[นิยายแปล] การสร้างเมืองของท่านจอมมาร ตอนที่ 34 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] การสร้างเมืองของท่านจอมมาร

Ch.34 - ตอนที่5 อาวุธกับพื้นที่การเกษตร


ระหว่างทางที่จะไปร้านอาวุธ ก็ไปแลกเงินที่โรงรับจำนำด้วยอัญมณีที่ใช้[สร้าง]
เงินมันหนักเกินทำให้สร้างแล้วพลาญพลังเวทเกินไป เรื่องนั้นก็เลยสร้างอัญมณีมาทำเงินแทน
ตอนนี้นั้นนอกจากพวกดินปืนและโลหะหนักที่ถ้าไม่ใช้[สร้าง]แล้วไม่ค่อยปลอดภัยก็พยายามใช้[สร้าง]สร้างเท่าที่จะทำได้ ก็เลยมีMPเหลืออยู่ค่อนข้างมาก

หลังจากตรวจดูเงินแล้วก็ลองพูดคุยกับคนในเมืองดู และในที่สุดก็พบกับร้านขายอาวุธที่มีชื่อเสียง

ไม่ได้แค่เป็นร้านชื่อดัง แต่เป็นร้านที่ใหญ่พอควร
พอเข้าไปข้างใน ก็มีนักเดินทางห้าสิบกว่าคนหาซื้อชุดกันอยู่

ดาบ หอกแล้วก็ธนู เสื้อ ชุดเกราะแล้วก็รองเท้า
ดูเหมือนจะเป็นสินค้าหลักของที่นี่ ของที่ผลิตได้จำนวนมากจะมีราคาถูก ส่วนสินค้าชั้นสูงที่ถูกสร้างโดยยอดฝีมือจะถูกวางเรียงในชั้นแยกออกไป

"คุณพ่อ คุณพ่อ อาวุธเยอะเลยอะ"
"มาสเตอร์ สิ่งที่สำคัญกว่าจำนวนก็คือคุณภาพค่อนข้างน่าเสียดายนะคะ"
"ฉันเองก็ไม่ค่อยเข้าใจนะคะ ถึงจะชอบธนูก็เถอะ... แต่พอรู้จักเด็กคนนี้แล้ว ร่างกายของฉันก็ไม่พอกับธนูซะแล้วล่ะค่ะ"

ลูกสาวแต่ละคนก็มีท่าทางต่างๆกันไป
ผมกับเอลเดอร์ ดวาร์ฟมุ่งหน้าไปที่ชั่นที่วางของระดับสูงเรียงอยู่
คุอินะกับแอนเชี่ยน เอลฟ์นั้นไปชั้นวางที่มีผ้าคลุมกับรองเท้าวางอยู่
เอลเดอร์ ดวาร์ฟหยิบดาบที่ดีที่สุดขึ้นมาดู
วัตถุดิบเป็นมิธริลที่ผสมกับเหล็กเล็กน้อย เป็นการสร้างที่ประหยัดต้นทุน

"น่าสงสาร"

เอลเดอร์ ดวาร์ฟทำหน้าเศร้าแล้วพึมพำออกมา

"วัตถุดิบที่ถูกเอามาทำแบบนี้ช่างน่าสงสาร คนที่ใช้ของพรรค์นี้ก็ช่างน่าสงสาร นี่มันไม่ใช่ดาบแต่ก็แค่เศษเหล็กเท่านั้นเองค่ะ"

เป็นดวงตาที่เหยือกเย็น
รอบข้างเย็นเชียบ
ทุกคนมองมาที่สาวน้อยผมเงินเอลเดอร์ ดวาร์ฟที่ดูไม่เหมาะกับที่แห่งนี้ การที่พูดประโยคนั้นที่นี่ ก็ไม่แปลกที่จะวุ่นวายกัน
แล้วก็มีผู้ชายตัวใหญ่ออกมาจากในร้าน
ผู้ชายตัวใหญ่ที่ผิวดำไหม้เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่ฝึกมาอย่างดี

"แกเองเหรอที่มาดูถูกดาบของข้าน่ะ!"

เสียงเท้าดังตึงตึงออกมา ผู้ชายคนหนึ่งกำลังเดินมาทางนี้อย่างรวดเร็ว

"เห็นว่าเป็นคนที่มาดูถูกอาวุธข้า ก็คิดว่าเป็นนักเดินทางชั้นนำที่ไหน แต่นี่อะไรกัน เด็กสาวตัวกระเปี๊ยกเองไม่ใช่เหรอ! ถึงจะเป็นเด็กแต่เรื่องที่มาดูถูกของที่ข้าสร้างขึ้นมามันยอมให้ไม่ได้เว้ย!"

เป็นเสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยความโกรธ
พวกผู้ชายที่อยากจะท่าเท่มาช่วยสาวน้อยเอลเดอร์ ดวาร์ฟนั้นเห็นแบบนั้นก็ลังเลกันหมด

แต่ว่าเอลเดอร์ ดวาร์ฟก็ไม่สะทกสะท้านอะไร
ถึงจะเห็นเป็นเด็กสาวผมเงินอายุสิบต้นๆแต่ก็เป็นอสูรระดับSที่แข็งแกร่ง
มนุษย์ธรรมดาไม่ใช่ภัยคุกคามแม้แต่นิดเดียว

"ดูถูก? ฉันก็แค่พูดความจริงเอง ไฟก็อ่อนไป การใช้วัตถุดิบก็ไม่เสถียร แล้วก็ใช้แรงตีมากเกินไปจนมันเปราะ การกระจายน้ำหนักก็ห่วยแตก ทั้งรูปร่างทั้งการตัดทั้งการตีก็ครึ่งๆกลางๆไม่สมบูรณ์สักอย่าง การขายดาบพรรค์นี้เนี่ยมีแต่จะดูถูกคนซื้อเปล่าๆ"

เธอวิจารณ์ไม่หยุดปาก
ผู้ชายก็อ้ำๆ อึ้งๆ

"จะแกล้งทำเป็นรู้ถึงไหนกันก็รับผิดชอบมาซะ"
"นี่คือดาบที่แท้จริง"

เอลเดอร์ ดวาร์ฟหยิบของที่สะพายตรงเอวออกมา แล้วโยนดาบบางๆให้ผู้ชายไป
นั้นคือของที่ใช้ป้องกันตัวเผื่อไว้ในตอนที่เธอโดนโจมตี

"อะไรกันดาบนี่...สร้างจากมิธริล วัตถุดิบก็ดี ถึงจะผสมโลหะอย่างอื่นนอกจากมิธริลอยู่มาก แต่ก็เป็นการผสมที่ไม่ใช่เพื่อประหยัดแต่เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง นอกจากนั้นความเชี่ยวชาญของคนที่ตียัง...ด้ามจับที่ถนัดมือ ใบดาบเรียบลื่น ดาบแบบนี้ ถึงไม่ใช่นักตีเหล็กในตำนานของเมืองหลวงยัปปะรูนาเองก็เถอะ"
"นี่คือดาบที่ฉันสร้างขึ้นมาค่ะ"
"ของพรรค์นี้ เด็กที่ไหนจะสร้..."
"ฉันสร้างค่ะ"

คำพูดสั้นๆ แต่ว่าผู้ชายก็โดนแรงถาโถมจนพูดอะไรไม่ออก
เอลเดอร์ ดวาร์ฟหยิบดาบกลับมาใส่ฝัก
แล้วก็หันกลับมาทางนี้

"มาสเตอร์ ไปเถอะค่ะ ของที่จะดูก็ได้ดูแล้ว"

แล้วก็มาดึงแขนของผม
ผู้ชายตัวใหญ่ไม่พูดอะไรมากกว่านั้น เพราะความเคารพในช่างตีเหล็กที่มีฝีมือเหนือกว่าเหรอนั่น?

ผู้ถูกรุมมองขณะเดินออกจากร้าน
จริงสิคิดอะไรดีๆได้แล้ว
ตอนนี้ก็ถูกจ้องอยู่แล้ว ประกาศที่นี่เลยดีกว่า

"ทุกคนครับ หลังจากนี้หนึ่งอาทิตย์ ระหว่างเมืองนี้กับดันเจี้ยนทางตะวันออกจะมีเมืองเล็กๆเกิดขึ้นครับ ที่นั่นจะมีอาวุธที่เด็กคนนี้สร้างขึ้นมาขายอยู่ แวะมาได้นะครับ"

พวกมนุษย์รอบๆส่งเสียงออกมายกใหญ่ สำหรับนักเดินทางเพื่อที่จะมีชีวิตรอดก็ย่อมกระหายอาวุธที่แข็งแกร่ง
การประกาศที่นี่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ผลอย่างมาก
คำพูดนี้จะกระจายออกไปทั่ว
...ถึงจริงๆแล้วอยากจะเปิดตัวเรื่องการสร้างดันเจี้ยนหลังจากนี้ก็เถอะ

ธุระหมดแล้ว
แล้วผมก็ทิ้งสถานที่นั้นไว้เบื้องหลัง
หลังจากนั้นคุอินะกับแอนเชี่ยน เอลฟ์ที่ถูกทิ้งไว้ก็โกรธใหญ่เลย

หลังจากออกจากเขตการค้า ก็ไปยังเขตเกษตร
เป็นทุ่งการเกษตรที่ใหญ่มาก
แต่ว่าเกษตรกรเท่าที่ดูค่อนข้างยากจน

ในเมืองนั้นมีคนที่มาจามหาฝันจำนวนมากมาย แต่ว่าก็มีที่ดินจำกัด
งานในเมืองก็ต้องแย่งชิงกัน สำหรับคนที่เคยทำแค่งานเกษตรการที่จะหางานได้นั้นต้องดวง เส้นสาย ไม่ก็ความอัจฉริยะเท่านั้น
คนที่ไร้สิ่งพวกนั้น ก็ได้แต่ต้องมาทำไร่ไถนาในที่ดินในเขตเกษตรที่มาจากยืมมาจากเจ้าของที่ดิน
ชีวิตแบบนั้นช่างโหดร้าย

แต่ว่าจะออกจากเมืองกลับหมู่บ้านก็ไม่ได้เพราะว่าเมื่อรู้จักความศิวิไลซ์ของเมืองแล้ว ก็ไม่อยากที่จะกลับไปยังที่ที่ไม่มีอะไรอีก

แอนเชี่ยน เอลฟ์มองไปยังทุ่งหญ้ากว้าง
เธอกำลังใช้พลังสำรวจสถานการณ์ของที่ดินนี้

"เป็นยังไงบ้าง ที่ดินนี้ ถึงจะเป็นพื้นดินที่ดีแต่ก็มีปัญหาอยู่สินะ"
"ทั้งที่ตั้งทั้งคุณภาพก็ใช้ได้เลยค่ะ แต่ว่าน่าเสียดายที่ใช้งานหนักเกินไปค่ะ ระดับที่จำเป็นต้องรับการรักษาบ้างค่ะ"

จากที่แอนเชี่ยน เอลฟ์ดู ตัวที่ดินเองถือว่าเป็นที่ดินที่ดี แต่ว่ามีการเก็บเกี่ยวที่มากเกินไปทั้งปลูกติดต่อกันเกินไป ทั้งปัญหาจากน้ำท่วม มีปัญหาต่างๆเกิดขึ้นมากมาย

"คิดว่าที่นี่เขาปลูกกันยังไงล่ะ"
"ถ้าใช้ปุ๋ยเป็นภูเขาก็คงจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ขนาดนี้ค่ะ แต่ว่าแย่จังเลยนะคะ ถ้าทำแบบนั้นปีต่อไปก็คงจะปลูกได้ยากขึ้น คิดว่าสองปีอยากจะให้พักสักครั้งหนึ่งค่ะ"
"แล้วสำหรับเธอล่ะในไร่ที่จะสร้างในดันเจี้ยนถ้าจะปลูกพืชผลแบบเดียวกับที่นี่จะได้ไหม?"
"แน่นอนค่ะ เก็บเกี่ยวได้ไม่ต่างกันแน่นอนค่ะ"

ถ้าเป็นอย่างนี้ ถ้าเพิ่มอะไรไปอีกนิดหนึ่งก็สามารถพาไปเมืองใหม่ได้
แล้วก็ใส่ความรู้สึกลงไปด้วย
ต้องเก็บเกี่ยวของที่เหมือนกับที่นี่ได้แน่นอน
ผมเองก็จะต้องซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในทุ่งด้วยเงินที่มากกว่าที่นี่

"แอนเชี่ยน เอลฟ์ หลังจากที่สร้างทุ่งแล้ว ช่วยใช้พลังของเธอช่วยในการเติมโตก่อนที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ที"
"ได้อยู่แล้วค่ะ แต่ว่าเพื่ออะไรเหรอคะ?"
"ก็แทนที่จะบอกผู้คนที่จะย้ายมาว่ามีที่ดินที่อุดมสมบูรณ์อยู่ สู้ให้เห็นถึงการเพาะปลูกที่ดีก็น่าจะดีกว่าใช่ไหมล่ะ?"

มนุษย์จะเชื่อสิ่งที่ตัวเองเห็นมากที่สุด
แล้วผมก็จะให้ยืมบ้านกับที่ดิน แล้วก็คิดค่าตอบแทนเป็นผลผลิตจำนวน10% จนกว่าจะเก็บเกี่ยวก็จะไม่คิดเงิน ถ้าผลิตอะไรไม่ได้ก็จะลดภาษีให้ด้วย

ออกจะเกินไปหน่อย ความจริงแล้วแบบธรรมดาก็ดีอยู่แล้วแต่ในทางกลับกันแล้วแบบนั้นก็จะทำให้ลังเลได้
ในช่วงที่ยังอาลัยกับเมืองเดิมอยู่แต่พอได้เริ่มใช้ชีวิตแบบปกติในเมืองของผม แล้วถ้าบอกไปว่าสามารถนำเงินส่วนที่เก็บเกี่ยวมาได้ไปเที่ยวเล่นในเมืองเดิมบ้างเป็นบางครั้งบ้างก็ได้จะต้องเรียกคนให้ย้ายเข้ามาได้ง่ายๆแน่
การที่สามารถไปกลับได้ภายในหนึ่งวันที่เป็นเรื่องที่ดีมาก

หลังจากที่ดูทั้งหมดแล้ว พวกเราสี่คนก็ไปดูละครกัน เดินเล่นหาอะไรกินไปด้วย
สนุกสุดๆ พวกลูกสาวต่างก็บอกให้พามาอีก
คงต้องหาโอกาสมาให้บ่อยๆแล้วสิ
แต่ว่าวันนี้ยังเหลืองานสุดท้ายอยู่ ตอนที่ผมจะออกจากเมืองนั้นเอง

"คุณพ่อ นกนั่น"
"อสูรของสโตรัสสินะ"

นกสีฟ้าบินมาเกาะที่ไหล่ของผม
อสูรที่ใช้ส่งจดหมายของจอมมารแห่ง[สายลม]สโตรัส เด็กคนนี้จำพลังเวทของผมได้ เพราะฉะนั้นถึงจะออกมาข้างนอกก็มาส่งจดหมายให้ได้
ผมเปิดจดหมายที่ติดอยู่ที่ขาของมัน
....น่าสนุกดีนี่ มาลองกันหน่อย

"คุณพ่อ มีอะไรเหรอคะ?"
"ก็นิดหน่อยน่ะ"

ในจดหมายของสโตรัสบอกมาดูเหมือนว่ามีหนึ่งในจอมมารใหม่ที่มาขอเป็นพันธมิตรกับสโตรัส
เป้าหมายคือ การโค่นจอมมารแห่ง[การสร้าง]โพลเคล
เพราะว่าไม่คิดว่าจะชนะได้ด้วยตัวคนเดียว ก็เลยตั้งกลุ่มลับกันเพื่อจัดการผม เพราะว่ากลัวที่ผมจะไปก่อ[สงคราม]ก่อน ก็เลยจะมาโค่นล้มซะก่อน เอาเถอะ ก็เรื่องปกติล่ะนะ
เท่าที่เขียนดู ดูเหมือนว่าสโตรัสจะปฎิเสธไป
แต่ว่าพอมองส่วนสุดท้ายแล้วผมก็หัวเราะออกมา

[คนที่จะโค่นนายได้คือฉันเท่านั้น ถ้าไม่จัดการด้วยพลังของฉันคนเดียวก็ไม่มีความหมายค่ะ เพราะฉะนั้นห้ามแพ้คนอื่นนอกจากฉันเด็ดขาดนะ... แล้วก็ นะ ถ้าคิดว่าไม่ไหวก็ติดต่อมาซะละ ไม่มีทางที่จะไม่ช่วยหรอกค่ะ ในฐานะเพื่อน ใช่แล้วในฐานะเพื่อนค่ะ]

การที่จอมมารอื่นรวมกลุ่มกันเพื่อที่จะบุกผมนั้นคือเป็นข้อมูลที่สำคัญมาก คงต้องขอบคุณสโตรัสแล้วสิ

"คงต้องรีบสร้างเมืองแล้วสิ"

เหลือเวลาแค่นิดเดียวเท่านั้น
จำเป็นที่จะต้องรีบเตรียมการแล้ว
จากการเดินสำรวจเมือง ถ้าสร้างดันเจี้ยนใกล้ๆเมืองนี้จะเป็นเรื่องที่ดีมาก ถ้าไปทักทายจอมมารแห่ง[กาลเวลา]เสร็จแล้ว ก็จะเริ่มสร้างดันเจี้ยนสักที
เอาล่ะต่อจากนี้ก็ต้องไปทักทายจอมมารแห่ง[กาลเวลา]
หนึ่งในจอมมารที่แข็งแกร่งที่สุด ถึงการจะคุยกับเขาจะค่อนข้างน่ากลัวนิดหน่อยแต่ก็น่าสนุกเหมือนกัน





NEKOPOST.NET