[นิยายแปล] การสร้างเมืองของท่านจอมมาร ตอนที่ 33 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] การสร้างเมืองของท่านจอมมาร

Ch.33 - ตอนที่4 ความโกรธที่แท้จริง


ในที่สุดก็มาถึงเมืองแล้ว
ผมลงก่อนถึงเมืองเล็กน้อยก็แล้วเดินไป
เมืองเอคลาบานี้ตามที่มัลโก้บอกมา เป็นเมืองใหญ่ที่มีกำแพงขนาดใหญ่ล้อมรอบและมีผู้คนมากกว่า15,000คนอาศัยอยู่ มีการแบ่งเป็นสามเขตปกครอง เขตค้าขาย เขตที่อยู่ และเขตเกษตรกรรม

คุอินะใช้สกิลแปลงกายซ่อนหูและหางจิ้งจอก ส่วนแอนเชี่ยน เอลฟ์ก็สวมฮู้ดไว้
ส่วนเอลเดอร์ ดวาร์ฟนั้นเท่าที่จากที่ผมมองดูจากภายนอกส่วนใหญ่ก็ไม่ต่างจากมนุษย์ เลยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอะไร
เท่านี้ก็ไม่น่าจะผิดแปลกอะไรแล้ว

แต่ว่าถึงจะดูแปลกแต่เผ่าที่เรียกว่าเอลฟ์กับดวาร์ฟนั้น ดูเหมือนจะมีเป็นชนเผ่าที่ไม่ได้ถือเป็นอสูรอยู่ในโลกใบนี้เลยไม่น่าจะมีเหตุผลจำเป็นที่ต้องซ่อนเท่าไหร่นัก

ดูเหมือนว่าเหล่าอสูรที่จอมมารสร้างนั้นมีลูกแล้วก็ตั้งรกรากต่อไป จนในที่สุดก็สร้างระบบของตัวเองขึ้นมาได้
อสูรที่หายไปเมื่อคริสตัลหายนั้น มีแค่อสูรที่เกิดขึ้นโดยตรงเท่านั้น ลูกหลานไม่ได้หายไปด้วย พวกโกเลมที่ดวาร์ฟสร้างขึ้นมาก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน

"คุณพ่อ แถวยาวจัง"
"นั่นเป็นการเก็บภาษีเข้าเมืองน่ะ เพื่อป้องกันคนอันตรายเข้าเมืองและเก็บเงินเข้าเมืองไปพร้อมๆกัน"
"การต่อน่ารำคาญอะ"

น่ารำคาญจริงๆล่ะเวลาก็ไม่มี
เวลาแบบนี้ต้องยืมพลังของคุอินะกับแอนเชี่ยน เอลฟ์

"แอนเชี่ยน เอลฟ์ พาพวกเราไปได้ไหม?"
"เหลือเฟือค่ะ แต่ว่าแถวนี้อาจจะมีคนอยู่ก็ได้ขอตรวจสอบก่อนค่ะ"
"เข้าใจแล้ว ต่อไปก็คุอินะ สามารถใช้เวทลวงตาทำให้พวกเรามองไม่เห็นได้ไหม?"
"อืม ทำได้สิ แต่ว่าหลอกได้แค่การมองนะ เสียงกับกลิ่นก็ยังรู้สึกได้ พลังเวทก็ซ่อนไม่ได้นะ"
"ถ้าฝ่ายนั้นเป็นแค่คนธรรมดาก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก ฝากด้วยนะ"
"เข้าใจแล้วค่ะ!"

แล้วพวกผมก็ใช้คุอินะทำให้ล่องหนแล้วให้แอนเชี่ยน เอลฟ์ใช้สายลมพาเข้าไปในเมือง

"ว้าว มีคนเยอะเลยอะ"
"มาสเตอร์ เยอะเกินไปแล้วอะรู้สึกไม่ดีเลย"

พวกผมคลายการล่องหนออกในที่ๆไม่มีคนเดินผ่านแล้วก็เดินออกไปในเขตการค้า
ไม่รู้ว่าเพราะมีสาวสวยอยู่สามคนหรือไง คนรอบๆเลยมองมาใหญ่ แต่ไม่รู้ว่าเพราะเด็กไป หรือเพราะผมจ้องกลับไปหรือไง เลยไม่มีคนทักมาเลย

ถึงอย่างนั้นคนก็ถือว่าเยอะจริงๆ
เมืองนี้มีทั้งคนจากในและในเข้ามารวมกัน

ทั้งหินเวททั้งสมบัติที่ได้จากดันเจี้ยนขนาดใหญ่ ทำให้มีผู้คนที่เล็งของพวกนั้นมารวมตัวกันมากมาย แล้วคนที่มารวมนั้นก็เอาสินค้ามาขายด้วย
ทำให้เกิดการไหลเวียนของผู้คนที่เข้ามาหาสินค้าเหล่านั้นทำให้การค้ามีขนาดใหญ่มากขึ้น
ดูเหมือนว่าเมืองที่เกิดขึ้นเพราะมีดันเจี้ยนชั้นหนึ่งอยู่ใกล้แบบนี้อยู่มาก
แล้วถัดจากเมืองนี้ไป80กิโลก็มีดันเจี้ยนของจอมมารแห่ง[กาลเวลา]ด้วย

ถ้ามีพลังของ[กาลเวลา] การจะทำให้ดันเจี้ยนนิยมได้ก็เป็นเรื่องง่าย
แถมจากที่เขาบอกมาในตอนที่ย้อนสิ่งต่างกลับมาได้ระดับพิเศษใน[สงคราม]นั้นก็เพราะได้รับการสนับสนุนจากผู้สร้างด้วย

"นายท่านคะ ถ้าฆ่ามนุษย์ทั้งหมดในที่นี่ต้องได้DPมามหาศาลแน่นอนค่ะ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ถึงจะอาละวาดที่นี่ไป แล้วก็โทษทั้งหมดให้เป็นความผิดของจอมมารแห่ง[กาลเวลา]ก็ได้นี่คะ♪"

แอนเชี่ยน เอลฟ์ยิ้มแล้วพูดเรื่องน่ากลัวออกมา
ถ้าคิดแค่ผลลัพธ์ก็ถือว่าใช้ได้อยู่
แต่ว่าเรื่องนั้นน่ะ

"หยุดเถอะ มันผิดกับหลักการของผม แถมถ้าความแตกล่ะก็โดนจอมมารแห่ง[กาลเวลา]ฆ่าตายแน่ แถมผู้คนในเมืองนี้ในอนาคตอาจจะเป็นคนของเมืองผมก็ได้"
"น่าเสียดายจังค่ะ"
"เดิมทีแล้ว สำหรับพวกเธอมนุษย์คืออะไรกันแน่?"
"มนุษย์เหรอคะ? ก็ปศุสัตว์ไม่ใช่เหรอคะ"

แอนเชี่ยน เอลฟ์เอียงคอสงสัย
พอมองไปที่ทั้งสองคน ก็ไม่ได้ทำท่าทางแปลกใจกับแอนเชี่ยน เอลฟ์
ถ้ามองจากอสูรที่ทรงพลัง ก็คงตามนั้นล่ะนะ
บางทีคนที่มีความรู้สึกพิเศษกับมนุษย์แบบผมอาจจะแปลกเองก็ได้

"ถ้าเป็นปศุสัตว์ ก็ยังมีวิธีใช้อย่างอื่นนอกจากฆ่าเอาเนื้อไม่ใช่เหรอไง"
"สมกับเป็นนายท่านค่ะ เป็นการใช้ปศุสัตว์ให้คุ้มสินะคะ"

ไม่จำเป็นต้องไปเปลี่ยนความคิด
ถ้าได้ลองสัมผัสมนุษย์ ความคิดก็คงจะเปลี่ยนไปเอง

"แล้วถึงผมจะไม่ทำ แต่ว่าจอมมารที่ใช้กลยุทธบุกเมืองมนุษย์แบบที่แอนเชี่ยน เอลฟ์บอกไว้มีอยู่บ้างเหมือนกันนะ"

คราวนี้เป็นเอลเดอร์ ดวาร์ฟที่แปลกใจกับคำพูดของผม

"น่าแปลก ทำไมถึงทำแบบนั้นเหรอ?"
"เป็นวิธีเรียกแขกน่ะ การบุกเมืองเมืองหนึ่งน่ะนะ มนุษย์ก็จะตั้งทัพกลับมาจำนวนมาก ในนั้นก็จะมีมนุษย์ที่แข็งแกร่งอยู่ ถ้าพวกนั้นบุกเข้าไปในดันเจี้ยนล่ะก็จะได้DPมามหาศาลเลยล่ะ"

เป็นเรื่องที่ได้ยินมาจากมัลโก้
ถ้าเกิดการโจมตีเมืองครั้งใหญ่ล่ะก็ ทัพของมนุษย์จะเคลื่อนไหว
ยิ่งมนุษย์แข็งแกร่งก็ยิ่งได้DPมาก ความรู้สึกแก้แค้นกับยึดติดในยุติธรรมอันรุนแรงของมนุษย์ที่กำลังลุกไหม้ก็อร่อยไม่น้อย
ในหมู่จอมมารเอง ก็เรียกว่าการแทงรัง เป็นวิธีการดั้งเดิมแบบหนึ่ง

แต่ว่าเมื่อเทียบกับการอยู่ร่วมกับมนุษย์ในระยะยาวแล้วก็เป็นการไล่มนุษย์ออกไป และสูญเสียโดยใช่เหตุ นอกจากนี้ยังจะเป็นการเชิญมนุษย์ระดับผู้กล้าจำนวนมากออกมาและจะโดนฆ่าเอาซะได้
โดยพื้นฐานแล้วมันถือเป็นวิธีการสุดท้ายในการเก็บDPอย่างมหาศาลในระยะเวลาสั้นๆ

"คุณพ่อ น่าสนุกจังอะ ลองทำกันเถอะ!"
"ไม่ ไม่ทำหรอก"

คุอินะเองก็มีจุดที่บ้าเลือดอยู่เยอะ
ผมคงต้องระวังไว้บ้าง

ผมเดินตรวจสอบราคาของค่างๆในย่านการค้า แล้วก็คิดเรื่องสินค้ากับราคาไปพลางๆ
แล้วก็มีกลุ่มจิ๊กกี้สามคนมายืนขวางทางเดินของพวกผม
ที่เกราะเบาก็มีดาบโทรมๆห้อยอยู่

"คุณหนูทั้งหลาย น่ารักจังเลยนะ ไปกินขนมอร่อยๆกับพวกพี่ชายเถอะ เงินนี่มีเหลือเฟือจากกล่องสมบัติในดันเจี้ยนเลย กินได้เต็มที่เลยนะหนูๆ"
"เฮ้ยๆ เหลือคนหนึ่งไว้เนี่ยเอ็งนี่ดูเลวจริงๆนะเว้ย ถึงจะเป็นผู้ชายก็เถอะ"
"ถ้ามีของดีขนาดนี้อยู่ก็ช่างแม่งเถอะ ผู้ชายน่ะปล่อยแม่งทิ้งไว้ก็ได้นี่หว่า"

พวกนั้นยิ้มชั้นต่ำออกมา
ผมตกใจในอีกความหมายหนึ่ง มีคนที่คิดแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย

"ช่วยเลิกยุ่งจะได้ไหม"
"หา ไอ้หน้าสาวนี่ แล้วมายุ่งไรวะ? แล้วนายน่ะเป็นใคร? เพื่อนของเด็กๆพวกนี้เหรอ? พวกเราเป็นพี่ชายใจดีที่จะสอนเรื่องสนุกๆมากกว่าการเล่นกับเพื่อนให้น่ะ อย่ามากวนจะได้ไหม?"

หน้าเหมือนผู้หญิง
เป็นคำพูดที่เจ็บจี๊ดถึงทรวงใน แทงใจดำสุดๆ
คุอินะก็เข้าสะกิดหลังของผมแล้วพูดออกมา

"คุณพ่อ ขยะสดที่บังอาจมาว่าคุณพ่อ เผาทิ้งไปเถอะค่ะ"
"วันนี้ห้ามฆ่าคน แล้วก็ไม่ต้องทำอะไรด้วย"
"เข้าใจแล้วค่า"

คุอินะก้มหน้าลงอย่างเสียดาย
ก็เข้าใจอยู่ ผมเองก็อย่างฆ่า

"คือว่าผมไม่ใช่เพื่อนแต่เป็นผู้คุ้มกันน่ะ เพราะว่ามีหน้าที่ที่ต้องปกป้องคุณหนูเหล่านี้ คงจะปล่อยไปไม่ได้หรอก"
"งั้นก็นอนไปซะ"

ผู้ชายคนหนึ่งปล่อยหมัดมา
ผมไม่ได้หลบอะไรเลย
หมัดเข้ามาที่หน้าของผม

"เจ็บ ไรวะเนี่ย ไอ้นี่ ยังกับต่อยเหล็กเลย"

ผู้ชายคนนั้นบิดแขนตัวเองไปมา ก็นะ ถ้าต่อยผมก็เป็นแบบนี้ล่ะ
พอผู้ชายเงยหน้าขึ้นมา ก็ตัวสั่นเทิ้ม สองคนที่เหลือก็สั่นตามด้วย

"อา อา อ๊าาา"
"อี๊"
"ว ว้ากกกกกกก"

ผู้ชายทั้งสามคนวิ่งหนีไปพร้อมส่งเสียงออกมา
ผมไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น

"พวกเธอ อดทนได้ดีมาก"

พวกคุอินะต่างหาก
เพราะว่าผมได้รับอันตรายก็เลยปล่อยจิตสังหารออกมา เพราะว่าผมสั่งห้ามฆ่าก็เลยเป็นแค่ความคิดที่ว่าจะฆ่าเท่านั้น
แต่ว่าเพียงแค่นั้นก็ทำให้ผู้ชายพวกนั้นรู้สึกถึงความตาย
มันยังส่งผลไปถึงคนรอบข้างอีกด้วย
นี่คือพลังที่แท้จริงของอสูรระดับS

"คุณพ่อ หลังจากนี้ช่วยอย่าสั่งห้ามยุ่งเถอะค่ะ ถึงจะรู้ว่าต่อยแล้วไม่เป็นไรก็เถอะ แต่ว่าไม่เอาอะ กว่าหมัดช้าๆนั่นจะถึงคงจะฆ่าได้เป็นสิบรอบเลยค่ะ"
"ฉันด้วยค่ะ มาสเตอร์"
"นั่นสินะคะ การเสียมารยาทกับนายท่านยกโทษให้ไม่ได้จริงๆค่ะ"

ความรักของเหล่าลูกสาวทำให้รู้สึกดีจริงๆ
ช่วยไม่ได้ ครั้งต่อไปคงต้องหยุดอยู่นิ่งๆให้ต่อยแล้วล่ะ

"ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงนะ งั้นเดี๋ยวทำอะไรให้เป็นการชดเชยละกัน"

หลังจากเสร็จงานวันนี้แล้วผมก็ตัดสินใจว่าจะสนุกกับทุกคนให้เต็มที่เลย

หลังจากชมตลาดเสร็จแล้ว ต่อไปก็คือของจริงของวันนี้ล่ะ

"ตั้งแต่ตอนนี้เราจะไปดูชุดเกราะกัน เอลเดอร์ ดวาร์ฟเองก็ช่วยดูให้ดีๆล่ะ ถ้ามีของที่ดีกว่าสินค้าที่นี่เราก็ทำจะขายมัน เราจะใช้ที่นี่เป็นเกณฑ์"
"เข้าใจแล้วค่ะ แต่ว่า ไม่เห็นจำเป็นเลย ฉันไม่คิดว่ามนุษย์จะสร้างของดีๆออกมาได้หรอกค่ะ"
"ก็คงจะเป็นแบบนั้นล่ะนะ เธอที่เป็นดวาร์ฟชั้นสูงก็คงจะคิดแบบนั้น แต่ว่า ผมเองบอกว่าเกณฑ์ใช้ไหมล่ะ จริงอยู่ที่ว่าอาวุธที่แข็งแกร่งเกินไปก็คงจะให้มนุษย์ใช้ไม่ได้ แทนที่จะเป็นสินค้าชั้นเลิศแต่การสร้างสินค้าออกมาให้ดีกว่านิดหน่อยก็คือว่าเป็นเรื่องสำคัญ"

หรือพูดให้เกินไปก็คือการที่เมืองผมจะผลิตแอสซัลท์ ไรเฟิลออกมาขายในปริมาณมาก
เท่านี้ก็จะกลายเป็นสินค้าที่มีแต่คนสนใจได้ แต่ว่าเรื่องนี้ก็จะกลายเป็นบ่วงรัดคอผม เป็นการสร้างความแค้นให้กับจอมมารอื่นๆได้
เพราะว่าการที่มีศาสตร์ที่ก้าวหน้าเกินไปจะเป็นการกระตุ้นความต้องการของมนุษย์
เพื่อผูกขาดศาสตร์เหล่านั้นมนุษย์ก็จะเริ่มก่อสงครามขึ้นมา
การไม่ทำอะไรก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

"เข้าใจแล้วค่ะ จะลองสำรวจแล้วสร้างแบบแปลนขึ้นมาดู หลังจากนั้นก็ให้เด็กพวกนั้นเป็นคนจัดการสร้างละกันค่ะ งานเรียบพวกนี้ถือว่าน่าเบื่อที่สุดเลยค่ะ"

เป็นงานที่ไม่น่าสนใจสำหรับเอลเดอร์ ดวาร์ฟผู้คลั่งการวิจัย
แต่ว่าก็ดูเหมือนจะตั้งใจทำอยู่

"โทษทีที่ให้งานน่าเบื่อนะ แต่ว่าเพื่อตอบแทน เดี๋ยวจะ[สร้าง]อาวุธที่น่าวิจัยออกมาให้ แล้วก็จะสร้างที่เธอสามารถวิจัยได้อย่างไม่มีอะไรกวนให้ด้วย"

ผมลูบหัวเธอไปมา แล้วเธอก็ยิ้มน้อยๆออกมา
นั่นคือท่าทางดีใจที่สุดเท่าที่เอลเดอร์ ดวาร์ฟจะทำได้แล้ว

"มาสเตอร์ ชอบที่สุดเลย"

เธอพูดคำนั้นออกมาด้วยหน้าแดงๆ
สาวน้อยอกกระดานผมเงินผู้เยือกเย็น เอลเดอร์ ดวาร์ฟนั้น ท่าทางแบบนี้ของเธอทำให้ผมสนใจจริงๆ

 




NEKOPOST.NET