[นิยายแปล] จันทรานำพาสู่ต่างโลก - Tsuki ga Michibiku Isekai Douchuu ตอนที่ 10 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] จันทรานำพาสู่ต่างโลก - Tsuki ga Michibiku Isekai Douchuu

Ch.10 - ถิ่นฐานของมนุษย์ ยังคงอีกไกล


หลังจากวันนั้นก็ผ่านมาได้สองวันแล้ว ยังไงก็เถอะ การเดินทางตลอดทั้งวันมันทำให้รู้สึกอย่างกับจะอาเจียนออกมา ผมเริ่มคิดแล้วว่า ช่วงเวลาในรั้วโรงเรียนสมัยมัธยม ชีวิตของผมเป็นสุขมากกว่านี้เยอะเลย

ออร์คภูเขาเหมือนกำลังจะช่วยกันเปลี่ยนแปลงอะโซระอยู่  ตัวผมในช่วงพักบ่าย แล้วก็ช่วงพักกินข้าวเย็น เริ่มถามถึงสถานะการงานในปัจจุบันแล้วก็สถานการณ์อื่นๆที่เกิดขึ้น จากเอม่าแล้วก็คนอื่นๆ

ดูเหมือนว่าการใช้ชีวิตในแต่ละวันจะไม่เป็นปัญหาอะไร พวกเขาขอบคุณผมกันยกใหญ่ ถึงจริงๆแล้วผมจะไม่ได้ทำอะไรเลยก็เถอะ

ส่วนเช็น ดูเหมือนจะพยายามอย่างจริงจังเพื่อที่จะสร้างทีวีขึ้นมา

เธอกำลังพยายามสร้างเครื่องที่สามารถฉายภาพความทรงจำได้  ดังนั้น ในช่วงเวลาที่พวกเราพักผ่อนในอะซโระ เช็นก็ใช่สมาธิจดจ่ออยู่กับความคิดของเธอ

เธอนั่งคิดอะไรที่ไม่น่าเชื่อ อย่างพวกเครื่องบันทึก, HDD แล้วก็ DVD  เช็นได้ความคิดบางอย่างจากสิ่งของเหล่านี้ แล้วก็ตัดสินใจว่า จะไปเอาสิ่งของที่คล้ายกันมา  มันเป็นแท่งคริสตัลโปร่งใสที่น่าจะมีชื่อเรียกบางอย่างเป็นของมันเอง  ผมรู้สึกได้ว่ามันน่าจะเป็นที่ค่อนข้างมีค่ามากเลยหล่ะ

ดูจากสิ่งที่เธอทำแล้ว ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะสังหรณ์ใจว่า อาจจะเกิดอะไรบางอย่างที่ไม่ดีขึ้นในอนาคต

แต่ว่านะ ความทรงจำของคนหน่ะ มันเป็นสิ่งที่ถูกเปลี่ยนให้เป็นภาพฉายออกมาได้ด้วยเหรอ? ผมเลยถามเช็นไป แต่ว่า

เช็นบอกว่า สิ่งที่เรียกว่า 'ความทรงจำ' เป็นสิ่งที่ผู้คนเคยเห็นและจดจำมันมา เสร็จแล้วก็ลืมมันไป แต่ความทรงจำพวกนั้นก็ยังคงอยู่ในตัวพวกเขานั้นแหละ

ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า เธอคือคนคนเดียวที่สามารถเข้าไปจุ้นจ้าน บริเวณที่ความทรงจำยังไม่ศูนย์หายไปได้

มันเป็นไปได้สำหรับเธอ ที่จะดึงความทรงจำที่แม้แต่คนคนนั้นลืมไปแล้วให้กลับมาได้ เป็นความสามารถที่มีประโยชน์จริงๆ

ข้าคือ เช็น สิ่งมีชีวิตหนึ่งเดียวที่ครอบครองความสามารถนี้ไว้ แต่ผมได้จำกัดให้เธอไม่สามารถส่องความทรงจำเมื่อไหร่ก็ได้อีกแล้ว ผมควรจะดีใจในเรื่องนั้นนะ

ไม่ใช่แค่นั้น ดูเหมือนว่าภูเขาไฟที่พวกเรากำลังจะเดินทางไปนั้น

ที่นั้นมีเผ่าดวอร์ฟ(คนแคระ) อาศัยอยู่

ในที่สุด เผ่าพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับมนุษย์

ถึงจริงๆแล้วตอนนี้ เช็นเองก็อยู่ในร่างมนุษย์ก็เถอะ

ถ้าหากพวกเขาเป็นแบบที่ผมคิดละก็ พวกเขาน่าจะมีเครายาว แล้วก็เป็นช่างตีเหล็กอีกด้วย ถ้าหากสิ่งที่ผมคิดนั้นถูกต้อง  ผมรู้สึกได้ว่าเช็น จะต้องไปขอร้องให้พวกเขาทำคาตานะให้อย่างแน่นอน ผมหล่ะสงสารพวกเขาจริงๆ

หลังจากที่ผมมองดูเหล่าออรค์ภูเขา ที่ถูกเธอสั่งแล้วก็พยายามอย่างสุดความสามารถ เพื่อที่จะทำชุดกิโมโนให้กับเธอ ผมรู้สึกเหมือนกับจะร้องไห้ออกมาเลย

แผนของเช็นที่อยากจะเพิ่มประชากร ผมเคยได้ยินมาก่อนแล้ว

ถ้าหากยังเป็นแบบนี้ต่อไป ตอนที่พวกเราออกจากอาณาเขตของสุดปลายของโลกได้สำเร็จ พวกเราก็คงจะมีกองกำลังผสม ของเผ่าพันธุ์จากสุดปลายของโลกอย่างแน่นอน

สถานที่แห่งนี่ เป็นดินแดนรกร้างซึ่งถูกเรียกว่าขอบโลก  ไม่ใช่แค่โด่งดังเท่านั้น แต่มันยังครอบคลุมพื้นที่ของโลก ในอัตราส่วนที่มากพอสมควรอีกด้วย

ในสถานที่ที่มีสภาพแวดล้อมรุนแรงแบบนี้ ผู้ที่อาศัยอยู่จะเป็นเผ่าพันธุ์สัตว์ปีศาจที่แสนโหดร้าย หรือไม่ก็พวกอมนุษย์ ที่มีลักษณะนิสัยแปลกๆ อย่างนึง หรือไม่ก็สองอย่าง

เผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่ที่นี่ ก็อาศัยอยู่กันด้วยความเคยชิน และความแข็งแกร่งของพวกเขาก็เรียกได้ว่าสูงมากทีเดียว ถ้าหากพวกเขาหายไปจากโลกแล้วหล่ะก็ สมดุลของพลังงานในโลกใบนี้ก็คงจะสั่นครอน

" อืม.. ถ้าหากพวกดวอร์ฟ ใช้ภูเขาไฟเป็นแหล่งที่มั่นแล้วหล่ะก็ มันน่าจะไม่มีปัญหาอะไร ส่วนตัวผม ก็น่าจะจำเป็นต้องหลบเลี่ยงแฟล็กต่อสู้ให้ถึงที่สุดสินะ " (มาโกโตะ)

พวกเรามาถึงจุดนี้แล้ว และพวกดวอร์ฟก็ไม่น่าจะต้องการพื้นที่ปลอดภัยด้วยเช่นกันยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังอาศัยอยู่ในภูเขาไฟอีกด้วย ใช่แล้ว สถานที่ที่เหมาะสมมาก ฉะนั้นมันจะต้องไม่มีอะไร จะต้องผ่านไปด้วยดี

เช็นน่าจะทำอะไรสักอย่างนั้นแหละ แต่ทำโดยไม่มีบอกกล่าวอะไรเลยอย่างแน่นอน ผมรู้สึกขนลุกภายใต้สภาพจิตใจ

ผู้หญิงที่บอกผมเกี่ยวกับเมืองลับแลแล้วก็ละครย้อนยุค และสิ่งอื่นๆอีกมากมายที่เธออยากจะทำ ผมไม่มีแรงจะหยุดเธอเลย

ยังไงก็ตาม ตอนนี้ผมอยู่ในสถานะที่ยังไม่รู้จะทำอะไร มากไปกว่าการไปให้ถึงถิ่นอาศัยของมนุษย์

แม้ว่าผมจะไปที่อะโซระ  แต่สิ่งที่ผมจะทำที่นั้นก็คงจะมีแต่การฝึกซ้อม หรือไม่ก็จัดระเบียบสมดุลของพลังของผม

ผมรู้สึกตกต่ำ จริงๆนะ

พลังที่ผมใช้ตัวของผมเองเป็นศูนย์กลาง แล้วสร้างอาณาเขตขึ้นมารอบๆตัว ผมเริ่มที่จะศึกษามันอย่างจริงจังในแง่บวกมากขึ้น

แล้วก็เป็นอย่างที่คิด ขอบเขตและพลังงาน ทำงานในอัตราส่วนที่ผกผันกัน แล้วจากนั้น เมื่อผมใช้งานมัน พลังเวทย์รอบๆตัว กลับไม่เพิ่มขึ้นหรือลดลงเลย แม้แต่เช็นเอง ก็ไม่รู้สึกว่าผมกำลังใช้งานมันอยู่

โคตรเนียน โคตรโกง สมกับเป็นหนึ่งในมิกิโกะจริงๆ ท่านผู้ซึ่งสละพลังทั้งหมดแล้วมอบพลังนั้นให้กับผม [กล่าวถึงสึคุโยมิ]

ในความเป็นจริง ผมเคยเรียกออร์คที่ได้รับบาดเจ็บมา แล้วสร้างอาณาเขตที่มีขนาดเพียงพอ สำหรับการให้คนสองคนเข้าไปอยู่ในนั้นได้ แล้วใช้เวทย์มนต์รักษาบาดแผลนั้น ผมเห็นบาดแผลหายวับไปกับตา ประสิทธิภาพของมันดีกว่าที่ผมคิดเยอะเลย

ผมเพิ่มความสามารถให้กับมันด้วยพลังเวทย์ แล้วผมก็สามารถหยุดดาบของออร์คภูเขาด้วยมือเปล่าได้ การเพิ่มความสามารถโดยใช้งานพลังเวทย์ ทำให้ร่างของผมเบาขึ้น มันให้ความรู้สึกที่ดีจริงๆเวลาใช้มัน

ในตอนนี้ ผมตัดสินใจที่จะเรียกมันชั่วคราวว่า 'ซากาอิ(Sakai)' (แปลว่าสนาม) เมื่อผมใช้งานมัน

ตอนนี้ผมสามารถปรับใช้มันกับส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายผมได้ หมายความว่า มันจะยังคงมีข้อจำกัดอยู่บ้าง ถ้าหากผมจะใช้มันเพื่อโจมตี

ตัวผมยังทำได้แค่นี้ ฉะนั้นแค่เพิ่มความสามารถได้ก็โอเคแล้วหล่ะนะ

ผมได้รับอาวุธมาด้วยเช่นกัน

ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะ มันก็แค่คันธนูที่สร้างอย่างเร่งรีบ กับมีดทีใช้ในพีธีกรรมเท่านั้น

ดูเหมือนว่าเหล่าออร์คจะไม่ค่อยได้ใช้ธนูมากเท่าไหร่นัก ฉะนั้นที่หมู่บ้านของพวกเขา ก็เลยมีแต่คันธนูแบบขอไปทีอยู่เท่านั้น

มันก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรใช้เลยนั้นแหละ ผมเลยรับไว้ด้วยความยินดี มันเป็นคันธนูที่ ถ้าหากผมต้องการที่จะใช้งานมัน ผมจำเป็นจะต้องผ่อนแรงของผมลง ไม่อย่างนั้นมันจะต้องหักอย่างแน่นอน

เวทย์บริดที่ผมใช้ใส่เช็นนั้น ผมฝึกใช้มันมากขึ้นกว่าเดิม แล้วถ้าหากผมจำเป็นจะต้องใช้อาวุธหล่ะก็ ผมก็จะใช้มัน..  บางทีอาจจะเป็นเพราะว่า ผมเริ่มจะเข้าใจความหมายของการร่ายคาถาเวทย์มนต์มากขึ้น แต่ผมรู้สึกได้ว่าการฝึกฝนก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน

หรือบางที ความสามารถ 'หยั่งรู้' ที่ยัยแมลงนั้นมอบให้กับผม จะมีประโยชน์มากกว่าที่ผมคิด?

ตอนที่ผมพยายามจะถามถึงผู้ที่เป็นคนสอนเวทย์มนต์ให้กับผม ซึ่งก็คือเอม่า เธอบอกกับผมว่า เธอก็แค่ร่ายตามคำที่จดจำได้ แต่เธอไม่เข้าใจว่าพวกมันมีความหมายว่าอะไร การที่ผมสามารถเข้าใจภาษาการร่ายเวทย์มนต์พวกนั้นได้ บางทีนั่นอาจจะเป็นเพราะ พลังที่ยัยแมลงนั้นมอบให้กับผม พลัง 'หยั่งรู้'

ต่อมา นอกจากคันธนูแล้ว สิ่งที่ผมได้รับมาจากพวกออร์คมันยังเป็นมีด ที่พวกเขาขอร้องให้ผมรับมันอาไว้ มันดูเหมือนมีดระดับสูงเลยทีเดียว

มันเป็นมีดที่ถูกตกแต่งไปด้วยเครื่องประดับมากมาย ที่ไม่น่าใช่ของที่พวกออร์คสร้างขึ้น

มีดเล่มนี้ ไม่ถึงกับโปร่งใสหรอก แต่มันเป็นมีดสีน้ำเงิน ที่น่าจะถูกสร้างมาจากเหล็กที่มีคุณสมบัติความโปร่งใสสูง พอมันสะท้อนเข้ากับแสงจากดวงอาทิตย์ บอกได้คำเดียวเลยว่า มันงดงามมาก

ด้ามมีดถูกสร้างขึ้นจากวัสดุที่มีคุณภาพ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเหล็ก มันก็ให้ความรู้สึกสบายเวลาถือมันไว้ในมือของผม ราวกับว่ามันเป็นหินมากกว่าจะเป็นเหล็ก  ถ้านับจากสิ่งที่ผมเคยเห็นมา ไม่มีอะไรงดงามเท่ามีดเล่มนี้อีกแล้ว มันถูกสร้างมาจากวัตถุดิบที่เร้นลับมาก

ถ้าหากดูจากการออกแบบแล้ว เครื่องประดับและลวดลายที่ถูกแกะสลักไว้ที่คมมีดนั้น ความยาวทั้งหมดน่าจะประมาณ 15 เซนติเมตร ส่วนขอบนั้นครอบคลุมทั้งหน้าและหลัง ยาวถึง 30 เซนติเมตรหรือมากกว่านั้น

พวกเขาบอกกับผมว่า มันมีไว้ใช้สำหรับงานพีธีหรืออะไรทำนองนั้น ฉะนั้นมีดนี้ น่าจะเป็นมีดที่ไว้ใช้สำหรับประกอบพิธี หรือที่พวกเขาเรียกกันว่า มีดอะตาเมะหรือมีดดำ*
[*Athame Knife  คือมีดที่มีด้ามจับสีดำ เป็นเครื่องมือวิเศษไว้ใช้สำหรับประกอบพิธีกรรม]

ความคมของมันนั้นเรียกได้ว่าดีเยี่ยม ผมเลยตัดสินใจที่จะใช้มัน ถ้าหากผมต้องต่อสู้ในระยะประชิด แต่ผมก็ลังเลเล็กน้อยที่จะกวัดแกว่งมันด้วยพละกำลังทั้งหมดที่ผมมี  เพราะลวดลายแล้วก็การออกแบบของมัน เป็นศิลปะที่งดงามมากนั้นแหละ

ปลอกมีดเองก็โปร่งใส แล้วดูเหมือนจะทำมาจากวัสดุที่มีสีขาว ในส่วนนี้เองก็เช่นกัน ที่ผมเห็นถึงความละเอียดอ่อนของผู้เชี่ยวชาญที่สร้างมันขึ้นมา ผมคิดว่ามันน่าจะทำมาจากกระดูก หรืออีกสักอย่างที่ใกล้เคียงกัน

สำหรับมีดที่ใช้กันอย่างปกติ มันทำมาดีทีเดียว ผมอาจจะเรียกมันว่ามีดในพีธี แต่มันใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลายเลยหล่ะ ถ้าหากผมจำเป็นจริงๆหล่ะก็ ผมสามารถเปลี่ยนมันเป็นเงินได้อีกด้วย ฉะนั้นผมจะต้องดูแลมันเป็นอย่างดี

" ตอนนี้ ผมก็ควรจะเดินทางไปพร้อมๆ กับให้ความร่วมมือกับเช็น ปัญหาก็คือ ผมจะทำอะไรต่อไปหล่ะ หลังจากที่ผมได้พบกับมหนุษย์ แล้วก็สำรวจโลกใบนี้แล้ว " (มาโกโตะ)

ผมแกว่งนิ้วมือข้างขวาของผมไปรอบๆ  ที่ปลายนิ้วมีลูกบอลหลากสีอยู่ แดง น้ำเงินเข้ม แล้วก็เหลือง กำลังหมุนไปรอบๆนิ้ว

ผมพยายามที่จะผสมธาติชนิดต่างๆลงไปใน บริด แล้วก็สร้างมันขึ้นมา

ดูเหมือนว่า บริด จะใช้ทำอะไรได้หลายอย่างเลยแฮะ

บริด ปกติแล้วจะใช้เพื่อยิงบอลเพลิงไปใส่ศัตรู แต่ว่า ผมลองพยายามปรับเปลี่ยนรูปแบบของมันไปเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น ทำให้มันกระจายออก คล้ายๆกับกระสุนปืนลูกซอง  ตอนที่ผมจัดระเบียบการร่ายใหม่ มันก็ออกมาเป็นสกิลที่แตกต่างจากรูปแบบเดิมอย่างสิ้นเชิง

ถ้าหากผมปรับเปลี่ยนการใช้งานแล้วก็ผลลัพธ์ของบริดบางส่วน ผมสามารถเปลี่ยนมันเป็นสกิลที่น่าสนใจหลายอย่าง ได้ตามที่ใจผมต้องการเลย

มันน่าจะเป็นธรรมชาติของมัน หรือไม่ก็เหมือนกับกำลังเรียนวิชาคำนวณในแหล่งกำเนิดของมัน อะไรแบบนั้นแหละ

ในหลายวันที่ผ่านมา มันไม่ค่อยมีอะไรผมทำเลย ผมก็เลยใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเรียนเวทย์มนต์ แล้วมันก็คือเวทย์มนต์พื้นฐานของทั้ง ไลท์ และ บริด อยู่ด้วย

ผมคิดถึงเรื่องนี้เมื่อนานมาแล้ว แต่ว่า แก่นแท้ของการร่าย บริด ก็คือการเรียกใช้ ไฟ แล้วแก่นแท้ของการร่าย ไลท์* ก็คือการเรียกใช้ แสง* ผมคิดไว้แบบนั้น ถึงแม้ว่าผมจะลองพยายามร่าย 'ไฟ' ให้กลายเป็น 'แสง' มันก็ไม่ยอมเปลี่ยนเป็นแสงอยู่ดี แสดงว่ายังมีเรื่องที่ผมต้องเรียนรู้อีกเยอะ
[จากเว็บแปลอังกฤษเขาเขียนเป็นคำว่า Light ทั้งสองคำเลยครับ ดูเหมือนว่าตัวภาษาญี่ปุ่นเองจะเป็นแสงเหมือนกันทั้งสองคำ แต่ความหมายนั้นต่างกัน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจริงๆหมายถึงอะไร ก็เลยขอใช้เป็น ไลท์ กับ แสง แยกกันเลยละกันนะครับ]

พื้นฐานของการร่ายคาถาประเภทเวทย์มนต์รักษา ยังไม่มีใครสอนผม ผมก็เลยยังไม่ได้ลองใช้มันดู แต่ถ้าเป็นแบบนี้ ผมอาจจะสามารถเปลี่ยนเวทย์มนต์รักษา เป็นเวทย์มนต์ประเภทล้างสถานะได้

ผมมั่นใจว่า การร่ายคาถาเป็นสิ่งที่ถูกจัดเตรียมขึ้นมาก่อน เหมือนกับว่ามันคือต้นกำเนิดของเวทย์มนต์ก็ว่าได้ ดังนั้นตอนแรก ผมเลยกลัวเล็กน้อยที่จะลองใช้มัน แต่ว่าผมก็ยินดีกับผลลัพธ์ที่ได้เช่นกัน

การได้รู้ถึงสูตรหลักของเวทย์มนต์ แล้วก็สามารถควบคุมมันได้ ทำให้ผมรู้สึกดีใจมาก ในโลกใบเดิมของผม ผมไม่มีอะไรดีเลยในวิชาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ แต่ก็อย่างว่าแหละ ไม่มีใครรู้เลยว่าอะไรจะเป็นตัวดึงความสนใจของแต่ละบุคคลออกมา ซึ่งตอนนี้ผมกลับชื่นชอบมันไปซะแล้ว

อุ๊บ มันเหลือแต่สีน้ำเงินแล้วก็หายไปอีกแล้ว หรือว่าลำดับของมันคือ เหลือง แดง แล้วก็ดำ?

ธาตุสีเขียว หรือก็แค่ธาตุลม ผมไม่สามารถสร้างมันขึ้นมาได้เลย  ดูเหมือนว่าความสามารถในเรื่องธาตุของผมจะไม่ได้ไปทางธาตุสายนั้น  แต่ดูเหมือนว่าธาตุบางอย่างที่ผมคิดว่าคือ ไฟฟ้า ผมจะไม่สามารถควบคุมมันได้ด้วยเช่นกัน

ผมกำลังตรวจสอบว่าธาตุไหนเป็นธาตุที่เหมาะกับผม และดูเหมือนว่าอันดับหนึ่งคือ ธาตุสีน้ำเงิน หรือธาตุน้ำ อันดับต่อมาคือสีดำ หรือธาตุมืด แล้วจากนั้นก็ไฟ แล้วจบลงที่ไฟฟ้า  ถ้าให้พูดถึงไฟฟ้าหล่ะก็ ผมรู้สึกว่าผมสามารถใช้มันได้เพียงเล็กน้อย แต่ถ้าหากใช้มันแบบจริงจังหล่ะก็ หนทางยังอีกยาวไกล

มันยังมีธาตุชนิดอื่นอีก แต่ดูเหมือนว่าธาตุน้ำจะเป็นอันดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย

ถึงแม้ว่าพลังเวทย์มนต์ของผมจะเข้าขั้นโกงก็เถอะ แต่ดูเหมือนว่าความสามารถในการควบคุมธาตุของผมจะไม่ได้โกงแฮะ

ในอะโซระ ผมฆ่าเวลาด้วยการนั่งฝึกเวทย์มนต์อยู่ในเต้นท์

ตอนที่ผมคิดว่าจะไปช่วยพวกออร์คซะหน่อย  เช็นก็เข้ามาหยุดผม แล้วตอนนี้ผมก็เลยไม่เหลืออะไรให้ทำ 

ชิส์... ในวันแบบนี้ ผมควรจะหาข้ออ้างแล้วก็เป็นอิสระสิ!

ผมถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของดินแดนแห่งนี้ แต่ผมไม่ใช่พวกประเภทที่ชอบยืนอยู่เหนือหัวของคนอื่นซะหน่อย

ยิ่งไปกว่านั้น บ้านแต่ละหลังก็ยังคงอยู่ในขั้นตอนการก่อสร้าง แล้วตอนนี้พวกเราก็อาศัยอยู่ในเต้นท์ ผมไม่อยากมองเห็นตัวเองเป็นพวกใช้ชีวิตอย่างมีสไตล์เลย

พวกออร์คภูเขาได้นำหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านของพวกเขามาด้วย ถ้าไม่นับบ้านที่ได้รับความเสียหาย ทุกๆคนต่างก็มีบ้านพักอาศัยกันหมดแล้ว  มีแค่ผมกับเช็นเท่านั้น ที่ต้องอาศัยอยู่ในเต้นท์

ในเต้นท์ที่ผมอยู่ ด้วยเหตุผลบางอย่าง ข้างในนั้นมีรูปภาพที่เป็นซีรี่ย์ของละครย้อนยุคอยู่ด้วย แล้วยังมีเครื่องฉายภาพเต็มไปหมดทั้งเต้นท์อีก  เห็นได้ชัดเลยว่าเช็นเป็นคนทำ

" หือ? " (มาโกโตะ)

หนึ่งในนั้น

หนึ่งในนั้นมีรูปภาพที่ไม่เกี่ยวข้องกับละครย้อนยุคอยู่ด้วย

" ภาพของครอบครัวผมงั้นเหรอ " (มาโกโตะ)

มันเป็นภาพถ่ายของตระกูล มิซุมิ ทั้งหมด

มันเป็นภาพถ่ายที่ถูกถ่ายตรงทางเข้าบ้าน ผมจำได้ว่าทุกๆปี คุณพ่อจะชอบสร้างปัญหา เพราะต้องการถ่ายรูปครอบครัวสักใบหนึ่ง  แต่สุดท้ายพวกเราก็ถ่ายด้วยกันทุกปี

ในความจริง พวกเขาไม่แม้แต่จะยอมให้พวกเราออกไปเที่ยวกับเพื่อน ทั้งช่วงวันคริสมาส รวมไปถึงวันปีใหม่ มันเป็นเรื่องราวที่ทำให้พวกเราถึงกับท้อเลยหล่ะ คุณแม่ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย

' ถ้าหากจะไปเที่ยวกับเพื่อนหล่ะก็ จะต้องเชิญเพื่อนของพวกเธอมาเที่ยวที่บ้านของเรา ' คือสิ่งที่พวกเขาพูด มันเป็นแบบนั้นตลอดเดือนมกราคม รวมไปถึงวันคริสมาส  ฮือ ฮือออ มันทำให้นึกถึงความหลังขึ้นมา

พวกเรายืนกันเรียงเป็นลำดับ จากทางซ้ายคือพ่อของผม ต่อมาคือพี่สาวของผมยูกิโกะ* ตรงกลางคือน้องสาวคนเล็กชินริ ตามด้วยผม แล้วสุดท้ายก็แม่ของผม
[ที่ตอนแรกสุดผมแปลไปว่ามาโกโตะมีน้องสาวสองคน ขอแก้เป็น มีพี่สาวหนึ่งแล้วก็น้องสาวหนึ่งนะครับ]

มันเป็นรูปถ่ายล่าสุด รูปถ่ายที่เพิ่งถ่ายในปีนี้

" นั้นสินะ ภาพนี้ก็คงไม่เพิ่มจำนวนขึ้นอีกแล้ว เพราะนี่เป็นภาพสุดท้ายแล้ว " (มาโกโตะ)

แย่หล่ะ ผมว่าผมจะลืมมันได้แล้วนะ

ถึงแม้ว่าผมจะไม่ค่อยได้เข้าสังคมก็เถอะ

ผมสามารถเข้าใจได้ว่ามนุษย์นั้น ไม่มีทางที่จะอยู่ด้วยตัวคนเดียวได้

พอผมคิดถึงผู้คนรอบๆตัว และอนาคตของพวกเขา  ผมก็รู้สึกได้ถึงความเสียใจที่ค่อยๆก่อตัวในร่างกายของผม

ครอบครัวของผม เพื่อนของผม สหายที่ชมรม

" พอ พอออ! คิดแบบนี้มันไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาเลย " (มาโกโตะ)

มันไม่มีความหมายเลยที่จะไปคิดถึงมัน รังแต่จะทำให้ตัวผมเองรู้สึกเศร้าเปล่าๆ

ไม่สิ เดี๋ยวก่อนนะ

จริงด้วย ถ้าหากผมมีรูปภาพครอบครัวของผมแบบนี้หล่ะก็

" มันค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว ถ้าหากผมใช้ภาพภาพนี้เพื่อค้นหาว่า ครอบครัวของผมทำอะไรไว้ในโลกใบนี้บ้าง " (มาโกโตะ)

มันเป็นสิ่งที่ผมจะทำ หลังจากออกไปจากดินแดนขอบโลกนี้ได้ ผมก็แค่ทำเป็นไม่ใส่ใจคำเตือนของเทพธิดาก็แค่นั้น เพราะผมตัดสินใจแล้วว่าจะออกไปจากดินแดนรกร้างนี้

ถ้าหากใช้ความทรงจำที่อยู่ในภาพนี้เป็นพื้นฐาน แล้วขอให้ใครสักคนวาดพวกของออกมาเป็นรูปภาพ ผมน่าจะตามรอยครอบครัวของผมได้ ถ้าหากผมได้รูปภาพพวกเขาโดยตรงเลย มันก็จะดียิ่งกว่านี้ไปอีก

โอ้ มันเริ่มน่าสนใจแล้วสิ

ตอนนี้ผมมีเป้าหมายแล้ว ว่าจะทำอะไรระหว่างเดินทางไปรอบโลก ไม่น่าจะเบื่อได้ง่ายๆอย่างแน่นอน

โอเค ผมตัดสินใจแล้ว!

" เอาหล่ะ ในเมื่อตัดสินใจได้แล้ว " (มาโกโตะ)

ผมควรจะเริ่มหาคนที่วาดรูปได้เก่งก่อน  อันดับแรกผมต้องไปหาคุณออร์ค คนที่ดูแล้วน่าจะวาดภาพสเก็ตช์ได้ ถ้าหากภาพยังไม่ดีพอหล่ะก็ ผมก็แค่ต้องไปหามหนุษย์สักคน แล้วจ้างให้เขาวาดให้

ด้านศิลปะของผมนั้นมันแย่มาก ฉะนั้นถ้าจะให้ตัวผมนั้นวาดเอง มันก็คงจะเป็นไปไม่ได้ ผมเรียนวิชาศิลปะตอนอยู่ชั้นประธม บอกได้คำเดียวว่ามันห่วยมาก

หึๆๆ ในที่สุดผมก็มีเป้าหมายสักที

" มันออกจะเร็วไปหน่อย แต่ว่าเดินทางต่อกันดีกว่า♫ " (มาโกโตะ)

เมื่อผมเดินออกจากเต้นท์ แล้วเดินไปยังประตูทางออกที่เช็นสร้างขึ้น ถึงจะเรียกว่าประตูก็เถอะ แต่มันไม่ใช่สิ่งก่อสร้างอะไรหรอก มันก็แค่หมอกที่มีแสงระยิบระยับ

" เจ้านาย~ " (เช็น)

นั้นเสียงของเช็นสินะ  อ่า..จริงด้วยสิ  ผมควรจะให้ชื่อกับเธอเร็วๆนี้

เช็นเอาแต่ทำตัวงอแงว่าอยากจะได้ชื่อใหม่  จนผมต้องบอกเธอว่า เรียกเช็นเหมือนเดิมนั้นแหละดีแล้ว แต่เธอกลับเถียงแถบจะขาดใจ  แต่ตัวผมเองไม่คิดว่าเช็นเป็นชื่อที่แย่นะ

ผมเลยคิดชื่อ ที่เหมือนจะเป็นฉายาให้เข้ากับความสามารถในการสร้างภาพมายาของเธอแทนเงามายา ความฝันลวงตา แล้วก็อื่นๆอีกมากมาย แต่เธอก็ปฏิเสธมันจนหมดด้วยท่าทางที่น่ากลัวเอามากๆ

ยัยตุ๊กแกบินได้นี่ต้องการอะไรเนี่ย? สรุปคือ เธอต้องการชื่อที่มีลักษณะเป็นของคนญี่ปุ่นเหรอ? เธอเป็นคนญี่ปุ่นเหรอไง ไม่สิ คนเอโดะมากกว่า

ถ้าแค่ชื่อใกล้เคียงก็พอใจแล้วหล่ะก็ ผมควรจะเรียกเธอว่า คิโยฮิเมะ(เจ้าหญิงอสรพิษ)* เลยดีไหม?
[คือเจ้าหญิงของเมืองหนึ่งตามตำนานของญี่ปุ่น ที่สามารถกลายร่างเป็นอสรพิษหรือมังกรได้]

จากนั้น

" โอ~ มีอะไรเหรอคะ? จะเดินทางเร็วกว่ากำหนดเหรอ? " (เช็น)

ผมมองไปยังต้นตอของเสียงนั้น

ตรงนั้นมีเช็นยืนอยู่

เธอกำลังอุ้มใครบางคนที่มี่เส้นผมปกคลุมไปทั่วทั้งตัว และดูเหมือนจะบาดเจ็บหนักอยู่ หญิงสาวร่างสูงที่สง่างาม กำลังอุ้มชายแก่ที่มีผมรุงรัง ด้วยท่าทางการอุ้มแบบเจ้าสาว

ช่างเป็นภาพที่แปลกประหลาด

ผมกำลังมองอะไรอยู่เนี่ย

ผมหันหัวหลบด้วยสัญชาตญาณของผมอย่างอัตโนมัติ

อ่าห์~ ผมกระตือรือร้นที่จะเดินทางต่อมากแค่ไหน รู้ไหม?

อุปสรรคมันไม่ควรจะมาติดๆกันแบบนี้จริงไหม?! ผมเพิ่งผ่านการต่อสู้ระดับบอสมาแท้ๆ ฉะนั้นตอนนี้ ต้องเป็นช่วงเวลาพักผ่อน จริงไหม?!

" ข้าคิดว่า ท่านควรจะเก็บเรื่องอื่นไว้ทีหลังนะ " (เช็น)

" เหตุผลคือ คนคนนั้นเหรอ? " (มาโกโตะ)

ผมรู้ดีว่ามันไม่เหมาะสมและหยาบคาบ แต่ผมก็ยังชี้นิ้วไปยังชายแก่คนนั้น เพราะอะไรก็รู้กันอยู่ มันทนดูไม่ได้!

" ใช่ ข้าเองก็คิดเช่นกัน  ไม่เหมาะกับสายตาเลยสินะ " (เช็น)

แต่ดูเหมือนว่าเช็นกลับดูไม่เร่งรีบอะไรเลย

" คราวนี้เรื่องอะไรหล่ะ? " (มาโกโตะ)

" ศัตรูบุก " (เช็น)

อยู่ดีๆ เช็นก็พูดเรื่องไร้สาระบางอย่างขึ้น

ศัตรูบุก~ ศัตรูบุก~ นั่นคือสิ่งที่เธอพูด?!

" เดี๋ยวก่อนสิ ไม่ใช่ว่านี่คือโลกของเธอเหรอ? เธอกำลังจะบอกว่าใครมาบุกโจมตี? " (มาโกโตะ)

ที่นี่คืออะโซระ โลกใบอื่นที่อยู่ข้างในโลกใบอื่นอีกที

ทำไมเรื่องมันถึงกลายเป็น มีศัตรูมาบุกซะอย่างนั้น จริงๆเลย ช่วยอธิบายให้ผมเข้าใจทีได้ไหมยัยคนที่เคยเป็นงู(มังกร)มาก่อน

ขอโทษครอบครัวไก่ฟ้ากับงู ของเธอเดี๋ยวนี้เลย! 
[อันนี้ผมไม่รู้ว่าคืออะไรนะครับ คนแปลอังกฤษบอกว่าน่าจะเป็นอะไรที่คล้ายๆต้นกำเนิดของเช็น]

" อืม.. ครั้งนี้มันค่อนข้างจะพิเศษหน่อย เพราะมันเอาแต่หิวอยู่ตลอดเวลา... โอ้ มันมาแล้ว " (เช็น)

" ทำไมเธอพูดอย่างกับมันไม่มีอะไรเกิดขึ้นแบบนั้น?! " (มาโกโตะ)

" นายท่าน " (เช็น)

ตอบคำถามผมด้วยสิ! เดี๋ยวนะ.. นายท่าน? เธอกำลังพาดพิงผมอยู่เหรอ?

" ตรงนั้น " (เช็น)

" เอ๋? " (มาโกโตะ)

ร่างที่มีขาสีดำขนาดใหญ่ ซึ่งเหมือนกับภาพ CG กำลังแทรกมิติเข้ามายังที่แห่งนี้ ราวกับพยายามจะเจาะแล้วพังมันเข้ามา

เมื่อขาหลายข้างทะลุเข้ามาได้แล้ว ในความมืดมิดที่เป็นรอยต่อของมิติ ผมมองเห็นเขี้ยวที่น่าจะเป็นของมดไม่ก็ตัวต่อ

แล้วมันก็กระโดดเข้าใส่ผม ที่กำลังยืนอึ้งอยู่

" จะพยายามกินผมอีกแล้วเรอะ! ตัวผมมันน่ากินแค่ไหนกัน?! " (มาโกโตะ)

ผมส่งเสียงกรีดร้อง ต่อสถานการณ์ที่เหมือนกับตอนที่ผมเจอเช็นเป็นครั้งแรก




NEKOPOST.NET