[นิยายแปล] การสร้างเมืองของท่านจอมมาร ตอนที่ 46 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] การสร้างเมืองของท่านจอมมาร

Ch.46 - ตอนที่17 โฉมหน้าเบื้องหลังของอวาลอน


ด้วยการชิงโจมตีของผม พ่อค้า...โคนันนาก็สะดุ้งไปแวบหนึ่ง

"อะไรกันอะไรกัน ก่อนที่จะเจรจาก็ปฏิเสธแล้วเหรอครับ ยังไงก็ช่วยฟังที่จะพูดก่อนได้ไหมครับ ดาบที่ขายอยู่ที่เมืองนี้ถ้าเป็นที่เอคลาบาล่ะก็ต้องขายได้ในราคาสี่เท่าแน่นอนครับ ผมกำลังคิดว่าอยากจะขอซื้อเป็นจำนวนมากด้วยราคาสามเท่าของตอนนี้ครับ ไม่คิดว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่ไม่มีอะไรเสียทั้งสองฝั่งหรอกหรือครับ"
"ผมคงรับข้อเสนอนั้นไม่ได้หรอกครับ เหตุผลคงบอกไม่ได้ แต่สิ่งที่ผมต้องการนั้นคือการเรียกคนมาเพิ่มขึ้นสักคนมาที่เมืองนี้ครับ คงจะปล่อยอาวุธที่ใช้เรียกแขกพวกนั้นให้ได้ได้หรอกนะครับ"

เงินเนี่ยอยากได้เมื่อไหร่ก็หาได้อยู่แล้ว
ที่สำคัญก็คือคน

"หื๊อ น่าประหลาดใจจริงๆครับ ถ้าร่วมมือกันค้าขายกับผมน่าจะสุดยอดยิ่งกว่าแท้ๆ... แล้วก็สาสตร์การตีดาบที่เมืองแห่งนี้ขาย ถ้าเพียงแค่ขายมันล่ะก็พอขายได้เล่มหนึ่งแล้วก็จะจ่ายให้หนึ่งเหรียญทอง ถ้าทำแบบนี้ล่ะก็รายรับจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยเท่า ไม่สิเป็นพันเท่าเชียวนะครับ"

เป็นวิธีคิดที่สมกับเป็นพ่อค้า
ถ้าเกิดทำได้จริงๆล่ะก็ถึงอวาลอนจะหลับใหลไปแต่ก็สามารถได้เงินมามากมายแน่นอน

"น่าเบื่อจริงๆเลยครับ ผมไม่ต้องการที่จะขายสินค้าของเมืองนี้ที่ข้างนอกนั่น ผมไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงินสักนิดครับ"
"มีเป้าหมายที่ยิ่งกว่าเงินงั้นเหรอ"
"เป้าหมายก็คือการรวบรวมคนจำนวนมากมาที่เมืองแห่งนี้และก็พัฒนาต่อไปครับ ถ้าไม่ใช่เพื่อการนี้แล้วก็ไม่มีความหมายใดๆ"

พ่อค้าจ้องมองมาที่หน้าของผม
แล้วก็ถอนหายใจออกมา

"อย่างนี้นี่เอง ไม่เห็นเศษเสี้ยวของช่องว่างเลยสักนิด เป็นคำพูดที่ออกมาจากใจจริงเลยสินะครับ"

ผมพยักหน้าอย่างไร้คำพูดใดๆ

"ดูเหมือนจะไม่มีเรื่องจะพูดแล้วสินะครับ ถ้าอย่างนั้นผมจะขอเดินหน้าไปเจรจาเรื่องอื่นที่เตรียมไว้นะครับ คือว่าทีเมืองนี้ผมอยากจะขอตั้งร้านค้าของบริษัทเคิร์ทรู๊ทของเราหน่อยน่ะครับ"

สำหรับเมืองนี้นั้นไม่อนุญาตไปมากกว่านี้
ของที่ไม่พอสำหรับอวาลอนนั้นมีอยู่มากมาย

ตอนนี้ของกินที่ขายในเมืองนี้มีแค่ขนมปัง แอ๊ปเปิ้ลแล้วก็เนื้อแห้งเท่านั้น ถึงจะบอกว่าพวกนี้มีราคาถูก แต่แค่นี้คงพอสำหรับมนุษย์ ยังไงก็ต้องอยากทานอะไรอีกหลายๆอย่าง

ถ้าจะใช้ชีวิตในระยะยาวก็ต้องมีพวกเสื้อและรองเท้า อาหารอร่อยๆสำหรับพวกนักชิมเองก็ต้องการ ร้านกลางคืนเองก็ด้วย
จริงๆแล้วตอนนี้ผมก็ยอมรับให้นักเดินทางกับพ่อค้าตัวจ้อยเอาสินค้ามาทำการแลกเปลี่ยนต่างๆนานาอยู่เบื้องหลังอยู่

เงื่อนไขนี้ก็มีข้อดีกับพวกผมอยู่ อย่างหนึ่งคือการนำสินค้าจำนวนมากเข้ามาในเมืองมันยุ่งยากเราไม่ได้มีกำลังคนขนาดนั้น แต่ว่าถ้ามีร้านค้าของบริษัทยักษ์ใหญ่ของที่นำมาขายในเมืองนี้...หรือก็คือของที่จำเป็นก็จะหามาได้จำนวนมาก
แล้วยิ่งกว่าอะไรมันจะเป็นการเพิ่มคอนเทนท์ที่จะเรียกแขกเพิ่มโดยที่พวกผมไม่ต้องรับผิดชอบ ถ้าเป็นแบบนั้นทั้งคนทั้งรายได้ของเมืองก็จะเพิ่มขึ้น

"ท่านโพลเคล ด้วยเงื่อนไขนี้ต้องสร้างแรงดึงดูดให้อวาลอนได้มากแน่นอนครับ แล้วผมก็อยากจะขอสักสองจุดด้วยครับ ก่อนอื่นก็ ภาษี"
"ไม่ต้องจ่ายภาษีก็ไม่เป็นไรหรอกครับ เอาของมาขายได้ตามใจชอบได้เลย"
"ห๊า"

โคนันนาร้องออกมาด้วยความตกใจ
ปกติแล้วภาษีนั้นเป็นทรัพยากรที่สำคัญมาก การไม่เก็บเลยนั้นเป็นไปไม่ได้

"เอาจริงเหรอครับ?"
"ครับ อวาลอนนั้นสำหรับบริษัทของคุณแล้วจะไม่เก็บภาษี รวมผู้คน แล้วก็เป็นสถานที่ที่จะค้าขายได้อย่างปลอดภัยครับ ในส่วนนั้นก็นำสินค้ามาเพิ่มและช่วยดูแลเรื่องราคาสินค้าด้วยจะช่วยได้มากเลยล่ะครับ แล้วก็อีกเรื่องหนึ่ง ของที่ขายอยู่ในร้านค้าของเมืองนี้นั้น ใช้วัตถุดิบที่หาได้จากเมืองนี้ครับ หรือว่าสามารถซื้อได้จากเมืองนี้...ถ้าเกิดว่าร้านค้าของคุณเริ่มมาเปิดร้านก็จะทำเป็นสินค้าที่ซื้อจากกร้านค้าของคุณเท่านั้นครับ ถ้าเกิดคุณตั้งร้านได้แล้วทางเราก็คงเลิกขายของอย่างเนื้อแห้งได้เลยครับ... แต่ถ้าเกิดว่ามีของจำเป็นกับเมืองมากที่ร้านของคุณจัดการหาไม่ได้ขึ้นมาก็คงต้องยกเว้นไว้ล่ะนะครับ"

พ่อค้ากลืนน้ำลายเข้าไปอึกใหญ่
ในยุคนี้ไม่ว่าเมืองไหนถ้าจะนำสินค้ามาขายในเมืองก็จะมีการเก็บภาษี แล้วก็ให้พูดก็ถือการจะขายนอกเมืองนั้นก็จะโดนอสูรจู่โจมได้ถือว่าเป็นเรื่องไม่ปลอดภัยสำหรับยุคสมัยนี้
ถ้าเกิดตั้งร้านค้าได้ในในเมืองที่ไม่เก็บภาษีแถมยังรับประกันความปลอดภัยได้อีดล่ะก็ถือเป็นผลดีทางด้านธุรกิจอย่างมาก

นอกจากนี้ คำพูดที่ผมบอกไปว่าจะขายเฉพาะของที่หาได้ในเมืองนี้เท่านั้นก็มีความหมายว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมาแข่งกับอวาลอนที่ขายของราคาถูกโดยไม่สนผลกำไรนั่นเอง
พอมีคนเยอะ ทั้งที่มีสินค้าที่วิเศษที่สามารถสร้างความคาดหวังใช้เรียกแขกได้ก็เถอะแต่เมืองนี้ก็ไม่มีของพอ โอกาสที่จะค้าขายก็จะขยายไปได้อย่างไม่สิ้นสุด

"เงื่อนไขสองข้อที่อยากจะขอร้องผมที่พูดไว้ก่อนหน้านี้สินะครับ"

โคนันนาหัวเราะออกมาอย่างประหลาดใจ

"คงต้องขอเก็บภาษีส่วนนั้นหน่อยนะครับ หนึ่งในสิบของยอดขายในแต่ละเดือน ส่วนที่เหลือทั้งหมดจะเก็บไปก็ไม่เป็นไรครับ"
"ไม่ใช่กำไรแต่เป็นยอดขายอย่างนั้นเหรอครับ ถึงจะอย่างนั้นก็ถูกมากเลยนะครับ ได้สิครับ แต่ก่อนออื่นอยากจะตั้งร้านน่ะครับ ถ้าอย่างไรจะขอซื้อที่ดินจะเป็นไปได้ไหมครับ?"
"ขอมอบบ้านหลังที่สร้างเสร็จแล้วให้เลยหนึ่งหลังก็ได้ครับ เอาไปดัดแปลงใช้ได้ตามใจชอบเลยครับ บ่อน้ำ ออนเซ็น น้ำใต้ดินก็เตรียมไว้แต่แรกแล้วครับ แล้วก็ขอมอบโกเลมเงินสองตัวให้เป็นของขวัญสำหรับบริษัทของคุณด้วยครับ สิ่งนี้ถือว่าเป็นของสำหรับเรื่องที่ไม่สามารถนำสินค้าในเมืองผมไปขายที่อื่นได้ล่ะนะครับ... ถึงจะพูดแบบนั้น คนที่ไม่ขายให้จะมีแค่ผมล่ะนะครับ"
"ขอแสดงความขอบคุณครับ เรื่องครึ่งหลังที่บอกว่าไม่ขายให้มีแค่ท่านโพลเคลนี่อยากจะขอฟังอย่างละเอียดจะได้ไหมครับ?"

เป็นธรรมดาที่จะสงสัย การค้าขายปกตินั้นก็จะขนของมาขายที่อวาลอนแล้วก็ขากลับก็เอาสินค้าที่น่าสนใจของอวาลอนกลับไปขายที่เมืองอื่น ถ้าทำแบบนั้นไม่ได้กำไรก็หายไปครึ่งหนึ่ง

"ก่อนสิ่งใดคือการรวบรวมผู้อพยพมาเมืองนี้ ถ้าชาวเมืองนี้เริ่มที่จะปลูกพืชผักแล้วทั้งแอ๊ปเปิ้ลที่คุณชม ทั้งข้าวสาลีคุณภาพสูงที่หาไม่ได้ในเมืองอื่น ก็จะปล่อยให้ชาวเมืองขายกันครับ แล้วก็เมืองนี้นั้นมีนักผจญภัยเข้ามาจำนวนมาก สมบัติที่หาได้จากดันเจี้ยนจะซื้อขายก็ทำได้แน่นอนครับ สำหรับการค้าขายของชาวเมืองนั้นเมืองนี้ไม่มีการจำกัดแม้แต่นิดเดียวครับ"
"ครับ ดูเหมือนจะเกี่ยวกับการปล่อยขายได้แล้วสินะครับ ถึงจะเสียดายที่ไม่ได้ดาบที่หมายตาที่สุดก็เถอะแต่เท่านี้ก็น่าดึงดูดพอแล้วครับ แล้วก็โกเลมสินะครับ"

พอได้ยินว่าโกเลม ดวงตาของโคนันนาก็เปลี่ยนสี
ถ้าเป็นพ่อค้าต้องเข้าใจความหมายของมันทันทีแน่ๆ

"จะใช้ลากแทนรถม้าก็ได้นะครับ ถึงความเร็วจะต่ำกว่าม้าแต่ในทางยาวแล้วโกเลมเงินน่าจะเร็วกว่านะครับ แรงก็เยอะทำให้สามารถขนของได้หนักกว่า อาหารกับน้ำก็ไม่ต้องใช้ความเหนื่อยก็ไม่มี แถมยังมีความแข็งแกร่งระดับCจึงสามารถใช้คุ้นกันได้ด้วยครับ"

มันคือจุดเด่นของโกเลม ถ้าพูดถึงม้าทั้งการเลี้ยงดูและการดูแลก็ต้องใช้เงินและเวลา แถมตอนที่โดนอสูรบุกก็ป้องกันได้ลำบาก โกเลมนั้นถึงจะช้าแต่ด้วยระดับนั้นก็สามารถนำไปใช้ได้
แถมสำหรับตอนนี้ในการป้องกันอสูรนั้นปกติแล้วจำเป็นที่จะต้องจ้างนักผจญภัยมาคุ้มกัน
แต่โกเลมเงินนั้นแก้ปัญหาทั้งหมดนั้นได้ ราคาการขนส่งสินค้าก็ลดลงได้ค่อนข้างเยอะ

"นอกจากนั้นแล้วยังเตรียมบ้านไว้ให้สำหรับลูกจ้างของร้านด้วยครับ ถึงจะพูดไปอย่างหนึ่งแล้วก็เถอะแต่ว่าที่พูดก่อนหน้านี้คือภาษีสำหรับร้านครับ สำหรับผู้ที่จะตั้งถิ่นฐานในเมืองนี้แล้วจะมอบเงินร้อยละสิบของเงินที่มีให้ด้วยนะครับ"

เงื่อนไขของผมมันแปลก
แถมยังพูดได้ว่ามันได้เปรียบกับพวกร้านค้าเกินไป

"เดี๋ยว เดี๋ยวก่อนสิครับ ท่านโพลเคลเงื่อนไขนั่นมันอะไรกัน นั่นมันแทบจะไม่ได้อะไรเลยนะครับ เอาจริงอย่างนั้นเหรอครับ?"
"ครับ ก็บอกมาเองไม่ใช่เหรอครับ ร้านค้าของคุณจะเป็นบวกกับเมืองของผม เพราะฉะนั้นเลยออกมาเป็นเงื่อนไขนี้ครับ เป็นการลงทุนสำหรับการพัฒนาเมืองนี้ยังไงล่ะครับ จะปฏิเสธก็ได้นะครับ ถ้าเป็ฯอย่างนั้นผมก็แค่ยื่นยื่นเงื่อนไขแบบเดียวกันนี้ให้กับบริษัทอื่นก็เท่านั้นเองครับ"

พ่อค้าทำท่าอ้ำๆอึ้งๆ
คงกำลังสงสัยว่าเงื่อนไขที่ดีเกินไปแบบนี้จะเป็นกับดักหรือเปล่า ถึงจะยังสงสัยแต่พอได้ยินว่าจะของที่น่าอร่อยแบบนี้ถูกยื่นให้บริษัทอื่นก็กลัวขึ้นมา
ถ้าอย่างนั้นคงต้องยื่นสิ่งที่ทำให้วางใจได้อีกสักอย่าง

"คุณโคนันนา สำหรับสัมปทานพวกนี้ทางผมเองก็มีเงื่อนไขอยากจะขออีกสักอย่างน่ะครับ"
"...เงื่อนไขเหรอ"
"อยากให้ใช้เครือข่ายของบริษัทคุณประกาศเรื่องของเมืองนี้น่ะครับ ทั้งการประกาศความน่าสนใจของเมืองนี้ ทั้งการเผยแพร่การรับสมัครผู้อพยพครับ"

ผมส่งกระดาษให้แผ่นหนึ่ง
กระดาษที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องการรับสมัครผู้อพยพ

"นี่คือ"
"เมืองนี้นั้นไม่ได้ต้องการเรียกนักผจญภัยเท่านั้นยังรับสมัครผู้อพยพมาด้วยครับ อย่างน้อยก็ต้องการเกษตรกรที่ไม่ใช่มาวิ่งเล่นในฟาร์มที่มีอยู่น่ะครับ อยากจะรวบรวมชาวนาน่ะครับ"
"ภาษีน้อยมากเลยครับ สำหรับพวกชาวนาแล้วด้วยจำนวนเพียงเท่านี้คงดึงดูดได้มากครับ ในเอคลาบานั้นจะเก็บผลผลิตไปจำนวนร้อยละ70นะครับ? แต่นี่เก็บแค่ร้อยละ30 ภาษีระดับนี้ผมไม่คิดว่าจะจัดการเมืองได้หรอกนะครับ"
"ทำได้สิครับพวกโกเลมที่คอยคุ้มกันเมืองทั้งหมดนั้นฟรี การชลประทานนั้นก็ด้วยศาสตร์ของพวกอมนุษย์แล้วก็ไม่มีราคาอะไร ไม่เหมือนกับการบริหารจัดการของมนุษย์ที่ต้องใช้เงินหรอกนะครับ"

ตามจริงแล้วเรื่องที่พูดมาถ้าปล่อยให้มนุษย์จัดการก็คงต้องใช้เงินอย่างมาก
แล้วถึงพวกผมจะสร้างเมืองขึ้นมาภายในหนึ่งสัปดาห์ก็เถอะ แต่ถ้าเป็นมนุษย์คงจะใช้เวลามากกว่าสิบปี

"...เข้าใจแล้วครับ ผมจะใช้เครือข่ายของผมประกาศรับผู้อพยพมาให้ครับ ฟู๊ คุณนี่ไม่มีความต้องการเกินไปแล้วนะครับ ทั้งๆที่ถ้าสนใจสักหน่อยก็หาเงินได้อีกมากมายแท้ๆเชียวครับ"
"บอกว่าไม่มีความต้องการนี่ออกจะเสียมารยาทนะครับ ผมเองเป็นคนที่โลภมากครับ เพียงแค่สิ่งที่ต้องไม่ใช่เงินเพียงเท่านั้นเอง"

ผมกับโคนันนาจับมือกัน
เท่านี้พันธสัญญาของเราก็เรียบร้อย
การกระจายสินค้าของเมืองนี้ก็จะทำได้เร็วขึ้น แถมคำประกาศก็จะหนักแน่นขึ้น
พอคุยปรึกษากับโคนันนาผมก็เลยมอบที่พักสำหรับพวกพนักงานให้
...แล้วก็บริษัทใหญ่ๆอย่างนี้ย่อมมีเส้นสายอยู่ด้วย ด้วยระดับขนาดนี้แล้ว ก็ทำให้ผมหวังถึงเรื่องนั้นเช่นกัน

"คุณโคนันนาผมขอแนะนำสักหนึ่งอย่าง ทั้งผมทั้งอวาลอนขอต้อนรับด้วยความจริงใจเป็นอย่างยิ่งดังนั้นแล้วผมจะไม่ยกโทษให้กับผู้ทรยศเด็ดขาดครับ จะทำเรื่องอะไรเบื้องหลังผมก็ไม่ว่าหรอกครับ แต่อย่าคิดล่ะว่าจะมีเรื่องที่ซ่อนผมได้ในเมืองแห่งนี้ครับ"
"เข้าใจแล้วครับ ผมไม่ฆ่าไก่ที่ให้ไข่ทองคำอย่างนี้หรอกครับ"

พวกผมหัวเราะให้กัน
หลังจากนั้นก็ให้ดูบ้านไปหลายหลัง ส่งของที่ตกลงไว้ให้แล้วก็บอกรายละเอียด
ถึงจะแค่การพูดคุย แต่นอกจากร้านค้าของโคนันนาแล้ว ทั้งซ่องทั้งร้านเหล้า ได้รับข้อเสนอว่าจะสร้างของพวกนี้ขึ้นมาทำให้เกิดความคิดในแง่ที่ดีต่อกัน

สำหรับการค้าขายนั้น การทำให้ได้ผลที่ดีนั้นไม่ใช่การขายสินค้าที่พัฒนาอย่างเหนื่อยยาก
แต่เป็นการเตรียมสถานที่สำหรับไว้ขายของ เรียกผู้คนกับพ่อค้าให้มาค้าขายกัน แล้วก็ให้เป็นค่านายหน้า
แต่ว่าทั้งที่ไว้เล่นทั้งภัยตาคารสักแห่งเองถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะลองเปิดดู

ไม่ว่ายังไง ด้วยสิ่งนี้จะทำให้เมืองนี้เติบโตได้อย่างรวดเร็ว
ผมมองส่งโคนันนา ที่รถม้าของเขาเชื่อมกับโกเลมเงินแล้ว
เพื่อเป็นเครื่องหมายของพันธมิตรผมจึงให้ของขวัญไปก่อน ถึงจะเอาของอย่างนั้นหนีไปผมก็ไม่ได้เสียหายอะไรก็เลยให้โดยไม่ลังเล
ในตอนที่จะกลับไปที่บ้าน ก็มีความรู้สึกว่ามีอะไรลงมาที่ไหล่

"ยังมีมาอีกเหรอ"

ที่ไหล่ของผมมีนกสีฟ้าตัวเล็กๆมาเกาะ
มีจดหมายส่งมาจากจอมมารแห่ง[สายลม]สโตรัส
ภายในจดหมายนั้นมีเรื่องการสร้างดันเจี้ยนของตัวเองแล้วก็ได้รับDPมาจากพวกมนุษย์ที่เชิญเข้ามา แล้วก็ในฐานะคู่แข่งแล้วอยากที่จะรู้สถานการณ์ตอนนี้ของผมเป็นการเขียนไว้อย่างเปี่ยมไปด้วยอารมณ์

"โห สมกันเป็นสโตรัสเลย ในเวลาสั้นๆแบบนี้แต่สามารถสร้างดันเจี้ยนที่มีคนไหลเวียนเข้ามาได้ ถึงอย่างนั้นก็เถอะก็สมเป็นยัยนั่นล่ะนะ"

แต่ว่าในจดหมายที่เปี่ยมอารมณ์อย่างนี้ก็มีเขียนเรื่องคำแนะนำอย่างละเอียดจากจอมมารแห่ง[มังกร]ที่เป็นผู้ปกครองของเธอ แล้วก็เปลี่ยนเป็ฯการเขียนแบบเป็นห่วงแล้วก็ถ้า[สงคราม]ที่กำลังเกิดขึ้นเร็วๆนี้เริ่มล่ะก็จะมาให้ความช่วยเหลือด้วย
...ผมมีเพื่อนที่ดีจริงๆ

"ไม่ต้องห่วงก็ได้ สโตรัส ทางนั้นเองก็ทำเรื่องที่ต้องทำเถอะ"

ผมเขียนจดหมายตอบกลับไปพลาง แล้วก็เข้าไปในทางเข้าสู่ชั้นใต้ดินที่ซ่อนไว้โดยเอลเดอร์ ดวาร์ฟกับดวาร์ฟ สมิธทั้งสองที่อยู่ภายในพื้นที่[เหมือง] สู่ใบหน้าเบื้องหลังของอวาลอน เข้าไปสู่ดันเจี้ยนที่สร้างขึ้นมาเพื่อทำลายล้างผู้บุกรุกให้ไม่เหลือแม้แต่ผู้เดียว

ผมผ่านห้องแรกที่เป็นชั้นของพวกโกเลมมิธริลกับอาวุธหนัก เข้าไปในห้องที่สองที่เป็นพื้นที่สุสานที่ดัดแปลงสำหรับอันเดด
ที่นั่นมีโรงงานขนมปังกับคลังแสงอยู่

โรงงานขนมปังนั้นมีพวกสเกลตันคอยผลิตขนมปังอยู่ คลังแสงก็มีการใช้วัตถุดิบจาก[สร้าง]ของผมมาใช้สร้างลูกระเบิดเรื่อยๆอยู่ สเกลตันราคาตนละ20DPนั้นถือเป็นแรงงานชั้นดีที่สามารถเพิ่มได้อย่างอิสระ

ที่ห้องนี้มีท้องฟ้าอยู่ พอมองไปบนฟ้าก็มีกริฟฟอนบินอยู่ ที่ด้านหลังมีอสูรที่ระดับต่ำกว่ากริฟฟอนสองขั้น ฝูงฮิปโปกริฟที่หิ้วหินยักษ์อยู่ เพราะว่าผสมกริฟฟอนมาก็เลยสามารถซื้อได้ อสูรที่บินได้ และสามารถแบกของน้ำหนักขนาดนี้ได้ พวกเขาถือได้ว่าสะดวกมาก เพราะถูกเลยสามารถสร้างได้จำนวนมากก็ดี
พวกเขาจะคอยปล่อยหินที่เก็บลงมาจากบนฟ้า แล้วก็เก็บปล่อยซ้ำไปซ้ำมา

"อืม การฝึกเองก็เห็นผลแล้วสินะ ความแม่นเพิ่มขึ้นมาเยอะเลยนะ หน่วยโจมตีทางอากาศเองก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงามสินะ"

พวกเขาเป็นทั้งหน่วยป้องกันแล้วก็คมหอกก็ได้ เอาล่ะการเตรียมการขั้นต้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว มาเริ่มเดินหน้าส่วนสำคัญในด้านหลังกันเถอะ... เงาของ[สงคราม]ก็ใกล้เข้ามาถึงขนาดนี้แล้ว




NEKOPOST.NET