[นิยายแปล] การสร้างเมืองของท่านจอมมาร ตอนที่ 39 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] การสร้างเมืองของท่านจอมมาร

Ch.39 - ตอนที่10 เมืองที่สร้างขึ้นมา


หลังจากจบการทักทายมัลโก้ การย้ายกลับไปเมืองของผมก็จบลง 
สุดท้ายแล้วกว่าจะย้ายพวกโกเลม อาวุธกับระเบิดมาได้หมดก็ใช้เวลาไปสี่วัน 

ในระหว่างที่เคลื่อนย้าย มัลโก้ก็ฝากซัคคิวบัสมาบอกมาว่าจะสร้างวงเวทวาร์ปไป[ถ้ำบัวแดง]สำหรับใช้เก็บเลเวลได้ แล้วก็ได้รับอนุญาตให้ทำลายคริสตัลได้ด้วย 

ในตอนนี้ดันเจี้ยนนั้นจะมีอสูรเกิดใหม่ออกมาประมาณ40ตนทุกวัน
สำหรับผมที่ใช้อสูรที่พัฒนาได้ไม่ใช่แบบจำกัดเลเวลถือว่าเป็นแหล่งล่าชั้นยอด สำหรับตอนนี้ใช้เป็นแหล่งล่าที่ใช้ได้ตลอดน่าดีกว่าที่จะไปทำลายคริสตัล

นอกจากนี้เพราะว่าไม่มีเหรียญแห่ง[การสร้าง] เลยทำให้มีเหรียญออริจินัลที่ยังใช้ไม่ได้อีกตั้งหลายอัน
[มังกร],[กาลเวลา],[น้ำ] ถ้าใช้มันทั้งหมดแล้วค่อยเริ่มบุกอย่างจริงจัง ถ้าเป็นผมในตอนนี้ก็ดูจะทำอย่างนั้นได้แล้วด้วย

ตอนนี้ยังไงก็สร้างพื้นฐานของเมืองขึ้นมาก่อน
สำหรับบ้านคนนั้นในสี่วันนี้พวกเอลเดอร์ ดวาร์ฟได้สร้างขึ้นมาประมาณ20หลังแล้ว 
แต่ถึงอย่างนั้นบ่อน้ำ กำแพงสำหรับป้องกันเมือง ฟาร์ม ทางน้ำ ยังมีของอีกมากมายที่จำเป็นจะต้องมีเพื่อทำให้เป็นเมืองขึ้นมา

"มาสเตอร์ ความคืบหน้าของทางน้ำนั้นเป็นไปได้ด้วยดีค่ะ น่าจะเสร็จภายในวันนี้"

พอคิดแล้วเอลเดอร์ ดวาร์ฟก็พูดออกมา 
เธอเปิดโน๊ตPCในมือขึ้นมาเปิดแบบแปลนที่ร่างไว้ ก็มีตารางแสดงความคืบหน้าเขียนไว้อยู่  
ผมจ้องไปที่หน้าจอนั้น 

"รู้สึกดีจริงๆเลยนะ อยากจะทำให้เมืองเสร็จภายในสามวันถึงจะลำบากแต่ก็ช่วยพยายามหน่อยนะ"
"อืม เข้าใจแล้วค่ะ จะพยายามค่ะ"

เอลเดอร์ ดวาร์ฟพยักหน้า 

"กำแพงด้านนอกก็ฝากไว้กับพวกลูกศิษย์สินะ"
"ทางนั้นจะทำแบบหยาบๆก็ไม่เป็นไร แค่เด็กพวกนั้นก็เหลือเฟือค่ะ"

กำแพงที่ล้อมรอบเมืองนี้กับทางน้ำนั้นถูกสร้างไปคู่กันในเวลาเดียวกัน
โดยให้เอลเดอร์ ดวาร์ฟกับดวาร์ฟ สมิธทำแบบหยาบๆก่อน แล้วก็ให้แอนเชี่ยน เอลฟ์กับไฮ เอลฟ์ใช้ศาสตร์เวทดินเต็มกำลังในการรวบรวมดินกับหินขึ้นมากองบางๆไว้ 

แล้วพวกดวาร์ฟ สมิธก็ทำให้เป็นรูปร่างพร้อมกับการเพิ่มความแข็งแกร่ง
ถ้าเกิดว่าไม่ใช้เวทในการสร้างของแบบนี้ล่ะก็ ต้องใช้เวลาหลักปีแน่ๆ 

"พวกดวาร์ฟ สมิธเอง ถ้าให้พูดแล้วพลังเวทเองก็แข็งแกร่งใช้ได้นะ"
"ถ้าพูดถึงเลเวลก็มากกว่าฉันแล้วค่ะ ขี้โกงค่ะ"

พวกดวาร์ฟ สมิธเกิดมาแบบพัฒนาได้ แล้วเลเวลเองก็ขึ้นจนเกือบตันแล้วด้วย
ก็เพราะว่าสงครามกับจอมมารแห่ง[สายลม]สโตรัสเมื่อวันก่อน

ความจริงแล้วคนที่คอยคุมพวกโกเลมมิธริลที่จัดการอสูรของเธอนั้นก็ถูกเปลี่ยนให้กับพวกดวาร์ฟ สมิธ
ค่าประสบการณ์ที่พวกโกเลมมิธริลจัดการศัตรูทั้งหมดนั้นก็เลยกลายเป็นของพวกเธอ
การได้รับประสบการณ์ของผู้ใช้นั้นก็มีขีดจำกัดเรื่องระยะทางอยู่ เอลเดอร์ ดวาร์ฟก็เลยไม่ได้รับไปด้วย

"เอลเดอร์ ดวาร์ฟถ้าเลเวลเพิ่มอีกสักนิดก็น่าจะดีนะ ถ้าเมืองพร้อมแล้วก็ไปเก็บเลเวลจริงจังกันเถอะ"
"อืม"

เอลเดอร์ ดวาร์ฟกำลังโหมไฟแห่งมุ่งมั่นอย่างเงียบๆ 
ผมมองไปรอบๆ 
ในทุกที่ก็มีพวกโกเลมกับสเกลตันทำงานกันอยู่
คนสั่งการก็คือไวต์ ถ้าฝากเขาก็คงไม่มีปัญหาอะไร

โกเลมนั้นเพื่อที่จะทำไร่แล้วก็ทำการไถดินอย่างหยาบๆ พวกสเกลตันเองก็ขนหินเล็กๆออกไป 
สำหรับพวกเขาที่ไม่รู้จักเหนื่อยแล้วคือเป็นกำลังรบชั้นยอดที่ทำงานได้ตลอด24ชั่วโมง 

"เอลเดอร์ ดวาร์ฟ ลืมบอกไปอีกเรื่องหนึ่ง พวกโกเลมเองก็จะทำให้เป็นจุดขายของเมืองนี้ล่ะ เรื่องการเพิ่มจำนวน ขอฝากด้วยนะ"

พวกโกเลมนั้นมีแต่สกิลของเอลเดอร์ ดวาร์ฟเท่านั้นที่จะสร้างขึ้นมาได้
ถึงจะสร้างได้วันละครั้งแต่ก็ได้ให้สร้างไว้ทุกวัน

"มาสเตอร์ สร้างทุกวันอยู่แล้วค่ะ พวกดวาร์ฟ สมิธเองก็ถึงจะสามารถสร้างได้แค่ถึงระดับC แต่เพราะว่าสร้างได้ก็เลยให้สร้างโกเลมด้วยค่ะ"
"เพราะอย่างนี้เลยมีจำนวนมากสินะ แต่แค่ระดับCก็พอแล้วสำหรับตอนนี้อยากได้จำนวนเยอะๆมากกว่า สมกับเป็นเอลเดอร์ ดวาร์ฟจริงๆความคิดเฉียบคมมาก"

เมืองของผมนั้นจะใช้งานพวกโกเลมในฐานะหน่วยยามรักษาการอาวุธหนัก 
มันคือจุดขายอีกจุดของเมืองนี้ 

ถ้ายืมพลังของโกเลมล่ะก็งานทำสวนก็จะง่ายขึ้น 
ในยุคนี้นั้นเรื่องที่ใช้งานจะยืมพลังของม้ากันแต่ถ้าเป็นโกเลมล่ะก็จะใช้งานได้ง่ายกว่าแถมยังแข็งแรงกว่าด้วย แล้วม้านั้นถือเป็นของที่จำเป็นต้องมีการดูแลและมีการใช้เงินด้วย ถ้าเกิดรู้ว่ามีโกเลมที่ไม่ต้องใช้เงินแล้วจะต้องดึงดูดพวกชาวนาได้อย่างมากแน่นอน

แล้วก็ในฐานะผู้คุ้มกันแล้วก็น่าสนใจอย่างมาก
ในโลกที่เต็มไปด้วยอสูร ความปลอดภัยก็ถือเป็นจุดดึงดูดอย่างหนึ่ง ทุกเมืองเลยต้องมีกำแพงล้อมรอบไว้และมีสิ่งที่เรียกว่าหน่วยคุ้มกันอยู่ 
เมืองที่มีโกเลมที่มีความแข็งแกร่งระดับBคุ้มกันอยู่ถือเป็นจุดดึงดูดที่มหาศาล ตอนที่จะออกไปเมืองอื่นจะยืมไปคุ้มกันก็อาจจะดี

จากคำพูดของมัลโก้ นักเดินทางชั้นแนวหน้าจะสามารถจัดการอสูรระดับDด้วยตัวคนเดียวได้ ถ้าเป็นระดับCก็ต้องเป็นทหารผ่านศึก แต่ถ้าเป็นระดับBขึ้นไปก็ถือว่าเหนือมนุษย์แล้ว สำหรับระดับAนั้นก็มีตัวตนที่เรียกว่าวีรบุรุษกับผู้กล้าอยู่ 
ถ้าเป็นพวกโกเลมที่มีกำลังขนาดทหารผ่านศึกแถมยังคอยปกป้องเมืองอย่างไม่หลับไม่นอนไม่พักไม่ผ่อน
ทำให้สามารถวางใจได้ว่าไม่มีที่ใดที่ปลอดภัยเท่าที่นี่อีกแล้วได้ 
แถมยังฟรี โกเลมนั้นไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายใดๆ ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก

ยิ่งกว่านั้น...ยังทำให้โดดเด่นในด้านการรักษาความปลอดภัยอีกด้วย
ถ้าไม่มีอาวุธก็ไม่สามารถปกป้องดูแลความปลอดภัยของคนในเมืองได้ ถ้าเกิดว่ามีคนคิดจะใช้ความรุนแรงในเมืองที่พวกโกเลมดูแลอยู่ล่ะก็มันก็คงเป็นพวกไม่รักชีวิต 

"แต่ว่า มาสเตอร์ การจะให้เห็นพวกโกเลมที่อสูรสร้างขึ้นมาจะดีเหรอคะ? เดี๋ยวก็ความแตกหรอกค่ะว่าเมืองนี้เป็นดันเจี้ยน"

เรื่องที่เธอเป็นห่วงก็พูดได้ว่าแน่นอนล่ะนะ แต่สำหรับตอนนี้มันก็แค่การคิดมากไปล่ะนะ

"ไม่เป็นไรหรอก ดวาร์ฟนั้นนอกจากอสูรแล้วก็มีตัวตนอยู่ในฐานะอมนุษย์เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องซ่อนหรอก"

นอกจากเป็นอสูรที่เหมือนมนุษย์แล้ว ยังมีตัวตนในฐานะพวกอมนุษย์ 
ถึงจะเป็นอสูรที่จอมมารสร้างขึ้นมา แต่พอออกไปแล้วก็ทำการผสมพันธุ์กันจนขยายจำนวนจนเกิดเป็นเผ่าพันธุ์ขึ้น 
เพราะฉะนั้นแล้วถ้าบอกว่ามีดวาร์ฟที่ยอดเยี่ยมสุดๆอยู่แล้วเป็นคนที่สร้างโกเลมขึ้นมาก็จะเป็นที่ยอมรับกันได้

"ถ้าอย่างนั้นก็โล่งใจค่ะ จะสร้างโกเลมขึ้นมาเยอะๆเลย"
"ฝากทำแบบนั้นด้วยล่ะ แต่ว่าตอนนี้ถึงเวลาที่พวกนั้นจะกลับมาแล้วล่ะ"

พอผมพูดแบบนั้น สาวน้อยหูจิ้งจอกคุอินะ, แอนเชี่ยน เอลฟ์, ไฮ เอลฟ์, จิ้งจอกภูติ, และอสูรกาก็เดินออกมาจากบ้านขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นมาเพื่อที่จะเป็นบ้านของผู้นำเมือง

ที่จริงแล้วที่บ้านหลังนั้นมีวงเวทวาร์ปอยู่ทำให้สามารถวาร์ปไปได้หลายๆที่ทั้งไปสำหรับล่าที่[ถ้ำบัวแดง] สำหรับไปดันเจี้ยนของมัลโก้ บริเวณที่ต้องไปบ่อยๆรอบๆเมืองใหญ่เอคลาบา  
คุอินะนั้นวิ่งมาทางนี้

"คุณพ่อ วันนี้ก็พยายามเต็มที่ค่า~"

แล้วก็พุ่งเข้ามาที่หน้าอกผม
กลิ่นเขม่าดินปืน กลิ่นจากการต่อสู้ของพวกคุอินะ

"เหนื่อยหน่อยนะ คุอินะ แล้วพวกแอนเชี่ยน เอลฟ์, ไฮ เอลฟ์, จิ้งจอกภูติเองก็เติบโตขึ้นเยอะแล้วนะ"
"ถึงจะไม่เท่าคุอินะ แต่ดูศัตรูแล้วก็ไม่มีทางที่จะช้าหรอกค่ะ"

สำหรับพวกเธอที่เพิ่งจะเกิด พวกเธอที่ยังเลเวลต่ำอยู่ก็ยังมีส่วนที่ใช้เป็นกำลังรบไม่ได้อยู่
เพราะฉะนั้นแล้วก็เลยให้คุอินะพาไปเก็บเลเวล
ให้ล่าอสูรที่เกิดที่[ถ้ำบัวแดง]ในหนึ่งวันให้เร็วเท่าที่เป็นไปได้ เสร็จแล้วก็กลับมาเป็นกิจวัตรประจำวันแบบนี้
การสร้างเมืองนั้นสำคัญก็จริง แต่การเพิ่มกำลังรบเองก็สำคัญไม่แพ้กัน
วันนี้ยุ่งก็เลยไม่ได้ไปแต่ปกติผมนั้นจะไปด้วยตลอด เพราะว่าถ้ามีจอมมารร่วมในปาร์ตี้ของอสูรด้วยนั้นก็จะได้รับDPจากการกำจัดอสูรกับมนุษย์ด้วย แต่มันก็มีขีดจำกัดเรื่องระยะทางอยู่ถ้าไม่ได้ไปดันเจี้ยนด้วยก็ไม่ได้รับDPด้วย ในการล่าเดี๋ยวนี้นั้นหนึ่งวันมักจะได้รับมาประมาณ1,000DP  

"ทุกคนก็เริ่มจะชินกับเครื่องสวมใส่แล้วสินะ"
"อู๊ พวกจิ้งจอกภูติโหดร้ายอะ ทั้งที่คุอินะแนะนำลูกซองให้แท้ๆแต่กับบอกว่าแอสซัลท์ ไรเฟิลใช้ง่ายกว่า"
"ก็เข้าใจความรู้สึกหรอก ก็ทั้งแม่นแถมยังบรรจุกระสุนได้เยอะล่ะนะ"
"แต่ว่าไม่ตู้มต้ามเลยอะไม่น่าพอใจเลย"

จิ้งจอกภูตินั้นพกแอสซัลท์ ไรเฟิล ส่วนไฮ เอลฟ์นั้นพกแอนตี้แมททีเรียลไรเฟิล
ในตอนแรกนั้นคุอินะจะให้พวกจิ้งจอกภูติใช้ลูกซอง แต่ว่าการจะใช้มันนั้นยากเกินไป สุดท้ายก็เลยใช้M&K MK417 MR762A1แบบเดียวกับเอลเดอร์ ดวาร์ฟ ทั้งคล่องแคล่ว แถมด้วยลำกล้องขนาด7.62mmนั้นก็มีพลังโจมตีที่สูงถือว่ามีความอเนกประสงค์มาก 

แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว...

"ทำไม ถึงออกมาเป็นแบบนี้กัน"

ทั้งจิ้งจอกภูติทั้งไฮ เอลฟ์ต่างก็เป็นสาวน้อย ถึงจะไม่ถึงระดับพวกคุอินะ แต่ก็ถือว่าค่อนข้างน่ารักมาก 
อายุก็ประมาณสิบกลางๆถึงปลายๆ 
พอมาถึงขนาดนี้แล้วบางทีผมอาจจะถูกสาปอยู่ก็เป็นได้ 

"นายท่าน กลับมาแล้วค่ะ การได้ยิงสิ่งมีชีวิตนี่สนุกจริงๆนะคะ ติดเป็นนิสัยไปแล้วค่ะ พอใช้เด็กคนนี้ยิงออกไปก็แตกเป็นชิ้นๆเลยค่ะ"

แอนเชี่ยน เอลฟ์อยู่ๆก็เข้ามาอยู่ใกล้ๆแล้ว
เธอกอดแอนตี้แมททีเรียลไรเฟิลไว้แน่น แล้วก็พูดคำที่ค่อนข้างน่ากลัวออกมา

"เอาเถอะ สนุกก็พอแล้วล่ะ"
"ค่ะ! ยิ่งได้ยิงก็ยิ่งรู้สึกอยากจะยิงยิ่งๆขึ้นไปเรื่อยๆเลยค่ะ! อยากจะยิง อยากจะยิงให้มากกว่านี้อีกค่ะ"
"วันหนึ่งก็มีอสูรเกิดออกมาจำกัดก็คงทำได้แค่นี้ล่ะนะ แล้วเธอก็ยังมีงานอีกไม่ใช่เหรอไง?"
"นั่นสินะคะ ถึงจะชอบปืนแต่ก็ชอบธรรมชาติด้วยค่ะ อ๊ะ ทางน้ำเสร็จแล้วสินะคะ ถ้าอย่างนั้นล่ะก็"

แอนเชี่ยน เอลฟ์นั้นไปหาเอลเดอร์ ดวาร์ฟแล้วก็เริ่มคุยกัน 
แล้วทั้งสองคนก็เดินไปตามทางน้ำ แล้วก็ใช้เวทในจุดที่สำคัญๆ 

ในส่วนที่ใช้แค่เวทดินของเอลเดอร์ ดวาร์ฟไม่เพียงพอนั้นก็ให้แอนเชี่ยน เอลฟ์ช่วยด้วย 
แล้วก็.... 
ทั้งสองคนมองไปรอบๆแล้วชูนิ้วโป้งขึ้นมา
ทำได้สินะ 

"แอนเชี่ยน เอลฟ์ช่วยทำให้น้ำไหลออกมาทีได้ไหม"
"ค่ะ ได้เลยค่ะ"
"การคำนวณก็สมบูรณ์แบบค่ะ"

ทั้งสองให้คำตอบที่พึ่งพาได้ออกมา 
แล้วแอนเชี่ยน เอลฟ์ก็เริ่มใช้ศาสตร์เวท 
ทางน้ำที่นี่นั้นเดิมทีมีแหล่งที่มาจากน้ำใต้ดินและน้ำฝน
ถ้าเกิดว่าเกิดการขาดน้ำล่ะก็เพียงให้แอนเชี่ยน เอลฟ์กับไฮ เอลฟ์เรียกฝนมาให้ก็พอแล้ว 

เพราะฉะนั้นแล้วเรื่องที่เมืองของผมจะขาดน้ำนั้นจะไม่มีทางเกิดขึ้น
ถ้าเปิดรางน้ำที่กั้นน้ำไว้อยู่ออกก็จะสามารถทำให้น้ำไหลได้
แล้วก็ให้น้ำไหลไปรอบๆที่ดินที่พวกโกเลมไถและพวกสเกลตันเตรียมไว้เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น เพียงเท่านี้แล้วก็สามารถทำให้พืชผลเติบโตได้อย่างดีแล้ว

เพียงเท่านี้ก็เตรียมการพร้อมรับชาวนาได้ทุกเมื่อแล้ว 
ที่ดินที่อุดมสมบูรณ์กับแหล่งน้ำที่มั่งคั่ง
เพียงเท่านี้พรุ่งนี้ก็สามารถที่จะเพิ่มสเน่ห์ด้วยการสร้างที่ดินที่จะให้สัญญาได้ว่าจะสามารถทำการหว่านเมล็ด แล้วได้รับการสนับสนุนการเติบโตจากแอนเชี่ยน เอลฟ์ แล้วทำการเกษตรได้แน่นอน

พอมองไปที่เมือง ที่นั่นก็มีสัญลักษณ์ของเมืองตั้งอยู่
ต้นแอ๊ปเปิ้ลอันงดงามกำลังมีผลสีแดงงอกอยู่มากมาก 
ทางนั้นเองก็ต้องเก็บเกี่ยวด้วย 
มีเรื่องที่ต้องทำอีกเยอะเลย

"ทุกคน เหลืองานอีกนิดเดียวแล้ว ถ้าเสร็จแล้วล่ะก็ไปเข้าออนเซ็นแล้วก็กินข้าวกันได้นะ"
"ย๊า~♪ ออนเซ็นน่าสนุกจังเลยค่ะ"
"เป็นของที่ดีจริงๆ ดีจังที่สร้างมันขึ้นมา"
"ตอนที่ออนเซ็นออกมานี่ทำให้ตกใจเลยนะคะ คิดว่าอาจจะเป็นผลข้างเคียงจากพื้นที่เหมืองข้างๆก็ได้ค่ะ งั้นตอนนี้มาพยายามกันอีกสักนิดจะได้ไปสนุกกับออนเซ็นกันดีกว่าค่ะ"

เท่านี้การสร้างเมืองของพวกผมก็ก้าวหน้าต่อไป
ความรู้สึกสำเร็จที่ได้เห็นเป็นรูปร่างก็ทำให้ใจชื้นขึ้น
หลังจากนั้นเพื่อชะล้างความเหน็ดเหนื่อยในวันนี้หลังจากนี้ก็จะไปสนุกกับออนเซ็นล่ะ 




NEKOPOST.NET