สวยหรูแบบนั้น

" เราจะมอบวีรบุรุษให้แก่พวกเจ้า เพื่อโจมตีเผ่าดีม่อน "

คำพยากรณ์ของจริงมันมีแค่นั้นแหละ...  ยังไงก็ตาม พวกเขาควรจะตั้งคำถามแก่หญิงสาวที่มาพร้อมกันกับท่านเทพธิดา มันไม่ใช่ว่าเธอเป็นแค่เด็กที่ได้รับสิทธิเหนือกว่าคนอื่นหรอก คำพยากรณ์ทำนองนั้นมันถูกตีความจนเกินความจริงได้ง่ายๆอยู่แล้ว มันสร้างความลำบากใจไปจนถึงบุคคลที่เป็นคนรับคำพยากรณ์โดยตรงเลยด้วยซ้ำ

คำพยากรณ์นี้ หนึ่งในประเทศที่ได้วีรบุรุษผู้ซึ่งเปรียบเสมือนพระเจ้าลงมาจุตินั้น คือลิเมียร์.. จากวีรบุรุษทั้งหมด 3 คน ซึ่งมาจากโลกใบอื่น คนที่ได้รับการปฏิบัติจากเทพธิดาดีที่สุดก็คือ วีรบุรุษของลิเมียร์

ตัดภาพจากบริเวณหน้าปราสาทซึ่งคนกำลังส่งเสียงซอกแซกกัน มาที่บริเวณอาราม.. เนื่องจากประเทศเอสซิออนซึ่งเลื่อมใสในตัวเทพธิดานั้นถูกทำลายโดยเผ่าดีม่อนไปแล้ว เหล่านักบวชจึงทำการอพยพมาจากที่แห่งนั้น เพราะที่ลิเมียร์เอง ก็ยังมีอารามของเทพธิดาซึ่งถูกใช้ในการประกอบพิธีกรรมตลอดทั้งปีอยู่

อารามซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปราสาทนั้น อยู่ดีๆก็มีแสงสีทองส่องประกายออกมา แสงนั้นรามไปทั่วอาราม จนสุดท้ายก็แตกกระจายหายไป.. แสงที่กระจายออกไปนั้น ปัดเครื่องหมู่บูชากระจัดกระจายออกไป และตรงกลางของแสงนั้น ก็ปรากฎเรือนร่างของหญิงสาวคนหนึ่ง สีผมซึ่งดำสนิทจนรู้สึกได้ว่ามันสามารถกลืนกินแสงสว่างได้ภายในชั่วอึดใจ.. อายุของเธอดูเหมือนจะอยู่ที่ราวๆ 15 ปี ส่วนสูงของเธอน่าจะราวๆ 170 เซนติเมตร และใบหน้าของเธอที่ดูมีเอกลักษณ์และงดงาม

เหล่านักบวชต่างตกใจต่อการปรากฎตัวอย่างกระทันหันของหญิงสาว

เธอดูเป็นคนที่น่าสงสัย แต่แสงสีทองนั่นคือสีของท่านเทพธิดา.. การที่เธอถูกห้อมล้อมไปด้วยแสงสีทองนั้น เป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาสับสน

หลังจากนั้น เสียงอะไรบางอย่างก็ดังขึ้น

มันเป็นเสียงของท่านเทพธิดา ซึ่งพวกเขาไม่ได้ยินมานานถึง 10 ปี

" เธอคือวีรบุรุษ ดูแลเธอให้ดีด้วย "
[*เนื่องจากเป็นผู้หญิงนะครับ ตอนต่อๆไปผมเลยเปลี่ยนไปใช้คำว่าผู้กล้าแทน]

เหล่านักบวชต่างส่งเสียงร้องออกมาด้วยความปิติยินดี พวกเขาคือนักบวชวัยชรา ซึ่งเดินทางย้ายมาจากเอสซิออนซึ่งถูกทำลายมาอาศัยอยู่ในลิเมียร์ และพวกเขาก็เคยได้ยินเสียงของท่านเทพธิดามาก่อน ดังนั้นแล้ว สิ่งที่พวกเขาได้ยินจะต้องไม่ผิดเพี้ยนอย่างแน่นอน

ท่านเทพธิดากลับมาแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ท่านยังส่งวีรบุรุษมาให้พวกเราอีกด้วย!

นั่นคือสิ่งที่พวกเขาลือกัน

วีรบุรุษซึ่งกำลังยืนอยู่บนแท่นบูชานั้น.. ชื่อของเธอคือ โอโตนาชิ ฮิบิกิ*.. เธอมองไปรอบๆพร้อมกับยิ้มเจื่อนๆ.. เนื่องจากการปรากฎตัวของเธอ ทำให้เครื่องหมู่บูชาและอาหารเซ่นไหว้นั้นกระเด็นและกระจัดกระจายออกไป.. ดังนั้นแล้ว เธอก็เลยไม่รู้ว่าจะแสดงปฏิกิริยาอย่างไรต่อสถานการณ์ดังกล่าว
[*Otonashi Hibiki ]

ในตอนแรกสุดนั้น.. หลังจากที่เธอหลับไป เธอนึกว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ด้วยซ้ำ 

ในห้วงเวลาที่ส่องแสงสีทองอย่างแปลกประหลาด ที่แห่งนั้นมีสาวผมบลอนด์ที่สวยงามอย่างไม่น่าเชื่ออยู่ เธอได้อธิบายถึงสถานการณ์และรายละเอียดต่างๆให้ฮิบิกิฟัง

'โลกที่ข้าดูแลอยู่นั้น กำลังถูกคุกคามโดยเผ่าดีม่อนอัน 'ต่ำช้า'.. ข้าจะมอบพลังให้แก่เจ้ามากเท่าที่ข้าจะสามารถมอบให้ได้ และได้โปรดช่วยเหลือข้าด้วย' ถ้าหากเป็นคนของ 'โลกนั้น' มันก็เป็นไปได้ที่จะเดินทางข้ามไปอีกโลกหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น จะต้องเป็นหญิงสาวที่มีคลื่นเดียวกันกับท่านเทพธิดา

พูดสั้นๆก็คือ เทพธิดาอ้อนวอนให้เธอช่วยเหลืออย่างจริงจัง

นอกเหนือจากคำหลอกลวงนิดหน่อยแล้ว เธอยังพยายามหลีกเลี่ยงคำถามที่ว่า ทำไมถึงโดนเผ่าดีม่อนคุกคามอีกด้วย.. ส่วนที่บอกว่า พวกดีม่อนนั้น 'ต่ำช้า' ก็เป็นคำหลอกลวงทั้งเพ

พอคิดถึงเพื่อนที่โลกเดิมแล้ว เธอก็เลยปฏิเสธคำขอร้องจากเทพธิดา

แต่การที่เทพธิดาดื้อดึงจะพาเธอไปให้ได้นั้น เธอก็เลยทบทวนความคิดซะใหม่ และในที่สุดก็รู้สึกตัวว่า 'อ่า~ นี่มันไม่ใช่ความฝัน..'

ถ้าหากเธอสามารถไปอีกโลกหนึ่งได้ 'จริงๆ' มันก็อาจจะเป็นความปราถนาอย่างหนึ่งของเธอ

เทพธิดาเสริมพลังทางกายภาพให้กับเธอ รวมถึงมอบพลังเวทย์อันแข็งแกร่งให้เช่นกัน.. ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังมอบคุณสมบัติพิเศษซึ่งสามารถใช้ดึงดูดผู้คนรอบข้างได้ รวมถึงมอบสมบัติอันศักดิ์สิทธิ์ให้แก่เธออีกด้วย

เธอแถบที่จะสูญเสียสิ่งที่น่าสนใจในโลกใบเดิมไปแล้ว เธอไม่มีความรู้สึกอะไรตกข้างอยู่อีกเลยในการใช้ชีวิตในโลกใบเดิมของเธอ

ตระกูลที่เธอเกิดและเติบโตนั้น เป็นตระกูลของคนรวย แถมเธอยังเกิดมามีหน้าตาที่ดีอีกด้วย.. ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังมีความโดดเด่นในด้านของการเรียนและกีฬาอีกเช่นกัน

เธอมีความพยายามก็จริงอยู่ แต่ถึงแม้ว่าเธอจะไม่พยายาม ยังไงเธอก็เป็นฝ่ายที่ชนะอยู่ดี.. ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังสามารถเข้าร่วมกับสังคมได้ทุกประเภท และก่อนที่เธอจะรู้สึกตัว เธอก็ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของสังคมนั้นๆแล้ว

ครอบครัวของเธอเองก็เป็นหนึ่งในนั้น..

อนุบาล.. ประถม.. มัธยม.. ไม่ว่าจะเลื่อนระดับยังไงเธอก็ยังยืนอยู่บนจุดสูงสุดไม่เปลี่ยนแปลง

เธอเป็นคนที่จัดได้ว่าสวยและสง่างามที่สุด และเธอก็ยังฉลาดหลักแหลมจนเรียกได้ว่ามีความรู้ระดับนาๆชาติ ความรู้เหล่านั้นช่วยต่อสู้ให้เธอชิงตำแหน่งสุดสูงมาได้.. ทางด้านกายภาพ เธอเข้าร่วมกับชมรมเคนโดและเข้าร่วมการแข่งระดับนาๆชาติอีกเช่นกัน เธอยังคอยช่วยเหลือให้คำแนะนำการแข่งขันในรอบอื่นๆของสมาชิกในชมรม และกลายมาเป็นคนมีอำนาจในสังคม.. แถมเธอยังกลายมาเป็นประธานโรงเรียนอย่างเอกฉันท์อีกด้วย

นิสัยดี.. คอยช่วยเหลือผู้อื่น.. และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับทุกๆคน

มันเป็นเพราะเธอสามารถทำทุกอย่างได้นั้นแหละ.. เธอเลยจำไม่ได้สักครั้ง ว่ามีครั้งใดบ้างที่เธอเกิดปัญหาอะไรสักอย่างขึ้นกับใครบางคน

ดังนั้นเธอจึงมีเพื่อนอยู่มากมายนับไม่ถ้วน แต่เธอไม่มีใครสักคนเลย ที่จะเรียกได้ว่าเพื่อนแท้.. อย่างน้อยนั่นก็คือสิ่งที่เธอคิด

มีนักเรียนอยู่หนึ่งคน ซึ่งเธอคิดว่าค่อนข้างน่าสนใจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะสามารถเรียกเขาว่าเพื่อนแท้ได้.. ไม่สิ.. โอกาสจะหาเพื่อนแท้มันคงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว

เพราะว่าเธอมีทุกอย่างแล้วนั้นแหละ เธอก็เลยไม่มีความรู้สึกโหยหาใดๆเลยกับความเป็นจริง.. กับโลกใบเดิม..

ดังนั้น เมื่อเทพธิดาบอกแก่เธอว่า เธอจะได้กลายมาเป็นวีรบุรุษ มันเลยทำให้เธอรู้สึกสนใจเล็กน้อย

วีรบุรุษ.. ผู้ที่ต้องก้าวข้ามความยากลำบากมากมาย จนบรรลุเป้าหมาย.. การมีเป้าหมายมันเป็นสิ่งที่ดีมากๆสำหรับตัวเธอ

และไม่รู้ว่าทำไมเทพธิดาถึงเสริมคุณสมับิติทำนองนี้ให้แก่ร่างกายของเธอ มันเป็นคุณสมบัติซึ่งทำให้เป็นไปไม่ได้เลย ที่จะทำให้เธออ้วนขึ้นจากการกินอาหารจำนวนมาก.. แต่ไม่ว่าจะมอบพลังอะไรให้เธอ เธอก็ได้ตัดสินใจแล้ว

มันเหมือนกับกลไกอย่างหนึ่ง.. การจะได้กินอาหารอย่างอิสระโดยไม่ต้องกังวลอะไรเลย ถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าหลงใหล เธอก็เลยตอบตกลงกับเทพธิดาเพื่อรับคุณสมบัตินั้นมาอย่างช่วยไม่ได้.. และตอนนี้ก็กลับมาถึงสถานการณ์ปัจจุบัน

" โอ้.. ท่านวีรบุรุษ.. ได้โปรดบอกชื่อของท่านให้พวกเราได้ทราบด้วยครับ? "

นักบวชคนหนึ่งซึ่งน่าจะมีศักดิสูงที่สุดก้าวออกมาข้างหน้า และกำลังยืนอยู่ข่างหน้าเหล่านักบวช ซึ่งกำลังยืนเรียงแถวอยู่ด้านหลัง

" ฮิบิกิค่ะ.. ชื่อของฉันคือ โอโตนาชิ ฮิบิกิ ค่ะ " (ฮิบิกิ)

เสียงซุบซิบของผู้คน ความรู้สึกต่างๆนาๆ และข่าวลือ เริ่มที่จะกระจายออกไปเป็นระลอกคลื่นอีกครั้ง..

ฮิบิกิรู้สึกโล่งใจ ดูเหมือนเทพธิดาจะพูดความจริง ที่บอกกับเธอว่า ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องภาษาเลยแม้แต่น้อย

อย่างที่คิด.. เมื่อมีใครสักคนซึ่งน่าจะเป็นคนต่างชาติ มีสีผมและสีตาต่างไปจากคุณ และกำลังยืนอยู่ข้างหน้าคุณ ไม่แปลกเลยที่จะมีใครสักคนรู้สึกไม่สบายใจเวลาพูดจาโต้ตอบกัน

แต่ดูเหมือนไม่จำเป็นจะต้องห่วงสินะ.. เธอรู้สึกได้ว่า ความหมายของสิ่งที่เธอพูดนั้น ส่งผ่านไปถึงผู้คนที่คอยรับฟังได้อย่างทั่วถึง

" ท่าน ฮิบิกิ สินะครับ.. เป็นชื่อที่ไพเราะมากครับ "

" แล้ว.. ที่นี่ที่ไหน? คุณคือ? " (ฮิบิกิ)

" ที่นี่คือ... ขอโทษที่ผมเสียมารยาทนะครับ.. ที่นี่คือพระราชวังในอาณาจักรลิเมียร์.. ชื่อของผมคือ นักบวชเฮนรี่ ลูมินาส ไอรา โปตากา เอสซิออน ครับ.. "
[* Henry Luminas Ira Potaga Elision ]

" ปะ-เป็นชื่อที่ยาวมากเลย? " (ฮิบิกิ)

ฮิบิกิอุทานออกมาโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ.. พวกเขาไม่ได้มีแค่นามสกุลเท่านั้น แต่ดูเหมือนพวกเขาจะมีชื่อของสถานที่กำเนิด รวมไปถึงนามสกุลจากทั้งของพ่อและของแม่อีกด้วย

" ถ้าอย่างนั้นเรียกผมสั้นๆว่า 'แฮรี่' ก็ได้ครับ "

กลายมาเป็นคำเดียว...

" ท่านฮิบิกิได้ลงมาเกิดยังดินแดนแห่งนี้ในฐานะวีรบุรุษ.. ผมเข้าใจแบบนี้ถูกต้องไหมครับ? "

นักบวช ผู้ซึ่งเปลี่ยนจากชื่อยาวกลายมาเป็นชื่อสั้นเพื่อฮิบิกิ ถามเธอกลับมา..

เธอกำลังใช้ความคิด.. 'ใช่.. ฉันถูกเรียกมาโดยเทพธิดาเพื่อต่อสู้..'

" ...ค่ะ เทพธิดาได้ขอให้ฉันกำจัดเผ่าพันธุ์ดีม่อน " (ฮิบิกิ)

พวกเขาส่งเสียงพร้อมกันว่า 'โอ้~'

และยังมีบางคน ซึ่งตกใจต่อวิธีการพูดของฮิบิกิต่อท่านเทพธิดา ราวกับว่าเธอกำลังยืนอยู่ในจุดยืนเดียวกันกับท่านเทพธิดา

" หรือว่าท่านฮิบิกิจะเป็นเทพธิดาแห่งสงคราม? "

เขาเรียกเธอด้วยความเคารพ.. เป็นเพราะว่าเธอถูกเรียกว่าวีรบุรุษนั้นแหละ การจะเป็นมนุษย์ธรรมดาหรือว่าเทพนั้น มันจะต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของพวกเขาที่มีต่อเธอเป็นแน่

" ไม่ใช่ค่ะ ฉันเป็นแค่มนุษย์เท่านั้น.. แต่ฉันได้รับพรและอุปกรณ์ศักดิ์สิทธิ์มากมายจากเทพธิดาเช่นกัน " (ฮิบิกิ)

เธอแสดงที่คาดหัวสีเงินให้พวกเขาดู มันสามารถป้องกันความมืดได้ และดูเหมือนว่ามันจะเพิ่มพลังเวทมนตร์ให้แก่เธอด้วยเช่นกัน

นักบวชคนนั้นกล่าวว่า 'มันคือสมบัติศักดิ์สิทธิ์' เสร็จแล้วก็ก้มหัวลง.. มันคงจะดีกว่าจริงๆนั้นแหละ ที่ได้รับมอบสมบัติศักดิ์สิทธิ์ มากกว่าการได้รับไอเท็มเวทมนตร์จากเทพธิดา

" มนุษย์... นั่นคือชื่อเรียกของบรรพบรุษของพวกเราเหล่าฮิวแมนครับ.. จริงด้วย ท่านมีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน.. ไม่สิ รูปร่างของท่านเรียกได้ว่าภาพสะท้อนในกระจกเลยก็ว่าได้ครับ "

" ฮิวแมนเหรอคะ? แต่จากที่ฉันเห็น พวกคุณก็มีรูปร่างหน้าตาที่เหมือนกันกับฉันซึ่งเป็นมนุษย์นะคะ? " (ฮิบิกิ)

" ใช่ครับ แต่ข้างในนั้นต่างกัน.. พวกเราฮิวแมน ไม่ใช่ตัวตนที่จะสามารถมีพลังเวทมนตร์มหึมาขนาดนั้น ใส่อยู่ในตัวได้เด็ดขาดครับ "

หลังจากได้ยินนักบวชพูดแบบนั้น ฮิบิกิก็ยกคิ้วขึ้น.. 'พวกเขามาตรวจร่างกายฉันตั้งแต่เมื่อไหร่? ถ้าหากพวกเขาทำแบบนั้นแล้วจริงๆ มันค่อนข้างทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดนะ'

แต่สายตาอันเฉียบคมของนักบวชก็อ่านความคิดของเธอออก และแสดงอาการลนลานพร้อมกับโบกมือไปมาเพื่อปฏิเสธทันที

" พวกเราไม่ได้ทำอะไรเลยครับ ท่านผู้ยิ่งใหญ่มีพลังเวทย์อันแรงกล้าไหลออกมาจากตัว ผมเลย.. "

การที่เขารู้ มันเป็นเพียงแค่ความบังเอิญเท่านั้น.. คือสิ่งที่เขาพยายามจะพูด

พลังเวทมนตร์มากมายที่เยอะเกินไปจนล้นออกมา และทำให้คนรอบข้างรู้สึกถึงมันได้นั้น มันทำให้เธอรู้สึกแย่ แต่มันก็เป็นเรื่องที่ลำบากเหมือนกัน หากปล่อยให้มันไหลออกมากจากร่างแบบนี้

ถ้าหากศัตรูรู้สึกได้ถึงพลังของเธอตั้งแต่เริ่มหล่ะก็ พวกเขาจะหาทางรับมือและหลีกเลี่ยงการปะทะกับเธอโดยตรง ดังนั้นเธออาจจะกลายเป็นคนไม่มีบทบาทในสนามรบไปเลยก็ได้

เธอตัดสินใจอย่างเงียบๆว่า จะต้องหาวิธีปกปิดพลังเวทย์ของตัวเองให้ได้ก่อน.. พลังเวทย์นั้นเป็นสิ่งที่เธอไม่ได้มีมาตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว ดังนั้นการที่อยู่ดีๆได้มันมาแบบนี้ การเรียนรู้ที่จะใช้มันก็อาจจะยากพอสมควร

ยาก.. เมื่อเธอคิดถึงสิ่งนั้น มันทำให้ใบหน้าของเธอปรากฎรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย มันเกิดจากนิสัยของเธอนั้นแหละ

" เอาหล่ะ ช่างมันเถอะ.. เอ่อ.. แล้วฉันควรจะทำยังไงต่อดี? ให้ฉันอยู่ที่นี่ได้เหรอคะ? " (ฮิบิกิ)

ด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่าให้อภัยต่อความเข้าใจผิดแล้ว ฮิบิกิพูดกับนักบวชคนนั้นต่อไป

ผู้คนรอบๆตัวเธอ ต่างแสดงสีหน้าโล่งอกต่อการอภัยของฮิบิกิ.. การที่พฤติกรรมของเธอ มีบทบาทและส่งผลต่อคนรอบข้างได้ขนาดนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยมากนัก.. แบบนี้มันก็น่าสนุกดีนะ คือสิ่งที่เธอคิด

" อ่า ไม่ครับ! ขอโทษที่ต้องขอร้องแบบกระทันหันนะครับ แต่ว่าผมอยากจะให้ท่านได้เข้าพบกับท่านราชาก่อน อีกไม่นานผมน่าจะได้รับการอนุญาติจากท่านราชาแล้ว ดังนั้น.. "

" มันสำคัญถึงขนาดที่ จะสามารถทำให้ฉันเข้าพบท่านราชาได้รวดเร็วขนาดนี้เลยเหรอ? " (ฮิบิกิ)

" ท่านคือท่านวีรบุรุษนะครับ ตัวตนอันพิเศษกว่าพวกเรา! "

ฮิบิกิรู้สึกเซเล็กน้อยต่อคำพูดของท่านนักบวช

เธอไม่ใช่คนที่คิดว่าตัวเองพิเศษอะไรขนาดนั้นในเกมส์ แต่ว่า..

เธอเริ่มที่จะเข้าใจความรู้สึก ของคนที่ชื่นชอบในเกมส์ RPG แล้ว

การที่คุณได้เป็นคนที่พิเศษกว่าคนอื่น ประสบการณ์อันแสนวิเศษและน่าสนใจก็จะเริ่มต้นขึ้น

ความรู้สึกน่าสรรเสริญและผ่อนคลอยแบบนั้น มันค่อนข้างยากที่จะได้รับมา

" เอ จริงด้วยสิ.. พอคุณพูดแบบนั้นแล้ว... " (ฮิบิกิ)

ฮิบิกิ ผู้ซึ่งกำลังถูกนำทางโดยท่านนักบวช และกำลังเดินผ่านทางเดินอันหรูหราของตัวปราสาท.. อยู่ดีๆก็หยุดเดินอย่างกระทันหัน

ไม่ใช่ว่าเธอรู้สึกหลงใหลไปกับเครื่องประดับต่างๆในตัวปราสาทหรอก แต่ว่า..

" มีอะไรเหรอครับ? "

" ค่ะ.. นอกจากฉันแล้วยังมีอีกคนหนึ่ง.. ควรจะมีวีรบุรุษอยู่อีกหนึ่งคนนะ.. เขาอยู่ที่ไหนเหรอคะ? " (ฮิบิกิ) 

*ซอกแซ่ก*ซอกแซ่ก

" ท่านบอกว่า ยังมีอีกหนึ่งคนเหรอครับ? "

" ค่ะ.. เทพธิดาบอกกับฉันว่า เธอส่งอีกคนนึงมาก่อนฉันอีกค่ะ " (ฮิบิกิ)

คำพูดนั่นทำให้ผู้คนรอบข้างส่งเสียงร้องออกมา

แต่มันไม่ใช่เสียงร้องด้วยความปิติยินดี

" อีก 1 คน? หรือว่าข่าวลือที่ว่า ทางจักวรรดิเองก็ได้รับวีรบุรุษ จะเป็นเรื่องจริง?! "

" บ้าน่า! ไม่มีทางเลยที่ท่านเทพธิดาจะส่งวีรบุรุษไปในประเทศพรรค์นั้นก่อนพวกเรา! "

" ทำไมท่านถึงไม่มอบวีรบุรุษทั้งสองคนให้แก่ประเทศเราหล่ะ?! "

บลา บลา...

'ดูเหมือนว่าวีรบุรุษอีกคนหนึ่ง จะถูกส่งไปยังประเทศที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันท์มิตรกับประเทศนี้สินะ' นั่นคือสิ่งที่ฮิบิกิคิดขึ้นในใจ

แต่ถ้าหากเป้าหมายของพวกเราเหมือนกัน ยังไงก็ต้องมีสักวันหนึ่งที่พวกเราจะได้เจอกันอย่างแน่นอน.. เป็นสิ่งที่เธอคิดเสริมเข้ามา แต่เธอไม่ได้สนใจแม้แต่น้อยว่า เวลานั้นจะมาถึงเมื่อไหร่..

" เข้าใจหล่ะ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้อยู่ที่นี่สินะ.. แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะยังไงเป้าหมายของพวกเรานั้นเหมือนกัน " (ฮิบิกิ)

" ... จริงด้วยครับ ไว้ใจท่านได้จริงๆ "

ด้วยสีหน้าที่เหมือนกับจะปกปิดอะไรบางอย่าง เขาก็ไม่ได้พูดอะไรไปมากกว่านั้น

ด้วยเหตุผลว่าอยากจะขอเข้าพบ พวกเขาเปิดทางให้แก่หญิงสาว

" คุณสุภาพสตรี.. เธอคือท่านวีรบุรุษสินะ? "

( ภาพที่เธอเห็น เหมือนกับที่เธอคิดทุกประการ )

ในห้องที่เปิดกว้างนั้น มีพรมสีแดงถูกปูอยู่ และด้านหน้าของเธอนั้น มีบรรไดยาวขึ้นไปจนถึงบรรลังก์ 2 บรรลังก์ ซึ่งตั้งอยู่ปลายทาง

ชายวัยกลางคนแล้วก็หญิงสาวที่ยังดูสาวอยู่ กำลังนั่งอยู่บนบรรลังก์ทั้งสอง พวกเขาน่าจะเป็นองค์ราชากับเจ้าหญิงสินะ.. หรือจะคิดว่าพวกเขาเป็นองค์ราชาแล้วองค์ราชินีก็ได้เช่นกัน.. เธอพยายามจะไม่สนใจถึงความแตกต่างของอายุ ถ้าหากทั้งสองเป็นราชาและราชินีจริงๆ..

" ค่ะ ฉันชื่อว่า ฮิบิกิ โอโตนาชิ.. ฉันไม่ทราบถึงวิธีประพฤติตัวต่อเชื้อพระวงศ์ในโลกใบนี้ ดังนั้นแล้วโปรดให้อภัยด้วย ถ้าหากฉันทำตัวเสียมารยาทค่ะ.. ไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ ถ้าหากฉันจะขอเรียกท่านว่า ท่านองค์ราชา? " (ฮิบิกิ)
[* ผมก็ไม่ค่อยรู้คำราชาศัพท์เหมือนกันครับ ถ้าไม่เหมาะสมก็ขอโทษด้วยนะครับ ]

เสียงตอบรับของหญิงสาว บ่งบอกให้ทราบถึงมารยาทของเธอที่มีต่อองค์ราชา เธอพูดโดยไม่มีความเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าเธอกำลังพูดคุยกับคนที่อยู่ในจุดยืนเดียวกันกับเธอ และเธอก็จ้องไปที่พวกเขาทั้งสองด้วยสายตาโดยตรง 

ไม่มีบริวารคนใดเลย ที่มองว่าการกระทำและคำพูดของเธอ เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมต่อองค์ราชา

" แน่นอน.. ข้าได้ยินมาจากท่านเทพธิดาแล้ว ว่าเธอถูกเรียกตัวมาจากอีกโลกหนึ่ง ดังนั้นแล้วข้าไม่ว่าอะไรหรอก.. แต่ว่า.. หึๆ.. สมกับเป็นวีรบุรุษจริงๆ ปริมาณพลังเวทมนตร์ที่ห้อมล้อมตัวของเจ้า ไม่จำเป็นต้องตั้งคำถามอะไรเลย.. ข้าคือองค์ราชาของประเทศนี้ นามว่านอร์เนอร์(Nhornir).. เนื่องจากชื่อจริงของข้ามันยาวเกินไป ดังนั้นแล้วท่านโอโตนาชิ จดจำชื่อของข้าไว้เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว " (นอร์เนอร์)

" ขอบคุณสำหรับความกรุณาค่ะ.. ตัวฉันนั้นยังไร้ความรู้เกี่ยวกับพลังเวทมนตร์ แต่การที่เทพธิดาส่งฉันมาที่นี่ หมายความว่าฉันจะต้องสู้กับสิ่งมีชีวิตที่ถูกเรียกว่า เผ่าพันธุ์ดีม่อน ใช่ไหมคะ? " (ฮิบิกิ)

" ...ถูกต้อง ข้าไม่คิดเลยว่าคนที่จะกลายมาเป็นวีรบุรุษจะเป็นผู้หญิงแบบนี้ แต่ว่าสงครามระหว่างพวกเราและเผ่าพันธุ์ดีม่อนนั้น ตอนนี้ประเทศของเรากำลังสู้รบและคอยเป็นแนวป้องกันข้าศึกอยู่.. เวลาที่เจ้าจะได้ต่อสู้จะต้องมาถึงแน่นอน แต่ตอนนี้เจ้าจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้ก่อน " (นอร์เนอร์)

(เวลาจะต้องมาถึง? พวกเขาจะต้องมีความยืดหยุ่นในการรบสูงมากแน่ๆ แต่มันคงจะดีกว่านี้ ถ้าหากไม่หลงเหลือความยืดหยุ่นเอาไว้เลยแม้แต่นิดเดียว)

ไม่มากก็น้อย.. ตอนนี้ฮิบิกิกำลังตกเป็นเป้าสายตาให้กับบุคคลรอบข้างอยู่

มันไม่ใช่สายตาที่บ่งบอกถึงความไม่ไว้วางใจหรอก มันเป็นสายตาของความหลงใหลหรือเหมอลอยมากกว่า.. มันเป็นสายตาที่ทำให้ผู้ที่ถูกมองรู้สึกไม่สบายใจ

ปฏิกริยาที่มีต่อสาวรูปงาม รวมไปถึงผู้ที่เป็นวีรบุรุษ.. ปฏิกิริยาที่มองตรงมาที่เส้นผมสีดำอันลึกลับ รวมไปถึงดวงตาของเธอเองที่เป็นสีเดียวกัน คือต้นเหตุที่เธอถูกสายตาเหล่านั้นจ้องมอง.. แต่ตัวหญิงสาวเองยังไม่รู้สึกตัวว่า ทั้งสองอย่างนี้คือต้นเหตุของสายตาซึ่งกำลังจับจ้องมาที่เธอ

ยังไงก็ตาม หญิงสาวผู้ซึ่งอยากจะออกไปจากที่แห่งนี้โดยเร็ว.. วิธีการของเธอก็คือ..

" ฉันรู้สึกยินดีกับข้อเสนอนั่นมากค่ะ.. ฉันไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับโลกใบนี้ ฉันเลยงคิดว่ามันคงจะดีกว่า ถ้าหากจะเรียนรู้ไปเป็นลำดับขั้นตอน.. และเพื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์เหล่านั้น ฉันอยากจะทราบว่า ตอนนี้ฉันมีพลังมากแค่ไหน.. ฉันเลยอยากจะขอท้าประลองกับใครสักคนสักหน่อยค่ะ.. " (ฮิบิกิ)

เพื่อย้ายตำแหน่งไปที่ไหนสักแห่งซึ่งเธอสามารถเคลื่อนไหวได้สบายตัวมากขึ้น

ด้วยข้อเสนอนั้น.. สายตาที่กำลังมองมาที่เธอ เหมือนจะได้รับพลังบางอย่างพร้อมเพียงกัน.. แต่ในเชิงที่ดีนะ.. บางทีมันอาจจะเป็นผลมาจากคุณสมบัติบางอย่างซึ่งเกี่ยวกับเสน่ห์ หนึ่งในพลังที่เทพธิดามอบให้แก่เธอก็เป็นได้

( ฉันไม่สนหรอกว่าตัวเองมีพลังเวทย์มากแค่ไหน.. แต่ตอนนี้ฉันอยากจะรู้ถึงพลังทางด้านกายภาพมากกว่า.. พวกเขาอาจจะไม่มีดาบคาตะนะ แต่ถ้าหากใช้การเคลื่อนไหวในรูปแบบของเคนโด มันจะต้องเป็นไปได้อย่างแน่นอน ที่จะใช้ดาบในการต่อสู้ )

ตอนนี้เธอกำลังคิดว่า เธอควรจะใช้อาวุธอะไรดี.. และนี่คือจุดเริ่มต้นของชีวิตในโลกใบใหม่ ของวีรบุรุษนามว่า ฮิบิกิ

~ มุมมองของอัศวิน(?) ~ 

หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าวีรบุรุษนั้น ในสายตาของข้า ข้ามองเห็นเธอราวกับว่าร่างกายของเธอกำลังมีแสงเต้นไปมาอยู่ทั่วร่าง

ใบหน้าซึ่งเต็มไปด้วยความมั่นใจ.. ท่ายืนที่ดูมีเสน่ห์.. มันเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์มาก ที่ไม่ว่าข้าจะมองเธอยังไง เธอก็เหมือนจะยืนอยู่ในจุดยืนเดียวกันกับคนที่เป็นถึงราชา.. แสงที่สาดส่องลงมานั้น กระทบกับปลายผมสีดำสนิทของเธอ จนเกิดเป็นประกายเงาสว่างไสว

วิธีการพูดของเธอเพื่อส่งผ่านเจตนาของเธอ และอากัปกิริยาของเธอนั้น.. แม้ว่าเธอจะไม่ทราบถึงมารยาทที่ควรพึงมีต่อหน้าองค์ราชาก็เถอะ แต่ข้าก็ยังมองไม่เห็นว่าการกระทำและคำพูดของเธอนั้น เป็นสิ่งที่หยาบคาย.. หัวใจของข้าถูกขโมยไป ตั้งแต่ครั้งแรกที่ข้ามองเห็นเธอ

ท่านราชาคงกำลังคิดว่า หญิงสาวแบบเธอควรจะได้การปฏิบัติอย่างไรบ้างในสนามรบ แต่ว่า.. ดูเหมือนจะไม่ต้องเป็นกังวลในเรื่องนั้นเลย

ถ้าหากเธอเรียนรู้ทักษะในการต้อสู้ และควบคุมพลังเวทย์ของเธอได้ ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า เธอจะต้องแข็งแกร่งกว่าพวกเราทุกคนอย่างแน่นอน.. เธอจะต้องกลายเป็นกุญแจหลัก ซึ่งจะนำพาพวกเราก้าวข้ามศีรษะของแม่ทัพของศัตรูได้อย่างแน่นอน

สิ่งแรกที่หญิงสาวขอกับท่านราชาก็คือ.. น่าตกใจมาก.. การประดาบ..! เธอบอกว่าอยากจะให้พวกเราซึ่งเป็นหน่วยอัศวินคนใดคนหนึ่ง ไปประลองดาบกับเธอ

แม้ว่าจะเป็นเพียงหญิงสาว แต่เธอก็แตกต่างจากชนชั้นสูงและนักเวทย์ที่ข้ารู้จัก.. เธอมีจิตใจที่เข็มแข็งมาก!

นี่มันไม่ใช่แค่การถูกขโมยหัวใจแล้ว.. นี่มัน.. ก้าวข้ามคำว่าหลงใหลไปแล้ว.. ถ้าหากข้าสามารถยืนอยู่เคียงข้างสุภาพสตรีคนนี้ได้ ชีวิตข้าจะเจิดจรัสแค่ไหนกันนะ?

ข้าต้องการเธอ.. นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตของข้าเลย ที่ข้ามีความต้องการอะไรแบบนี้

แต่สิ่งที่น่าตกใจไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น.. ตัวตนซึ่งถูกเลือกให้กลายเป็นวีรบุรุษโดยท่านเทพธิดานั้น เป็นตัวตนที่แข็งแกร่งกว่านั้นมาก

โดยที่ไม่เลือกคนที่อ่อนแอแบบข้า กัปตันได้เลือกอัศวินที่มีความสามารถสูงกว่า แต่ผลสรุปจากการต่อสู้กับเธอก็คือ.. ชัยชนะอย่างสมบูรณ์แบบของเธอ.. พวกเขาตามการเคลื่อนของเธอไม่ได้เลย และยิ่งไปกว่านั้น ทักษะการใช้ดาบของเธอก็เป็นอะไรที่รวดเร็วมาก.. ข้าคิดว่าวิถีดาบของเธอมันออกจะซื่อตรงไปหน่อย แต่พละกำลังของเธอที่ดูเหมือนจะมากมายมหาศาลนั้น สามารถซัดชายร่างใหญ่จนกระเด็นได้ ราวกับว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ

ในที่สุดกัปตันก็ออกไปสู้กับเธอด้วยตัวเอง ทุกๆคนต่างจับจ้องไปยังหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงกลาง.. ไม่ต้องแปลกใจเลย ที่หญิงสาวรูปร่างบอบบางแบบนั้น จะสามารถโค่นอัศวินคนแล้วคนเล่าราวกับเต้นระบำได้.. เพราะตอนนี้เธอกำลังสู้ได้อย่างสูสีกับกัปตัน ซึ่งแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาหน่วยอัศวินทั้งหมด

ยิ่งไปกว่านั้น พลังเวทย์ที่เอ่อล้นออกมาจากร่างของเธอนั้นมันไม่ปกติเลย.. ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเธอจะมีฝีมือดาบที่เก่งกาจถึงขนาดนี้ ทั้งๆที่มีพลังเวทมนตร์มากมายเช่นนั้นอยู่ในตัว.. พวกวีรบุรุษ เป็นตัวตนที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ทุกคนเลยเหรอ?

... พวกเขาเป็นตัวตนที่เหนือกว่าพวกเรามาก

แคร้งงงงง~~!!

เสียงแหลมๆดังก้องขึ้นไปทั่วลานฝึกซ้อม

เมื่อข้ามองดู ข้าเห็นดาบของท่านวีรบุรุษหักเป็นสองเสี่ยง.. ชัยชนะของกัปตันงั้นเหรอ?

ไม่ใช่! ดาบของกัปตันกระเด็นลอยขึ้นไปบนฟ้า และตอนนี้กัปตันกำลังยืนเหนื่อยหอบ โดยที่มือของเขาเองก็กำลังสั่นอยู่เช่นกัน

ทางฝั่งของท่านวีรบุรุษ.. ใบหน้าที่มองไม่เห็นหยาดเหงื่อเลยแม้แต่หยดเดียว กำลังจ้องมองไปที่ดาบซึ่งหักไปแล้วของเธอ โดยที่พูดพึมพำอะไรบางอย่างอยู่

บ้าน่า.. จะบอกว่าเธอสามารถใช้ดาบได้ถึงระดับนี้ ทั้งๆที่พึ่งจะถูกส่งมายังโลกใบนี้จริงๆเหรอ? ผู้หญิงคนนี้เป็นเทพธิดาแห่งสงครามหรือยังไงกัน?!

ใบหน้าที่แสดงให้เห็นถึงความกังวลใจของเธอ มันมีหลากหลายอารมณ์มาก และมันก็สวยงามมากเช่นกัน.. นอกจากข้าแล้ว ยังมีอัศวันหนุ่มอีกหลายคน ที่หลงใหลในเสน่ห์ของเธอ

ณ เวลานั้น.. ดาบของกัปตันที่ลอยขึ้นไปบนฟ้า ได้ตกลงมาเสียบกับลานฝึกซ้อม.. มันให้ความรู้สึกที่เหมือนกับว่า กัปตันของพวกเราพ่ายแพ้ในสนามรบจริงยังไงอย่างงั้น

หญิงสาวเคลื่อนไหว ราวกับว่าเข้าใจถึงท่วงท่าและวิถีดาบนั่นได้.. เธอโยนดาบของเธอออกไป

" ท่านอัศวินทุกคน ขอบคุณมากเลยนะคะ.. เทคนิคการใช้ดาบในการต่อสู้มันยอดเยี่ยมมากเลยใช่ไหม? ฉันรู้สึกหลงใหลมันมากเลยหล่ะ.. ในอนาคต ช่วยสอนฉันอีกครั้งด้วยนะคะ " (ฮิบิกิ)

หลังจากพูดแบบนั้น เธอก็ยื่นมือของเธอออกมา และกัปตันเองก็ยื่นมือของเขาออกไปเพื่อจับมือกับเธอ.. เธอน่าจะไม่อยากให้กัปตันต้องสูญเสียความรู้สึกเป็นแน่

มีเสียงเชียร์ดังขึ้น.. ชิ กัปตัน.. ถ้าหากตายก็ไม่เป็นไรหรอก ในเมือ.... โอ้ ไม่ดีแล้ว.. อยู่ดีๆความคิดพรรค์นั้นก็แล่นเข้ามาในหัวของข้าซะอย่างนั้น

เมื่อท่านวีรบุรุษหยิบดาบที่หักขึ้นมา และยื่นมันให้กับกัปตัน ดูเหมือนท่านราชากับเหล่านักบวชกำลังพูดอะไรบางอย่างกันอยู่.. มันจะเริ่มขึ้นแล้วเหรอ?

ในฐานะอัศวิน พวกเราไม่มีทางเลือก แต่จำเป็นจะต้องยืนเคารพและส่งพวกเขากลับออกไปจากลานฝึกซ้อมแห่งนี้.. ตัวข้าที่เป็นอัศวินอยู่นั้น จำเป็นจะต้องทำตามกฎอย่างเคร่งครัด

ในตอนนั้นเอง..

ท่านวีรบุรุษที่ข้ากำลังจ้องมองอยู่ หันหน้ามามองข้า.. ดวงตาสีดำสนิทนั่น ให้ความรู้สึกที่เหมือนกับสามารถกลืนกินทุกๆอย่างในตัวข้าได้.. และด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเมตตา เธอยิ้มให้แก่ข้า

อ่า~ ข้าสมหวังทุกอย่างแล้ว

ตอนนี้ข้ามีชีวิตอยู่เพื่อเธอเท่านั้น นั่นคือสิ่งที่ข้าได้ตัดสินใจแล้ว! ข้าจะต้องทำให้เธอเป็นของข้าให้ได้!

ข้าขอสาบานด้วยนามของข้า! ในนามของเจ้าชายคนที่หนึ่งของอาณาจักรลิเมียร์.. เบรูด้า นอสโต ลิเมียร์*!
[*Beruda Nosto Limia]

....เหตุผลที่ฮิบิกิยิ้มให้แก่องค์ชาย เป็นเพราะว่าองค์ชายเอาแต่จ้องเธอตาไม่กระพริบ จนเธอต้องจ้องเขากลับไป เพื่อที่จะพูดผ่านทางสายตาว่า 'ผู้ชายคนนี้เป็นอะไรของเขาเนี่ย? หยุดจ้องฉันแบบนั้นได้แล้ว!' พร้อมๆกับยิ้มเจื่อนๆ เพื่อแสดงถึงความเห็นอกเห็นใจ.. มันไม่ได้มีความหมายอื่นซ่อนเร้นอยู่ในรอยยิ้มนั้นเลยแม้แต่น้อย

---------------------------------------------------

ปล. ช่วงตอนหลังๆผมจะเปลี่ยนคำว่าฮิวแมนกลับเป็นมหนุษย์ถาวรเลยนะครับ(จำไม่ได้ว่าเริ่มเปลี่ยนตอนไหน) ต้องขอโทษด้วยทีผมสับสนแล้วใช้คำสลับไปมา แต่ให้ไปนั่งแก้ใหม่หมดก็ไม่ไหวแล้วเหมือนกันครับ ชื่อปลอมของมาโกโตะเหมือนกันครับ ผมใช้สลับคำว่าไรโดะกับไรโดบ่อยมาก แต่หลังๆจะใช้ไรโดะถาวรละครับ ต้องขออภัยด้วย ที่เป็นแบบนี้เพราะผมแปลๆหยุดๆบ่อยเกินจนจำเนื้อหาเดิมไม่ได้นี่แหละ :'(




NEKOPOST.NET