[นิยายแปล] ลาก่อนชีวิตมังกร สวัสดีชีวิตมนุษย์ ตอนที่ 8.1 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] ลาก่อนชีวิตมังกร สวัสดีชีวิตมนุษย์

Ch.8.1 - -เจ้าหญิงบุปผาปีศาจกับพลหอกอสูร- (ส่วนแรก)


■ แจ้งเรื่องการเปลี่ยนชื่อหลังตอน 8 ครับ
    - เซเรีย เป็น เซริน่า 
    - จีโอรูโดะ เป็น จีโอรูด Georood: ゲオルード Georudo
    - มาร์ล เป็น มาร์ (ต้นฉบับ マール มารุ)
    - จิโอ เป็น กิโอ (ギオ gio)
    - ปีศาจเป็นอสูร
    - เดียโดร่า เป็น เดียดร้า (ディアドラ: Diadra-diadora)
    - ทหารอสูร ซอลซ์ (ザルツ), กานาฟ (ガナフ), เซลท์ (ゼルト)
    - บาลิน เป็น บาลัน

◇◇◇◇◇◇◇◇

ตอนที่ 8 เจ้าหญิงบุปผาปีศาจกับพลหอกอสูร

 

พวกเราเห็นผู้บัญชาการทหารม้าของกองทัพอสูร จีโอรูด (Georood: ゲオルード Georudo) ถูกกุหลาบดำจับล่ามไว้จนขยับไปไหนมาไหนไม่ได้ พวกเราจึงเร่งรุดไปที่กำแพง

พวกเราเข้าโจมตีกองทัพอสูรที่โอบล้อมกำแพงพฤกษาซึ่งปกป้องหมู่บ้านของวูดเอลฟ์จากทางด้านหลัง แล้วจึงวิ่งฝ่าวงล้อมของกองทัพอสูรเข้าไปภายในครั้งเดียว โดยมิได้คำนึงถึงความเสียเปรียบในเรื่องของกำลังพลที่พวกเรามีน้อยกว่าพวกกองทัพอสูรเลย

โชคยังดีที่กิโอใช้สายลมส่งสาส์นแจ้งแก่พวกชาวบ้านที่พึ่งมาถึง ในเวลาเดียวกับที่พวกเรากำลังวิ่งอยู่นั้น ลูกธนูถูกยิงออกมาจากทางด้านข้างของกำแพง, เวทย์มนต์ถูกปล่อยออกมา, หนามและรากของต้นไม้ก็ช่วยเหลือพวกเราโดยการโอบรัดกองทัพอสูรเอาไว้เช่นกัน

หากกองทัพอสูรสังเกตุเห็นตัวตนของพวกเราแล้วหันมาทางนี้เพื่อทำการขัดขวาง ก็เท่ากับว่าพวกมันหันหลังให้กับกำแพง ซึ่งจะกลายเป็นการเปิดช่องว่างทางด้านหลังที่ไร้การป้องกัน

กิโอและฟิโอคือผู้เชี่ยวชาญในการยิงธนูของวูดเอลฟ์ แม้จะเป็นการยิงธนูในขณะที่กำลังวิ่ง ลูกธนูของพวกเขาก็ยังเข้าเป้าราวกับจับวาง หากเปรียบกับพื้นดิน มันก็คือหอกที่ทะลวงขาของพวกกองทัพอสูรจนเป็นรูโหว่ หากเปรียบกับสายลมล่ะก็ มันก็คือคมดาบที่เฉือนคอของพวกกองทัพอสูรจนขาดสะบั้น

ฉันและคุณคริสติน่า (クリスティーナ)  ปกป้องที่นี่จากเขี้ยวเล็บของพวกกองทัพอสูรที่กำลังจะมาถึงด้วยดาบยาว โดยเหวี่ยงดาบเพื่อฟันแขนอันแข็งแกร่งของพวกมันจนขาดเป็นสองท่อน แล้วจึงยิงธนูเวทย์มนต์เพื่อเปิดทางไปยังกำแพง

            “ทุกคน อีกนิดเดียวก็จะถึงหมู่บ้านแล้ว อย่าประมาทล่ะ ไปเลย!” (กิโอ)

กิโอหันกลับมาด้านหลังแล้วปลุกใจพวกพ้อง ทุกคนต่างขานตอบเขาด้วยน้ำเสียงอันห้าวหาญ เมื่อได้รับคำตอบรับอันเข้มแข็งของผู้คนที่มารวมตัวกันจนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของตัวเองแล้วนั้น เขาก็รู้สึกปลื้มปิติยิ่งนัก

หนามและต้นไม้นานาชนิดได้ยืดออกมาจากพื้นดินเพื่อขัดขวางกองทัพอสูร ทว่าต้นไม้นานาชนิดที่อยู่ใกล้กับเส้นทางที่พวกเราวิ่งฝ่าไปกลับไม่ได้ขัดขวางพวกเรา เพราะเมื่อพวกเราเข้าไปใกล้ พวกมันก็หลบออกไปทางซ้ายทีขวาทีเพื่อขยายเส้นทางให้กับพวกเรา

ฉันเห็นร่างของเซลท์ (ゼルト: Zelt) บางตัวกระโดดเข้ามาใกล้ๆ เพื่อจะโจมตี ฉันจึงเตะต้นไม้, เคลียร์ขวากหนามออก แล้วร่ายเวทย์มนต์

 

            “กฏของพลังเอ๋ย จงฟังเสียงของข้า แล้วกลายเป็นลูกศรจำนวนมากเพื่อยิงใส่ศัตรูที่อยู่ตรงหน้าข้าซะ Energy Rain! (エナジーレイン)” (ดราน)

 

จากนั้นฉันก็ยกมือซ้ายขึ้น เมื่อเจ้าพวกเซลท์ที่อยู่กลางอากาศเห็นเงาของลูกธนูที่ถูกแสงจันทร์สาดส่องทางด้านหลังจนกลายเป็นสีดำ ฉันก็ยิงลูกธนูที่มีพลังเวทย์มนต์บริสุทธิ์จำนวน 20 ดอกนี้ออกไป

เมื่อแสงจันทร์ของความมืดยามราตรีมาถึง ลูกธนูพลังเวทย์มนต์ก็ส่องแสงสีขาวออกมาแล้วไล่ตามศัตรู ในขณะที่ไล่ตามอยู่พวกมันก็ร้อยพันเข้าด้วยกันแล้ววาดเส้นโคจรอันสวยงามขึ้นมา จากนั้นลูกธนูทุกดอกก็พุ่งผ่านพวกเซลท์ทุกตัวที่กระโดดอยู่

เจ้าพวกเซลท์ใช้พลังเวทย์มนต์ของพวกมันปะทะกับพลังเวทย์มนต์ของฉัน จึงเกิดเสียงระเบิดที่ดังสนั่นหวั่นไหวอย่างต่อเนื่องในอากาศ มันทำให้ท้องฟ้ายามราตรีแตกกระจายจนกลายเป็นเหมือนกับดอกไม้สีขาวที่เบ่งบานนับไม่ถ้วน

ตอนที่ฉันกำลังคิดว่าจะเข้าไปในหมู่บ้านทางไหนดีระหว่างกำแพงเมืองกับประตูเมืองที่ยังไม่แตกอยู่นั้น กิโอก็ได้เข้าใกล้กำแพงเมือง รากของต้นไม้ที่มารวมตัวกันจากที่ไหนสักแห่งถูกเคลียร์ออกไปก่อนที่กิโอจะได้ย่างเท้าเสียอีก

กำแพงเมืองคงมีฟังก์ชั่นแบบเดียวกับบันได (階段: Stairs) และบันไดลิง (梯子: Ladder) ล่ะมั้ง?

ถ้าเป็นแบบนั้นก็ไม่ต้องมีประตูให้เดินผ่านหรอก เพราะมันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ประตูในการเข้าออกตั้งแต่แรกแล้ว

กิโอพาพวกวูดเอลฟ์วิ่งขึ้นบันไดรากไม้ไป พวกทหารอสูรที่อยู่ใกล้ๆ จึงมารวมตัวกันเพื่อขัดขวางตามปกติ

ตอนนี้มันได้กลายเป็นโอกาสเหมาะของกองทัพอสูรที่จะทะลวงเข้าไปในกำแพงเมือง พวกกองทัพอสูรจึงไปรวมตัวกันที่บันไดลิง ฉันจึงจะใช้เท้าถีบบันไดให้ล้มลงไป

เพื่อซื้อเวลาแม้เพียงน้อยนิดก็ยังดี ทว่าคนที่ตัดสินใจแบบนั้นกลับไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียว

คุณคริสติน่าและเซริน่า (セリナ) ที่อยู่ทางฝั่งซ้ายและฝั่งขวาเองก็คิดเหมือนกันกับฉัน

แต่พอเห็นคุณคริสติน่าและเซริน่าทำแบบนั้นแล้ว เท้าของฉันกลับหยุดชะงัก ถึงอย่างนั้น ฉันก็เข้าใจจุดประสงค์ของคุณคริสติน่า จึงรู้สึกว่าพวกเราควรจะเริ่มร่ายเวทย์มนต์ชั้นสูง

หากใช้หนามที่อยู่ใกล้ๆ และปล่อยพลังเวทย์มนต์อันรุนแรงของคนทั้งสามใส่พวกกองทัพอสูร พวกเราก็สามารถซื้อเวลาได้ก่อนที่พวกมันทุกตัวจะขึ้นมาบนกำแพงเมือง

            “คุณคริสติน่า เซริน่า ตอนนี้พวกเรามาใช้เวทย์มนต์ชั้นสูงกันเถอะ พวกเราจะได้ทำให้พวกมันล่าถอยออกไปจากกำแพงเมือง” (ดราน)

พอพูดแบบนั้นฉันก็หยิบคริสตัลสีขาวทรงกลมออกมาจากกระเป๋าที่คาดอยู่ตรงเข็มขัด แล้วส่งมันให้กับคุณคริสติน่า

            “หินเวทย์มนต์งั้นเหรอ? ดูเหมือนมันจะมีความบริสุทธิ์สูงมาก แต่เธอไม่เห็นเหมือนพวกนักเรียนของสถาบัน (学院) เลยนะ” (คริสติน่า)

น้ำเสียงของคุณคริสติน่าดูจะแปลกใจนิดหน่อย สิ่งที่ฉันส่งให้ก็คือก้อนหินชนิดพิเศษที่รวบรวมพลังเวทย์มนต์เอาไว้ ซึ่งเรียกกันว่าหินเวทย์มนต์

มันคือคริสตัลที่สร้างขึ้นมาซึ่งสามารถส่งผ่านพลังเวทย์มนต์ได้

สิ่งที่ฉันส่งให้กับคุณคริสติน่า คือหินเวทย์มนต์ที่ฉันขุดมาจากเหมืองที่อยู่ใกล้ๆ กับหมู่บ้านเบิร์น (ベルン) ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ตอนที่ฉันยังอยู่ในท้องแม่

มันคือไอเท็มที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้เวทย์มนต์ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับพลังเวทย์มนต์ โดยใช้พลังเวทย์มนต์ที่อยู่ในหินแทนพลังเวทย์มนต์ที่ใช้ไปได้

            “ฉันไปเก็บมันได้ใกล้ๆ กับหมู่บ้านสมัยที่ยังเล็กๆ น่ะ ถ้าเอามันไปขายที่อื่นหลายๆ ก้อน คงจะได้เงินมหาศาลเลยล่ะ เอาเจ้านี่ไปสิเซริน่า” (ดราน)

            “ค่ะ อ๊ะ คุณดรานเจอมันที่บึงเหรอคะ?” (เซริน่า)

            “ถูกต้อง ใช้มันได้ตามใจชอบเลยนะ ไม่ต้องลังเลล่ะ” (ดราน)

เมื่อส่งหินเวทย์มนต์ให้กับคุณคริสติน่าแล้ว ฉันก็ส่งหินวิญญาณดินให้กับเซริน่า มันคือไอเท็มหายากที่เก็บมาได้หลังจากขับไล่วิญญาณดินที่อาละวาดอยู่ในบึงซึ่งเป็นหมู่บ้านของพวกลิซาร์ด

มันเป็นไอเท็มที่พกไว้เผื่อว่าจะมีโอกาสใช้ประโยชน์จากมัน แต่ไม่นึกเลยว่าโอกาสที่ว่านั่นจะมาได้เหมาะเจาะแบบนี้

เซริน่ารับคริสตัลจากฉันด้วยมือทั้งสองข้าง จากนั้นเธอก็เริ่มดูดพลังจากมัน แล้วผสมผสานพลังเวทย์มนต์ของตัวเองกับพลังของวิญญาณที่อาศัยอยู่ในพื้นดิน

ส่วนคุณคริสติน่าก็ยื่นหินเวทย์มนต์ที่อยู่ในมือซ้ายออกไป จากนั้นก็ส่งพลังเวทย์มนต์ของตัวเองไปที่ดาบยาวโดยตรง เพื่อกระตุ้นฟังก์ชั่นการทำงานและยังเป็นเทคนิคในการเพิ่มพลังเวทย์มนต์ของคมดาบเช่นกัน จากนั้นแสงสีเขียวที่ห่อหุ้มเส้นผมสีเงินอยู่ก็ส่องประกายออกมา

 

            “กฎของสายลมเอ๋ย จงตามชีวิตข้า แล้วกลายเป็นคมดาบจำนวนนับไม่ถ้วนที่ผูกมัดด้วยสายลมแห่งอิสรภาพ จงโหมกระหน่ำ Tornado! (トルネード)” (คริสติน่า)

 

พวกเราเริ่มร่ายเวทย์มนต์ทรงพลัง เมื่อวูดเอลฟ์และต้นไม้นานาชนิดสังเกตุเห็นว่าพวกเรากำลังจะใช้เวทย์มนต์ พวกนั้นจึงดึงหนามและรากของต้นไม้ที่อยู่รอบๆ พวกเรากลับไปอยู่ใต้พื้นดินตามเดิม  ดังนั้นอุปสรรคที่เกะกะระรานสายตาในการมองกองทัพอสูรจึงมลายหายไปทันที

ฉันเล็งไปที่กองทัพอสูรซึ่งใช้โล่ห์ในการป้องกัน แล้วยื่นหินเวทย์มนต์ออกไปด้วยมือทั้งสองข้างแบบเดียวกับที่คุณคริสติน่าทำเมื่อครู่ สายลมอันทรงพลังได้พัดผ่านเส้นผมของพวกเราพร้อมกับฉีกกระชากพื้นดินออกจนเป็นร่อง

คุณคริสติน่าคือผู้ที่เชี่ยวชาญเวทย์มนต์ธาตุลม เธอสร้างพายุได้สมกับชื่อของมัน และในเวลาเดียวกันนั้น คมดาบสายลมก็เฉือนร่างของพวกกองทัพอสูรจนขาดสะบั้น

พื้นดินที่ถูกเซาะได้ยกตัวขึ้นมา สายลมที่ยืดออกไปนั้น ช่างเหมือนกับมังกรยักษ์ที่ม้วนตัวแล้วทะยานขึ้นสู่ท้องนภาจนทำให้ชั้นบรรยากาศปั่นป่วนเสียจริง

 

            “วิญญาณดินเอ๋ย! ศัตรูของข้าก็คือศัตรูของเจ้า จงเปลี่ยนร่างกายนั่นให้กลายเป็นหอกอันแหลมคม” (เซริน่า)

 

เวทย์มนต์ที่ฉันกับคุณคริสติน่าใช้ เป็นเวทย์มนต์ที่แทรกแซงกฎของวิญญาณที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ มันทำให้ปรากฎการณ์ที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติเกิดขึ้น แต่ก็มีเวทย์มนต์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมหรือการร่ายเวทย์มนต์เฉพาะอยู่ นั่นก็คือเวทย์มนต์วิญญาณที่แลกเปลี่ยนความตั้งใจกับวิญญาณที่อาศัยอยู่ในต่างโลก

หากจะขอยืมพลังจากวิญญาณขนาดใหญ่ที่เรียกกันว่าวิญญาณชั้นสูง หรือราชันย์วิญญาณล่ะก็ เราจำเป็นต้องใช้พิธีกรรมหรือการร่ายเวทย์มนต์ แต่ถ้าขอยืมพลังจากวิญญาณที่มีสถานะไม่สูงนัก แม้แต่การร่ายเวทย์มนต์แบบง่ายๆ ของเซริน่าในตอนนี้ก็สามารถเรียกมันออกมาได้

พูดได้เลยว่า สำหรับเซริน่าที่เป็นแค่ลาเมียสามารถเรียกวิญญาณของโลกออกมาได้ด้วยตัวเองนั้น ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม และหากเธอยืมพลังของหินวิญญาณดินมันก็จะง่ายยิ่งขึ้นไปอีก

 

จากนั้นพายุก็ดูดกลืนทหารอสูรจำนวนนับไม่ถ้วนแล้วฉีกกระชากพวกมันออกเป็นชิ้นๆ จนเศษซากกระจัดกระจายไปทั่ว  หลังจากนั้นครู่หนึ่งก็มีเสียงพื้นดินที่ยกตัวขึ้นดังลั่น แล้วหอกดินขนาดใหญ่จำนวนนับไม่ถ้วนที่ต้องใช้มือของผู้ใหญ่ตัวโตสามคนถึงจะโอบรัดมันได้ก็ผุดขึ้นมา

จากนั้นมันก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วแล้วพุ่งทะลวงศรีษะและร่างกายของพวก ซอลซ์ (ザルツ), กานาฟ (ガナフ), เซลท์ (ゼルト) และทหารอสูรประเภทอื่น พวกที่ติดร่างแหนั้น หากไม่ถูกกดดันจากคมหอกหลากทิศ ก็ถูกบดขยี้จนแหลกเหลวไม่เหลือชิ้นดี

เซริน่าใช้ส่วนที่ยื่นออกมาจากพื้นเรียกวิญญาณดินออกมา และยังสร้างกำแพงขึ้นเพื่อขัดขวางการเคลื่อนพลของทหารอสูรอีกด้วย

 

            “พวกเธอสองคนนี่โชว์มากเกินไปแล้วนะ แต่ฉันไม่ยอมแพ้หรอก กฎของพลังเอ๋ย จงตามเสียงของข้า รวบรวม รวบรวม รวบรวม รวบรวม แล้วระเบิดมันให้แตกเป็นเสี่ยงๆ ซะ Explosion! (エクスプロージョン)” (ดราน)

 

ฉันเล็งไปยังตำแหน่งของทหารอสูรตนอื่นที่กำลังหลบหนีเวทย์มนต์ของคุณคริสติน่าและเซริน่าอยู่ จากนั้นก็ปลดปล่อยเวทย์มนต์ออกไปโดยให้แรงระเบิดอยู่ในระยะที่กำหนด

ฉันตั้งสมาธิเพื่อดึงพลังเวทย์มนต์มหาศาลจากดวงวิญญาณของตัวเองมาไว้ที่มือข้างซ้าย พลังเวทย์มนต์ถูกบีบอัดจนเห็นเป็นรูปร่างของลูกบอลแสงสีขาวที่ส่องประกายแวววาว

ลูกบอลแสงที่อยู่ในมือซ้ายของฉันเริ่มแผ่ความร้อนออกมาจนเหมือนกับพระอาทิตย์ดวงน้อย ฉันยิงมันออกไปโดยเล็งไปที่ใจกลางของกองทหารอสูร แต่ฉันเห็นแค่มันตกลงไปเท่านั้น

 

ลูกบอลแสงที่ร่วงลงไปยังคงอยู่บริเวณใจกลางของพวกทหารอสูรที่เหลือ ทว่าหลังจากนั้นมันกลับสร้างปรากฎการระเบิดที่น่าอัศจรรย์สมชื่อ

เกิดเสียงลมพัดและเสียงอึกทึกครึกโครมบริเวณรอบๆ อยู่ครู่หนึ่ง เสียงระเบิดรุนแรงจนไม่ได้ยินแม้แต่เสียงต้นไม้ขยับ แรงกระแทกที่แพร่กระจายออกมาในอากาศได้ปะทะไปทั่วร่างกายของพวกเรา

พวกทหารอสูรถูกแรงระเบิดกลืนเข้าไปจนกลายเป็นเงาดำที่อยู่ในแสงสีขาว ถ้าลองคิดว่าพวกมันเป็นตุ๊กตาที่เต้นแร้งเต้นกาไปทั้งๆ ที่ด้ายถูกตัดขาดล่ะก็ พวกมันคงจะล้มลงทันทีเพราะมีสาเหตุมาจากโมเลกุลผสมกับความร้อนจนเกิดระเบิดที่มีพลังทำลายรุนแรงขึ้น จากนั้นมันก็แตกเป็นเสี่ยงๆ เพราะแรงกระแทกที่ตามมา

หลังจากแรงกระแทกและแสงของระเบิดที่ตามมาสงบลง ร่องรอยของพวกทหารอสูรก็ถูกลบจนไม่เหลือแม้แต่เศษซาก ภูมิประเทศยังคงเหมือนเดิมเพราะฉันปรับแรงระเบิดแล้ว มันเลยไม่กระทบต่อต้นไม้ที่อยู่รอบๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

เมื่อเวทย์มนต์ของทั้งสามเสร็จสิ้นนั้น แม้จะกวาดสายตาทั้งทางซ้ายและทางขวา พวกเราก็ไม่เห็นร่างของพวกทหารอสูรเลย บัดนี้ทหารอสูรจำนวนมหาศาลที่อยู่ในทิศนี้ได้ถูกทำลายจนราบเป็นหน้ากลองแล้ว ซื้อเวลาได้เพียงพอจริงๆ

พวกเรามาพบกันเพื่อยืนยันผลลัพธ์อันน่าพึงพอใจนี้ จากนั้นก็มองไปยังบันไดที่อยู่หลังต้นไม้จำนวนมาก แล้ววิ่งไปที่นั่นในคราวเดียว

กิโอที่รอพวกเราอยู่บนกำแพงนั้น กำลังมองพวกเราอยู่อย่างหน้าชื่นตาบาน พอมาลองคิดๆ ดูแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเราได้ต่อสู้ต่อหน้ากิโอ

แม้จะได้ความช่วยเหลือจากหินเวทย์มนต์ แต่พอดูเวทย์มนต์อันทรงพลังที่พวกเราปลดปล่อยออกมาแล้ว ไม่ผิดแน่ ในสายตาของอิโอคงมองว่าพลังในการต่อสู้ของพวกเรานั้นพัฒนาขึ้น

 

            “ขอเลียนแบบที่คนเขาว่าไว้ละกัน ฉันคงต้องพึ่งพาพวกเธอแล้วล่ะ” (กิโอ)

            “ผมอยากแสดงให้คุณเห็นว่าพวกเราเชื่อใจได้” (ดราน)

 

ฉันมองเขาตอนที่ตอบแบบนั้น ทว่ากิโอกลับปวดหัวจนถึงกับต้องเอามือกุมขมับ แล้วเขาก็ส่ายศรีษะไปทางซ้ายทีขวาทีราวกับคนอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ฉันไม่รู้เรื่องที่กิโอพูดออกมารวมถึงความรู้สึกของเขาหรอก

แต่หากพิจารณาจากเวทย์มนต์ของคุณคริสติน่าและเซริน่าแล้ว นับว่าฉันแข็งแกร่งมากกว่าที่ตัวเองคิดเอาไว้

เมื่อเห็นพวกเราทั้งสามขึ้นมาบนกำแพงเมือง วูดเอลฟ์หนุ่มที่อยู่บนกำแพงจึงเข้ามาถามประวัติของพวกเราจากกิโอ

ถึงจะรู้ว่าท่าทีของมนุษย์และลาเมียเมื่อครู่ไม่ได้อยู่ฝั่งเดียวกับพวกทหารอสูร แต่ก็ไม่มีหลักฐานที่จะพิสูจน์ได้ว่าพวกเราเป็นมิตรเช่นกัน จึงเป็นเรื่องปกติที่เขาจะสงสัยพวกเรา

 

            “กิโอ พวกเขาเป็นใครเหรอ? ดูเหมือนพวกเขาจะเป็นคนนอกนะ......” (วูดเอลฟ์หนุ่ม)

            “อ๋อ พวกที่มาสำรวจป่าน่ะ แถมยังเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยมาร์ (マール) ไว้อีกนะ เลยเหมือนกับว่าพวกเขาอยู่ฝ่ายเดียวกับเรา ส่วนพลังก็ อย่างที่นายเห็นตอนนี้ไง” (กิโอ)

            “กิโอ~ ตอนนี้ไม่ใช่ว่ามาทำแบบนั้นนะคะ ถ้าไม่รีบล่ะก็ เดียดร้า (ディアドラ) จะเป็นอันตรายนะ!” (มาร์)

            “พี่ คุณดราน ฉันต้องรีบไปทางเหนือนะ ถ้าแค่หนึ่งต่อหนึ่งฉันก็ไม่เป็นห่วงเดียดร้าหรอก แต่ดันมีร่างกายอันแข็งแกร่งและบึกบึนนอกจากกิโออยู่ตั้งสามตัวเลยนี่สิ!” (ฟิโอ)

 

อย่างที่มาร์กับฟิโอ (フィオ) ว่า แม้แต่ในมุมมองของฉัน ขนาดคู่ต่อสู้เป็นอสูรที่ยังแสดงพลังได้ไม่เต็มที่ พลังวิญญาณจากกุหลาบดำของเดียดร้าก็ยังเทียบไม่ได้เลย

ยังไงก็ตาม ทัพหลังของกองทัพอสูรที่ขยายออกไปทางเหนือนั้น มีอสูรสามตนที่ครอบครองพลังระดับเดียวกับจีโอรูดอยู่ ถ้าพวกมันโผล่มาอีกล่ะก็ สถานการณ์ในตอนนี้คงจะกลับตาลปัตรได้อย่างง่ายดาย และก็คงจะพาพวกเราไปสู่ขุมนรกอย่างแน่นอน

 

ภายใต้บทสรุปที่ว่า

 

วิญญาณกุหลาบดำของเดียดร้าได้กักขังจีโอรูดไว้ ขณะที่กำลังจะปลิดชีพมันนั้น เธอก็ถูกดอกไม้วิญญาณจากขุมนรกราฟเฟิลเซีย (ラフラシアrafflesia) โผล่มาขัดขวาง

ราฟเฟิลเซียปลดปล่อยจีโอรูดออกจากการกักขัง  เดียดร้าจึงต้องฝืนต่อสู้อย่างยากลำบากกับผู้ที่ดูดชีวิตของทุกสรรพสิ่งอย่างราฟเฟิลเซียอีกครั้ง

ดราน, คริสติน่า และเซริน่าจึงต้องรีบวิ่งไปที่นั่นเพื่อจัดการจีโอรูดให้สำเร็จ ตอนนี้ฝั่งทหารอสูรมีทัพหนุนมาใหม่ ส่วนเกล็น (ゲレン) ที่เป็นผู้บงการก็ปรากฎตัวอย่างอลังการเช่นกัน สถานการณ์การต่อสู้จึงยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น




NEKOPOST.NET