[นิยายแปล] การสร้างเมืองของท่านจอมมาร ตอนที่ 38 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] การสร้างเมืองของท่านจอมมาร

Ch.38 - ตอนที่9 ลาก่อนมัลโก้


หลังจบการเดินทางบนท้องฟ้าด้วยกริฟฟอน ก็มาถึงที่ดันเจี้ยนของมัลโก้
ถึงจะคิดว่าจะเตรียมวงเวทไว้สำหรับ[วาร์ป]แต่ไม่ทำดีกว่า
การทำวงเวทนั้นหมายถึงการที่จะสามารถเข้าไปสำรวจในดันเจี้ยนของฝ่ายตรงข้ามได้ตลอด ถ้าไม่ได้รับคำอนุญาตก็คงเป็นการเสียมารยาท
พอเข้าไปในดันเจี้ยนของมัลโก้ก็ได้พบกันซัคคิวบัสคนคุ้นหน้าออกมา
แล้วก็[วาร์ป]ไปยังที่ๆมัลโก้อยู่

หลังวาร์ปเสร็จเราก็อยู่ในห้องคริสตัลของมัลโก้
บนบัลลังค์ของห้องนี้มีมัลโก้นั่งอยู่ สาวงามผิวแทนมีสเน่ห์ที่มีหูกับหางของสุนัขจิ้งจอกสีขาว

เป็นชุดที่โชว์มากกว่าปกติอีก แต่ว่าก็ไม่ได้รู้สึกแปลกๆหรือเป็นของชั้นต่ำอะไร เป็นเพราะความงดงามของมัลโก้แท้ๆ

"ยินดีต้อนรับกลับ โพลเคล สีหน้าแบบนั้นดูเหมือนว่าจะเป็นไปได้สวยสินะ"

มัลโก้พึมพำออกมาด้วยท่าทางเศร้านิดหน่อย
บางทีอาจจะเสียใจเรื่องที่ผมจะออกไปก็ได้

"อา ไปได้สวยเลย เงื่อนไขที่ผมต้องการก็ได้มาครบทุกอย่าง ถ้าเป็นที่นั่นล่ะก็ต้องสร้างเมืองได้แน่"

มัลโก้หัวเราะเบาๆออกมา

"ครั้งแรกที่ได้ความฝันของนาย... [ไม่ใช่ดันเจี้ยนที่จะกลืนกินความต้องการหรือความสิ้นหวังของมนุษย์ แต่จะสร้างเมืองที่รวมผู้คนไว้ด้วยกัน แล้วก็จะใช้เสียงหัวเราะเป็นอาหาร]พอได้ยินฝันแบบนั้นก็คิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระอยู่หรอก แต่ว่านายก็ทำให้มันเป็นจริงแล้วสินะ นายนี่ทำให้ตกใจได้ตลอดเลยจริงๆ"
"ไม่ใช่เรื่องไร้สาระนะ ผมน่ะจะสร้างเมืองที่สุดยอดให้ดู"
"ฉันไม่สงสัยคำพูดนั้นหรอก นายเป็นผู้ชายที่จะทำเรื่องที่พูดให้เป็นจริงได้ ฉันเข้าใจดีแล้วล่ะ นายน่ะเป็นผู้ชายที่ดีแล้วจริงๆนะ"

เป็นบรรยากาศที่เศร้าสร้อย
บรรยากาศแบบนี้ไม่เหมาะกับพวกเราเลย
พอคิดแบบนั้นมัลโก้ก็กระแอมออกมา
เพื่อจะเปลี่ยนหัวข้อในการสนทนาสินะ

"เด็กที่อยู่ข้างหลังของเธอ ก็คิดว่าเคยเห็นที่ไหน เด็กของดันดาเลี่ยนสินะ"
"ได้รับมาน่ะ เป็นอสูรที่ใช้วาร์ปได้ถือว่าช่วยให้ทำอะไรได้ดีเลยล่ะ"
"ถึงจะคิดว่านายรู้ตัวแล้วก็เถอะ นั่นน่ะใช้สอดแนมนายนะ แต่การที่หมอนั่นระแวงจอมมารที่พึ่งเกิดนี่น่าตกใจจริงๆ จะภูมิใจก็ได้นะ"

คำนั้นไม่ใช่แค่การเยินยอ เพราะว่าจอมมารแห่ง[กาลเวลา]นั้นเป็นจอมมารที่แข็งแกร่งถึงขนาดนั้น การที่เขาให้ความสนใจก็ถือได้ว่าเป็นเกียรติ

"มัลโก้ ผมรู้อยู่แล้วล่ะว่าอสูรตนนี้น่ะใช้สอดแนม แต่ก็ไม่มีเรื่องที่ถ้าเห็นแล้วจะเสียหายซะหน่อยก็เลยขอใช้สักหน่อยน่ะ"
"อืม เตรียมการได้ดี ถ้าจะใช้เด็กคนนี้ล่ะก็สร้างวงเวทวาร์ปไว้ในดันเจี้ยนฉันสิ จะได้มาเล่นได้สะดวกๆหน่อยไง? นายจะออกไปจากที่นี่วันนี้แล้วใช่ไหมล่ะ?"
"ก็ตามนั้นล่ะ เมืองก็สร้างขึ้นมาแล้ว ก็คงจะปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้"

การที่จอมมารจะไม่เฝ้าดันเจี้ยนของตัวเองถือว่าไม่ค่อยดีนัก
แล้วคุอินะเองก็กำลังคอยอยู่ด้วย

"งั้นเหรอ คงจะต้องเหงาแล้วสินะ...ถึงอยากจะให้ของขวัญก็เถอะ แต่ว่าน่าเสียดายที่ผู้ปกครองจะให้ได้ของขวัญนอกจากDPกับเหรียญสามเหรียญตอนแรกไม่ได้ ยกโทษให้ด้วยนะ"
"ไม่ต้องยกโทษหรืออะไรหรอก จนถึงตอนนี้ผมเองก็ได้หลายๆอย่างมาจากมัลโก้แล้ว ผมรู้สึกดีใจจริงๆ เพราะฉะนั้นคนที่จะต้องให้ของขวัญน่ะมันผมต่างหาก"

ผมใช้[สร้าง]สร้างสร้อยคอเพชรออกมา
เป็นสร้อยคอที่ประดับอย่างประณีตที่สง่างามกำลังพอดี
สำหรับเพชรนั้นด้วยวิชาของโลกนี้แล้วไม่สามารถใช้การตัดเพชรให้สร้างออกมาเป็นเหลี่ยมอย่างแม่นยำได้ จึงไม่สามารถดึงสเน่ห์ของเพชรออกมาได้

ของขวัญที่บนโลกนี้มีแค่ผมคนเดียวเท่านั้นที่จะให้ได้
ผมเดินไปหามัลโก้ แล้วก็สวมสร้อยให้ที่คอ

"อัญมณีนี้ไม่ว่าจะผ่านเป็นร้อยเป็นพันปีก็จะไม่เปลี่ยนแปลงจะปล่อยแสงสว่างออกมาตลอด ไม่ว่าผมจะออกจากที่นี่ไปอยู่คนเดียวแล้ว มิตรภาพของมัลโก้ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง ผมจะไม่ลืมบุญคุณและความใจดีของมัลโก้เลย มีเป็นของขวัญที่รวมความรู้สึกทั้งหมดนั่นของผมล่ะ"

เพราะเธอก็เลยมีผมในตอนนี้
เธอทำให้ผมมากมายยิ่งกว่าในฐานะผู้ปกครองซะอีก

"...โพลเคล ให้ตายสิ พูดเรื่องน่าดีใจแบบนั้นออกมาแบบนี้ก็ร้องไห้ออกมาจนได้สิ ฉันไม่ได้ร้องไก้แบบนี้มาร้อยกว่าปีแล้วมั้งเนี่ย"

มัลโก้ยิ้มออกมาทั้งๆน้ำตา

"โพลเคล ถึงฉันจะให้ของที่เป็นรูปร่างกับนายไม่ได้ก็เถอะ แต่ก็ให้ของขวัญจากใจกับนายนะ"

มัลโก้ยืนขึ้น แล้วก็เข้ามาทางข้างซ้ายของผม
หน้าอกอันอุดมนั้นดันเข้ามาในแขนของผม
กลิ่นหวานๆ เป็นกลิ่นที่ทำให้ผู้ชายบ้าคลั่ง ทำให้รู้สึกร้อนรุ่มไปทั่ว
ผมถูกจูบเข้าที่แก้ม
เป็นสัมผัสของริมฝีปากที่นุ่มนวล

"เป็นยังไงล่ะ โพลเคล ดีใจกับของขวัญของฉันไหมล่ะ?"

ผมทำหน้าไม่ถูกออกมาชั่วขณะ หน้าของผมร้อนออกมาจนแทบจะละลาย

"มัลโก้ ขอบคุณมาก เป็นของขวัญที่สุดยอดไปเลยล่ะ ดีใจสุดๆเลย"
"งั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นก็ดี เสียใจหรือยังไงล่ะที่ไม่ยอดกอดฉันน่ะ?"

ยังติดใจเรื่องที่ปฏิเสธมัลโก้ไปงั้นเหรอ
ถ้าให้พูดจากใจจริง ตอนนี้เองก็ยังอยากจะกอดเต็มที่เลยล่ะ
แต่ว่าผมจะไม่เลือกแบบนั้น

"ถึงจะรู้สึกเสียใจนิดหน่อย แต่ผมต้องไปแล้วล่ะ จนถึงตอนนี้ขอบคุณนะ"
"ทางนี้เองก็สนุกเหมือนกัน ตอนที่นายอยู่ก็ช่วยคลายความเหงาได้เยอะ โพลเคลถ้ายังไงก็มาเล่นได้เสมอนะ"

ผมหัวเราะบางๆออกมา
แล้วก็พูดออกมา

"อา ได้สิ ถ้ามัลโก้ยินดีล่ะก็ตอนที่เมืองของผมเติมโตขึ้นแล้วจะชวนมานะ ผมจะต้อนรับให้อย่างดีที่สุดเลยล่ะ"
"นั่นมันน่าสนุกจังเลยนะ ยังไงนายก็คงจะทำให้ฉันมีความสุขอย่างเต็มที่ได้อยู่แล้วสินะ"

แล้วผมก็ทิ้งมัลโก้ไว้เบื้องหลัง
รู้สึกได้ถึงสายตาที่มองมา

"แต่ว่าขอบ่นครั้งสุดท้ายหน่อยละกัน การที่ให้อัญมณีที่จะเปล่งประกายไปชั่วนิรันดร์กับฉันที่กำลังจะหายไปเนี่ย ไม่โหดร้ายไปหน่อยหรือไง?"

ผมไม่หันกลับไป
มัลโก้เองก็ไม่ได้หวังให้หันกลับไป
นี่คือคำพูดแบบนั้นล่ะ

ผมเดินออกไปพร้อมกับมองไปที่มือของตัวเอง
รางวัลที่ได้รับมาจากการแสดงกับจอมมารแห่ง[สายลม]สโตรัส
เดิมทีมันคือพลังที่ใช้สำหรับช่วยชีวิตอสูรของตัวเองได้สองครั้ง แถมยังเสริมความแข็งแกร่งให้ได้ด้วย แต่ว่าถ้าเกิดใช้ล่ะก็ถึงรูปร่างจะเปลี่ยนไปแต่ก็อาจจะสามารถยืดชีวิตของมัลโก้ได้ก็ได้

...ไม่สิ นั่นมันฝืนความจริงเกินไป เพราะเหตุนี้มัลโก้เลยอาจจะเตือนผมว่าให้ระวังพลังที่น่าอันตรายนี้ก็ได้

หลังจากจบการคุยกับมัลโก้แล้ว ผมก็ไปยังย่านอาศัยที่ยืมมัลโก้มา
ที่นั่นมีไวต์กับพวกดวาร์ฟ สมิธกำลังวุ่นทำงานกันอยู่

"เหนือหัวนี่นา กลับมาแล้วหรือขอรับ"
"อา มารับพวกนายน่ะ เมืองของผม...ไม่สิ เมืองของผมเสร็จโดยปลอดภัยแล้วล่ะ"
"ถือเป็นเรื่องดีเลยนะขอรับ ในเมืองใหม่ไวต์คนนี้จะขอทำงานอย่างสุดกำลังเลยขอรับ"

ไวต์พูดออกมาด้วยน้ำเสียงตั้งใจเต็มเปี่ยมอย่างมีมารยาทเช่นเคย

"แล้วงานที่ฝากไว้เดินหน้าไปได้อย่างไร้ปัญหาไหม?"
"ทุกอย่างเป็นไปได้อย่างราบรื่นในช่วงที่เหนือหัวไม่อยู่นั้นพวกโกเลมกับพวกดวาร์ฟ สมิธก็ไปขุดเหมืองอย่างสุดกำลังขอรับ"

ใช่แล้วที่ไม่พาไวต์ไปด้วยก็เพราะว่าต้องให้เขาคอยคุมเหล่าอสูรที่เหลือทั้งหมดให้ทำงาน
ใน[เหมือง]ของจอมมารระดับหนึ่งอย่างมัลโก้นั้นสิ่งที่ขุดได้แน่นอนก็ต้องมีมิธริลและสามารถพบโอริฮารูกอนกับอะดาแมนไทต์ได้ด้วย

คุณภาพของ[เหมือง]นั้นเลเวลของจอมมารนั้น [เหมือง]ของผมในตอนนี้นั้นสามารถขุดได้มากสุดก็มิธริลเท่านั้น ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะเก็บวัตถุดิบให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

โกเลมนั้นนอกจากว่าจะขุดเหมืองได้แบบไม่หยุดไม่พักแล้วยังมีพละกำลังมหาศาล แถมพวกดวาร์ฟ สมิธเองก็ยังสามารถหาจุดที่ดีในการขุดได้ด้วย
เพราะฉะนั้นแล้วจึงสามารถขุดเหมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

"แล้วอีกอย่างหนึ่งละ"
"ทางนั้นก็ไร้ซึ่งปัญหาดำเนินได้ราบรื่นขอรับ แล้วก็ช่วยมาทางนี้ทีขอรับ"

ไวต์พูดออกมาผมก็เลยตามเขาไป
ที่ๆเขาพาไปคือสิ่งก่อสร้างที่ใช้เป็นคลังเก็บของ
ที่นั่นก็มีพวกสเกลตันที่ทำงานกันอยู่
เพราะว่าเป็นไวต์ก็เลยสามารถสั่งให้พวกสเกลตันทำงานที่ละเอียดได้

สิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นมาก็คือระเบิด
สารเคมีที่ผมใช้[สร้าง]สร้างขึ้นมากับแร่ที่ขุดขึ้นมาพวกดวาร์ฟ สมิธก็ทำการผสมออกมา

สำหรับแบบแปลนนั้นเอลเดอร์ ดวาร์ฟสร้างให้สามารถเข้าใจได้ง่ายถึงที่สุด พวกสเกลตันจึงสามารถสร้างได้
เท่านี้พวกระเบิดก็สามารถทำไห้เบาแล้วได้จำนวนมากกว่าที่ผมใช้[สร้าง]สร้างขึ้นมาอีก
ระเบิดจำนวนมากสามารถใช้ได้ทั้งในการรับและการรุก
ถึงผมจะสร้างเมืองที่มนุษย์จะอยู่กับอย่างสันติสุขแต่ก็ไม่ได้มีอุดมการณ์ที่จะไม่สู้แต่อย่างใด ผมเข้าใจดีว่าในการที่จะซื้อความสงบสุขนั้นจำเป็นที่จะต้องแลกด้วยเงินด้วยพลังด้วยเลือดจำนวนมหาศาล

"ทำได้ดีมากไวต์ เพราะมีนายคอยสนับสนุนอยู่ผมจึงสามารถพยายามต่อไปได้"

ถึงไวต์จะไม่ค่อยเด่นแต่เขาก็คอยทำหน้าที่หลายๆอย่าง เขาก็เปรียบเสมือนหัวหน้าเบื้อหลังของพวกอสูรล่ะ
พวกอสูรนอกจากอันเดดเองก็รับฟังคำสั่งของเขา
ความจริงแล้วในตอนที่ผมไม่อยู่เองผมก็ฝากให้เขาจัดการทุกสิ่งทุกอย่าง

"กระผมรู้สึกเป็นเกียรติมากขอรับ ไวต์ผู้นี้ตราบใดที่เหนือหัวยังอยู่ก็จะขอทำให้ทุกคำสั่งเป็นจริงให้ดูขอรับ"
"พูดแบบนั้นจะดีเหรอ? ผมอาจจะให้ทำอะไรเกินตัวก็ได้นะ"
"เรื่องแบบนั้นไม่มีทางหรอกขอรับ ถ้าเป็นคำสั่งของเหนือหัวผู้ชาญฉลาดยังไงก็ต้องเป็นจริงได้แน่นอนขอรับ ถ้าไม่สามารถทำได้ล่ะก็ผมก็คงไม่ได้รับมัน แล้วกระผมเองก็ไม่อาจทรยศความคาดหวังของเหนือหัวได้หรอกขอรับ"

ให้ตายสิถ้าพูดแบบนั้นผมก็รู้สึกกดดันไม่ใช่หรือไงกัน
แต่ว่าความกดดันนั่นก็ทำให้ผมรู้สึกมั่นใจ
อสูรกาวาดวงเวทวาร์ปขึ้นมา
แล้ววงเวทนั้นก็ส่งแสงออกมา
เท่านี้ก็สามารถไปยังเมืองของผมที่มีวงเวทวาร์ปอยู่แล้วได้ทันที

"ไวต์ อสูรกานี่เป็นเพื่อนใหม่ของผมล่ะ ถึงจะพูดแบบนั้นก็มีอะไรอีกล่ะนะ"
"ขอรับ เข้าใจขอรับ เจ้านี่ไม่ได้ยอมรับเหนือหัวจากหัวใจขอรับ"
"รู้เหรอ?"
"ขอรับ เพราะว่าต้องคอยคุมอันเดดหลายสิบตนทำให้กระผมนั้นเชี่ยวชาญในการอ่านอารมณ์อันละเอียดอ่อนขอรับ"
"อย่างนี้นี่เอง ถึงแม้ว่ากาตัวนี้จะไม่ได้ยอมรับผมจากหัวใจก็เถอะ แต่ว่าก็มีพลังที่สะดวกอยู่ เพราะฉะนั้นก็ขอใช้หน่อยละกัน"

ไวต์นั้นถือว่ายอดเยี่ยมจริงๆ
เพราะฉะนั้นแล้วผมจึงรู้สึกเจ็บปวด
ไวต์นั้นถือเป็นผู้นำกองทัพแต่ว่าตัวเขากลับไม่ค่อยมีพลังในการต่อสู้ที่สูงนัก
เพราะว่าเป็นอสูรระดับBที่เกิดมาแบบจำกัดเลเวล เลยไม่สามารถแข็งแกร่งขึ้นได้
ถ้าเกิดว่าให้เกิดแบบเดียวกับพวกคุอินะล่ะก็ ผมคิดเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้งซะด้วย
...แล้วก็ พลังที่สามารถทำแบบนั้นได้ ตอนนี้ผมมีมันอยู่ในมือ

"เหนือหัว ถึงจะเสียมารยาทแต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่อยากจะบอกขอรับ กระผมชอบตัวเองในตอนนี้อยู่แล้วขอรับ อาจจะดูทะนงไปหน่อยแต่กระผมก็สามารถทำสิ่งที่เหนือหัวคาดหวังได้ขอรับ แล้วก็รวมถึงเรื่องที่เหล่าลูกสาวของเหนือหัวไม่สามารถทำได้ ถึงร่างกายนี้ของผมจะไร้ซึ่งพลังกระผมก็ไม่เสียใจกับเรื่องนั้นหรอกขอรับ"
"...ไม่ใช่แค่กับอสูร แต่รู้ความคิดของผมด้วยเหรอ"
"กระผมนั้นก็พยายามทำความเข้าใจเรื่องของเหนือหัวที่เคารพอยู่ตลอดอยู่แล้วขอรับ"

ผมรู้สึกเบาใจลง
เพราะฉะนั้นก็เลยอยากจะถามไวต์

"แล้วถ้าทำได้ล่ะ? ถึงจะได้แค่สองครั้ง แต่ผมก็สามารถ[ผสม]ใหม่โดยที่คงความทรงจำของอสูรนั้นได้ พลังที่ได้รับมาจากผู้สร้าง ถ้านายต้องการผมก็สามารถทำให้เกิดใหม่เป็นอสูรที่แข็งแกร่งได้ เหมือนกับพวกคุอินะ"

พลังที่ได้รับจากผู้สร้างในฐานะรางวัลสุดพิเศษ
มันเป็นพลังที่จะเปลี่ยนรูปร่างที่ผสมกับให้เป็นเหรียญได้ แล้วถ้าใช้เหรียญนั้นก็จะยังคงมีความทรงจำของก่อนที่จะเป็นเหรียญอยู่ด้วย
ถ้าเกิดมีอสูรที่กำลังบาดเจ็บถึงตายอยู่ล่ะก็ถ้าทำให้กลับเป็นเหรียญอีกครั้งหนึ่งก็จะสามารถรักษาให้หายดีได้
แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ช่วยอสูรที่บาดเจ็บถึงตายเท่านั้น ยังสามารถกลับมาสร้างอสูรใหม่ให้แข็งแกร่งขึ้นได้ด้วย

แต่ว่าก็สามารถใช้มันได้เพียงแค่สองครั้งเท่านั้น
ผมเองก็คิดว่าถ้าเพื่อไวต์จะใช้พลังนี้ก็ไม่เป็นไร

"เรื่องนั้นไม่จำเป็นหรอกขอรับ อาจจะดูเยิ่นเย้อไปแต่กระผมเองก็ชอบตัวของกระผมในตอนนี้อยู่แล้วขอรับ ตัวผมในตอนนี้ที่เหนือหัวให้กำเนิดขึ้นมา เพราะฉะนั้น เหนือหัว หยุดที่จะใช้พลังนั้นกับกระผมเถอะขอรับ"
"แต่ว่า..."
"ดีแล้วขอรับ แต่ว่า... ถ้าเกิดกระผมไร้ซึ้งพลังแล้วจนจะตายก่อนเหนือหัวแล้วก็ช่วยใช้พลังนั้นด้วยเถอะขอรับ การที่จะต้องตายโดยไม่สามารถทำตามความคาดหวังของเหนือหัวได้กระผมไม่สามารถทนได้จริงๆ ถ้าเป็นพลังนั้นคำสั่งที่กระผมในตอนนี้ไม่สามารถทำได้ต้องสามารถทำได้แน่นอนขอรับ"

เป็นคำพูดที่หนักแน่น ความจงรักภักดีต่อผมถูกส่งมาอย่างรุนแรง

"เฮ้อ อย่างนี้ก็ไม่รู้แล้วสิว่าใครเป็นจอมมารกันแน่ ฝากด้วยล่ะ"เสนาธิการ""

เป็นคำพูดถึงบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจนไม่ใช่หัวหน้าเบื้องหลังแต่อย่างใด
ถึงจะไม่ใช่[อสูรแห่งคำมั่นสัญญา]แต่ผมอยากที่จะฝากฝังหน้าที่อันยิ่งใหญ่ไว้กับไวต์
ไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้ส่งไปถึงหรือไงแต่ดวงตาของไวต์ที่น่าจะว่างเปล่าก็มีไฟลุกโชกช่วงอยู่
แล้วผมก็ชื่นชมเขา

"เป็นเกียรติอย่างยิ่งขอรับ ที่ได้รับหน้าที่อันยิ่งใหญ่ขนาดนี้"
"ผมคาดหวังอยู่นะ ไวต์ ก่อนอื่นผมขอสั่ง ตอนนี้ขอให้เตรียมการเคลื่อนย้าย ช่วยทำให้ทุกคนไปได้อย่างสะดวกที"
"ขอรับ!"

หลังจากนั้นอสูรที่เก็บในคลังได้ผมก็พยายามเก็บในคลัง ส่วนที่ทำไม่ได้ก็ใช้[วาร์ป]ย้ายออกไปตามลำดับ
อสูรกานั้นในหนึ่งวันสามารถใช้เดินทางได้สี่รอบ พวกโกเลมนั้นสามารถ[วาร์ป]ได้สูงสุดครั้งละห้าตน เพราะฉะนั้นจึงเดินไปด้วยวิธีปกติก็ได้
แล้วพวกผมก็เริ่มย้ายถิ่นฐานออกมาจากดันเจี้ยนของมัลโก้อย่างจริงจังด้วยประการฉะนี้เอง

 




NEKOPOST.NET