[นิยายแปล] ย้อนเวลามาเป็นเจ้าพ่อHollywood ตอนที่ 4 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] ย้อนเวลามาเป็นเจ้าพ่อHollywood

Ch.4 - Ch4 – Tempted


Ch4 – Tempted

 

"เอริก คุณจะปล่อยให้สำนักพิมพ์ของฉันดูแลหนังสือของคุณได้ไหม?"

ไมเคิล ไครช ไม่ได้พยายามซ่อนความตั้งใจของเขา เขาพูดมันออกมาโดยตรง


 

เอริกมองไปที่ต้นฉบับที่สาวผิวดำกำลังถ่ายเอกสารแล้วพูดกับไมเคิลว่า

"ผมขอโทษ ไมเคิลถึงแม้ฉันจะขอบคุณสำหรับการยอมรับของคุณ แต่ผมก็อยากลองเสี่ยงโชคกับสำนักพิมพ์ใหญ่ดูก่อน

บิดามารดาผู้ให้กำเนิด ย่อมอยากให้ลูกๆของตนไปในที่ที่ดีที่สุด ใช่ไหม ? (เอริกเปรียบนิยายเป็นลูกๆ)"


 

ไมเคิลไม่ได้แสดงท่าทีดูถูกหรือไม่พอใจ เขายิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า " เอริก คุณดูเหมือนไม่ได้เข้าใจเกี่ยวกับสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่

อย่างถ่องแท้นะ บางทีเราอาจจะหาสถานที่เหมาะสมคุยกันได้ มีร้านกาแฟอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ เราไปพูดคุยกันไหม ? "


 

เอริกหยิบต้นฉบับแล้วใส่ในกระเป๋า เขาตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า

"ผมขอโทษด้วยไมเคิล ผมกำลังจะไปทำงานสาย ในอนาคตถ้าต้นฉบับของผมถูกปฎิเสธ ผมจะติดต่อไปหาคุณ"


 

เอริกสะพายกระเป๋าแล้วเดินออกจากร้านพิมพ์แล้วขีบรถไปที่ร้านอาหารของเจฟ


 

ไมเคิลลังเลอยู่นิดหน่อยก่อนจะรีบวิ่งออกจากร้าน แล้วขับรถตามเอริกไป เขารู้สึกว่าถ้าพลาดโอกาสนี้เขาอาจเสียใจไปตลอดชีวิต

ความรู้สึกของเขาตอนนี้มันเป็นเพราะ จูราสสิก พาร์ค 30% และ 70% เป็นเพราะเด็กหนุ่มที่ชื่อเอริก


 

แม้ว่าเขาจะอ่านได้เพียงครึ่งเล่มของนวนิยายเรื่องนี้ แต่ไมเคิลประหลาดใจกับความรู้ของเด็กหนุ่มเป็นอย่างมาก

เป็นที่รู้กันดีว่าอายุเท่านั้นไม่น่าจะได้ยินเกี่ยวกับวิศกรรมการตัดต่อพันธุกรรม นาโนแมชชีน หรือเทคโนโลยีชั้นสูงอื่นๆ

แต่ไม่ใช่กับเด็กคนนี้เขาจัดทำได้เป็นอย่างดีแล้วยังใช้คำศัพพ์โดนไม่ทำให้เสียความสนใจในนิยาย

แต่กลับเพิ่มความน่าสนใจของในเนื้อเรื่องมากขึ้ย


 

เขาเคยเห็นนวนิยายแนว ไซไฟ หลายเรื่อง แต่ส่วนมากการใช้ศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องเหล่านี้มันน่าเบื่อ

ไม่ใช่ทุกคนที่จะอ่านนิยายประเภทนี้ได้


 

เอริกจอดรถไว้ที่ลานจอดรถ แล้วหันไปเห็นรถคันสีดำที่เห็นได้ชัดว่ากำลังขัดว่าตามเขามา

ความประทับใจของไมเคิลเติบโตขึ้นมาก


 

"เฮ้ เอริก" ไมเคิลโบกมือพยายามจะพูด แต่เอริกชี้ไปที่นาฬิกาแล้วพูดว่า

"ไมเคิลเห็นไหมนี่มัน 9 โมงแล้ว ผมต้องไปทำงานในฐานะพนักงานเสริฟในร้านอาหารอิตาเลี่ยน

ถ้าคุณไม่รังเกียจก็สั่งอาหารเช้ารอก่อนได้" ไมเคิลพยักหน้าแล้วเดินตามเอริกเข้าไปในร้านอาหาร


 

เอริกเข้าไปเปลี่ยนชุดแล้วเดินออกมา ไมเคิลนั่งอยู่ริมต่างมีจานเปล่าวางอยู่ตรงหน้าเขา


 

"ผมอธิบายสถานณ์การให้ Mr.เจฟเจ้าของร้านฟังแล้ว แต่คุณต้องรีบหน่อย"เอริกนั่งตรงข้ามไมเคิลแล้วพูดว่า

"ผมอาจจะเด็ก แต่ไม่ได้ชักจูงง่ายนักหรอกนะ"


 

ไมเคิลหัวเราะ "ฉันเชื่อมั่นว่าหลังจากได้ฟังคำอธิบายของฉันแล้ว คุณจะให้สิทธิ์การจำหน่อยแก่สำนักพิมพ์ฉันอย่างแน่นอน

คุณคงจะไม่รู้จักสำนักพิมพ์ใหญ่อย่างนั้นเป็นอย่างดี แต่ฉันได้ทำงานที่สำนักพิม์ Simon & Schuster มานานถึง 11ปี

ฉันได้รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับมัน แต่เพราะล้มเหลวในการแข่งขันชิงตำแหน่งผู้จัดการ ก็เลยออกมาตั้งสำนักพิมพ์ของตัวเอง"



 

"แล้วมันเกี่ยวข้องยังไงกับผม ?" เพราะเมื่อชีวิตที่แล้วของเอริกล้มเหลว

เขารู้สึกกลัวเกี่ยวเรื่องราวการต่อสู้ดิ้นรนของคนอื่น


 

"ผ่อนคลายๆ เด็กหนุ่ม ฉันแค่เพียงต้องการให้คุณเข้าใจว่าฉันไม่ได้ล้อเล่น คำพูดของฉันเป็นความจริง

คุณรู้ไหมว่าตอนแรกผมได้รับหน้าที่ตรวจสอบคำร่างนับหมื่นนับแสนคำจากหลายร้อยพึงหลายพันต้นฉบับ

ถึงส่วนใหญ่จะไม่ดีแต่ก็มีผลงานมากมายได้รับการตีพิมพ์ มีหนังสือมากกว่า 2000 เล่มที่ต้องการได้ตีพิมพ์ต่อปี

ต่อให้คุณได้รับการตีพิมพ์แล้ว แต่พวกเขาก็ยังมีหนังสือที่วางจำหน่ายอีกเป็นร้อยเป็นพันเล่ม คุณคิดว่า

พวกเขาจะโปรโหมดการขายให้มือใหม่อยากคุณสักเท่าไหร่กัน ? "


 

ไมเคิลหยุดแล้วจิบน้ำปล่อยให้เอริกได้นั่งคิด  เอริดยังคงครุ่นคิดเขาไม่ได้พูดอะไรได้แต่มองไปที่ไมเคิลให้พูดต่อ


 

ไมเคิลกล่าวว่า"สำนักพิมพ์ของฉันอาจจะมีขนาดเล็ก แต่ด้วยประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับจำหน่ายของผม

เรามีนวนิยายแนววิทยาศาสตร์ ผจญภัย แนวสยองขวัญ ที่แม้จะไม่กี่เล่มต่อปีแต่ก็ได้รับชื่อเสียงจำนวนมาก

ถ้าคุณมอบจูลาสสิก ปาร์คให้แก่ทางเรา ฉันสัญญาว่าจะใช้ทรัพยากรทั้งหมดที่มีในการโปรโมทนวนิยายของคุณ

มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อให้เป็นที่รู้จักภายในระยะเวลาอันสั้น ด้วยความช่วยเหลือและคำแนะนำของฉัน

นวนิยายของคุณจะมีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นหนังสือขายดี"


 

ไมเคิลวางมือลงบนโต๊ะแล้ใค่อยๆรอการตัดสินใจของเอริก


 

หลังจากได้ยินสิ่งที่ไมเคิลพูด เอริกก็ยังคงกังวลอยู่บ้าง

หากว่าสำนักพิมพ์เล็กๆจะใช้ทรัยากรทั้งหมดที่พวกเขามี ผลตอบรับที่จะได้จะเป็นยังไงบ้าง



 

จิตใจของเขายังเป็นชายวัยกลางคนที่มีประสบการณ์มากมายในชีวิตและได้พบเจอผู้คนมากมาย

แน่นอนว่าเขาไม่ด่วนใจร้อนเพราะเพียงคำพูดไม่กี่คำ สิ่งที่ไมเคิลบอกว่าจะสร้างชื่อเสียงให้จูราสสิก ปาร์ค

ภายในเวลาอันสั้นนั้นตรงกับความต้องการของเขาก็ตาม


 

ไม่ว่าจะยุคไหน ชื่อเสียง ก็เป็นสิ่งสำคัญที่มีประโยชน์มหาศาล จากมุมมองของเอริก

เขาอายุยังน้อยจำเป็นต้องได้รับการเชื่อมั่นไว้วางใจและการสนับสนุนการผู้อื่นอย่างมาห


 

ถ้าหากปราศจากชื่อเสียง การที่นักเรียนมัธยมปลายอายุ 18 กลายเป็นผู้กำกับ ผู้คนจะหัวเราะกันอย่างดุเดือด

แต่หากเป็นนักเขียนผู้มีพรสวรรค์อายุ18ป้ กลายเป็น ผลลัพพ์นั้นจะต่างกัน

แน่นอนอาจมีคำติอยู่บ้าง  แต่ต้องมีบางคนคิดคิดว่า เด็กอัจริยะ นี่อาจจะทำได้จริงๆก็ได้


 

เอริกพูดว่า"ผมยอมรับขอเสนอ แต่ตอนนี้ยังเป็นเพียงสัญญาปากเปล่า ผมยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสำนักพิมพ์ของคุณเลย"


 

"มันง่ายมากที่จะบอก" ไมเคิลพูดอย่างใจเย็นว่า "หนึ่งในนักเขียนที่ฉันรับผิดชอบได้อยู่ในรายชื่อหนังสือขายดีของ New York Times    

แม้ว่าเขาจะอยู่รายชื่อล่างๆก็ตาม แต่นั่นไม่ได้ช่วยหยุดให้ Twentieth Century Fox  ซื้อลิขสิทธิ์และทำให้มันกลายเป็นภาพยนต์ในปีที่จะถึงนี้"


 

เอริกไม่ได้สงสัยในสิ่งที่ไมเคิลพูด เขากล่าวว่า "แล้วเมื่อไหร่เราจะพูดถึงความร่วมมือนี้ >"


 

ไมเคิลตะลึงเป็นเวลาสองวิแล้วพูดขึ้น "คุณ-คุณ ยอมรับข้อเสนอแล้ว ?"


 

"ใช่แล้ว" เอริกหยักหน้าแล้วยิ้ม "พูดตรงๆ ผมแทบรอไม่ไหวที่จะได้เห็นหนังสือของผมวางขายแล้ว"


 

"งั้นไว้พูดคุยกันคืนนี้เป็นไง? ฉันคิดว่าคุณควรต้องทำงานเสียก่อนตอนนี้" ไมเคิลชี้ไปที่ทางเข้าร้านซึ่งลูกค้าเข้ามาเรื่อยๆ


 

หลังจากทั้งสองคนเห็นตรงกัน ไมเคิลก็ออกจากร้านอาหารด้วยความพึงพอใจ


 

"เอริก นายพูดอะไรกับผู้ชายคนนั้น? นายดูมีความสุขผิดปกติ" เจฟถามขึ้น เอริกเพิ่งบอกว่าเขามีเรื่องสำคัญที่จะพูดคุย

กับชายคนนั้น เป็นธรรมดาที่เขาจะอยากรู้อยากเห็น


 

เอริกส่งเมนูให้ลูกค้าอล่ว้ข่าไปที่ห้องครัวแล้วตอบว่า "โอ้ ใช่ๆเจฟ ผมมีข่าวจะบอก ผู้ชายคนนั้นเขาเป้นเจ้าของสำนักพิพ์

หนังสือของผมจะได้รับการตีพิมพ์เร็วๆนี้"


 

เจฟรู้สึกสับสนแล้วมองเอริกแปลกๆ "ตีพิมพ์นวนิยาย? เมื่อวานนายเพื่งบอกว่าอยากเป็นผู้กำกับเลยเขียนบทภาพยนต์?

นายทิ้งความฝันอย่างรวดเร็วแล้วกลายเป็นนักเขียนงั้นหรอ ?"


 

เอริกกล่าวว่า "แน่นอนว่าไม่ใช่ เป้าหมายของผมไม่เคยเปลี่ยน งานเขียนนี้ไม่ได้ทำให้ผมไม่ได้เป็นผู้กำกับสักหน่อย

ผมมีต้นฉบับอยู่ในกระเป็าในห้องแต่งตัว เจฟคุณจะลองอ่านแล้วให้ความคิดเห็นหน่อยได้ไหม ? "


 

เจฟคิดว่างานเขียนของเอริกน่าจะเป็นเพียงเรื่องสั้น 1000 คำ แต่เมื่อเขาได้เห็นกระดาษหนาเป็นปึก

เจฟรู้สึกช็อคอย่างมาก นักเขียนที่เขียนงานเขียนเล่มนึงเกิน 150,000 คำ มีไม่มากนัก


 

เขาใช้เวลาในช่วงกลางวันไปอ่าน พนักงานร้านตระหนักได้ว่าเจ้านายของเขาหายตัวไปนานหลายชั่วโมง

เจ้านายเขานั้นมักจะเดินอยู่รอบๆเสมอๆ เพราะแบบนั้นมันจึงแปลกมาก


 

เมื่อพวกเขาคุยกันว่าควรจะออกไปตามหาดีหรือไหม เจฟก็ออกมาจากห้องแต่งตัว เขาตบไหล่เอริกแล้วพูดว่า

"มันเป็นนิยายที่ยอดเยี่ยม! นายคงได้ลาออกจากที่นี่เร็วๆนี้เป็นแน่" ด้วยคำพูดที่เจฟทิ้งไว้  ทำให้กลุ่มคนรอบๆ

เข้ามาล้อมรอบสอบถามเอริกเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น


 

และด้วยเหตุนี้ตลอดช่วงบ่ายเหล่าพนักงานเสริฟและคนครัว ได้ผลัดกันเข้าไปในห้องครัวขออ่านผลงานของเอริก

มีพนักงานสาวสวยหน้าตาดีบางคนมาถามเขาว่าขอเอากลับไปอ่านที่บ้านได้ไหม


 

เอริกไม่ได้แยแสกับท่าทางสาวสวยที่ขยิบตาให้ เขาปฎิเสธคำขอดังกล่าว ก่อนหนังสือได้ถูกตีพิมพ์เขาไม่ต้องการให้เกิดเหตุร้ายอะไรขึ้น


 




NEKOPOST.NET