[นิยายแปล] ลาก่อนชีวิตมังกร สวัสดีชีวิตมนุษย์ ตอนที่ 8.2 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] ลาก่อนชีวิตมังกร สวัสดีชีวิตมนุษย์

Ch.8.2 - -เจ้าหญิงบุปผาปีศาจกับพลหอกอสูร- (ส่วนท้าย)


ตอนที่ 8 เจ้าหญิงบุปผาปีศาจกับพลหอกอสูร (ส่วนท้าย)

 

เมื่อพวกดรานไปถึงกำแพง ราชินีกุหลาบดำที่ยืนอยู่บนกำแพงเมืองทางเหนือโดยมีแสงจันทร์และความมืดยามราตรีอยู่ด้านหลัง ก็กำลังมองมายังจีโอรูดผู้ที่ถูกกุหลาบดำกักตัวไว้ด้วยสายตาเหยียดหยาม แต่มีอยู่ส่วนหนึ่งที่มันไม่ได้ตกแต่งด้วยสีดำ นั่นคือริมฝีปากสีแดงอันอวบอิ่มที่ตอนนี้กำลังขยับไปขยับมาอยู่หลายครั้ง

 

ทว่าริมฝีปากที่น่าหลงใหลดั่งกลีบของดอกกุหลาบ กลับปล่อยวาจาอันแสนเย็นชาออกมาราวกับน้ำแข็งที่อยู่ขั้วโลก

 

            “เหยียบย่ำมวลบุปผา, ทำให้พฤกษาได้รับความเสียหาย, ทำลายพวกแมลงจนป่นปี้, สังหารสัตว์ป่า, ช่วงชิงชีวิตผู้คนของป่า ทั้งยังทำให้ป่าสกปรก...... บาปของพวกแกนี่มันนับเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมดเลยนะ” (เดียดร้า)

 

            “ฟุฮ่าฮ่าฮ่า บาปงั้นเหรอ? นั่นน่ะมันเป็นบาปของพวกแกไม่ใช่เรอะ? ไอ้ที่ข้าอยากจะพูดก็คือความอ่อนแอนั่นแหละคือบาป ถ้าไม่อยากถูกฆ่า แกก็ต้องฆ่าศัตรูก่อนเซ่ เพราะคนอ่อนแอมันไม่มีพลังที่จะไปฆ่าใครเขา พวกมันก็เลยถูกพวกเราฆ่าไงล่ะ แล้วบาปมันจะเป็นของใครไปได้อีก นอกเสียจากคนอ่อนแอ? ไอ้พวกคนที่อยู่บนพื้นนี่มันแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรึไง? ข้าล่ะอยากหัวเราะให้ฟันหักจริงๆ ฟุฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!!” (จีโอรูด)

 

            “อสูรจากขุมนรกทุกตัวเป็นแบบแกงั้นเหรอ? งั้นฉันจะบอกบาปเรื่องหนึ่งของตัวเองให้แกฟังละกัน ฉันน่ะ ‘อ่อนแอ’ จนถึงขั้นที่ทำลายแกทิ้งได้” (เดียดร้า)

 

เดียดร้าพูดคำๆ หนึ่งออกมาเพื่อตอบกลับจีโอรูดที่บอกว่าคนอ่อนแอคือบาป จากนั้นเธอก็ยกมือขวาขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างอ่อนช้อยราวกับเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง

 

การขยับแขนที่เหมือนกับจะชี้ไปยังพระจันทร์ของสวงสวรรค์ ทว่า ที่ด้านหลังของเดียดร้า— กลับมีเงามหึมาที่รูปร่างเหมือนกับเคียวโผล่ขึ้นมาจากด้านในของกำแพงเมือง

 

มันเหมือนกับเงาของงูยักษ์ที่จะดื่มเลือดของเดียดร้า แต่แสงจันทร์ก็ได้เปิดเผยว่า แท้จริงแล้วมันก็คือหนามจำนวนนับไม่ถ้วนที่เหมือนกับมังกรหรือโอโรจิ <TL: โอโรจิ = งูยักษ์ 8 หัวหาอ่านตำนานในอากู๋เลยนะ>

 

            “แค่มีตัวตนอย่างพวกแกอยู่ฉันก็ไม่สบอารมณ์แล้ว บาปของแกก็คือการมายังโลกใบนี้” (เดียดร้า)

 

มือที่เรียวสวยของเดียดร้าได้เหวี่ยงขึ้นไปบนพระจันทร์ที่อยู่บนฟากฟ้า แล้วจากนั้นเธอก็ฟันมือลงมาราวกับสั่งให้เพชรฆาตตัดศรีษะของนักโทษอย่างไร้ความปราณี จากนั้นหอกกุหลาบดำก็ทะลวงผ่านชั้นบรรยากาศไป

 

แม้แต่ผู้แข็งแกร่งที่พักอาศัยของขุมนรกก็ไม่สามารถรับการโจมตีนี้ได้โดยไม่มีรอยขีดข่วน มันทะลวงเกราะอกของจีโอรูดจนเป็นรูโหว่ขนาดมหึมา เลือดสีดำที่ไหลออกมามากพอที่จะทำให้ดอกไม้ขนาดยักษ์เบ่งบาน

 

            “อะฮ่า” (???)

 

ทันใดนั้นก็ปรากฎเงาคนที่กำลังเต้นรำอย่างอ่อนช้อยอยู่ในท้องฟ้ายามราตรี ราวกับกลีบดอกไม้ที่พริ้วไหวไปตามสายลม เงาจากร่างบางของเด็กสาวนั้นช่างเหมือนกับดอกไม้ที่ใกล้จะเบ่งบานเสียจริง

 

ทว่า ภาพเงาของหอกกุหลาบดำได้ถูกสายลมตัดปลายหอกออกก่อนที่มันจะถึงตัว และเมื่อมันได้สัมผัสกับปลายนิ้วที่ห่อหุ้มด้วยถุงมือสีแดง พลังเวทย์มนต์ของเดียดร้าก็หายไปราวกับหมอกควันในยามเช้า

 

หอกกุหลาบดำขนาดยักษ์ไม่เพียงแต่สูญเสียปลายหอกไปในทันที แต่มันยังสูญเสียพลังจนถึงขั้นที่ความสดของตัวเองหายไปด้วย มันพังทลายราวกับเวลาในอากาศได้ล่วงเลยไปหลายพันปี และสุดท้ายมันก็เหี่ยวเฉา

 

พอเห็นการโจมตีที่รวบรวมพลังทั่วทั้งร่างกายพังทลายราวกับปราสาททรายที่ถูกคลื่นพัดพา หน้ากากอันเย็นชาที่ปกปิดความงามของเดียดร้าไว้จึงมีรอยร้าว

 

            “ประมาทเกินไปแล้วมั้งจีโอ?” (???)

 

เงาร่างเล็กที่เตะหอกกุหลาบดำขนาดยักษ์จนพังทลายได้เต้นรำอยู่กลางอากาศอีกครั้ง จากนั้นมันก็กระโดดไปยังไหล่ซ้ายของจีโอรูดที่ตอนนี้ถูกกักตัวอยู่

 

ใบหน้าที่แท้จริงของเงานั้นได้ถูกเปิดเผยออกมาบนไหล่ของกิโอที่ยังมีคราบเลือดติดอยู่

 

รูปร่างโค้งเว้าอันเยาว์วัย พร้อมกับริมฝีปากเรียวบางที่ทำให้นึกถึงกลีบดอกไม้เล็กๆ รวมถึงการจัดวางดวงตาที่ดูมีเสน่ห์และดวงตากลมๆ น่ารักๆ นั่น แว่บแรกที่เห็นเธอนั้น มันเหมือนกับว่า ภาพของสาวน้อยแสนน่ารักได้กลายมาเป็นคนจริงๆ

 

ทว่า พลังเวทย์มนต์ที่ปะทุขึ้นมาจากร่างอันบอบบางซึ่งห่อหุ้มด้วยชุดเดรสสีแดงเข้มราวกับเลือดที่แห้งเหือดนั่น มันทำให้รู้สึกขนลุกขนพองจนเหมือนกับมีใครเอาน้ำแข็งมาราดใส่หลังของคนที่ดูอยู่เลย

 

            “เหอะ! ราฟเฟิลเซียงั้นเรอะ ข้าช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องให้แกช่วยหรอก” (จีโอรูด)

 

ราฟเฟิลเซีย งั้นนั่นก็คือชื่อของยัยเด็กเปรตนี่สินะ

 

ราฟเฟิลเซียที่ผูกริบบิ้นสีดำเอียงศรีษะเล็กน้อยให้กับคำพูดของจีโอรูด จนเส้นผมสีแดงฉานที่ยาวจนถึงต้นขาแบ่งออกเป็นสี่ส่วน

 

เวลาเดียวกับที่ศรีษะเล็กๆ เอียงอยู่ ผ้าโพกหัวที่มีสีเดียวกันกับเส้นผมก็พริ้วไหวไปพร้อมๆ กัน ท่าทางแบบนั้นมันช่างน่ารักจริงๆ แต่เธอกลับมีริมฝีปากที่ดูเย้ยหยันพวกเดียวกันอยู่

 

            “แหม ทำเป็นเก่งน้า แต่หน้าที่ของนายก็คือทัพหน้าที่คอยฟาดฟันศัตรูเพื่อให้พวกมันได้พบกับความทุกข์ทรมาน ก็เพราะไปดูถูกพวกมันเข้าถึงได้กลายมาเป็นแบบนี้ไง นายกำลังทำหน้าที่อยู่จริงๆ รึเปล่าเนี่ย?” (ราฟเฟิลเซีย)

 

เมื่อราฟเฟิลเซียเอาปลายนิ้วไปสัมผัสกับกุหลาบดำที่กักตัวจีโอรูด ก็เกิดปรากฎการณ์แบบเดียวกับเมื่อครู่ กุหลาบดำที่พันร่างกายอันใหญ่โตของจีโอรูดเอาไว้ได้ขดตัวจนกลายเป็นเถ้าถ่านในที่สุด

 

จีโอรูดจึงถูกปลดปล่อยออกมา เวลานั้น ท้องฟ้าและผืนดินได้สั่นไหวเล็กน้อย เขาปัดเศษกุหลาบดำที่อยู่ตามร่างกายทิ้งไป

 

หากไม่มีความช่วยเหลือของราฟเฟิลเซีย เขาจะหนีออกมาจากการกักตัวของกุหลาบดำได้จริงเหรอ? คงมีแต่จีโอรูดเท่านั้นที่รู้ จากนั้นเขาก็มองไปทางเดียดร้า ผู้ที่ทำให้ตัวเองได้รับความอับอายด้วยแววตาแห่งความชั่วร้าย

 

หากเป็นคนที่ไม่รู้วิธีป้องกันพลังเวทย์มนต์ล่ะก็ แววตาอันชั่วร้ายนั่นอาจจะทำให้คนผู้นั้นตกอยู่ในความบ้าคลั่ง หรือที่แย่กว่านั้นก็อาจจะทำให้หมดสติไปเลยก็ได้

 

            “หน้าที่ของข้าคือการสังหารศัตรูไม่ว่ามันจะเป็นใครก็ตาม แล้วใช้เลือดกับชีวิตของพวกมันเป็นจุดเริ่มต้นในการประกาศสงคราม มันไม่ใช่เรื่องที่แกจะมาตัดสินใจด้วยตัวเองนะโว้ย!” (จีโอรูด)

 

            “ที่คิดแบบนั้นก็มีแต่แกไม่ใช่เหรอ? ไม่ว่าจะเป็นเกลน (ゲレン) , จอร์จ (ゲオルグ) หรือทุกคน ก็ไม่มีใครเคยคิดแบบนั้นเลยนะ ฟุฟุ พี่สาวกุหลาบดำกำลังมองพวกเราด้วยสายตาน่ากลัวอยู่นะ สงสัยจังว่าเธอต้องการจะพูดเรื่องอะไร?” (ราฟเฟิลเซีย)

 

ดวงตาของเดียดร้าเปลี่ยนความสนใจจากจีโอรูดมาที่ราฟเฟิลเซีย มันเห็นได้ชัดว่า กุหลาบดำผู้งดงามคนนี้ได้ยอมรับแล้วว่าใครคือศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุด

 

เธอไม่เห็นจีโอรูดอยู่ในสายตาแล้วงั้นเหรอ? ดวงตาของเดียดร้ากำลังจับจ้องอยู่ที่ราฟเฟิลเซีย ผู้ที่มองเธอด้วยแววตาเหยียดหยาม จากนั้นเธอก็พูดอย่างเย็นชาต่อไปว่า

 

            “แกน่ะเหรอ? อสูรที่ไม่เพียงแต่จะช่วงชิงชีวิตของผู้อื่น แต่ยังดูดกลืนพลังชีวิตเพื่อมอบความเจ็บปวดอันไม่มีที่สิ้นสุดให้......” (เดียดร้า) <TL: お前か。命を奪うだけで飽き足らず、際限の無い苦痛を与えながら啜っていた悪鬼は……>

 

            “พูดเรื่องอะไรของเธอเนี่ย? ฉันไม่รู้หรอกว่ามันเป็นเรื่องไหนบ้าง เพราะแค่ที่ฉันนึกได้มันก็เยอะแยะมากมายแล้ว ใช่เสียงกรีดร้องจากวิญญาณของดอกบัวสาย (睡蓮: water lilly) ที่กำลังจะเหี่ยวเฉารึเปล่า? หรือเสียงบ่นพึมพำจากวิญญาณของดอกบอลลูน (竜胆: Bell flower) ที่กำลังเน่า? ไม่งั้นก็คงจะเป็นดอกลิลลี่สีขาว (百合) ที่ถูกพวกเซลท์ตัดทิ้งล่ะมั้ง?” (ราฟเฟิลเซีย)

 

แต่ละเรื่องที่ราฟเฟิลเซียพูดน่ะ มีแต่เรื่องของตัวเองทั้งนั้น มันจึงทำให้เปลวเพลิงแห่งความเกลียดชังที่อยู่ทั่วทั้งร่างกายของเดียดร้าลุกโชนอย่างรุนแรงมากยิ่งขึ้นจนแทบจะพ่นออกมา และยังส่งผลให้พลังเวทย์มนต์ดำของเธอมีสีที่เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม

 

อ๊ะ ราฟเฟิลเซียบ่นพึมพำแล้วก็เอามือเล็กๆ มาทาบไว้ที่หน้าอก เมื่อเธอนึกถึงคำตอบที่ถูกต้องได้แล้ว ใบหน้าอันยิ้มแย้มก็เปล่งประกายออกมาราวกับมันถูกแต่งแต้มไปด้วยสีสัน

 

            “ฉันรู้แล้วล่ะเดียดร้า เธอหมายถึงดวงวิญญาณของกุหลาบแดงที่ร้องไห้ร้องห่มเพื่อขอให้เดียดร้าช่วยตอนที่ฉันค่อยๆ ดูดกลืนพลังชีวิตของมันแล้วฆ่าทิ้งทีหลังใช่ไหมเอ่ย? ก็ว่าอยู่ว่าทำไมถึงมีพลังกุหลาบเหมือนกัน เป็นคนสำคัญของเดียดร้ารึเปล่าน้า?” (ราฟเฟิลเซีย)

 

            “ใช่ เข้าใจล่ะ ฉันคือเดียดร้า ทุกๆ คนคือพวกพ้องของฉัน ส่วนคนที่แกฆ่าคือครอบครัว แก แกกล้าดียังไง!!” (เดียดร้า)

 

            “ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ~อะ~อะ~โกรธเพราะเรื่องโง่ๆ เหรอเนี่ย แต่ถึงจะเป็นดอกไม้ พวกเขาก็เป็นพวกพ้องที่ฝ่าฟันความยากลำบากมาด้วยกันใช่ไหม? เธอควรจะดีใจที่คู่แข่งลดลงสิ ดี~ไม่~ดี เธอยังต้องขอบคุณฉันซะด้วยซ้ำ ว่าไหม?” (ราฟเฟิลเซีย)

 

            “แค่แกเท่านั้น ที่ฉันไม่มีวันยกโทษให้!!!” (เดียดร้า)

 

จากนั้นผมสีดำของเดียดร้าก็ตั้งขึ้นมาทั้งๆ ที่ไม่ได้ถูกลมเป่า หนามจำนวนนับไม่ถ้วนโผล่ออกมาราวกับฝูงชนที่อยู่ในมหาสมุทรอันมืดมิด

 

หนามแต่ละอันคือจิตสังหารของเดียดร้าที่ห่อหุ้มด้วยพลังเวทย์มนต์อันมืดมิด มันจึงมีพลังเหมือนกับแส้เหล็ก

 

ทว่า ราฟเฟิลเซียกลับยิ่งหัวเราะมากกว่าเดิม ตอนที่เธอยื่นมือซ้ายอันเรียวบางออกไปอย่างอ่อนโยนราวกับจะคว้ามือของคู่เต้นรำนั้น หมอกแสงสีน้ำเงินก็ออกมาจากมือของเธอ

 

เมื่อหมอกที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นในพริบตาสัมผัสกับแส้หนามที่กำลังเข้ามาใกล้ราฟเฟิลเซีย พลังเวทย์มนต์ของแส้หนามก็กลายเป็นน้ำราวกับถูกดูดเรี่ยวแรงออกไป แล้วจากนั้นมันก็พังทลายจนกลายเป็นผุยผง

 

            “ไม่ได้เรียนรู้อะไรเล้ย ฉันเองก็เป็นดอกไม้วิญญาณเหมือนกันนะ แต่ไม่ใช่ดอกไม้วิญญาณที่เบ่งบานในที่ๆ เหมือนกับสวงสวรรค์ของโลกอย่างเธอหรอก ฉันคือดอกไม้จากขุมนรกที่เบ่งบานได้เพราะดูดเลือดหรือพลังชีวิตเท่านั้น ทุกชีวิตคืออาหารสำหรับการเบ่งบานอันงดงามของฉัน พวกมันไม่ต่างอะไรไปจากเครื่องสังเวยหรอก” (ราฟเฟิลเซีย)

 

            “นี่มัน!?” (เดียดร้า)

 

ถึงแม้ว่าหมอกที่ออกมาจากมือซ้ายของราฟเฟิลเซียจะยังไม่เปลี่ยนรูปร่างตอนที่สัมผัสกับสายลม แต่ตอนที่สัมผัสกับพื้นน่ะมันเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า มันกำลังดูดพลังชีวิตและพลังเวทย์มนต์อยู่

 

ตอนที่หมอกเข้ามาใกล้ๆ แม้แต่เดียดร้าก็ยังต้องเอาเท้าของตัวเองถีบกำแพงเพื่อดีดร่างกายให้ขึ้นไปอยู่ในอากาศ

 

เส้นผมสีดำถูกสายลมพัดจนปลิวว่อน และรอยเย็บของชุดเดรสก็ถูกเฉือนออกจนเป็นแนวยาว ราวกับว่าเดียดร้าใช้ตัวของเธอเองสะท้อนภาพของกุหลาบดำที่เบ่งบานอยู่บนท้องนภา

 

ขณะที่กระโดดอยู่ในอากาศ เดียดร้าก็ใช้แส้หนามที่อยู่ข้างในเส้นผมสีดำอีกครั้ง จากนั้นเธอก็ใช้หนามโจมตีใส่ราฟเฟิลเซียที่น่ารักแค่เปลือกนอกจากทุกทิศทาง

 

            “นี่เธอไม่รู้จักคำว่าเรียนรู้รึไง? ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเธอจะทำแบบเดิมไปได้อีกสักกี่น้ำ” (ราฟเฟิลเซีย)

 

ราฟเฟิลเซียพ่นลมหายใจออกมาจากริมฝีปากเบาๆ

 

การถอนหายใจในครั้งนี้ราวกับเธอรู้สึกยุ่งยากใจ และมันยังเป็นการดูหมิ่นเดียดร้าที่จนมุมจนต้องโจมตีอย่างสิ้นหวังซ้ำไปซ้ำมา

 

ตอนนี้ร่างกายและมือซ้ายของราฟเฟิลเซียได้มีแสงสีน้ำเงินส่องออกมา มันทำให้หนามทั้งหมดของเดียดร้าที่เข้าไปใกล้เหี่ยวเฉา

 

            “ฮ่าฮ่าฮ่า ขอบคุณสำหรับอาหารอร่อยๆ นะ” (ราฟเฟิลเซีย)

 

ราฟเฟิลเซียทำท่าเบื่อหน่ายใส่เดียดร้าที่เอาแต่ทำเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ ซากๆ อยู่นั่น ถึงแม้ว่าราฟเฟิลเซียจะดูดพลังเวทย์มนต์จากหนามของเดียดร้า เดียดร้าก็ยังคงใช้พลังอย่างเปล่าประโยชน์ต่อไป จนกระทั่งตอนนี้ ราฟเฟิลเซียยังไม่ได้ใช้พลังของตัวเองเลย

 

            “ใช่แล้ว ถ้าเป็นแบบนี้ฉันรอให้พลังของเธอมันหมดไปเองก็คงจะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดนะ แต่จะให้รออย่างเดียวมันก็น่าเบื่อ งั้นฉันจะดูดพลังชีวิตของเธอโดยตรงเลยแล้วกัน เส้นผมสีดำอันงดงาม, ผิวขาวเนียน, ริมฝีปากแดงร่า ฉันจะทำให้พวกมันเหี่ยวเฉาซะ น่าสยดสยองใช่ไหมล่ะ?” (ราฟเฟิลเซีย)

 

พอพูดแบบนั้น ราฟเฟิลเซียก็ก้าวนำเดียดร้าหนึ่งก้าว

 

รูปร่างน่ารักๆ ของเจ้าหญิงบุปผาปีศาจผู้มีหัวใจโหดเหี้ยมอำมหิตที่ตัดสินว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันไร้ค่าไปหมด จะเว้นก็แต่ชีวิตของตัวเองเท่านั้น เธอจึงจะสังหารและดูดพลังชีวิตของราชินีกุหลาบดำอย่างไร้ความปราณี

 

นี่คือการต่อต้านครั้งสุดท้ายของเดียดร้างั้นเหรอ? หนามที่เธอปลดปล่อยออกมายังไม่มากเท่ากับหอกหนามขนาดมหึมาที่เล็งใส่จีโอรูดเลย พลังที่เธอปลดปล่อยออกมามันลดลงเพราะถูกดูดออกไปจนทำให้ราฟเฟิลเซียถึงกับทำหน้าซังกะตาย

 

            “โอ๊ย ฉันเบื่อแล้วนะ!?” (ราฟเฟิลเซีย)

 

แล้วหนามพวกนั้นก็แห้งเหี่ยวด้วยพลังของราฟเฟิลเซียเหมือนกับเมื่อครู่ เรื่องเดิมๆ เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ทว่า หอกหนามเล่มนี้กลับแตกต่างออกไป

 

เพราะเมื่อหนามที่ปล่อยออกไปแห้งเหี่ยวตอนที่เข้าใกล้ราฟเฟิลเซียนั้น กลับมีหอกหนามที่อยู่ตรงกลางเล่มหนึ่งไปถึงตัวของราฟเฟิลเซียได้ก่อนที่มันจะแห้งเหี่ยว ดังนั้น แก้มขาวเนียนที่ปัดด้วยบลัชออนจนงดงามเหมือนกับเครื่องลายครามสีขาวจึงถูกแกะสลักด้วยเส้นสีแดงเส้นหนึ่ง

 

ถึงแม้ว่าราฟเฟิลเซียจะได้รับความเจ็บปวดทางร่างกายเล็กๆ น้อยๆ แต่ผลกระทบทางจิตใจกลับมากเสียจนทำให้หัวใจของเธอได้รับความกระทบกระเทือน ราฟเฟิลเซียจึงเอานิ้วอันสั่นเทาเช็ดเลือดสีแดงที่เริ่มไหลออกมาจากแก้มของตัวเอง

 

            “เลือด เลือดของฉัน ฉันได้รับบาดเจ็บ......” (ราฟเฟิลเซีย)

 

เธอเอานิ้วที่เปื้อนเลือดขึ้นมาวางไว้ตรงหน้า สภาพของราฟเฟิลเซียที่กำลังดูมันอยู่นั้น เห็นได้ชัดเลยว่า ทั่วทั้งร่างกายของเธอสั่นเทาราวกับได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคร้าย ส่วนเดียดร้าก็ผุดรอยยิ้มขึ้นมา

 

            “เธอเคยพูดไว้ไม่ใช่เหรอ? ว่ากุหลาบงามย่อมมีหนามที่แหลมคม หัดจำมันหน่อยสิ ถ้าแค่ช่วงเวลาสั้นๆ เธอก็น่าจะจำได้นะ” (เดียดร้า)

 

เพื่อส่งของขวัญดีๆ ชิ้นหนึ่งให้กับราฟเฟิลเซีย การโจมตีที่ห่อหุ้มอยู่ในหนามต่างๆ ซึ่งควรจะมีสภาพแห้งเหี่ยวนั้น จึงประสบความสำเร็จในการสร้างบาดแผลเล็กน้อยให้กับราฟเฟิลเซียตามแผนการที่เดียดร้าวางเอาไว้

 

            “อภัยให้ไม่ได้ อภัยให้ไม่ได้! ไม่นึกเลยว่ากุหลาบดำที่อยู่บนโลกจะทำให้ฉันได้รับบาดแผลได้ เธอทำเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยซะแล้ว หลังจากลิ้มรสความทุกข์ทรมานเพราะถูกสูบพลังชีวิต เธอก็จะถูกฆ่าทันที!!” (ราฟเฟิลเซีย)

 

            “งั้นเหรอ แต่ไอ้ความโกรธของแกนั่นน่ะมันไม่สำคัญหรอก เพราะฉันตัดสินใจไว้แล้วว่าฉันจะฆ่าพวกแกทุกตัว อยากจะเห่าหอนอะไรก็ตามใจเลย เพราะตอนที่เป็นศพพวกแกก็พูดอะไรไม่ได้อีกแล้ว” (เดียดร้า)

 

เมื่อแสงจันทร์สาดส่อง พลังสีดำและสีน้ำเงินก็อาละวาดจนดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบๆ วิญญาณดอกไม้จากขุมนรกและวิญญาณดอกไม้ของโลกได้สร้างสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชันความงามขึ้นมา 

 

นี่คือสถานการณ์วิกฤติงั้นเหรอ? เมฆไม่ยอมบดบังพระจันทร์, สายลมก็ไม่กล้าพัดเพราะกลัวการต่อสู้ของทั้งสอง

 

ทว่า บุคคลที่สามอย่างจีโอรูดที่ดูการต่อสู้ของทั้งสองคนมาจนถึงตอนนี้กลับเข้ามาแทรก

 

            “โว้ย ชักช้าจริงๆ ราฟเฟิลเซีย!! งั้นข้าจะใช้หอกของข้าแทงมันให้ตายเอง” (จีโอรูด)

 

            “เดี๋ยวก่อนสิจีโอ นี่มันเป็นเกมส์ของฉันนะ?” (ราฟเฟิลเซีย)

 

จีโอรูทไม่สนใจคำพูดของราฟเฟิลเซีย เขาระเบิดพลังที่เก็บเอาไว้ในเท้าทั้งสี่จนกลายเป็นสายลมสีแดงแห่งความตายอันมหึมา แล้ววิ่งเข้าใส่เดียดร้าที่อยู่ข้างๆ เธอ

 

จากนั้นเขาก็เปลี่ยนแขนข้างขวาให้กลายเป็นหอกแล้วแทงออกไปข้างหน้า โดยเล็งไปตรงกลางหน้าอกของเดียดร้าแบบเดียวกับที่ตัวเองได้ประกาศออกไปเมื่อครู่

 

            “ข้าจะจบมันในคราวเดียว” (จีโอรูด)

 

การเข้ามาสอดของจีโอรูด ไม่ได้ทำให้จิตวิญญาณในการต่อสู้ของเดียดร้าหวั่นไหวหรืออ่อนแอลงเลย  แต่ถึงเธอจะได้รับพลังอันไม่มีที่สิ้นสุดจากความรู้สึกแง่ลบ การจะได้ชัยชนะจากอสูรสองตัวนี้ก็นับว่าเป็นงานที่หนักหนาสาหัสที่สุดสำหรับเธอ

 

ราฟเฟิลเซียใช้รองเท้าสีแดงที่สวมอยู่เตะพื้นเพื่อพุ่งตัวออกไปขัดขวางจีโอรูดไม่ให้สังหารเดียดร้า ร่างบางของเด็กสาวได้แสดงให้เห็นแล้วว่าพลังขาของเธอนั้นเหนือกว่าความเร็วของม้าที่วิ่งเต็มสปีด

 

            “ตายซะ!” (จีโอรูด)

 

            “คนที่จะฆ่ามันคือฉันต่างหากล่ะ” (ราฟเฟิลเซีย)

 

เสียงเสียดสีของหนามดังขึ้น จากนั้นเส้นผมสีดำของเดียดร้าก็ม้วนเป็นลูกคลื่นอีกครั้งราวกับพายุแห่งท้องทะเล แล้วแส้หนามรูปร่างโค้งงอที่เหมือนกับงูจำนวนมากก็ถูกยกขึ้นมา

 

จากนั้นเดียดร้าที่อยู่บนท้องฟ้าสูงก็บินด้วยความเร็วเสียงจนถึงขั้นที่เปลือกนอกของชั้นบรรยากาศถูกบีบอัด แล้วเธอก็ใช้คลื่นกระแทกอันยอดเยี่ยมโจมตีใส่ราฟเฟิลเซียและหอกของจีโอรูดอย่างไร้ความปราณี

 

            “อุก!?” (จีโอรูด)

 

            “เดี๋ยวสิ อีกแล้วเหรอยัยชั่ว......คิย๊าาา!!” (ราฟเฟิลเซีย)

 

จีโอรูดที่กำลังพุ่งเข้ามาถูกหยุดไว้ด้วยคลื่นกระแทกอันรุนแรง เขาจึงพยายามใช้ขาหลังขนาดใหญ่ทั้งสองข้างที่ยังมีพลังเหลืออยู่กระโดดไปข้างหน้า แต่ก็แทบจะหลบมันไม่พ้น

 

ส่วนราฟเฟิลเซียที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งก็ใช้หมอกน้ำเงินแห่งการดูดกลืนเพื่อป้องกันคลื่นกระแทก แต่ถึงจะไม่ได้รับบาดแผลจากคลื่นกระแทก เธอก็โดน Energy Bolt ที่ตามหลังมาเข้าอย่างจัง

 

เมื่อหอกหนามที่เดียดร้าปกปิดไว้กำลังทะลวงการป้องกันของราฟเฟิลเซียอยู่นั้น Energy Bolt ก็เล็งมาในเวลาเดียวกับที่หมอกน้ำเงินกำลังสลายการโจมตีจากคลื่นกระแทก ราฟเฟิลเซียจึงไม่สามารถป้องกันมันได้

 

เมื่อรู้ว่ามันไม่ใช่เวทย์มนต์วิญญาณของพวกวูดเอลฟ์ เดียดร้าจึงมองไปที่ด้านหลังของพวกจีโอรูด พร้อมกับคอยระวังตัวจากอสูรสองตัวนั้น

 

ดวงตาของเดียดร้าที่มองไปทางด้านหลัง ได้สะท้อนให้เห็นร่างของดรานที่ยกมือซ้ายขึ้นในความมืดมิด

 

ดรานที่รีบวิ่งมาจากกำแพงเมืองทางตะวันตกเฉียงใต้ ตัดสินใจใช้เวทย์มนต์อย่างต่อเนื่องถึงสองครั้งเพราะคาดว่าเดียดร้ากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก

 

เวลานั้น ดวงตาของเดียดร้าและดวงตาของดราน จึงประสานกัน




NEKOPOST.NET