[นิยายแปล] จันทรานำพาสู่ต่างโลก - Tsuki ga Michibiku Isekai Douchuu ตอนที่ 0.4 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] จันทรานำพาสู่ต่างโลก - Tsuki ga Michibiku Isekai Douchuu

Ch.0.4 - อารัมภบท POV - พบเทพแห่งจันทรา ซึคุโยมิ


อารัมภบท POV: พบกับเทพแห่งจันทรา ซึคุโยมิ

 

          มีการติดต่อมาจากเทพธิดาผู้ดูแลโลกนี้หลังจากห่างหายไปเนินนาน หลังจากนั้นผ่านไปเป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้วตามความรู้สึกของมนุษย์

           เมื่อโลกที่เธอดูแลอยู่เกิดปัญหาขึ้นมา ในเวลานั้นจะมีมนุษย์อยู่ด้วยเสมอ

 

           “นั้นเป็นไปไม่ได้” ตอนแรกฉันไม่ได้สนใจมันมากนัก นั้นเพราะทุกคนที่อาศัยอยู่ในโลกนี้มีความพิเศษอยู่บางอย่าง

 

          “มนุษย์” กล่าวได้ว่าเป็นสิ่งมีชิวิตที่ยืนอยู่เหนือสุดบนห่วงโซ่ก็ไม่ใช่เรื่องที่กล่าวเกินจริง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์แม้กระทั่งพระเจ้าก็อาจจะโดนพวกเขากระชากลงมาได้

          หากมองจากภายนอกที่นี่เรียกว่า โลก เป็นสถานที่พวกเขาเหล่านั้นอาศัยอยู่มาตั้งแต่แรกเริ่มในโลกดั้งเดิม ณ ที่นั้นพวกเขาไม่ร้องไห้อ้อนวอนหรือสวดภาวนาแก่พระเจ้าที่มองไม่เห็นแต่กลับทำงานด้วยสองมือในโลกอันเข้มงวดชีวิตมีอยู่อย่างจำกัดแทน พวกเขาส่วนมากไม่รู้แม้แต่นิดเดียวว่าสภาพแวดล้อมที่พวกเขาอยู่มันโหดร้ายขนาดไหน แต่กลับคิดว่านี่เป็นสถานที่มหัศจรรย์ที่พวกเขาได้เข้ามาอยู่ บางคนอาจจะถึงกับขอบคุณพระเจ้าที่ได้เกิดมาในสถานที่แห่งนี้ด้วยซ้ำ

 

รู้สึกจะเป็นทัศนคติที่ผิดไปหน่อย

 

          เทพเจ้าผู้รู้จักโลกใบอื่นรู้ว่าโลกดั้งเดิมมีสภาพแวดล้อมโหดร้ายอย่างไม่น่าเชื่อ นั้นเป็นเหตุผลที่ว่าอายุขัยตามปกติของมนุษย์จะมีแค่ 100 ปีเท่านั้นและพวกเขาส่วนใหญ่ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเวทมนตร์ได้แม้แต่บทเดียว มันเป็นเรื่องธรรมดาเพราะสิ่งที่เรียกว่าพลังเวทมนตร์มีเบามากเป็นการแลกเปลี่ยนกับความสามารถทางกายที่มีมากกว่าขีดจำกัดของพวกเขา

 

นั้นมันเลวร้ายมาก

 

          แค่เพียงเกิดในโลกใบนี้  ไม่เพียงแค่แขนขวาของพวกเขา(เวทมนตร์)ถูกพรากไป มันเหมือนกับบอกว่าพวกคุณมีชีวิตได้ไม่นานหรอก สำหรับคนจากโลกอื่นที่จะอาศัยในโลกใบนี้ ถ้าเปรียบเทียบกับมนุษย์คงจะเหมือนกับอาศัยอยู่บนก้อนเมฆหรือพยายามจะใช้ชีวิตตามปกติใต้ท้องทะเล แต่ทว่าพวกเขากลับไม่ได้รับความเดือดร้อนจากสภาพแวดล้อมแบบนี้ ทำให้นั้นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ว่าทำไมมนุษย์ถึงถูกประเมินไว้ระดับสูงสุดเพราะพวกเขามีความสามารถ อีกทั้งยังพัฒนาและใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นได้ด้วย

 

“ความเป็นไปได้” เป็นพลังที่ยอดเยี่ยมที่สุดแต่ทว่าเลวร้ายที่สุดด้วยเช่นกัน

 

          ในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาตินี้ที่ไม่น่าจะมีสิ่งใดอาศัยอยู่ได้อีกการแทรกแซงจากพระเจ้าทำได้เบาบางอีกทั้งภูมิปัญญาเป็นสิ่งที่ยากลำบากจนไม่น่าเชื่อว่าจะได้มา แต่ทว่าโลกในปัจจุบันพวกเขาสามารถครอบครองสิ่งนั้นได้แล้ว

          โดยแรกเริ่มเป็นไปไม่ได้เลยที่มนุษย์จะได้มา ทว่าราวกับเป็นเรื่องแดกดันที่ความโหดร้ายในโลกใบนี้ทำให้พวกเขาครอบครองวิทยาศาสตร์ได้ เป็นเพราะมนุษย์เรียนรู้จากแนวคิดของโลกและสร้างมันขึ้นมาจากนั้นจึงประดิษฐ์เครื่องมือต่างๆ มากมายเพื่อให้โลกนี้อยู่สบายมากขึ้นสำหรับพวกเขา

 

ทฤษฎีการเกิดปรากฏการณ์ของธรมมชาติที่ใช้ได้จริง

 

          ในสถานที่ๆพระเจ้าแทรกแซงได้ยากลำบาก นอกจากนั้นโลกที่สปิริตไม่สามารถมีตัวตนอยู่ได้ แม้ว่าพวกเขาเหล่านี้จะมีพลังน่าเหลือเชื่อก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถโกงหรือยืดหยุ่นหลักความเป็นจริงและปรากฎการณ์ตามธรรมชาติได้

 

ใช่แล้ว ถ้าคุณสนใจในเรื่องนั้น ไมว่าใครก็สามารถเข้าใจตรรกะของมันได้

 

          เมื่อมนุษย์ให้กำเนิดไฟเป็นครั้งแรกและใช้ตรรกะนี้เป็นการเปิดประตูที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์ แม้ในหมู่เทพเจ้ายังมีความเห็นแตกแยกเกี่ยวกับเรื่องที่มนุษย์ใช้ตรรกะ(ทฤษฎี)ทำให้นั้นกลายเป็นการเหนี่ยวไกก่อให้เกิดการโต้เถียงหลายอย่างปะทุออกมาและกลายเป็นการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างเหล่าเทพเจ้าที่ดูแลโลกนี้

 

ทิ้งเรื่องผลลัพธ์การต่อสู้นี้ไปก่อน

 

          ในขณะนี้มนุษย์ได้แสดงความน่าสะพรึงกลัวจำนวนมากของความเป็นไปได้ในโลกใบนี้ แม้ว่าตอนนี้มันยังไม่เป็นอะไร แต่ถ้าเมื่อถึงเวลาที่พวกเขาไปแทรกแซงโลกใบอื่น นั้นหมายความว่านั้นเป็นเวลาที่เทคโนโลยีในมือพวกเขาจะพามาเผชิญหน้ากับตัวตนที่เรียกว่าเทพเจ้า

          ในเวลานั้นมนุษย์จะยังคงเป็นมนุษย์หรืออาจจะถูกปฎิบัติดังเช่นกึ่งเทพ แม้แต่ตอนนี้เทพเจ้าบางองค์ยังคงตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งนี้อยู่ และยิ่งไปกว่านั้นเมื่อพวกเขาได้สิ่งที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์มาทำให้โลกในตอนนี้สามารถต่อกรได้แม้กระทั่งเทพเจ้า ดังนั้นพวกเขาจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรร้ายแรงขึ้นมา

 

ตัวตนนี้พิเศษและผิดปกติจากธรรมชาติอย่างชัดเจน

 

          นั้นเป็นเหตุที่ว่าทำไมโดยพื้นฐานแล้วมนุษย์ที่อาศัยอยู่ที่โลกต้นกำเนิดนี้ชั่วนิรันด์กลับถูกเทพจากโลกอื่นไปจนถึงเทพผู้สร้างค้นหาและเชิญชวนมนุษย์ไป แต่ทว่าคนที่สามารถทำได้แทบจะไม่มีเลย เพราะผลกระทบที่พวกเขาได้รับมันยิ่งใหญ่เกินไป พวกเขาไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับโลกถ้าพวกเขาอัญเชิญมนุษย์หนึ่งคน อย่างน้อยที่สุดก็พูดได้ว่าโลกใบนั้นจะเกิดอนาคตขึ้นมากมายที่แต่เดิมแล้วมันไม่ควรจจะเกิดขึ้น มันอาจจะบอกได้ว่าพวกเขาเดินไปในอาณาเขตที่พวกเขาไม่สามารถคาดเดาได้

          บางครั้งพลังแห่งความเป็นไปได้อาจจะล้มเหลวโดยเฉพาะตัวตนที่อ่อนแอ สำหรับโลกอื่นแล้วการจะได้มันมาเป็นเรื่องที่เกิดได้ยากมากและจากทั้งหมดนั้นมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะได้มันมา

          เมื่อเกิดการล้มเหลวขึ้นมา ทั้งเทพเจ้าที่จัดการดูแลโลกใบนั้นและเทพเจ้าที่ดูแลโลกต้นกำเนิดจะจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นมา แต่ในตอนนี้ยังไม่มีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้น

 

          และเป็นเรื่องแน่นอน ฉันปฏิเสธคำขอของเทพธิดา เพราะปราศจากเหตุผลที่เหมาะสมและดูแล้วมันไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรหรืออะไรบางอย่างขึ้นมา แล้วจะให้ส่งมนุษย์ไปต่างโลกเนี่ยนะ? อย่ามาล้อเล่นกับฉันนะ

 

แต่ว่า

 

เทพธิดานั้นบอกฉันบางสิ่งบางอย่างที่น่าสนใจมาก

งั้นถ้าไม่ใช่มนุษย์ก็ไม่เป็นอะไร

นั้นเป็นสิ่งที่เธอพูดออกมา

 

          เมื่อฉันถามเธอถึงรายละเอียดในโลกที่เธอดูแลอยู่ ที่นั้นดูเหมือนจะมีเผ่าพันธ์ที่เรียกว่ามหนุษย์อยู่และสร้างมาโดยใช้มนุษย์เป็นพื้นฐานจากนั้นนำมาดัดแปลงเพื่อให้เป็นตัวตนที่เหมาะสม พอฉันไปตรวจดูมันอยู่ที่นั้นอย่างไม่ต้องสงสัยเลยและยิ่งไปกว่านั้นยังอยู่ในยุคสมัยใหม่หรือบอกได้ว่า”อาศัยอยูในสังคม”ญี่ปุ่น อีกทั้งชื่อที่ชวนเข้าใจผิดของมหนุษย์เป็นเรื่องที่น่ารำคาญด้วย มันเป็นเหมือนกับของคนละยี่ห้อมากกว่า และความสามารถทางกายภาพของพวกเขาเมื่อเทียบกับมนุษย์แล้วอ่อนแอกว่า แทนที่จะเป็นสัตว์ประหลาดแห่งความเป็นไปพวกนั้น ทางนี้ดูแล้วจะเป็นไปได้น้อยกว่า และเมื่อเทียบกับมนุษย์แล้ว ฝั่งนี้มีแนวโน้มที่จะมีผู้หญิงมากกว่าอีกทั้งพลังเวทมนตร์ของพวกเขาใช้งานได้ง่ายอาจจะเป็นเพราะผลจากการเข้าไปยุ่งกับร่างกายพวกเขา

          เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นเพราะรสนิยมของเทพธิดานั้นทำให้ผู้หญิงเกิดง่ายกว่า ยิ่งไปกว่านั้นมันยังบอกได้อีกว่านั้นทำให้พวกเขาอ่อนแอและความเป็นไปได้ต่ำกว่ามนุษย์ด้วย สำหรับเธอมันอาจจะเป็นการปรับปรุงแต่ในมุมมองของคุณภาพแล้วมันเป็นการทำให้ด้อยค่าลงมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเธอคิดอะไรถึงได้ทำให้ผู้หญิงโดดเด่นกว่า?

 

เป็นเพราะเธอเป็นเทพเจ้าหญิง?

 

ไม่ซิ, เป็นถึงเทพธิดาแล้วแต่การสร้างอะไรบางอย่างจากความเคยชินและกฎข้อบังคับแบบนี้ฉันยังไม่เคยเห็นใครทำมาก่อนเลย

 

เธอทำอะไรบางอย่างที่ฉันไม่เข้าใจ

 

          ยังไงก็ตามมหนุษย์เหล่านั้นอาศัยอยู่ที่โลกแบบนั้น ในปัจจุบันพวกเขามีสุขภาพแข็งแรงดีและอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นพร้อมทั้งก่อร่างสร้างตัวกับเด็กๆ ของพวกเขา ดูเหมือนว่าพวกเขายังได้รับการคุ้มครองจากเทพธิดาของพวกเขาบ้าง

 

มันค่องข้างเป็นสิ่งที่...

 

อย่างไรก็ตามวิธีที่เทพธิดาทำนั้นจะบอกว่ายังไงดี? อย่างน้อยก็น่าแปลกใจที่จะบอกว่า

 

มีเล่ห์เหลี่ยมมากกว่าจะเรียกว่าความฉลาดหลักแหลม

ขี้โกงมากกว่าจะเรียกว่ามีฝีมือ

 

ฉันต่อต้านสิ่งที่เธอทำ

 

          เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับเธอในตอนที่เธอจัดการดูแลโลกทั้งหลายที่แตกต่างกันงั้นหรอ? เธอไม่ใช่ประเภทที่จะเข้าไปแทรกแซงในเรื่องไร้สาระแบบนี้

 

แน่นอนว่าฉันค้านในสิ่งที่เธอเรียกว่าอุบัติเหตุ

 

          ในทำนองเดียวกันมนุษย์โลกต้นกำเนิดจะไปสู่โลกอื่น แม้ว่ามนุษย์โลกอื่นอาจจะทำได้แม้จะเพียงเล็กน้อย แต่ก็ยังสามารถเป็นไปได้ แต่ว่านั้นไม่น่าเรื่องที่น่าสนใจอะไรมากนัก

 

ทำไมเป็นแบบนั้น?

 

          เพราะส่วนใหญ่พวกเขาจะตายเนื่องจากไม่สามารถปรับตัวได้กับโลกต้นกำเนิด ถึงแม้ว่าพวกเขาบางคนจะรอดมาได้ แต่กรณีนี้พวกเขาแทบจะไม่ส่งผลอะไรกับโลกเลย อย่างเช่น มนุษย์หมาป่า, สาวหิมะ เป็นตัวอย่างที่มีชื่อเสียงไปจนถึงรูปแบบสิ่งมีชิวิตขนาดใหญ่ที่พบเจออย่างกะทันหัน แม้ว่ามันอาจจะก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นมาบ้าง แต่ในท้ายที่สุดมันก็ไม่ได้สร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ แน่นอนว่าหากเกิดเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากขึ้นมา เทพเจ้าจะให้ความช่วยเหลือแก่มนุษย์เพื่อรับมือกับมัน

          แม้ว่าพวกนั้นจะสามารถรอดมาได้โดยรับการคุ้มครองจากเทพเจ้า ส่วนใหญ่พวกเขาจะอาศัยอยู่อย่างสงบสุขและไม่สร้างปัญหาอะไรกับมนุษย์มากนัก

          แต่ในเรื่องที่พวกนั้นมีข้อตกลงและผลประโยชน์นั้นก็เป็นเรื่องจริงเช่นกัน และดูเหมือนเทพธิดาพยายามจะใช้เรื่องนั้นเป็นข้ออ้าง แต่ถ้าพวกเขาสามารถปรับตัวและอาศัยอยู่ในโลกต้นกำเนิดได้ คนๆนั้นคงจะมีผลงานที่คู่ควรแก่การตรวจสอบโดยเรียกเทพธิดามา

 

“ แต่พวกเขาเป็นคนที่อาศัยอยู่ในโลกใบนี้ใช่ไหม? ถ้าพวกเขาถูกอัญเชิญมามันจะหมายความว่านั้นพวกเขาต้องทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไป เธอสามารถให้เงื่อนไขที่น่าพอใจให้พวกนั้นยอมรับได้งั้นหรอ?”

“นายก็เป็นแบบนี้ตลอดเลยนะ? สำหรับเทพเจ้าแล้วการให้โอกาสแก่พวกเขาเพื่อการพิจารณาเรื่องแบบนี้ ฉันว่าเป็นความกังวลที่ไร้ประโยชน์สิ้นดี”

“ฉันจะบอกให้เธอฟังนะ ถ้าเธอบังคับให้ทำมัน นั้นหมายความว่าเป็นการประกาศสงครามกับฉัน ดังนั้นฉันจะไม่สร้างประตูให้และเธอจะไม่ได้รับอนุญาตให้มีสิทธิ์ในการขนย้ายด้วย”

“ฉันเข้าใจแล้ว ฉันไม่ได้บอกว่าจะบังคับให้ทำมันซะหน่อย เหตุผลที่พวกเขาจะไม่ปฏิเสธเพราะเมื่อนานมาแล้วตอนที่ฉันส่งพวกเขาไป ฉันได้ตัดสินใจคุยเรื่องนี้กับมิซุมิเรียบร้อยแล้ว”

“ฟุมุ เข้าใจละ ในเมื่อพวกเขาเคยไปแล้วครั้งหนึ่ง ในกรณีนี้คนที่จะกลับมาคือหนึ่งในลูกๆของพวกนั้นใช่ไหม?”

 

มันมีไม่กี่คนที่มีร่างกายสามารถทนต่อการไปต่างโลกหลายครั้งได้ ถึงแม้ว่าถ้าเป็นมนุษย์จะเป็นอีกเรื่องที่แตกต่างกันออกไป

 

“อือ จะดีกว่าถ้านายให้ความร่วมมือกับฉันและสร้างประตูขึ้นมา ส่วนที่เหลือฉันจะจัดการเอง นายจะได้ไม่ต้องลำบาก”

“ตอนนี้ยังไม่เหมาะสม ถ้าจะให้ดีที่สุดในการสร้างประตูที่เหมาะสมจะต้องรอไปจนถึงเดือนมกราคม ฉันจะดูแลเรื่องนี้เองและในตอนที่ประตูถูกสร้างขึ้นฉันจะอยู่กับเธอตอนนั้นด้วย”

“!!? นายกำลังไม่เชื่อใจฉันยังงั้นหรอ?”

“แน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นคำพูดของใครบางคนที่พยายามจะให้ฉันตกลงเรื่องการอัญเชิญโดยใช้วิธีการลับๆมาทำให้ฉันเห็นด้วย ฉันจะไม่ยอมเชื่อพวกเขาง่ายๆหรอก และมันยังไม่เปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ว่าเราจะส่งตัวตนของสิ่งมีชิวิตจากโลกต้นกำเนิดไป”
“นี่เป็นคำพูดที่นายควรจะพูดกับบางคนที่จะสลักชื่อลงบนโลกของเทพแห่งการสร้างงั้นหรอ? เป็นเพียงแค่เทพจันทราที่มีหน้าที่ทำงานธรรมดาเท่านั้นแท้ๆ”

“เพียงเพราะเธอมีความสามารถในการสร้างก็คิดว่าตนเองยิ่งใหญ่แล้ว? ฉันขอคืนคำนั้นให้แก่เธอเหมือนกัน ถึงแม้ว่าเธอจะภาคภูมิใจในตนเองพอสมควร แต่ว่างานของพวกเราไม่มีสิ่งที่เรียกว่าชนชั้นเพราะทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องจำเป็น เราควรจะเคารพการกระทำทุกอย่าง ทั้งที่เธอเป็นถึงเทพธิดาชั้นสูงน่าจะรู้สึกละอายบ้างนะที่ต้องให้คนอื่นมาชี้ให้เธอเห็นถึงจุดนี้”

“ใครสนละ? ฉันจะปล่อยให้นายจัดการเรื่องการคัดเลือกเพราะงั้นเจอกันตอนมกราคม”

 

เธอรู้สึกว่ากำลังจะโดนเทศนาจึงจบบทสนทนาและหายไป

 

ไม่ไหวๆ แม้ว่าฉันไม่มีเวลาว่างมากแต่เมื่อจำได้ถึงบทสนทนากับเธอ ฉันได้แต่ถอนหายใจ

 

วันนี้เป็นวันที่กำหนดไว้ เป็นวันที่เหมาะสมในการสร้างประตูสู่ต่างโลก

วันก่อนฉันไปดูเด็กๆ จากครอบครัวมิซุมิที่เทพธิดานั้นเสนอชื่อมา เพราะเราต้องเลือกมาคนหนึ่งเพื่อส่งไป

 

ในครอบครัวมิซุมิมีเด็กอยู่ 3 คน คนที่อายุเยอะสุดเป็นผู้หญิง, ผู้ชาย และก็ผู้หญิง เรียงตามลำดับ

 

          พี่สาวคนโตความทนทานต่ำอีกทั้งพลังทางกายภาพก็ปกติ แม้ว่าเธอมีประสบการณ์ในยูโดเท่านั้นแต่เธอก็เก่งอย่างไม่น่าเชื่อ นั้นเป็นเพราะเธอฝึกฝนจนพรสวรรค์ของเธอเบ่งบานออกมา แต่ว่าตอนนี้เธอไม่ได้มุ่งสู่เส้นทางการแข่งขันอย่างเป็นทางการแต่ตั้งเป้าจะเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อเป็นแพทย์ ส่วนความสัมพันธ์ของเธอกับเพื่อนๆก็เป็นไปในทิศทางที่ดี

          จากร่างกายของเธอฉันรู้สึกได้ถึงพลังแห่งเทพเจ้า ดูเหมือนว่าต้องขอบคุณพลังของเทพเจ้าช่วยปกป้องความสามารถทางกายภาพที่มีอยู่น้อยนิดของเธอ

          ร่างกายของลูกสาวคนที่สองอ่อนแอกว่าเล็กน้อย เธอเรียนคาราเต้และมีพรสวรรค์ด้วย ฉันไม่รู้สึกถึงพลังแห่งเทพในตัวเธอแต่ก็ยังเกิดมาได้มีสุขภาพแข็งแรงนั้นอาจเป็นเพราะว่าตอนนั้นร่างกายของพ่อแม่เธอปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของโลกนี้ได้เรียบร้อยแล้ว

          เธอเป็นลูกคนสุดท้องจึงเป็นที่รักของทุกคน ทั้งครอบครัวและเพื่อนจะประคบประหงมเธอเป็นเรื่องปกติ แม้ว่าจะมีเรื่องสอบเขาม.ปลายและถูกบีบให้เรียนแต่เธอยังเผชิญหน้ากับมันอย่างจริงจัง ตอนนี้เธอยังไม่มีแฟนและอยู่ในวัยที่จะฝันถึงเรื่องแบบนี้แล้ว

          และตอนนี้ลูกชายคนโต ดูจะตรงกับคนที่เทพธิดานั้นต้องการ ฉันไม่รู้เรื่องบทสนทนาของเทพธิดากับพ่อแม่ของเขาหรือเธอพูดคุยกับพวกเขาอย่างไร แต่เห็นได้ชัดเลยว่าเขาแตกต่างจากอีกสองคน

          ลูกสาวคนโตถูกปกป้องด้วยพลังแห่งเทพธิดา ส่วนลูกสาวคนที่สองพ่อแม่ของเธอปรับตัวกับสภาพแวดล้อมได้ทันเวลา ส่วนเขากลับมีลักษณะภายนอกที่เหมือนบางคนที่มาจากต่างโลกและดูอ่อนแออย่างไม่น่าเชื่อ

          ถ้าให้ชี้ลงไปเจาะจงลงไปมันคงไม่แปลกเลยถ้าเขาจะตายไปแล้วถึงสองครั้ง การที่ผ่านมันมาได้ในช่วงทารกเป็นอะไรที่เรียกได้ว่าปาฏิหารย์ เขาเป็นคนที่สืบทอดลักษณะพิเศษของพ่อแม่มามากที่สุด

          ในอีกความหมายหนึ่งคือในทางที่แย่ มันควรจะเป็นไปได้สูงที่เขาจะมีรูปร่างภายนอกที่พิเศษ แต่เปล่าเลยเขากลับมีหน้าตาธรรมดาตามค่าเฉลี่ยของคนญี่ปุ่น อย่างไรก็ตามความสามารถทางกายภาพของเขาได้รับสืบทอดความอ่อนแอมาจากพ่อแม่แน่นอน

 

เขาอาจจะไม่สงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้แต่เขาเดินในเส้นทางชีวิตแสนจะอับโชค

 

          จากข้อมูลที่เทพธิดาแห่งโชคชะตาแนะนำให้กับฉัน มันถึงกับทำให้ฉันอุทานออกมาอย่างง่ายดาย เพราะลูกสาวคนโต, คนที่สองและพ่อแม่ของพวกเขามีลักษณะภายนอกที่พิเศษที่ทำให้คนรอบข้างต่างก็อิจฉาพวกเขา ทว่ามีแต่เขาเท่านั้นที่ดูธรรมดา แต่ว่านั้นเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การเรียกว่าปาฏิหารย์ซะด้วยซ้ำ ถ้าหากมองไปที่ทั้งหมดที่เขามีแล้วเขามีเพียงแค่ความแข็งแกร่งตามธรรมดาเท่านั้น

          เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกเลยที่จะได้รับพรสวรรค์มา แต่ว่ามันอยู่ในระดับที่ว่าต้องขอโทษที่ได้เกิดมาเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่ได้รับอะไรมาเลยซักอย่าง ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเขาเกิดในยุคสมัยอันสงบสุขในญี่ปุ่น พรสวรรค์ที่เขามีจะไม่มีทางได้ตื่นขึ้นมาเลย ในด้านของข้อเสียของเขามีมากมายจนน่าประหลาดใจ และผลลัพธ์ที่ได้ก็คือเขาใช้ชีวิตโคตรของโคตรธรรมดาในฐานะนักเรียนม.ปลาย

          นี่เป็นการประเมินค่าตามหลักเหตุผลทั่วไป ถึงแม้ว่าเขาจะพยายามและดิ้นรนขนาดไหนก็ตาม เขาก็ยังอยู่ ณ จุดเดิมเสมอ

 

โครงสร้างของพี่น้องเขาคล้ายกับฉัน ดังนั้นฉันจึงรู้สึกผูกพันกับเขา แม้ว่าจะคล้ายกันเพียงแค่อยู่ตรงกลางระหว่างพี่กับน้องก็ตาม

 

          และความสามารถเพียงอย่างเดียวของมิซุมิ มาโคโตะ มีนั้นต่างจากพรสวรรค์ แต่ว่ามันถูกแล้วหรอที่จะเรียกว่าพรสวรรค์? นั้นเป็นบางอย่างที่ฉันไม่แน่ใจ

 

การยิงธนูที่เขาเรียนมาตั้งแต่เด็ก เขามีความสามารถสูงในเรื่องนี้

 

แทนที่จะเรียกว่าพรสวรรค์ตามธรรมชาติ เขาเหมือนกับอัจฉริยะมากกว่า ต่างจากการเกิดมาพร้อมกับมัน มันเป็นความสามารถที่แบ่งบานออกมาจากที่อื่น

 

ความสามารถในการโจมตีโดนเป้าหมาย

 

          แม้ว่าจะต่างกันเล็กน้อย แต่ด้วยเวลาที่มีอยู่น้อยนิดฉันจึงสรุปว่าความสามารถของเขาคือการโจมตีเข้าเป้า ด้วยการตั้งสมาธิแบบพิเศษ เขาจะจมดิ่งลงไปในตนเองพร้อมกับความสามารถการวบรวมสมาธิ ทำให้เขาและธนูของเขาจะไม่มีทางพลาดเป้า นี่มันมันยอดเยี่ยมจริงๆ ถ้าในอนาคตเขาใช้ความสามารถนี้กับงานที่เหมาะสม เขาจะกลายเป็นตัวตนที่น่ากลัวมาก แต่ถึงแม้ว่านั้นจะยังไม่เกิดขึ้นแต่ในอนาคตมันจะเป็นประโยชน์ต่อเขา

          จากเด็กทั้ง 3 คนของครอบครัวมิซุมิ เขาเป็นคนเดียวที่มีความสามารถแปลกๆ แบบนี้ ย่อๆคือพ่อแม่บอกให้เขาใช้เมื่อยู่ในกรณีฉุกเฉินหรือไม่ก็ปล่อยมันไป นั้นเป็นเหตุผลที่แม้กระทั่งเมื่อมีความสามารถนี้เขาก็ตระหนักถึงมัน

          ถ้าหากเป็นผู้ที่มีสิทธ์ในการไปมันควรจะเป็นเขา ถ้าฉันสามารถสนทนากับเขาได้คงจะเข้าใจสถานการณ์ได้มากกว่านี้ แต่สำหรับเทพจะทำการติดต่อกับมนุษย์นั้นมีกฎข้อบังคับเข้มงวดมาก ในกรณีนี้คงเป็นเวลาก่อนที่จะส่งเขาไป

 

ฉันรู้สึกว่าน่าจะเข้ากับเขาได้ดี มันเป็นเรื่องน่าเสียดายจริงๆ

 

แต่

 

อีกฝ่ายน่าจะยังหลงเหลือความวิตกกังวลอยู่

 

ในหนึ่งเดือนนี้มิซุมิยังคงใช้ชีวิตเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและใช้ชีวิตในโรงเรียนตามปกติ เขาไม่ได้จัดการเรื่องภายในของเขา ไม่แม้แต่จะฝึกฝนใดๆเลยเรื่องการไปอีกโลกด้วยซ้ำ เขายังคงใช้ชีวิตทุกวันของเขาเหมือนดังเช่นทุกวัน

          เมื่อตื่นขึ้นถ้าเป็นเวรเขาจะทำอาหารเช้า, เอาเบนโตะไปโรงเรียน, พยายามอย่างหนักในกิจกรรมชมรม, เรียน, เข้ากลุ่มเพื่อน, สั่งอาหาร, ฝึกฝนร่างกาย, ค้นคว้าด้วยตนเองเรื่องงานอดิเรกของเขา, อาบน้ำ, นอน

 

เขายังเป็นชายหนุ่มวัยรุ่นทั่วไปอยู่ดี

 

          เขามีรสนิยมดี มีคนจำนวนหนึ่งสนใจในตัวเขาที่โรงเรียนม.ปลาย ถ้าจะให้ทุกคนพูดเกี่ยวกับมิซุมิ อย่างน้อยที่สุดถ้าพูดเรื่องเกี่ยวกับรูปร่างภายนอก พวกเขาจะบอกว่าเขาเป็นคนโชคดี

          สำหรับเขามันอาจจะเป็นครั้งแรกในโลกนี้ที่เขาจะมีประสบการณ์เรื่องความรัก คนที่โดดเด่นที่สุดในสายตาของฉันคือรุ่นน้องในกิจกรรมชมรมและประธานชมรม ถ้ามันกลายเป็นความสัมพันธ์รักสามเศร้า คนที่เฝ้ามองอยู่น่าจะสนุกมาก แต่สำหรับเด็กชายที่ไม่มีประสบการณ์เรื่องแบบนี้แม้แต่ครั้งเดียว มันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่เขาจะคาดหวังอะไรบางอย่าง เมื่อมองเรื่องราวรักๆ ใคร่ๆ ของหนุ่มสาวจะนำรอยยิ้มมาสู่ใบหน้าของฉัน

 

ถึงแม้ว่า

 

          เรื่องนั้นมันไม่มีทางจะกลายเป็นความจริงได้ เพราะฉันจะพรากทุกสิ่งทุกอย่างของเขาจากเวลาทั้งหมดที่เขาใช้ชีวิตในโลกใบนี้ ทำให้ทั้งชีวิตของเขาต้องหลุดออกจากความปกติเพราะความเห็นแก่ตัวของเทพเจ้า แน่นอนว่ามันเป็นความรู้สึกที่ไม่น่ารื่นรมย์เลย

 

เขามีสิทธิ์ที่จะเกลียดพวกเรา

 

ฉันจัดหาเวลาว่างจากตารางงานมากมายและจะรับหน้าที่เป็นคนที่ถูกเกลียดเอง ฉันนี่ช่างเป็นคนที่ไม่มีโชคจริงๆ

 

เอาละตอนนี้ ฉันจะเรียกเขามาจากในฝันของเขาและในเวลาเดียวกันฉันก็สร้างประตูขึ้นพร้อมทั้งสร้างที่พื้นว่างเพื่อเชิญเขาเข้ามา

 

◇◆◇◆◇◆◇◆

เธอทำเรื่องโง่ๆอะไรลงไป!!!

          เทพธิดานั้นทำอะไรไม่คิดเลย ด้วยสีหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อเมื่อมองไปที่มาโคโตะที่หายไปต่อหน้าต่อตา ทำให้ฉันรู้สึกโกรธจนพูดไม่ออกอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน และในขณะที่ฉันกำลังสงสัยว่าทำไมประตูที่สร้างไว้ถึงอยู่เป็นเวลานานนัก ไม่เพียงแต่คนที่นัดหมายไว้แต่ยิ่งไปกว่านั้นดึงคนบริสุทธิ๋ 2 คนไปด้วย

          ฉันอยากจะพูดกับบุคคลด้วยความเคารพเพื่อส่งพวกเขา ดังนั้นฉันถามถึงรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนั้นแต่เด็กคนนั้นไม่รู้เรื่องอะไรเลย นอกเหนือจากข้อเท็จจริงที่ว่าเขายังไม่ได้พูดคุยกับพ่อแม่ของเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นมหนุษย์

 

นั้นเป็นเรื่องที่รับได้

 

ถึงแม้ว่าเขาจะรู้ตัวถึงเรื่องนั้นเมื่อไปถึงอีกโลกหนึ่งแต่ฉันไม่สามารถไปอยู่ข้างๆเขาได้ ฉันจึงภาวนาให้เขาหาเพื่อนที่ดีได้

          ที่บ้านเกิดและสภาพแวดล้อมที่เขาเติบโตมา เมื่อมนุษย์เกิดคำถาม ผู้ที่จะช่วยเหลือสนับสนุนมิใช่พระเจ้า แต่เป็นเส้นทางที่เขาเดินผ่านมา, เพื่อนที่สามารถพึ่งพาได้ และคนที่นับถือ

 

มันเป็นแบบนั้น

 

          ต่อมาฉันเสียใจที่ทำเหมือนพยายามปกป้องเทพธิดานั้น ด้วยความเคยชิน ฉันขอให้มาโคโตะทำเป็นมองไม่เห็นเรื่องการกระทำของเทพธิดานั้น แน่นอนว่าถ้าความความสัมพันธ์ของเขากับเธอไปได้ด้วยดีนั้นคงเป็นเรื่องที่น่าพอใจ แต่ในคราวนี้เด็กคนนั้นถูกปฏิบัติแบบซี้ซั้ว แค่ไปฟังเรื่องที่เธออยากพูดและผลลัพธ์ที่ออกมาแตกต่างจากที่คาดหวังไว้

 

เขาได้รับการปฏิบัติอย่างน่าสมเพชมาก

 

ในตอนนี้ไม่มีทางแก้อื่นแล้ว ฉันเสียพลังจำนวนมากกับเขาแต่ฉันยังใช้กำลังใจทั้งหมดเพื่อส่งบางอย่างให้แก่ร่างกายเขา

 

มันเป็นเรื่องยากที่จะทนได้สำหรับร่างกายแก่ๆนี้จริงๆ

 

          แต่เมื่อคิดถึงเรื่องที่เด็กชายคนนั้นเลือกที่จะมาที่นี่แทนพี่น้องของเขา ฉันไม่สามารถพูดอะไรแบบนี้ออกไปได้ และด้วยสติที่เหลืออยู่ของฉันจึงมุ่งหน้าไปที่นั้นและตามรอยสองคนที่ถูกพาตัวมา แม้ว่าจะใช้เวลาซักหน่อยแต่ดูเหมือนว่าสองคนนั้นลงไปติดต่อกับมหนุษย์เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งพวกเขาทั้งคู่ยังได้รับการอำนวยพรจากเทพธิดามากมายและได้รับแม้กระทั่งสมบัติศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย

          ดูเหมือนว่าสองคนนั้นไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้ว นอกจากเรื่องที่ส่งผลกับโลกนี้ดูแล้วดวงตาของพวกเขาจะไม่ได้แสดงความไม่สะดวกใจตรงไหน มันอาจจะเป็นเพราะกฎเรื่องการขนย้ายของผู้ที่จะถูกส่งไปต้องยอมรับก่อน แม้ว่าสองคนนั้นแม้จะสับสนไปบ้างแต่ฉันไม่ได้รู้สึกว่าพวกเขาปฏิเสธแต่อย่างใด

          งั้นตอนนี้ เกี่ยวกับมาโคโตะ ฉันได้ยินว่าเทพธิดานั้นพูดเรื่องแย่ๆไปเรื่อยๆ จนถึงขนาดให้หูของฉันเน่าได้เลย แต่ฉันสงสัยว่าที่เธอพูดนั้นจริงจังมากแค่ไหน

 

อ-อะไร?!

มาโคโตะลอยอยู่กลางท้องฟ้า?!

นอกจากสมบัติศักดิ์สิทธิ์ที่ฉันแทบจะไม่รู้สึกถึงพลังของเทพธิดาในตัวเขา!

ฉันรู้สึกได้ถึงมันอย่างแผ่วเบาแต่ว่า.....ความเข้าใจในภาษา?

นั้นมันไม่ใช่ของที่เธอจะมอบให้บางคน และยิ่งไปกว่านั้นยังผลักเขาลงมาในสภาพที่ไม่พร้อมอีก

แต่แค่คิดว่าเขาถูกโยนลงไปที่ชายแดนโดยไม่มีอะไรซักอย่าง!

 

◇◆◇◆◇◆◇◆

 

ถึงจุดสิ้นสุดของโลก ดวงดาราร่วงหล่นลงแดนรกร้าง ร่างตกลงมา

 

กลอนไฮคุแห่งฤดูกาลของฉัน

ไม่ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ทำไมฉันถึงคิดออกมาเป็นกลอนไฮคุ?!

 

          เกิดเหตุการณ์ที่ไม่สมจริงขึ้นมาฉันเลยหนีความจริงไปชั่วขณะ เขาถูกเรียกมาโดยเทพเจ้าเพื่อข้ามมายังโลกนี้และร่วงลงมาจากฟ้าอย่างกะทันหันเป็นอย่างแรก

 

ยัยโง่นั้น ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นเทพแต่เธอทำอะไรลงไป!

ฉันต้องรีบติดต่อมาโคโตะให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

          เมื่อฉันบอกเขาเรื่องที่จะไม่ตายแม้จะตกลงมา จากเด็กชายที่มีใบหน้าราวกับยอมแพ้ที่จะมีชิวิตต่อไปแล้วในขณะที่ร่วงลงมาก็แสดงกำลังใจออกมาเล็กน้อย

          อย่างที่คาดไว้ มาโคโตะถามด้วยความเป็นห่วงว่าถ้านั้นเป็นหนึ่งในพี่น้องของเขารึเปล่า แต่ฉันบอกเขาว่าไม่ใช่ รวมทั้งบอกเรื่องที่อีกสองคนที่ถูกส่งมาพร้อมกับเขาได้ติดต่อกับผู้คนเรียบร้อยแล้ว และมาโคโตะแสดงความรู้ซึกซับซ้อนออกมาบนหน้าของเขา

          ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ตามเขากลับแสดงสีหน้าแปลกใจออกมาให้ฉันเห็นและพยักหน้าอย่างอ่อนโยนเมื่อฉันลองขอให้เขาดูแลสองคนนั้นดีๆ ถ้าได้มีโอกาสเจอพวกนั้น

 

ฟุฟุฟุ

 

อย่างที่ฉันคิด ฉันเข้ากับเขาได้ดี สุดท้ายแล้วฉันรู้สึกว่าพลังกำลังจะหมดลง

 

ใกล้จะหมดเวลาแล้ว

 

          ฉันอยากจะพูดกับเขาอีกมากมายหลายอย่างแต่ดูเหมือนมันจะเป็นไปไม่ได้ ส่วนเทพธิดานั้น ฉันหวังว่าเธอจะเตรียมตัวโดนทำโทษไว้นะ ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นเทพแห่งการสร้างที่มีอำนาจมากแต่ฉันจะไม่ปล่อยให้เรื่องจบลงโดยไม่ได้รับผลจากการกระทำของตัวเธอเอง

 

“ในสถานการณ์นี้ แต่เดิมหน้าที่ของผู้กล้าที่ควรจะเป็นของนายถูกชิงไปโดยตัวเทพธิดาเอง ดังนั้นนายไม่ต้องอดกลั้นอะไรทั้งนั้น ด้วยนามแห่งซึคุโยมิ ฉันอนุญาตให้นาย มิซุมิ มาโคโตะ มีอิสระในโลกใบใหม่นี้ นายทำอะไรก็ได้ตามที่นายต้องการ”

 

มาโคโตะไม่จำเป็นต้องไปฟังคำของเทพธิดาและด้วยคำพูดของฉัน เขาน่าจะรู้สึกไม่สะดวกบ้างแต่ด้วยนามของฉันขอสัญญาเรื่องอิสระภาพของเขา

 

มาโคโตะดูจะดีใจเมื่อได้ยินคำพูดของฉัน

 

ใช่แล้ว โดนปฏิบัติแย่ๆแบบนั้นใส่ ใครจะทำตามที่เทพธิดานั้นพูด นายอยากจะทำอะไรก็ทำไปจนตราบสิ้นชีวิต มันไม่เป็นอะไรหรอกถ้านายจะใช้ชีวิตอย่างที่นายต้องการ!

 

“ด้วยเจตจำนงแห่งสปิริต ฉันภาวนาให้เราได้พบกันอีกครั้ง ในตอนนั้นฉันหวังว่านายจะบอกฉันเรื่องการใช้ชีวิตในโลกนี้ ดังนั้นได้โปรดเถิดปล่อยให้มาโคโตะมีโชคดีในอนาคตที่จะมาถึงนี้ด้วย”

 

ด้วยคำภาวนาหวังว่าจะได้พบกันอีกครั้งเพราะมันเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับเราที่จะพบกันอีกแล้วในโลกใบนี้ จากนั้นฉันหายไปจากโลกของเทพธิดา

 

สติสัมปชัญญะของฉันเริ่มขุ่นมัว

 

เป็นครั้งแรกของฉันที่ใช้พลังไปมากขนาด ฉันคิดว่ามันให้ความรู้สึกที่เลวร้ายและน่ากลัวมาก เป็นเพราะฉันออกแรงมากเกินกว่าเหตุ ฉันจึงแทบจะไม่สามารถไปขอความช่วยเหลือจากเหล่าคนรู้จักได้ สุดท้ายฉันก็สลบไป

 

ได้โปรดเถิดปล่อยให้มาโคโตะความสุขในอนาคตด้วย

 




NEKOPOST.NET