[นิยายแปล] การสร้างเมืองของท่านจอมมาร ตอนที่ 43 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] การสร้างเมืองของท่านจอมมาร

Ch.43 - ตอนที่14 คุณลูกค้าคนแรก


"ถ้าอย่างนั้น ท่านโพลเคล ท่านพี่คุอินะ ไปแล้วนะคะ"
"จิ้งจอกภูติ พยายามเข้านะ!"

จิ้งจอกภูติที่มีสองคนนั้นคนหนึ่งกำลังใช้[แปลงกาย]เป็นมนุษย์พร้อมถือป้ายขนาดใหญ่ออกไปข้างนอก แล้วก็มีโกเลมมิธริลที่แข็งแกร่งระดับBคุ้มกันไปด้วย 

คุอินะโบกมือส่งพวกจิ้งจอกภูติ
เป้าหมายคือถนนนอกเมืองอวาลอน

ตอนนี้เป็นตอนเช้าๆจะมีนักเดินทางผ่านมามากมาย ถึงจะเป็นถนนก็สามารถมองเห็นได้
สาวน้อยที่ถือป้ายขนาดใหญ่ก็เพื่อทำหน้าที่นั้น

ที่ป้ายนั้นเขียนไว้ว่าใกล้ๆนี้มีขนมปัง เนื้อแห้ง และน้ำขายในราคาหกสิบเปอร์เซ็นต์ของราคาตลาดในเมืองใหญ่เอคลาบา รวมถึงมีที่พักและที่ผ่อนคลายราคาถูกให้ด้วย

ตอนนี้มีอาหารเพียงพอสำหรับนักผจญภัยที่มุ่งหน้าไปยังดันเจี้ยน ถ้าขายที่ราคานี้จะต้องเกิดความคิดที่จะเอาของกินไปเพิ่มขึ้นแล้วก็เกี่ยวกับเรื่องการที่จะเติมอาหารสำหรับขากลับอีกด้วย 

แล้วถ้าขากลับเกิดเข้ามาในเมืองนี้ล่ะก็ต้องมีเกิดความคิดที่จะพักในที่พักบ้างแน่ๆ ถ้าเกิดว่าถูกใจที่พักขึ้นมาครั้งต่อไปก็อาจจะมาพักที่เมืองนี้ก่อนไปดันเจี้ยนก็ได้ 
เป็นการค่อยๆคืบหน้าๆไปทีละนิดอย่างมั่นคง
แล้วคุอินะก็หน้าเป็นห่วงออกมา

"เป็นห่วงจิ้งจอกภูติจังค่ะ การต้องให้เด็กอ่อนแอพวกนั้นออกไปเนี่ย"
"ถ้ามองจากจิ้งจอกสวรรค์อย่างคุอินะก็คงจะอ่อนแอ แต่จิ้งจอกภูติน่ะแข็งแกร่งมากนะ?"

จิ้งจอกภูติเป็นอสูรระดับB เป็นอสูรที่ทรงพลังที่มีพลังในการใช้เปลวเพลิง
สำหรับระดับBแล้ว ถ้าไม่ใช่นักผจญภัยแนวหน้าก็ไม่มีทางจัดการด้วยตัวคนเดียวได้
เลเวลเองก็เพิ่มมาระดับหนึ่งแล้ว ภายในชุดน่ารักๆนั่นเองก็มีมีดที่เอลเดอร์ ดวาร์ฟสร้างมาอยู่
การที่จะได้พบนักผจญภัยที่เด็กพวกนั้นจัดการไม่ได้คงจะมีอยู่น้อยนิด

"อู๊~ แต่เป็นห่วงอะ"
"โกเลมมิธริลก็อยู่นะไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงหรอก พวกเราก็ไปทำงานของเราเถอะ"

ผมเคาะหัวของคุอินะเบาๆ
แล้วโกเลมมิธริลก็ไม่ได้ไปเพียงแค่เพื่อคุ้มกันเท่านั้น
มันเป็นส่วนหนึ่งของการเรียกแขก โกเลมยักษ์นั่นน่าสนใจกว่าสาวน้อยเสียอีก

จิ้งจอกภูตินั้น ผมได้ให้ไปอธิบายทั้งเรื่องโกเลมมิธริล ทั้งเรื่องสินค้าที่ขายในเมืองนี้ ทั้งเรื่องที่เป็นเมืองที่สร้างขึ้นโดยลูกหลานของดวาร์ฟผู้ซึ่งเป็นมหาปราชญ์และทรงพลัง และกิตติศัพท์อีกมากมาย
แล้วจะเรียกแขกมาได้ขนาดไหนกันนะ น่าสนุกจริงๆ

 ◇

ตั้งแต่จิ้งจอกภูติออกไปก็ผ่านไปได้ราวๆสามสิบนาทีแล้ว ในที่สุดก็มีนักผจญภัยเข้ามาสี่คน 
ชายหนุ่มที่ดูจะเป็นนักรบสวมชุดเกราะเบา ชายร่างใหญ่ที่มีเคราอันน่าเกรงขามที่ดูภูมิใจในพละกำลัง สาวน้อยนักขโมยตัวเล็กที่สวมชุดที่ดูคล่องแคล่ว และหญิงสาวผู้ใช้เวท เป็นปาร์ตี้ที่มีความสมดุล
แต่ว่าทั้งหมดนั้นก็อยู่ในสภาพโทรม โดยเฉพาะแนวหน้าสองคนนั้นสภาพเลวร้ายมาก ดาบก็หักเกราะก็พรุนเป็นรังผึ้ง การเดินก็แปลกๆ กำลังอยู่ในสภาพที่บาดเจ็บหนักแน่นอน 

การที่มีแขกมาในเวลานี้เป็นเรื่องแปลกคงจะกำลังกลับจากดันเจี้ยน ในหมู่นักผจญภัยนั้นก็มีคนที่ค้างคืนในดันเจี้ยนอยู่ ถึงแม้ว่าการค้างคืนโดยพร้อมกับคอยระวังการบุกรุกของเหล่าอสูรไปด้วยนั้นจะอันตรายแต่ไม่ทำอย่างนั้นก็ไม่สามารถพักให้หายเหนื่อยได้ เพื่อที่จะเพิ่มเวลาสำหรับการล่าแล้วถือเป็นสิ่งที่จำเป็น 

แต่ว่าดูเหมือนสภาพของพวกเขากำลังมีปัญหาอะไรบางอย่างอยู่ คงจะกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องพักค้างคืนมาสินะ
ชายหนุ่มนักรบที่ดูเป็นหัวหน้ารีบตรงเข้ามาที่ร้านค้า 

"ขอข้าวกับน้ำ แล้วก็ที่พักสงบจิตใจหน่อย"

เขาเรียกร้องมาด้วยสีหน้าที่เร่งรีบและจริงจังอย่างน่ากลัว
จิ้งจอกภูติที่รับหน้าที่เป็นพนักงานร้านก็ตอบรับกลับ จิ้งจอกภูตินั้นเป็นสาวน้อยอายุสิบปลายๆถ้าเป็นผู้ชายปกติคงทำท่าแปลกๆออกมาแต่ว่าตอนนี้ดูจะเป็นสถานการณ์ที่ไม่มีเวลาสนใจเรื่องพรรค์นั้นซะแล้ว แล้วเด็กคนนี้นั้นถูกอบรมมาให้เชี่ยวชาญในการต้อนรับแขกเป็นพิเศษด้วย

"ต้องการอาหารสินะคะ ที่แนะนำมีผลไม้ที่เรียกว่าแอ๊ปเปิ้ลค่ะ ทั้งหวานทั้งชุ่มน้ำ แถมยังเก็บได้สองเดือนโดยไม่เน่าค่ะ บรรเทาความเหนื่อยและฟื้นฟูร่างกายได้ค่ะ แล้วก็มีขนมปังย่างกับเนื้อแห้งด้วยนะคะ"

เป็นการรับมือแบบฉบับคู่มือสมบูรณ์แบบ
เพราะว่าไม่ได้สอนนอกเหนือจากนั้น การตอบโดยไม่สนใจสภาพเละเทะของฝ่ายตรงข้ามเนี่ยบอกได้เลยว่าสุดยอดจริงๆ

"อะไรก็ได้ เร็วๆก็พอ"
"ถ้าอย่างนั้นก็จะซื้อทั้งหมดเลยสินะคะ?  แอ๊ปเปิ้ล, ขนมปังย่าง, เนื้อแห้ง,น้ำ หนึ่งเซ็ตก็ราคาหนึ่งเหรียญเงินค่ะ"
"อะไรก็ได้ อย่างนั้นก็ได้ เร็วๆเถอะ! ขอสี่ที่นะ"
"รับทราบค่ะ แล้วสนใจของฝากพิเศษของอวาลอนเหล้าแอ๊ปเปิ้ลไหมคะ? เป็นเหล้าชั้นเลิศที่หวานอร่อยมากถ้าให้ผู้หญิงล่ะก็ต้องดีใจแน่ๆค่ะ"

ดวงตาของหนุ่มนักรบเริ่มกระตุกๆ 
ผมชักจะรู้สึกเสียใจแล้วสิ การรับมือแบบฉบับคู่มือเกินไปแบบนี้เนี่ยพอดีกว่านะ

"ไม่ต้องการ! หล่อนจะกวนกันเหรอไง! เอาของกินกับน้ำมาได้แล้ว!!"
"รับทราบค่ะ ถ้าอย่างนั้นขอเหรียญเงินสี่เหรียญด้วยค่ะ"

พอจิ้งจอกภูติแบบนั้น เขาก็หยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาจากหน้าอกแล้วกระแทกเหรียญเงินลงบนโต๊ะ 

"ขอบคุณที่ใช้บริการนะคะ ที่ด้านหลังร้านมีที่ว่างให้นั่งรับประทานที่ทางร้านได้เตรียมไว้ให้อยู่ค่ะ ถ้ายังไงก็ไปใช้ได้นะคะ"

พอจิ้งจอกภูตินำสินค้าทั้งหมดมาให้แล้ว เขาก็หยิบอย่างรีบร้อนแล้วเดินจากไป 
พอนักผจญภัยหายไปแล้ว รอยยิ้มก็หายไปจากใบหน้าของจิ้งจอกภูติ

"เฮ้อ เครียดจังเลยค่า ท่านโพลเคล ท่านพี่คุอินะ เป็นยังไงบ้างคะ? ใช้ได้หรือเปล่าคะ?"

จิ้งจอกภูติถามออกมาด้วยท่าทางเขินอาย
จริงๆแล้วนี่คือสภาพจริงๆของเธอล่ะ 
คุอินะชูนิ้วโป้งขึ้นให้กับเธอ 

"สมบูรณ์แบบไปเลย ทำแบบนี้ต่อไปเลยนะ!"

เอาเถอะรอบนี้ก็แค่ดวงไม่ดีเองสำหรับการรับมือแล้วก็ไม่ได้พลาดอะไร 

"ดีจังเลยค่า"

จนกว่าจะชินปล่อยไว้แบบนี้ก็ได้
ยังไงก็ขายของได้แล้วด้วยทำหรับลูกค้าคนแรกแล้วก็ถือว่าทำได้ดีเลย
แล้วก็เรื่องนั้นลองตามไปดูหน่อยดีกว่า พอตัดสินใจได้แบบนี้ผมก็มุ่งหน้าไปยังที่ว่างสำหรับทานอาหารที่นักผจญภัยอยู่


~มุมมองของนักผจญภัย~

"ให้ตายสิ อะไรกันคนขายคนนั้น ไม่รู้หรือไงว่าพวกเราเหนื่อยขนาดไหนน่ะ"

หนุ่มนักรบถอนหายใจอย่างขุ่นเคือง 
พวกเขาถืออาหารที่ซื้อมา แล้วก็ไปที่ด้านหลังร้าน 
ที่ตรงนั้นมีเก้าอี้เตรียมไว้อย่างที่คนขายบอก ท่าทางจะนั่งพักได้

"ใจเย็นๆเถิด โซลต์ แค่ได้อาหารมาก็โชคดีแค่ไหนแล้ว แถมยังราคาถูกขนาดนี้อีก คุณภาพเองก็ท่าทางดีด้วย ขนมปังนี่ก็ส่งกลิ่นหอมๆของข้าวสาลีออกมาด้วย ถ้าเป็นข้าวสาลีขั้นสองคงไม่ส่งกลิ่นแบบนี้ออกมาแน่ๆ"

ชายร่างใหญ่ผู้มีเคราอันน่าเกรงขาม หัวเราะออกมาอย่างร่าเริง 
พอได้เห็นแบบนั้นหนุ่มนักรบก็ใจเย็นลงบ้าง
จะอะไรก็ช่างตอนนี้คือเวลากินข้าวแล้ว
การสำรวจรอบนี้จบลงด้วยความผิดพลาดครั้งใหญ่ เพราะว่าเป็นดันเจี้ยนที่คุ้นเคยก็เลยเผลอประมาทไปบ้าง แถมชั้นลึกๆก็ดันมีอสูรที่แข็งแกร่งปรากฏออกมาอีก ถึงจะรอดชีวิตมาได้แต่ก็ไม่สามารถหยิบสมบัติกับอาหารกลับมาด้วยได้

อย่างน้อยที่สุดก็ได้อาหารมาแล้วก็เถอะ แต่มันก็จบแล้วร่างกายโทรมแบบนี้ไม่มีพลังพอที่จะไปล่าอะไร ทำได้แต่เรียกน้ำตากับพวกนักผจญภัยที่ผ่านไปเท่านั้นเอง

"ขอโทษนะ ทุกคน ถ้าฉันยังมีพลังเวทเหลือล่ะก็"

สาวนักเวทพูดออกด้วยเสียงรู้สึกผิด 
เธอคือผู้ใช้เวทรักษาที่หาได้ยาก
แต่ว่าตอนนี้พลังเวทหมดก็เลยไม่สามารถใช้พลังได้ 

ทั้งหนุ่มนักรบ ทั้งชายร่างใหญ่ผู้มีเคราอันน่าเกรงขามต่างก็ได้รับบาดแผลกันปางตาย ทั้งร่างกายช้ำแถมกระดูกทั่วร่างยังแทบจะหัก ข้อเข่าก็เคล็ด อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถต่อสู้ได้แล้ว

"ไม่ต้องขอโทษหรอก มิระ ถ้าเธอไม่อยู่ฉันก็คงตายไปแล้ว ก็ตัวฉันเป็นรูใหญ่เลยนี่นะ เพราะได้เธอมาปิดแผลให้เลยยังมีชีวิตอยู่ได้ เพราะแบบนั้นพลังเวทเลยหมดไม่ใช่เหรอ"

หนุ่มนักรบคิดถึงการต่อสู้เมื่อวันก่อน 
อสูรที่อยู่ๆก็โผล่มาแข็งแกร่งราวกับฝันร้ายเลย เป็นอสูรระดับBไม่ผิดแน่นอน ที่รอดชีวิตมาได้นี่ก็เป็นเรื่องแปลกแล้ว
หลังจากหนีมาสุดชีวิต ซ่อนตัวไปเรื่อยๆ คอยรักษาร่างกายที่เต็มไปด้วยแผลจนขยับไม่ค่อยจะได้แล้ว ในที่สุดก็หนีออกมาจากดันเจี้ยนได้ 

"แล้วคนที่แย่มันฉันต่างหากล่ะ ทั้งที่ตัวเองสบายดีอยู่คนเดียวแท้ๆแต่กลับทำอะไรไม่ได้เลย"

สาวน้อยนักขโมยทำหน้าสลดแล้วก้มหัวลง

"พูดอะไรออกมาน่ะ เพราะมีเธอคอยดูทางก็เลยผ่านค่ำคืนมาได้ ถ้าเกิดไม่มีเธอล่ะก็พวกเราทุกคนคงติดกับดักตายไปแล้ว"
"อืม เจ้าน่ะทั้งที่ยังสาวอยู่แต่ก็มีความสามารถในฐานะนักขโมยที่สุดยอดอยู่นะ"
"โซลต์ ฟาม"

เรื่องที่พวกเขาพูดไม่ผิดแน่นอน สกิลของนักขโมยนั้นทำให้สามารถตรวจจับกับดักหรือศัตรูได้ ทั้งคอยไขล็อกกุญแจ มีหน้าที่ที่ต้องทำหลายๆอย่าง เป็นตัวตนที่จำเป็นสำหรับปาร์ตี้ 
สาวน้อยเงยหน้าขึ้นพร้อมเสียงที่เต็มไปด้วยอารมณ์ต่างๆ

"ยังไงก่อนอื่นกินข้าวเถอะ"
"อืม นั่นน่ะสินะ"

แล้วพวกเขาก็เริ่มทานอาหาร
ก่อนอื่นก็ดื่มน้ำก่อน 
หนุ่มนักรบพอดื่มน้ำเข้าไปก็ตกใจ พอเข้าไปในร่างกายก็ค่อยๆสดชื่นขึ้นมา ความอร่อยอะไรกันเนี่ย
จริงอยู่ที่ว่าตอนนี้กำลังคอแห้ง จะรู้สึกว่าอร่อยก็ไม่แปลก แต่ว่าน้ำนี้ไม่ใช่ระดับแค่นั้น
อร่อยแบบง่ายๆ ระดับที่ไม่น่าเชื่อเลย แถมพลังยังผุดออกมาด้วย 

ต่อไปก็ผลไม้สีแดงที่คนขายเรียกว่าแอ๊ปเปิ้ล
พอกัดเข้าไปเต็มแรง ภายในปากก็มีรสหวานอมเปรี้ยวกระจายออกไป ความอูมามิที่ทำให้น้ำตาจะไหลออกมา พอได้ดื่มลงไปเซลล์ทุกส่วนในร่างกายก็เกิดความยินดีขึ้น

อะไรกัน นี่มัน? ผลไม้จากสรวงสวรรค์?
ร่างกายสดชื่นขึ้น ความเจ็บปวดก็หายไป ร่างกายที่เหนื่อยล้าจนแข็งเป็นเหล็กก็เบาลง
พอรู้ตัว ผลไม้ที่อยู่ในมือก็หายไปแล้ว

แปลก ถึงตัวเองจะเป็นคนกินจุ ทั้งๆอย่างนั้นแล้วเพียงแค่ผลไม้นี้ผลเดียวก็ทำให้รู้สึกพึงพอใจได้เลย พอลองกินขนมปังต่อ ทางนี้ทั้งๆที่ไม่ต่างจากขนมปังธรรมดาแท้ๆ แต่นี่มันเยี่ยมจริงๆ สัมผัสได้ถึงรสหวานของข้าวสาลี ถึงตัวเองจะเกิดในครอบครัวชาวนาแต่ขนมปังที่อร่อยขนาดนี้พึ่งเคยได้ลองครั้งแรกเลย คุณภาพของข้าวสาลีที่เอามาทำถือว่าสุดยอดมาก

พอลองกินเนื้อแห้งอย่างขนาดหวัง ทางนี้เป็นของธรรมดาแฮะ 
ชายหนุ่มนักรบมองดูเหล่าพวกพ้อง
ทุกคนกำลังดื่นน้ำกินผลไม้อยู่ภายในภวังค์ พอได้ทานขนมปังเข้าไปก็ทำสีหน้าพอใจขึ้นมา
หลังความรู้สึกซาบซ่านในใจเบาบางลง ชายหนุ่มนักรบก็เปิดปากพูดขึ้น

"นี่ ทุกคน ผลไม้สีแดงนี่มันอร่อยสุดยอดไปเลยไม่ใช่เหรอ?"
"อืม สุดยอดจริงๆนะ ของแบบนี้ไม่คิดเลยว่าจะมีอยู่บนโลก ทังน้ำทั้งขนมปังก็สุดยอด เมืองนี้อยู่ในจุดที่ดีจริงๆ ต้องไปแนะนำคนอื่นบ้างแล้วสิ"
"นั่นสินะ ราวกับว่าจะบรรเทาความเหนื่อยได้ด้วย ทั้งๆที่เป็นตอนนี้ก็รู้สึกยินดีได้เฉยเลยล่ะ"
"พรแห่งพื้นดินนี่คือรสชาติแบบนั้นเลยค่ะ ถ้ามีนี่ล่ะก็พลังเวทก็ท่าทางฟื้นฟูได้เลยค่ะ"

ทุกคนกำลังอร่อยไปกับอาหาร โดยเฉพาะพลังของผลไม้สีแดงที่น่าตกใจ ไม่ใช่แค่รสชาติดีเท่านั้น ยังทำให้ร่างกายรู้สึกดีขึ้นอีกด้วย 

"นี่ พวกเราคงต้องกลับไปที่เอคลาบา ถอนเงินจากธนาคาร แล้วก็ไปพักรักษาร่างกายที่ที่พักประจำแล้วค่อยกลับไปที่ดันเจี้ยนละกันนะ"
"นั่นสินะ ถ้าคิดถึงร่างกายของเรากับเจ้าในตอนนี้รวมกับพลังเวทที่เหือดแห้งของเรมก็คงต้องทำอย่างนั้นอย่างเดียวละนะ"

ปาร์ตี้ของสี่คนนี้คือเป็นปาร์ตี้ระดับแนวหน้า ถ้ารวมกันสี่คนแล้วล่ะก็สามารถจัดการอสูรได้ถึงระดับC
เงินก็มีได้รับมาเยอะอยู่ ที่เก็บไว้ก็มี
ถึงตอนนี้จะเสียครั้งใหญ่ก็เถอะแต่ก็มีโอกาสจะลุกกลับมา
แต่ว่าค่าใช้จ่ายสำหรับการกลับไปก็ค่อนข้างเจ็บปวดนิดหน่อย 

"จะเปลี่ยนกำหนดการณ์ไหม? มาพักในเมืองนี้กันสักพักก่อนเถอะ ถ้าได้กินผลไม้สีแดงนี่ต้องช่วยการฟื้นฟูร่างกายกับพลังเวทได้แน่ แถมการจะกลับไปดันเจี้ยนก็จะได้เร็วขึ้นด้วย ถ้าจำไม่ผิดป้ายของสาวน้อยคนเรียกแขกเองก็เขียนไว้ว่าเมืองนี้มีที่พักอยู่นี่นา แถมยังค่อนข้างถูกด้วยนะ"
"แต่ว่าแล้วอาวุธกับเกราะที่พลังจะทำยังไงล่ะ? ยังไงก็ไปฝากช่างตีเหล็กเจ้าประจำให้ช่วยซ่อมด้วย ไม่ว่ายังไงก็คงต้องกลับไปเอคลาบาสักครั้งอยู่ดี แล้วก็ยังสงสัยว่าที่พักของเมืองนี้จะดีหรือเปล่าด้วย"

หนุ่มนักรบกุมหัวตัวเอง
ที่ชายร่างใหญ่พูดมาก็ถูกต้อง แถมราคาของที่พักเมืองนี้เมื่อเทียบกับเอคลาบาก็ยอดเยี่ยม ของกับกับน้ำถ้าอยู่ในเมืองนี้ก็จะได้ถูกกว่า 
อีกทั้งเพื่อที่จะกลับไปดันเจี้ยนแล้วการฟื้นฟูร่างกายกับพลังเวทเองก็เร็วกว่า ช่วยลดเวลาพักสำหรับการสำรวจดันเจี้ยน
ถึงจะมีเก็บไว้อีกเยอะก็เถอะแต่ก็อยากจะลดตัวแดงเท่าที่เป็นไปได้ ไม่ว่าคิดยังไงการที่จะอยู่เมืองนี้ก็คงจะดีกว่า 

เรื่องนั้นก็เข้าใจดีอยู่หรอก แต่ถ้าไม่กลับไปเอคลาบาล่ะก็...
ในตอนนั้นเอง
ก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเข้ามา เด็กหนุ่มรูปงานที่อายุประมาณสิบกลางๆถึงสิบปลายๆ
สวมเสื้อสีดำที่ตัดเย็บอย่างดี ถึงแม้จะกำลังยิ้มอยู่แท้ๆแต่พริบตาแรกก็รู้สึกกลัวจนแข็งไปทั้งหลัง
ด้วยสัญชาตญาณอันเฉียบคนที่เก็บเกี่ยวมาจากประสบการณ์หลายปี สัมผัสได้เลยว่ามีออร่าของผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นแผ่ออกมาจากเด็กหนุ่มคนนี้ 

"ขอขอบคุณที่มาเยี่ยมชมเมืองนี้ในวันนี้นะครับ ถ้าไม่เสียมารยาทยังไงขอคุยกับคุณลูกค้าได้ไหมครับ"
"นายเป็นใคร?"
"ผู้ปกครองเมืองนี้และก็เป็นบิดาของเหล่าอมนุษย์ของเมืองแห่งนี้ มีนามว่ามหานักปราชญ์โพลเคลครับ เมืองนี้นั้นเพื่อต้อนรับเหล่านักเดินทางแล้วจึงได้เตรียมทั้งร้านตีเหล็ก ที่พักและของชั้นเลิศไว้ให้ครับ ถ้าไม่ว่าอะไรจะให้ช่วยแนะนำทางให้ไหมครับ?"

แล้วผู้ชายคนนั้นก็พูดออกมาอย่างสุภาพงดงาม
ราวกับเป็นเรือช่วยเหลือที่ส่งออกมา การที่มีร้านตีเหล็กอยู่ถือเป็นข้อมูลที่น่ายินดี 
ถึงจะไม่คาดหวังอะไรกับร้านตีเหล็กในเมืองแบบนี้ก็เถอะ แต่อาจจะซ่อมแซมแบบง่ายๆให้ได้ก็ได้
หนุ่มนักรบมองไปยังสีหน้าของพวกพ้อง... 

"คือว่า ขอฝากด้วยละกัน"

ก็บอกไปตามนี้




NEKOPOST.NET