[นิยายแปล] ลาก่อนชีวิตมังกร สวัสดีชีวิตมนุษย์ ตอนที่ 7 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] ลาก่อนชีวิตมังกร สวัสดีชีวิตมนุษย์

Ch.7 - -กุหลาบดำ-


บรรพบุรุษของเหล่าเอลฟ์คือผู้ที่อพยพจากโลกวิญญาณซึ่งอยู่ในมิติอื่นที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิงมาสู่โลกของเรา

จะทางใดก็ทางหนึ่ง เผ่าเอลฟ์นั้นอาจจะเรียกได้ว่าเป็นวิญญาณที่มาอาศัยอยู่ในโลก

มีเอลฟ์มากกว่าหนึ่งเผ่าตั้งแต่เอลฟ์หญ้า เอลฟ์ทะเล ไปจนถึงเอลฟ์เขาและอื่นๆ....

แต่ละเผ่าก็จะอาศัยอยู่ในพื้นที่ๆเหมาะสมต่อการใช้ชีวิตของพวกเขา

เผ่าเอลฟ์ป่าที่อาศัยอยู่ในป่า ก็มีผองเพื่อนเป็นพืชพรรณไม้ต่างๆนาๆ

 

ด้วยการที่วางอาวุธลง พวกเราจึงได้แสดงความไม่มีพิษภัยออกไป ในทางตอบรับ พวกเอลฟ์ก็ไม่โจมตีใส่เช่นกัน

ฉันสัมผัสได้ถึงเอลฟ์ป่าสี่คนอยู่ใกล้ๆ แต่ว่า มีสามคนคอยสังเกตท่าทีของพวกเรา

พร้อมกับแอบอยู่เงียบๆไกลออกไปภายใต้การบดบังของผืนป่า

 

พิจารณาจากความจริงที่ว่าพวกเขาหลบซ่อนตัวตนของตัวเองจากพวกเรา อย่างน้อยที่สุด

ฉันจะคอยติดตามการเคลื่อนไหวของพวกเขาเป็นการระวังเผื่อไว้ก่อน

 

จากเรื่องเล่าแล้ว เผ่าเอลฟ์ป่าที่ครั้งหนึ่งเคยต่อรองกับหมู่บ้านเบิร์น

ไม่ได้แสดงความเกลียดชังหรือความไม่เป็นมิตรออกมาต่อเหล่ามนุษยชาติ

แต่เพราะจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นภายในป่าเอ๊นท์แล้ว

ความกังวลของพวกเขาก็คงจะต้องนำมาพิจารณาด้วย

ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมที่หวาดระแวงมากเกินไปกับวี่แววสิ่งผิดปกติแม้จะเล็กน้อยที่สุด

จะไปโทษพวกเขาก็ไม่ได้หรอก

 

หนึ่งในเอลฟ์ป่ามาปรากฏตัวตรงๆต่อหน้าพวกเรา แต่รักษาระยะห่างออกไปประมาณสิบก้าว

เขาเป็นเด็กหนุ่มที่มีสายตาคมราวกับเหยี่ยว ผมสีทองอ่อนถูกมัดไว้กับผ้าโพกหัวสีเขียวเข้ม

เขาโรยตัวลงมาจากเถาวัลย์ที่ย้อยลงมาจากต้นไม้ใหญ่ สวมชุดที่ออกแบบมาจากใบไม้

ทำขึ้นจากป่าที่พวกเขารัก ตามที่เขาโรยตัวลงมา นิ้วที่ยาวและบางของเขาถือธนูสั้น

เมื่อลงถึงพื้น เขาไม่ได้ง้างธนู แต่มือพักอยู่ที่ซองเก็บลูกธนูและเขาจะโจมตีใส่พวกเราภายในเพียงพริบตาเดียว

หากพวกเราแสดงท่าทีที่น่าสงสัยออกไป

 

ภายในแววตาของเด็กคนนี้ มีความรู้สึกของความไม่สบายใจที่ไม่ปกติ

แต่เขาก็ฝากความเชื่อมั่นไว้กับเอลฟ์คนอื่นๆให้คอยระวังหลังให้

เมื่อผองเพื่อนตกอยู่ในอันตราย ก็เป็นแค่เรื่องที่ถูกที่จะต้องคอยระวังให้กันและกัน

แค่นั้นฉันพอจินตนาการออกได้ง่ายๆอยู่หรอก

สำหรับมาร์ลที่มีท่าทางแตกตื่นอยู่ที่ระหว่างพวกเขากับพวกเราแล้ว

เด็กหนุ่มก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงกังวล

 

"มาร์ล ออกมาจากพวกเค้าแล้วมานี่มา"

 

"แต่จีโอ มนุษย์พวกนี่ช่วยมาร์ลไว้นะ -ชู"

 

"รู้แล้ว เราจะไม่ทำร้ายพวกเค้าเว้นแต่เค้าจะโจมตีใส่พวกเราก่อน เพราะงั้นรีบๆมาตรงนี้ได้แล้ว"

 

มาร์ลทำตามที่เอลฟ์ชื่อจีโอบอกและหันหน้ามาหา โค้งให้พวกเรา

ตามที่เธอบินไปหาเด็กหนุ่มเอลฟ์ เธอเหลียวกลับมามองหลายต่อหลายครั้ง

เมื่อบินผ่านจีโอไปแล้ว ตอนที่มาร์ลได้ระยะห่างพอตัวจากเขา

เสียงมีความสุขจากเอลฟ์ผู้หญิงก่อนหน้านั้นก็เข้าถึงหูพวกเรา และเสียงจากเอลฟ์คนอื่นๆเองก็เพิ่มขึ้น

ดูจากท่าแล้ว พวกเขาต้องสนิทกันมากแน่ๆและก็เป็นห่วงมาร์ลมากจากก้นบึ้งของจิตใจ

 

"มาร์ล บอกแล้วไงว่าอย่าไปเดินเตร่ในป่าคนเดียว ตอนนี้ที่ป่าอันตรายมากนะ"

 

"ขอโทษนะฟีโอ -ชู ถึงมันจะอันตราย แต่ชั้นก็อยากรู้ว่าทุกๆคนในป่าเป็นยังไงกันบ้างน่ะ -ชู"

 

"ชั้นรู้ มาร์ล ชั้นก็เป็นห่วงแบบเดียวกับเธอนั่นแหละ แต่มันไม่ดีนะถ้าไปคนเดียว

ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับมาร์ลชั้นคงต้องเศร้ามากแน่ๆ"

 

รูปร่างของจีโอ ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม นั้นดูเหมือนเอลฟ์ผู้หญิง

ที่มุมตาของเอลฟ์เด็กสาว หยดน้ำตาขนาดใหญ่ก็ก่อตัวขึ้น

มาร์ลขอโทษอยู่หลายต่อหลายครั้งที่ทำให้เพื่อนที่เป็นที่รักของเธอต้องเป็นห่วง

เมื่อมองไปที่ทั้งคู่แล้ว รู้สึกดีจริงๆที่รู้ว่าพวกเราได้ช่วยมาร์ล

จากนั้นจีโอก็หันออกมาจากฟีโอกับมาร์ล

ดูท่าทางผ่อนคลายลงมากกว่าก่อนหน้านี้และหันมาเผชิญหน้ากับพวกเรา

ตาสีเขียวของจีโอคล้ายกับสีของใบไม้ ตั้งสายตามาที่หน้าของฉัน

ดวงตาคู่นั้นมองตรงเข้ามายังตาของฉันเพื่อจะเสาะหาจุดประสงค์ของพวกเรา

 

"มนุษย์กับลาเมีย ก่อนอื่น ขอให้พวกเราแสดงความขอบคุณที่ช่วยเพื่อนของพวกเรา มาร์ล เอาไว้ ขอบคุณ

แต่ว่า ป่านี้คือที่ๆพวกเราเหล่าเอลฟ์ป่าอาศัยอยู่ ตราบใดที่มนุษย์ไม่รุกล้ำป่าของเรา

เราก็จะไม่รุกล้ำพื้นที่ของมนุษย์ นั่นคือข้อตกลงที่สร้างขึ้นกับมนุษย์ผู้หนึ่งที่เคยปกครองในพื้นที่ใกล้ๆ

ทำไมพวกท่านถึงได้เข้ามายังป่าของพวกเราและทำลายข้อตกลงนั่นล่ะ?"

 

 ก่อนอื่นก็แสดงความขอบคุณอย่างจริงใจ และก็ตามด้วยเรื่องของหน้าที่

ชั้นว่าชั้นชอบสหายคนนี้ที่ชื่อจีโอ แฮะ

 

ธนูของพวกเขาจะไม่ถูกง้างแล้วก็จะเลี่ยงการต่อสู้ไปได้หากฉันอธิบายสถานการณ์ให้เหมาะสม

ตอนที่สัตว์ร้ายที่อาศัยในป่าเอ๊นท์เริ่มปรากฏตัวขึ้นใกล้ๆกับหมู่บ้าน

พวกเราก็สงสัยว่าต้องมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นในป่าแน่ๆจึงได้ตัดสินใจจะมาสำรวจ

ฉันเล่าให้พวกเขาฟังด้วยคำอธิบายเดียวกันกับที่บอกมาร์ล

การคาดเดาของพวกเรานั้นถูกต้องและเราก็พบทหารปิศาจ : เซรูโตะ

ได้เข้ามารังควาญในป่าเอ๊นท์

 

ตอนที่จีโอได้ยินคำอธิบายของฉัน คิ้วของเขาก็ขมวดและมีรอยหยักลึกอยู่ทั่วหน้าผาก

ฉันว่าฉันพูดถูกเป้าเผงเลย จีโอต้องเข้าใจเหตุผลที่พวกเราเข้ามาในป่าแน่ๆ

ชั่วครู่หลังจากอธิบาย ฉันสัมผัสได้ถึงความรู้สึกไม่สบายใจเปล่งออกมาจากเหล่าเอลฟ์ที่แอบอยู่

ผ่านสัมผัสวิญญาณ เหมือนกับน้ำนิ่งที่ถูกรบกวน

สีหน้าที่ใสซื่อของฟีโอแสดงให้เห็นชัดเลยว่าเธอเสียใจและก็รำลึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายในป่าที่เต็มไปด้วยความโชคร้าย

และสิ่งที่เกิดขึ้นกับโลกภายนอก

 

"ถ้าเหตุผลเป็นอย่างนั้น เราก็ไม่โทษหรอกที่พวกท่านเข้ามาภายในป่าของเรา

อาจจะแย่ที่จะส่งผู้ที่มีประสบการในการต่อสู้กับพวกทหารปิศาจกลับไป เผื่อว่าพวกมันกลับมาอีก

คงจะดีเหมือนกันถ้าพวกเราจะได้เรียนรู้ว่าจะสู้กับพวกมันยังไง

ตอนนี้ การต่อสู้กับปิศาจจากนรกนั้นกำลังเกิดขึ้นภายในป่าเอ๊นท์

 

ถ้าพวกมันหลุดออกไป ผู้คนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านพวกท่านก็อาจจะถูกดึงเข้ามาร่วมกับการขัดแย้งครั้งนี้"

 

"กองทัพปิศาจรึ?"

 

คริสติน่านั้นไม่แน่ใจว่าจะตอบกลับจีโอยังไง

 

ผู้คนที่มีประสบการณ์ในการใช้ชีวิตอยู่ตามเขตแดนมีท่าทางไม่แปลกใจเท่าไหร่

แต่เอาเรื่องเดียวกันไปพูดกับคริสติน่าก็ไม่ได้ มนุษย์ที่ใช้ชีวิตโดยไม่รู้ว่ามีโลกอื่นอยู่จริงหรือไม่

ความเป็นไปได้สองอย่างที่ฉันคาดไว้ หนึ่งในนั้นตรงเป้าเผง ทำให้ฉันกังวลมาก

 

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เทพที่อาศัยอยู่บนสวรรค์และเทพปิศาจที่อาศัยอยู่ในนรกนั้นสามารถ

ท่องไปมาในดินแดนของมนุษย์ได้อย่างอิสระ แต่ทว่า เมื่อตอนที่ฉันยังเป็นมังกร

สงครามระหว่างเทพก็เกิดขึ้น เมื่อสงครามสงบลง นรก สวรรค์และโลกมนุษย์ต่างก็ถูกแยกออกเป็นหลายมิติ

ดังนั้น หนทางที่เหล่าปิศาจและเทพปิศาจที่จะเดินทางเข้ามายังโลกมนุษย์จึงถูกจำกัด

ทั้งหมดนั้นก็เนื่องจากความยากที่ต้องเดินทางผ่านเขตแดนของเวลาและความว่างเปล่ามาหลายชั้น

เช่นเดียวกับนรกโดดเดี่ยวที่เพิ่งถูกค้นพบ

พี่น้องของฉันเองก็มีส่วนร่วมในการสร้างเขตแดนของโลกพวกนี้อยู่ช่วงหนึ่ง

 

*มันมีการยึดที่ระหว่างโลก แต่ก็ยากที่จะพูดว่าการเชื่อมต่อระหว่างโลกนั้นถูกตัดขาดไปโดยสิ้นเชิง

มันมีหลุมที่เชื่อมระหว่างโลก แต่ถึงแม้จะเป็นใครบางคนที่มีพลังมากมาย

การที่จะนำกองทัพของตัวเองข้ามเขตแดนนั้นก็ไม่ใช่งานง่ายๆ

แม้จะเป็นไปได้ที่ตัวหัวหน้าจะมาปรากฏตัวขึ้น แต่ไม่ว่าจะมีพลังมหาศาลหรือมีพรสวรรค์ขนาดไหน

พวกมันก็คงจะอ่อนแอลงอย่างสาหัสเนื่องจากมีกองทัพจำนวนมากที่ข้ามเขตแดนมา

แม้จะเป็นเทพระดับสูงก็มีข้อจำกัด ด้วยการที่เลือกส่งตัวเซรูโตะที่ค่อนข้างจะอ่อนแอมา

ตัวหัวหน้ามันก็จะเก็บรักษาพลังส่วนมากของตัวเองไว้ได้

และในทางกลับกันก็สามารถระดมพลกองทัพได้มากขึ้น

(*T.L. การรุกรานโลกอื่น)

 

แต่ว่า มันไม่ธรรมดาที่มีกลุ่มปิศาจที่มีตัวเซรูโตะระดับต่ำมาเป็นร้อยในคราวเดียว

 

เป็นเพราะว่า "ประตู" ที่เชื่อมกับนรกนั้นถูกเปิดปิดภายในป่าเอ๊นท์มาโดยตลอดงั้นรึ?

ถ้าฉันใช้สัมผัสมังกรอยู่อย่างต่อเนื่อง ฉันก็คงจะรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติที่เกิด....

ไม่สิ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาสำนึกผิด

 

มันสำคัญกว่าที่จะคิดว่ามีอะไรที่จะสามารถทำได้มั้ยในอนาคตแทนที่จะมาคิดว่าควรจะทำอะไรไปแล้วในอดีต

พวกเราต้องปิด "ประตู" ที่เชื่อมต่อทั้งสองโลกให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

ถ้า "ประตู" ถูกเปิดทิ้งไว้จนถึงช่วงระยะเวลาหนึ่ง การกัดกร่อนของนรกก็คงจะกระจายไกลออกไป

และปิศาจระดับที่สูงกว่าก็จะสามารถข้ามมาได้เนื่องจากผืนโลกซึมซับเวทมนตร์ของนรกมาเป็นจำนวนมากพอ

ถ้าเกิดเรื่องอย่างนั้น การทำลายล้างและความตายที่พวกมันจะนำมาสู่โลกนี้คงจะไม่อาจประเมินได้

ในอดีต ฉันเองก็เคยทำลายพื้นที่เขตนรกไปด้วยความแค้น

สำหรับพวกที่มาทำร้ายครอบครัวและเพื่อนของฉัน ฉันจะไม่ปราณี

ฉันจะดึงเอาพลังทั้งหมดและแสดงตัวตนวิญญาณมังกรออกมาถ้านั่นหมายความว่า

ฉันจะสามารถปกป้องหมู่บ้านและทุกๆคนในหมู่บ้านได้

 

ในขณะที่ฉันกำลังคิดถึงเรื่องนรก เรื่องปิศาจ และเรื่องที่ว่าจะจัดการกับพวกมันยังไง

คริสติน่าในทางกลับกันนั้นยังฟื้นคืนความสุขุมได้ไม่เต็มที่จากข่าวช็อคที่จีโอบอกกับพวกเรา

ว่ากันว่า เคยมีครั้งหนึ่งในอดีตที่พวกปิศาจมารุกรานโลกมนุษย์

ความทรงจำจากความเสียหายที่พวกมันทำคงทำให้มนุษย์หน้าไหนก็ตาม

ล้มลงพื้นในท่าทางรุนแรง คร่ำครวญถึงชีวิตตัวเอง

 

ถ้าสิ่งที่พวกเขาว่านั้นมันจริง และประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้ง

ในฐานะมนุษย์แล้ว ก็คงช่วยไม่ได้ที่มนุษย์คนหนึ่งจะกระวนกระวายภายใต้สถานการณ์แบบนี้

 

"พวกปิศาจมันเริ่มปรากฏตัวขึ้นเมื่อไหร่? ทางอาณาจักรทราบเรื่องนี้มั้ย?

แล้วพวกนายจะจัดการกับเรื่องนี้ยังไง?"

 

"คริสติน่า-ซัง เธอไม่ควรจะแตกตื่นนะ ชั้นมั่นใจว่าจีโอเองก็คงมีปัญหาแบบเดียวกัน"

 

เซเลียพูดด้วยดวงตาที่ยังคงหลับอยู่และเสียงสูง พยายามยับยั้งคริสติน่าไม่ให้ตื่นตูม

เทียบกับคริสติน่าแล้ว เซเลียดูสุขุมกว่ามาก และเมื่อเห็นฉันที่ยังสงบอยู่ข้างๆเธอ

คริสติน่าก็มีสีหน้าที่งุนงง ให้สรุป ที่เซเลียพยายามจะสื่อคือกองทัพปิศาจนั้นยังคงเป็นเพียงแค่เรื่องคาดเดา

 

"แต่เซเลีย นี่มันจะดูสงบเกินไปแล้วนะ มันก็แค่....ไม่สิ ขอโทษนะ ฉันแตกตื่นไปหน่อย"

 

"ไม่เป็นไรหรอก ข้าเข้าใจที่ท่านกังวล แต่นี่คือปัญหาของพวกเรา

เรา ผู้ที่อาศัยอยู่ในป่าแห่งนี้ จะขับไล่เหล่าผู้ที่รุกรานป่าไปโดยไม่ล้มเหลว

ไม่ใช่เรื่องที่พวกท่านจะต้องมาคิดมากหรือเข้ามาพัวพัน

ไม่เป็นไรหรอกถ้าพวกท่านจะกลับออกไปข้างนอกและปล่อยให้พวกเราจัดการ

หลังจากที่การต่อสู้จบลงแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใกล้ๆกับหมู่บ้านพวกท่านก็คงจะหายไปในเร็วๆนี้เช่นกัน

ข้า จีโอ เอลฟ์ป่าแห่งป่าเอ๊นท์ เอาความภาคภูมิใจของเผ่าเป็นเดิมพันและสัญญากับพวกท่านเรื่องนี้เลย"

 

ด้วยความแน่วแน่และความภาคภูมิใจที่เปล่งปลั่งบนใบหน้าของเขา จีโอสัญญากับพวกเรา

คนแปลกหน้าที่เขาเพิ่งจะได้พบ เอาชีวิตตัวเองและชีวิตพวกพ้องเป็นเดิมพันที่จะสู้เพื่อพวกเรา

แต่ว่า การปล่อยให้แค่เอลฟ์ป่าสู้กับพวกปิศาจ ฉันปล่อยให้เป็นแบบนั้นไม่ได้

ฉันไม่รู้ถึงกำลังความสามารถในการรบของป่าเอ๊นท์ แต่ด้วยความเสียเปรียบด้านจำนวนแล้ว

พวกเขาจำเป็นต้องการกำลังรบทั้งหมดเท่าที่พวกเขาจะสามารถรวบรวมได้

 

"จีโอ ไม่ใช่ว่าชั้นสงสัยในคำพูดของนายหรอกนะ แต่ชั้นทำตามการตัดสินใจของนายคราวนี้ไม่ได้

ถ้าพวกปิศาจ ศัตรูของสิ่งมีชีวิตทั้งมวลมาบุกจริงๆ

ถ้าเป็นอย่างนั้น ชั้นจะแค่หันหลังกลับหมู่บ้านไปอย่างสลดใจไม่ได้หรอก

อย่างน้อยชั้นก็อยากจะยืนยันถึงระดับและจำนวนของพวกปิศาจด้วยตาเปล่าคู่นี้เอง

แน่นอนว่าขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ชั้นจะทำอะไรก็ตามเพื่อช่วยเหลือเช่นกัน

นั่นคือสิ่งที่ชั้นคิดอยู่ แล้วคริสติน่ากับเซเลียล่ะ?"

 

"ชั้นจะไม่ตอบว่าไม่ มันเป็นเรื่องที่ชั้นก็อยากจะยืนยันด้วยตัวเองเหมือนกัน"

 

"ถ้าดราน-ซังกับคริสติน่า-ซังไม่กลับทั้งคู่ ชั้นก็ไม่กลับเหมือนกัน

ตอนที่ชั้นเห็นตัวเซรูโตะ ชั้นรู้สึกไม่ดีเอามากๆ มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะมีตัวตนอยู่ในโลกนี้

พวกเราเองก็ช่วยไปแล้วนิดนึงนะชั้นว่า ถึงแม้จะไม่ใช่ในจำนวนที่น่าประทับใจก็เถอะ

แต่พวกเราก็ยังสามารถช่วยจีโอ-ซังได้ อีกอย่าง มันก็เป็นเรื่องธรรมชาติอยู่แล้วที่พวกเราจะช่วยจีโอ-ซัง ใช่มะ?"

 

ฉันไม่ห่วงเรื่องที่คริสติน่าจะมาด้วยเพราะเธอตัดสินใจไปแล้วถึงแม้จะรู้ว่าพวกปิศาจมันอันตรายขนาดไหน

แม้จะเป็นมนุษย์ ที่ไม่เหมือนกับเอลฟ์ป่า ที่เกิดมากับการสั่งสอนที่แตกต่างกัน

เซเลียเองก็เข้าใจสถานการณ์มากกว่าที่ฉันคิด

สงสัยจังว่าเป็นเพราะความจริงที่ว่าเธอมีสายเลือดที่ถูกสาปแล่นภายในตัวจะเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้รึเปล่า

เมื่อพวกเราทั้งสามพูดปฏิเสธที่จะออกจากป่าแล้ว จีโอก็ถอนหายใจและส่ายหัวเบาๆซ้ายทีขวาที

 

"ข้าเองก็ซาบซึ้งที่พวกท่านเสนอความช่วยเหลือ แต่ว่า ผู้ที่อาศัยอยู่ในป่าต้องเป็นคนที่ขับไล่พวกที่ทำให้ป่าแปดเปื้อน

มันเป็นกฎของป่า เป็นเรื่องจริงอยู่เสมอมา ทั้งตอนนี้และตลอดไป และถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรไปเปลี่ยนแปลง"

 

"อะไรมากีดกันให้พวกเราเผชิญหน้าร่วมกันกับพวกปิศาจที่มีศักยภาพจะคุกคามทั้งโลกล่ะ

มีกฎไหนที่ยอมให้แค่ผู้ที่อาศัยในป่าเท่านั้นสู้กับพวกมันหรอ?

ถ้ายังมัวยืนยันแบบนั้นลองลดหย่อนดูในคราวนี้หน่อยเป็นไงล่ะ?

มีกฎไหนที่บอกว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะปกป้องชีวิตๆหนึ่งคือการยอมสละชีวิตตัวเองและไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากผู้อื่นรึ?

มาร่วมมือกันจนกว่าการต่อสู้กับปิศาจจะจบลงเถอะ หรืออย่างน้อยก็จนกว่าพวกเราจะรู้ถึงจำนวนของพวกมัน

เอาไปคิดดีๆก่อนดีมั้ย?"

 

"...ข้าเองก็ซาบซึ้งในข้อเสนอ แต่ว่า..."

 

เฮ้อ ดูเหมือนจีโอจะเข้าใจถึงเรื่องฉุกเฉินของภัยคุกคามอันใกล้นี้ก็จริงอยู่

แต่ความรู้สึกในหน้าที่และความภาคภูมิใจของผู้ที่อาศัยอยู่ในป่านั้นมากกว่าเหตุผล

ช่วยรับข้อเสนอไปแต่โดยดีไม่ได้รึไงเนี่ย?

 

ฟีโอที่หลบอยู่หลังจีโอ และเอลฟ์ป่าที่เหลือนั้นนิ่งเงียบ รอการตัดสินใจของจีโอ

พวกเราปราบตัวเซรูโตะไปได้อย่างงดงาม และนั่นก็คือสิ่งที่พวกเขาต้องการ

แต่มันก็ยากที่จะขอความช่วยเหลือจากคนนอก

 

ฉันเข้าใจว่ามันเป็นยังไง แต่ฉันอยากจะช่วยโลกกำจัดปิศาจมากกว่าจะมาเสียเวลาโดยใช่เหตุ

ฉันไม่คิดจะพัก เพราะงั้นการเกลี้ยกล่อมจีโอให้เห็นด้วยกับแผนนี้นั้นดีที่สุด

ในทางกลับกัน ฉันก็สามารถรวบรวมข้อมูลอะไรก็ตามที่พวกเขามีกับเรื่องนี้ได้

ไม่ใช่แค่กับฉันเท่านั้น ทั้งคริสติน่ากับเซเลียเองก็เหมือนๆกัน จากนั้นมาร์ล ผู้ที่นั่งอยู่บนไหล่ของฟีโอก็พูดขึ้น

 

"จีโอ ดราน-ซัง มาร์ลไม่คิดว่าเรื่องที่พวกเธอทั้งคู่พูดมันผิดหรอก-นิ แต่ว่า

ดวงอาทิตย์เริ่มตกแล้วนะ-นิ กลางคืนกำลังใกล้เข้ามา-นิ"

 

อย่างที่มาร์ลพูด ดวงอาทิตย์กำลังลับที่ขอบฟ้าทางตะวันตก เวลาที่พวกเราใช้ไปในป่าเอ๊นท์ถึงหนึ่งวันแล้ว

ตอนนี้พวกเราอยู่ลึกภายในป่า สีของท้องฟ้านั้นกระจัดกระจายไปด้วยสีฟ้าออกม่วงและค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีม่วง

พวกปิศาจนั้นชอบความมืด และกลางคืนกำลังใกล้เข้ามา กิจกรรมของพวกมันต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

มันอันตรายสุดๆถ้าจะมาเดินเตร่ในป่าเมื่อตกกลางคืนอย่างไม่ต้องสงสัย

ขอบคุณมาร์ลที่ช่วยชี้เรื่องนั้นออกมา จีโอเปลี่ยนสีหน้าลังเลที่แสดงให้พวกเราเห็น

และหน้าหล่อๆก็มีสีหน้าที่ปลอดโปร่งขึ้น

 

"โอนี่-ซัง *มันจะทำให้เราไปไหนกันต่อไม่ได้นะถึงจะคุยกันต่อ

มันจะอันตรายถ้ายังอยู่ในป่าตอนกลางคืน และชั้นก็จะเล่าให้คนพวกนี้ฟังทุกอย่างด้วยหลังจากที่กลับไปถึงหมู่บ้าน

แค่ครั้งนี้ก็พอ ยังไงซะ พวกเค้าก็อาจจะเปลี่ยนความคิดหลังจากเข้าใจสถานการณ์ในระดับหนึ่ง

ถ้าเรายังไม่กลับไปที่หมู่บ้านก่อนค่ำแล้วล่ะก็..."

(*T.L. หาข้อตกลงกันไม่ได้/หาที่ลงไม่ได้)

 

"ฟีโอ...เธอกับมาร์ลแน่ใจแล้วหรือ?... ถ้างั้นก็เลี่ยงไม่ได้

ข้าจะอนุญาตให้พวกท่านทุกคนค้างคืนที่หมู่บ้านพวกเรา

อย่างที่ว่า ป่านี้อันตรายเกินไปสำหรับใครก็ตามที่จะมาค้างคืนที่นี่

จริงๆพวกเราไม่ควรจะให้คนนอกเข้ามาที่หมู่บ้านเลย แต่ดูจากสถานการณ์แล้ว

ก็คงเหมาะสมแล้วที่ทำอย่างนี้"

 

จีโอทำการตัดสินใจและหันมาพูดกับฉัน

 

"เข้าใจล่ะ ขอบคุณสำหรับความกรุณา พวกเราควรฝากดาบไว้กับพวกนายไหม?"

 

จีโอส่ายหัวเป็นการตอบคำถามของฉัน ถ้าลองคิดดู มันก็มีความเป็นไปได้ที่พวกปิศาจมาโจมตีระหว่างทางไปหมู่บ้าน

คงจะดีกว่าสำหรับพวกเราถ้าจะมีอาวุธเอาไว้เพราะพวกเราสู้กับมันได้โดยที่ไม่ต้องใช้ความพยายามมาก

 

"ไม่ล่ะ เก็บพวกมันไว้เถอะ ต้องขอโทษด้วยถ้าพวกเราถูกโจมตี ฉันจะทำได้แค่ป้องกันตัวเองเท่านั้น

พวกเราไม่มีเวลาไปห่วงคนอื่นหรอกถ้ามันเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นจริงๆ"

 

"ไม่เป็นไร พวกเราสามคนป้องกันตัวเองได้ เซเลีย ลืมตาได้แล้วนะ ไม่ต้องคอยหลับเอาไว้แล้ว"

 

ฉันเก็บดาบกับปลอกดาบที่เท้าขึ้นมาและคาดเก็บไว้ที่เข็มขัด คริสติน่าก็ทำแบบเดียวกัน

หลังจากทั้งสองกลุ่มเก็บข้าวของกันเสร็จแล้ว

ฉันก็สำรวจสภาพคริสติน่ากับเซเลียอยู่หลายครั้งและยืนยันว่าพวกเราพร้อมแล้ว

ไม่ได้ใช้เวลานานเลยเพราะเซเลียได้รับอนุญาตให้ลืมตาได้

เอลฟ์คนอื่นๆเองก็แสดงตัวออกมาและจีโอเป็นคนนำทาง เป็นต้นหนผ่านป่ามุ่งตรงไปยังหมู่บ้าน

 

ตามที่พวกเราเคลื่อนที่ผ่านป่า

เงาจากกิ่งไม้ก็แผ่ไปทั่วตามที่แสงแดดค่อยๆหายไปอย่างรวดเร็วและความมืดก็เข้าปกคลุมพวกเรา

ในความมืด เซเลียที่มีทัศนวิสัยแบบอินฟาเรดไม่มีปัญหาอะไรในการตามเหล่าเอลฟ์

คริสติน่ากับฉันไม่ค่อยจะโชคดีเท่าไหร่ แต่ว่า มันคงจะยากถ้าจะเดินทางไปมาในป่าด้วยสายตาปกติ

ฉันก็เลยใช้เวทกับดวงตาซึ่งเปลี่ยนตาให้เป็นตาเวทมนตร์คล้ายๆกับตาปิศาจ

 

ไม่ห่างไปมากนัก ดวงตาของคริสติน่าเปล่งปลั่งอย่างลึกลับภายในความมืด

อย่างกับพระจันทร์เต็มดวงสองดวงถูกห่อหุ้มไปด้วยทะเลเลือด

ด้วยแสงจันทร์ที่ประกายบนผมสีเงินของเธอผสมผสานกับดวงตาที่แวววาวสีแดงและใบหน้าที่งดงาม

ดูเหมือนเธอจะมีคุณลักษณะปิศาจบางอย่างอยู่

แต่ในขณะเดียวกัน เด็กสาวคนไหนก็ตามก็คงจะเต็มไปด้วยความอิจฉาเมื่อมองไปที่เธอ

เมื่อเปรียบเทียบกับเผ่าอื่นๆแล้ว เซเลียนั้นเป็นเด็กสาวที่ไร้ที่ติในแบบของตัวเอง

แต่ถ้ามองในแบบเพศเดียวกัน คริสติน่ามีความงามที่ลึกลับเป็นของตัวเอง

 

เหล่าเอลฟ์ป่าเคลื่อนที่แบบวงล้อมรอบๆพวกเรา แต่ฟีโอพามาร์ลมาหา ทำลายรูปขบวน

เนื่องจากเอลฟ์ป่ามีคุณลักษณะที่มีอายุยืน ฉันจึงไม่รู้อายุที่แท้จริงของฟีโอ

แต่ดวงตาสีหยกของเธอประกายไปด้วยความสงสัย ช่างเรื่องอายุของเธอ

รูปลักษณ์ของเด็กสาวคนนี้นั้นยังดูประมาณเด็กวัยรุ่น

 

"ขอโทษที่พาเธอมาพัวพันกับภัยพิบัติในป่านะ"

 

"ขอโทษน้า~~ -นิ"

 

ฉันตอบฟีโอที่ดูห่อเหี่ยวและมาร์ลที่เพิ่งจะไปนั่งบนไหล่ขวาของฟีโออย่างชื่นมื่น

 

"ไม่ใช่ความผิดของเธอหรอก พวกเธอดูเหมือนจะอยู่ในสถานการณ์ที่ร้ายแรงตราบเท่าที่เรื่องนี้เกิดมานะ

การที่ต้องมาสู้กับกองทัพปิศาจนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย มีการร่วมมือระหว่างเอลฟ์ป่าและเผ่าอื่นๆในป่ามั้ย?

มันจำเป็นนะที่จะขับไล่พวกปิศาจไปก่อนที่กองทัพมนุษย์จะยึดปัญหานี้ไปเป็นของตัวเอง

เมื่อไหร่ก็ตามที่มนุษย์ย่างกรายเข้ามาในป่า ผลที่ออกมามักจะไม่ค่อยดีนักหรอก"

 

ฉันเองก็ไม่รู้ว่ากษัตริย์ที่ปกครองอาณาจักรเป็นคนยังไงและการเมืองของประเทศนั้นเป็นแบบไหน

แต่อย่างน้อยที่สุด ความคิดที่ฉันรวบรวมมาจากชีวิตที่ยาวนานของฉันนั้นคือ

ใครก็ตามคงคาดหวังเรื่องดีๆจากมนุษย์ไม่ได้หรอกในภาพรวม

พอคิดกลับไป ฉันอยากจะเรียนรู้ถึงเรื่องนั้นมากกว่านี้อีกหน่อย

 

"แน่นอน ทุกๆคนจะต้องปราบผู้คนจากนรกได้อย่างไม่พลาด! ไม่ใช่แค่เอลฟ์ป่านะ

แต่เผ่าอื่นๆที่อาศัยในป่าก็ร่วมมือกันเพื่อแก้ไขความขัดแย้งนี้

อีกอย่างพวกเราก็กำลังรอความช่วยเหลือจากพี่น้องที่ใกล้ชิดของพวกเราอยู่เหมือนกัน

เมื่อถึงเวลา พวกเราจะถีบส่งพวกปิศาจกลับนรกไปเลย!"

 

"ถีบส่งมัน! ถีบส่งมัน-นิ!"

 

ฮะฮะ ฟีโอพูดอย่างภาคภูมิใจ มาร์ลเลียนแบบเธอและยืดหน้าอกที่เล็กจิ๋วและน่าเศร้าออกมา

เมื่อมองไปที่ทั้งคู่ที่สนิทสนมกันทำให้ฉันเกิดความรู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้น

 

"งั้นรึ '*อึ้ช อึ้ช' งั้นหรอ? ฮ่าๆ พวกเธอนี่เต็มไปด้วยพลังจริงๆนะ

ถ้าหากเป็นไปได้ ชั้นก็อยากจะช่วยพวกเธอทั้งคู่เหมือนกัน แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าจีโอจะยอมมั้ย"

(*T.L. เสียงเลียนแบบตอนชก/เตะ)

 

"ไม่รู้เหมือนกันว่าโอนี่-ซังคิดอะไรอยู่ในหัว

แต่หัวหน้าจะเป็นคนที่ตัดสินใจเองว่ามันจำเป็นมั้ยที่จะขอยืมพลังของพวกเธอ

คิดว่ามันเป็นการมอบให้ไปแล้วกัน ภารกิจของพวกเราเสร็จสิ้นแล้ว และพวกเราก็กำลังกลับหมู่บ้าน

ถึงไม่มีความช่วยเหลือของพวกเธอพวกเราก็ทำได้น่า"

 

เฮ้อ ด้วยจำนวนของเผ่าเอลฟ์ที่น้อยกว่าเผ่าอื่นๆมากอยู่แล้ว

นี่พวกเขาจะให้เด็กๆออกหมู่บ้านไปสู้เพื่อปกป้องจริงๆหรือนี่?

ผู้คนจากหมู่บ้านของจีโอและฟีโอเคยออกจากป่าและพบกับผู้ก่อตั้งของพวกเรา พวกเรายังจำได้ดี

ถ้าหมู่บ้านของพวกเราถูกร้องขอให้ช่วย พวกเขาก็คงจะช่วยทุกวิถีทางอย่างไม่ต้องสงสัยเลย

 

เอลฟ์รอบๆพวกเราลดฝีเท้าลงเป็นเดินตามที่ฉันคุยเล่นกับน้องสาวของจีโอเพราะบรรยากาศที่จู่ๆก็เปลี่ยนไปรอบๆพวกเรา

ในเมื่อฉันเองก็ไม่รู้ว่าพวกปิศาจจะจู่โจมมาในตอนไหน ระมัดระวังไว้ก่อนก็น่าจะปลอดภัยกว่า

เซเลียที่ไม่ชอบความรุนแรง ผ่อนคลายขึ้นหลังจากที่เห็นฟีโอกับฉันคุยเล่นกัน

และเลื้อยมาทางซ้ายของฉันเพื่อร่วมวงสนนทนา ฟีโอกับมาร์ลดูไม่ระแวงเซเลียที่เป็นลาเมียเลยแม้แต่น้อย

บางทีพวกเขาอาจมีเพื่อนเป็นเผ่าลาเมียด้วย

 

"หมู่บ้านของเธอเป็นแบบไหนหรอ ฟีโอ-ซัง? มีแฟรี่มากมายแบบมาร์ลอาศัยอยู่ที่นั่นด้วยมั้ย?"

 

"หมู่บ้านของพวกเราตั้งอยู่ไกลออกไปทางตะวันตกของป่าเอ๊นท์ แฟรี่แบบมาร์ลเป็นแฟรี่ดอกไม้

แต่ก็มีสิ่งมีชีวิตอื่นๆอีกเหมือนกัน อย่างนางไม้ที่อาศัยอยู่ที่นี่ มีหมู่บ้านของเผ่าหมาป่าและเผ่าอารัคเน่

อยู่ใกล้ๆหมู่บ้านของพวกเราด้วย แล้วตอนนี้ทุกๆคนก็ร่วมกำลังกันต่อสู้กับพวกปิศาจ

พวกเขาเองก็ต่อสู้อย่างหนักเหมือนกันกับพวกเรา"

 

"เอลฟ์ที่ไม่มีความสามารถทางด้านต่อสู้ปลอดภัยดีไหม?"

 

"อื้ม ระยะทางระหว่างหมู่บ้านกับสนามรบนั้นค่อนข้างมากและข่าวคราวของการจู่โจมเองก็ยังไม่มี

หมู่บ้านอื่นๆขอความช่วยเหลือเพียงเล็กน้อย พวกเราก็ส่งคนไปช่วยเรียบร้อยแล้ว

คงจะไม่เป็นไรถ้าจะพูดว่าทุกอย่างยังดีอยู่ พวกเธอจะได้ค้างแค่คืนเดียวในหมู่บ้านพวกเราเท่านั้น

เพราะงั้น หลังจากนั้นได้โปรดกลับไปแต่โดยดีอย่างที่บอกด้วยล่ะ

มีคนบางคนที่จะไม่แสดงอัธยาศัยดีกับมนุษย์ด้วยนะ และมันก็เป็นอย่างนั้นมาตั้งแต่วันเก่าๆแล้ว

ชั้นไม่แน่ใจเหมือนกันว่าพวกเขาจะปฏิบัติกับเซเลียที่เป็นลาเมียต่างกันมั้ย"

 

แม้จะในสถานการณ์ย่ำแย่แบบนี้

เห็นได้ชัดว่าฟีโอพูดคุยกับคนแปลกหน้าได้อย่างไม่รู้สึกเขินอายและเปิดใจให้กับเซเลียในทันที

ยิ่งกว่านั้น เธอคุยกันอย่างกับคุยกับเพื่อนของตัวเอง ไม่มีคำนำหน้าคำตามท้ายอะไรทั้งนั้น

เป็นครั้งคราว หัวข้อที่คุยก็โยงไปหาคริสติน่า แต่เธอก็ตอบเท่าที่จำเป็น ไม่มากหรือน้อยไปกว่านั้น

ด้วยการสนทนาที่ไปได้ดี เซเลียในที่สุดก็ผ่อนคลายและค่อยๆต่อมา เธอก็ยิ้ม คริสติน่าเองก็เหมือนกัน

สามคนนี้กลายเป็นเพื่อนกันไปแล้ว

 

การสนนทนาแบบเปิดระหว่างสาวๆทำให้สีหน้าของเอลฟ์ป่าคนอื่นๆเกร็งขึ้น

จีโอ เอลฟ์ป่าคนอื่นๆและฉันเริ่มจะระวังรอบๆตัว

เอลฟ์ป่าผู้ชายเหลือบไปมองฟีโอจอมพูดด้วยสีหน้าซับซ้อนเป็นครั้งครา

ฉันเรียกจีโอที่นำอยู่ข้างหน้า ฉันว่าเด็กหนุ่มคนนี้ต้องต่อต้านเรื่องนี้แน่ๆ....รึเปล่า?

 

"พวกเราต้องให้สาวๆหยุดคุยกันมั้ย? ถ้ามันดังเกินไปอาจจะดึงดูดความสนใจของพวกปิศาจมานะ"

 

"พวกปิศาจมันจะโจมตีมา ถึงแม้เธอจะร่าเริงหรือไม่ร่าเริงก็ตาม

ให้พวกเธอคุยกันแทนที่จะเงียบและให้ความกลัวเข้าครอบงำพวกเราดีกว่า

ด้วยรอยยิ้มที่สดใสของฟีโอแล้ว มันช่วยให้ชั้นผ่อนคลาย สงสัยจริงว่ารอยยิ้มมันทำได้ยังไง

ตั้งแต่นานมาแล้ว เธอก็สนใจอยู่ตลอดว่าภายนอกป่ามันเป็นยังไง

ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องเสียงของพวกเธอมากไปหรอก จะยังไงซะ เสียงส่วนใหญ่ก็ถูกต้นไม้ใบไม้ดูดซับไป

ได้ยินไม่ไกลหรอก"

 

ฉันเห็นความสัมพันธ์ที่อบอุ่นและเป็นห่วงของพี่ชาย-น้องสาวบนใบหน้าของจีโอ

อย่างที่จีโอบอก ต้นไม้ใบไม้ดูดเสียงส่วนใหญ่ที่พวกเธอคุยกัน เพราะงั้นมันคงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

 

"ถ้ายังงั้นแล้ว ชั้นก็จะไม่พูดอะไรเรื่องนั้นแล้วกัน"

 

ตามที่เราเดินทางผ่านป่าพร้อมกับเสียงสาวๆคุยกันอย่างดัง

ดวงอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไปแล้ว ป่ามืดให้ความรู้สึกน่าขนลุก

กระแสของลมเปลี่ยน เสียงของกิ่งไม้ไสวเองก็เพิ่มขึ้น

วิญญาณลมกรีดร้องมาตามสายลม เสียงคร่ำครวญของวิญญาณดินเองก็แผ่ขึ้นมาจากพื้น

จีโอหยุดเดินในทันทีและขึ้นเสียงด้วยความประหลาดใจ

 

"อะไรกัน? การเคลื่อนไหวของพวกมันจู่ๆก็ไวขึ้นมาในทันที"

 

บรรยากาศที่สุขสงบได้หายไปและความรู้สึกประหลาดใจพร้อมกับความกลัวนั้นเข้าสู่ฟีโอและคืบคลานไปยังคนอื่นๆ

 

"โอนี่-ซัง พวกเราต้องรีบกลับหมู่บ้านให้เร็วแล้วนะ!"

 

"อ...อา! ทั้งป่า ทั้งลม ทุกๆคนจะถูกฆ่ามั้ย -นิ!?"

 

ฟีโอกับมาร์ลเข้าสู้สภาวะแตกตื่นอย่างเต็มที่ บนใบหน้าพวกเธอแสดงสีหน้าใจร้อนอย่างใสซื่อ

คริสติน่ากับเซเลียเองสัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นในทันที ไม่ใช่แค่ฉันเท่านั้น

แต่ทุกๆคนที่ได้ยินเสียงกรีดร้องนั้นเตรียมต่อสู้อย่างเต็มที่ จีโอเริ่มคุยกับเอลฟ์อีกสองคน

 

"พวกนาย รีบล่วงหน้าไปที่หมู่บ้านกับ-"

 

ฉันขัดจีโอและร่ายเวท

 

"โอ สายลม! จงรับฟัง เร่งและเพิ่มความเร็วให้ข้า!"

 

มันเป็นเวทมนตร์ประเภทที่ทำให้ฉันแทรกแซงกระแสของลมและช่วยเพิ่มความเร็วในการเดินทางให้พวกเรา

ฉันใช้เวทกับทุกคนที่อยู่ในตอนนี้ จีโอช่วยอะไรไม่ได้นอกจากประหลาดใจที่ฉันใช้เวทแบบนั้นได้

และยิ่งประหลาดใจเข้าไปอีกเมื่อเห็นทุกคนถูกห่อหุ้มไปด้วยเวทแบบเดียวกัน

ฉันเรียกจีโอที่ยังอยู่ในความประหลาดใจ

 

"มันเป็นเวทธาตุลมประเภทสนับสนุน มันจะช่วยให้พวกเราเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น

ใช้ดีที่สุดในสถานการณ์ที่พวกเราต้องรีบ หมู่บ้านถูกโจมตีงั้นรึ หรือว่าเกิดอย่างอื่นขึ้น?"

 

"...อาจจะเป็นไปได้ เพื่อที่จะมีชีวิตรอด มันจะดีที่สุดถ้าพวกนายจะรีบหนีไปซะ"

 

"ชั้นไม่คิดจะกลับไปตอนนี้แล้วล่ะ ชั้นไม่ได้มาไกลขนาดนี้เพื่อจะหนีทันทีที่เจอวี่แววของปัญหา

อีกอย่าง นี่เองก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับมนุษยชาติด้วย"

 

"ชั้นเอาด้วยกับดราน พวกเราจะช่วยให้มากที่สุดเท่าที่จะช่วยได้ พวกเราบอกไปตั้งกี่รอบต่อกี่รอบแล้ว"

 

"ชั้นก็คิดแบบเดียวกันดราน-ซังและคริสติน่า-ซัง"

 

"นี่เป็นสถานการณ์เกี่ยวกับชีวิตและความตาย

ทุกๆคนในหมู่บ้านคงจะเข้าใจถ้าพวกเราจะขอความช่วยเหลือจากพวกนาย

ชั้นอยากจะขอยืมพลังของนายช่วยไม่ได้ ผู้คนจากนอกป่า

ได้โปรดช่วยพวกเราในการต่อสู้ด้วยเถอะ"

 

"จีโอ นายนี่ค่อนข้างจะพิธีรีตองจริงนะ ชั้นพูดไปก่อนหน้านี้แล้วและก็จะพูดอีกครั้ง

ชั้นไม่ใส่ใจอะไรหรอกที่จะช่วยนาย"

 

จีโอรับความช่วยเหลือจากพวกเราและก้มหัวแบบขมขื่น

 

"โทษทีนะ ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือจากนายมาก"

 

ฉันตอบกลับจีโอทีก้มหัวอยู่

 

"คิดว่าเป็นการทำดีทำชอบให้แล้วกัน เอาล่ะ ไปกันเถอะ"

 

พวกเราวิ่งอย่างกับสัตว์ป่าภายใต้การปกคลุมของความมืด

ไอจากนรกทำให้อากาศเย็นลงพร้อมกับการรุกรานของปิศาจ

เหล่าเอลฟ์ที่สู้เพื่อขับไล่สิ่งมีชีวิตนอกโลกจะเปลี่ยนป่านี้ให้เป็นหลุมศพของพวกมัน

ฉันถูกบอกให้ฟังว่า หมู่บ้านของจีโอมีบ้านที่สร้างขึ้นจากต้นไม่ใหญ่และว่ากันว่า

มีแฟรี่ประมานห้าร้อยตัวกับเอลฟ์ป่าอาศัยอยู่ร่วมกัน

หากพวกปิศาจซุ่มโจมตี แค่ไปอยู่นั่นและเห็นสภาพหลังจากนั้นแล้ว

ใครจะบอกได้บ้างว่าความน่ากลัวแบบไหนที่พวกปิศาจนำมา

 

พวกเราวิ่งสุดฝีเท้าโดยไม่พักเบรค ฝ่าค่ำคืนที่มีแสงจันทร์สาดส่องมายังที่พวกเรา

พวกเราหยุดเมื่อเห็นกำแพงที่ทำจากต้นไม้ปกคลุมด้วยไม้เลื้อยและขวากหนาม

ทั้งหมดพัวพันกันสร้างสิ่งก่อสร้างที่มีพลังป้องกันที่ค่อนข้างยอดเยี่ยมขึ้น

มีบางส่วนของกำแพงที่ถูกทำลายและพื้นที่เขตนั้นได้รับความเสียหายอย่างหนัก

 

แสงจันทร์สาดไปบนพวกปิศาจที่กู่ร้องคำรามรอบๆกองไฟด้านนอกกำแพง

เมื่อมองดูกองทัพปิศาจที่เคลื่อนทัพภายใต้แสงจันทร์ อย่างกับว่าพวกเรากำลังอยู่ในฝันร้าย

ไม่มีใครทำเสียงอะไรขึ้นมาได้เพื่อแสดงอาการตกใจ พวกเอลฟ์ คริสติน่าและเซเลียตัวแข็งทื่อ

จากอาการตกใจและกลัวตามที่พวกเขากำลังมองดูเหล่าทหารแห่งความชั่วร้าย

ศัตรูของสิ่งมีชีวิตทั้งมวล กับลังเคลื่อนพล สีหน้าของเซเลียดูอย่างกับถูกดูดพลังชีวิตไป

และคริสติน่าเองก็ได้แค่ส่งเสียงเบาๆ

 

ก่อนที่พวกปิศาจจะโจมตี

สถานที่นี้คงจะเต็มไปด้วยดอกไม้บานหลากสีสัน แดง เหลือง ม่วง ขาว ฟ้า เขียวและอื่นๆ...

เบ่งบานบนบ้านและกำแพง แต่ทว่า พวกมันถูกทำลายหมด ถูกเหยียบย่ำ

และสูญเสียทั้งชีวิตและความงามด้วยน้ำมือของผู้รุกราน

สำหรับเอลฟ์ป่าแล้ว กำแพงนี้ไม่ใช่แค่สิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเอง

มันถือเป็นสิ่งที่พวกเขามีความรู้สึกเชื่อมกัน เพราะว่าตัวกำแพงนั้นสร้างขึ้นมาจากพืชพรรณไม้

บนกำแพง เอลฟ์ป่า มนุษย์สัตว์และมนุษย์คล้ายแมลงกำลังพยายามต่อสู้กลับไป

โดยการยิงธนู ปาหิน และร่ายเวท

 

ประตูที่ควรจะอ่อนแอลงดูไม่ขยับเขยื้อนเลยซักนิดแม้ว่าบางส่วนของกำแพงจะทลายลง

ไม่ได้มีแค่เพียงตัวเซรูโตะที่กำลังโจมตีหมู่บ้าน ยังมีปิศาจที่มีส่วนสูงประมาณสองเท่าของฉัน

ด้วยกล้ามเนื้อที่เหมือนเหล็ก ตกแต่งไปด้วยเกราะหนา แขนของพวกมันขนาดอย่างกับซุง

ปิศาจที่มีพละกำลังมหาศาล พวกมันเรียกว่า ซารุซึ

ที่เข้าร่วมกับพวกมัน มีปิศาจที่มีร่างกายส่วนร่างเป็นสัตว์สี่ขา

มีกรงเล็บคม ร่างคล้ายมนุษย์ส่วนบนของมันสวมเกราะ

ดวงตาสีแดงของมันประกายแวววาวผ่านช่องหมวกเหล็ก

ที่มือขวาถือหอก อีกมือถือโล่กลม พวกมันเรียกว่า กานาฟุ

 

ฉันมองดีๆไปที่พื้นที่ๆพวกปิศาจกำลังต่อสู้ ที่กำลังรุกรานเข้าไปในแถวพวกมันมีรากและขวากหนาม

กำลังทิ่มแทงไปที่ลำตัวของพวกปิศาจ รากและขวากหนามพวกนั้นเกิดขึ้นมาจากเวท

และแหล่งเวทคือเหล่าเอลฟ์ที่อยู่บนกำแพง

ความสามารถของเอลฟ์ในการต่อกรกับพวกปิศาจนั้นเกินความคาดหมายของฉัน

 

นี่ทำให้เกิดความโกลาหลขนาดใหญ่ขึ้นและทำให้พวกปิศาจตกอยู่ในสภาวะแตกตื่น

ก่อฝุ่นคลุ้งไปทั่ว พวกปิศาจเริ่มจะล้อมทั้งหมู่บ้าน

พวกเราจึงตั้งสติและเคลื่อนย้ายไปที่ทางเขตตะวันตกเฉียงใต้

จากนั้น เมื่อเหลือบไปยังทิศเหนือของหมู่บ้าน

พวกเราเห็นเงาขนาดใหญ่สี่เงาพุ่งใส่กำแพงด้วยความเร็วที่น่ากลัว

 

กลับกลายเป็นว่าเป็นตัวกานาฟุขนาดยักษ์ที่มีร่างส่วนร่างเป็นสัตว์ร้าย

กำหอกและโล่เหมือนกันตัวอื่นๆ แต่ว่า มันไม่สวมเกราะที่ร่างส่วนบน

ร่างของมัน หอกและโล่ ชุ่มไปด้วยเลือดของศัตรูที่ร่วงโรย

 

ส่วนสูงของเจ้ากานาฟุนั้นราวๆสามเท่าของฉัน ไม่ต้องพูดถึงพละกำลังที่มันมีเลย

และกรงเล็บคมกริบทั้งหกบนเท้าแต่ละเท้าที่สามารถฆ่าอะไรก็ตามได้ง่ายๆ

เมื่อเจ้าปิศาจพุ่งเข้ามา มันดูเหมือนพลังทำลายล้างที่ไม่สามารถหยุดได้

เจ้าปิศาจยักษ์พุ่ง ขจัดฝุ่นที่คลุ้งและคำรามออกมาเสียงดังอย่างไม่น่าเชื่อ

ต่างจากปิศาจระดับต่ำอื่นๆ เจ้าตัวนี้มีความคิดและเป้าหมายที่ชัดเจน

 

"หลีกไป!! ฮ่าฮ่าฮ่า ใครก็ตามที่ขวางเส้นทางของจีโอรูโดะผู้นี้จะถูกขยี้เป็นผุยผง"

 

ตามที่บุคคลที่เพิ่งแนะนำตัวเองว่าชื่อจีโอรูโดะคำราม

กองกำลังของปิศาจก็ปรับรูปขบวนและพุ่งเข้ามาพร้อๆมกับมัน

จีโอรูโดะเหยียบตัวเซรูโตะและซารุซึไปหลายตัว พุ่งเข้ามาอย่างรุนแรงและปะทะกับกำแพง

ทันทีที่จีโอรูโดะถึงกำแพง เหล่าเอลฟ์เสริมพลังเข้าไปด้วยเวทมนตร์ แต่โมเมนตัมทำให้กองปิศาจทะลุผ่านกำแพง

คลื่นกระแทกที่สร้างขึ้นจากการปะทะนั้นมหาศาลและทำให้บางคนที่อยู่บนกำแพงล้มคุกเข่าและบางคนร่วง

 

คลื่นกระแทกที่สร้างขึ้นเสียงดังมาก ทำให้ชั่วครู่หนึ่ง ไม่มีใครได้ยินอะไรนอกจากเสียงวิ้งๆ

เมื่อจีโอรูโดะทำลายกำแพงต้นไม้และพังมันลง อย่างกับว่าฉันรู้สึกถึงวิญญาณของต้นไม้กำลังกรีดร้องภายในหัว

เมื่อกำแพงทลายลง กองทัพปิศาจก็โห่ร้อง และในความกระหายเลือดของพวกมันก็ยิ่งตื่นเต้นขึ้นไปอีก

ขนาดคริสติน่ากับเซเลียยังรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดของต้นไม้ตามที่พวกเธอฟังเสียงกู่ร้องที่น่ากลัวของสัตว์ประหลาด

 

บางทีอาจจะเพราะเป็นกลุ่มเล็กๆของมนุษย์และลาเมีย

พวกเราจึงไม่เข้าใจความเจ็บปวดที่ไม่อาจจินตนาการได้ของความรู้สึกเอลฟ์ป่าที่รักธรรมชาติ

อย่างกับว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่อาจหาคำพูดมาบรรยายได้

จีโอ ฟีโอ เอลฟ์ป่าคนอื่นๆและมาร์ลหยุดนิ่งและฝืนทนความเจ็บปวดของป่า

ที่พวกเขากำลังสัมผัสทั้งร่างกายและจิตใจ

หน้าหล่อๆของจีโอนั้นชุ่มไปด้วยเหงื่อและสีผิวซีดมากอย่างกับเทียนไขสีขาว

 

ไม่นับถึงเรื่องนั้นแล้ว แม่จะหยุดชะงักไปชั่วครู่ พวกเขาก็รีบมุ่งหน้าต่อเกือบจะในทันที

ด้วยความผิดที่มาทำร้ายครอบครัวและผองเพื่อนของพวกเขาแล้ว

ปิศาจจากนรกตอนนี้กลายเป็นเป้าของความโกรธบริสุทธิ์ของผู้ที่อาศัยในป่าไปแล้ว

ฉันไม่พลาดแววตาเหยี่ยวของจีโอที่ลุกโชนไปด้วยความโกรธและเปลี่ยนเป็นคลั่ง

ในสายตาของฉัน หลังจากที่จีโอรูโดะทลายกำแพงลง

ก็เริ่มเหยียบย่ำต้นไม้ที่ล้มและดึงหอกที่แทงต้นไม้ออก

 

"เห้อะ~ ขนาดกำแพงนี้ที่ทนปิศาจจำนวนนับไม่ถ้วนยังพ่ายให้กับหอกข้าเรอะ?

เยี่ยมจริงๆที่ได้ฟังเสียงแห่งการทำลายล้าง หอกข้าได้รับชัยนะไปอีกครา"

 

กำแพงแข็งแกร่งที่สร้างมาจากต้นไม้ หลังจากทนรับการโจมตีของปิศาจ ตอนนี้มีรูตรงกลาง

ภายในกำแพงเปิดกว้างสำหรับการโจมตีของปิศาจ เวทที่เหล่าเอลฟ์ใช้นั้นเป็นประเภทที่มีการฟื้นฟูเข้าไปด้วย

แต่ด้วยความเร็วที่จีโอรูโดะแทงทะลุ มันเร็วเกินกว่ากระบวนการฟื้นฟู

แม้จะตอนนี้ ไม้เลื้อยก็กำลังพยายามจะโตเพื่อพื้นฟูช่องว่าง ที่แย่กว่านั้นคือ จีโอรูโดะนั้นวางแผนจะพุ่งใส่อีกครั้ง

และขยายช่องว่างให้กว้างขึ้นมากกว่าเก่า ทันใดนั้น ฉันตัดสินใจจะใช้เวทมังกรเพื่อเป่าให้มันกลายเป็นผุยผงไป

แต่บางอย่างก็เกิดขึ้น

 

พื้นตรงที่จีโอรูโดะยืนอยู่แหวกออกและขวากหนามขนาดใหญ่โตขึ้นมาจากพื้น มัดจีโอรูโดะให้อยู่กับพื้น

 

"อหังการนัก!! คิดว่าแค่นี้จะหยุดจีโอรูโดะผู้นี้ได้เรอะ?!?"

 

ร่างขนาดใหญ่ส่วนล่างของจีโอรูโดะนั้นถูกตรึงและมันก็พยายามจะฉีกทิ้ง

ขวากหนามและพื้นเริ่มจะท่วมไปด้วยเลือด ถ้าใครก็ตามมองดูดีๆ จะเห็นได้ว่าหนามที่โตขึ้นมาจากพื้น

มีความคมมาก และเมื่อไหร่ก็ตามที่มันสัมผัสกับผิวของปิศาจ เลือดสีดำจะทะลักออกมาภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืน

ขวากหนามเวทมนตร์สีดำที่มาจากห้วงลึกมีกุกลาบมากมายโตอยู่

กุหลาบดำทำให้ฉันคิดถึงดวงอาทิตย์ที่ดำมืดกำลังกลืนกินแสงจันทร์จากท้องฟ้า

 

"อ๊าคคค ไอ้พวกกุหลาบดำทุเรศนี่มันกำลังบานและดูดเลือดของข้า"

 

จีโอรูโดะตะโกนตามที่มันใช้มือขวาฉีกขวากหนามพยายามจะปลดปล่อยตัวเอง

พยายามจะทำลายหนามที่รั้งมันไว้ แต่ทว่าหนามก็ไม่หลุดออก

ตามที่จีโอรูโดะฝืนดิ้นรนต่อไป หนามก็เฉือนลึกลงไป ลึกลงไปในเนื้อหนัง

ช้าๆแต่แน่นอน จีโอรูโดะเริ่มคลั่งพร้อมกับแผลที่เริ่มแย่ลง แต่ว่า ไม่ว่ามันจะทำอะไร

หนามก็ยังตื๊อและรั้งให้จีโอรูโดะอยู่กับที่ ทันใดนั้น ร่างๆใหม่ก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าจีโอรูโดะ

 

ร่างนั้นดูสง่างามมาก สวมชุดดำที่เย้ายวนภายใต้แสงจันทร์ เป็นผู้หญิง

ความงามของเธอนี่ชั้นหนึ่งและร่างกายเธอก็อยู่ในช่วงที่ดีที่สุด

แต่ว่า เธอดูลึกลับมาก ดวงตาสีดำของเธอมองไปที่จีโอรูโดะด้วยความเย็นชาราวกับพายุหิมะบนภูเขาทางเหนือ

และขวากหนามที่มีกุหลาบบานอยู่รัดแน่นขึ้นรอบๆตัวของปิศาจ

ยืนอยู่หน้ากำแพง ร่างของเธอนั้นถูกแสดงให้พวกเราเห็นและก็คงพูดได้ว่าร่างกายแบบนั้นคงมีแค่ในความฝัน

ร่างเธอสมดุลไร้ที่ติ หน้าอกที่ยิ่งใหญ่และก้นที่ไม่มีวี่แววของความมัวหมอง

เอวเธอเองก็สวยและบาง เธอมีสัดส่วนเว้าเข้าที่ทุกส่วน พูดง่ายๆ เป็นร่างผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบ

เป็นร่างที่เหนือไปกว่าร่างกายที่โตแล้วของคริสติน่ามาก

 

เธอสวมชุดกระโปรงสีดำสนิทซึ่งทำหน้าที่ได้ดีมากในการเน้นสัดส่วนที่เย้ายวนของเธอ

กระโปรงเธอแหวกออกตรงกลางเป็นรูปตัววี หยุดที่ตรงง่ามขา เผยให้เห็นถึงผิวขาวของขาภายใต้ถุงน่อง

กระโปรงเธอนี่มีดีไซน์ที่ค่อนข้างจะเปิดเผยนะนี่

ไหล่ที่เปลือยเปล่าถูกเผยให้เห็นออกมาและร่องภูเขาแห่งความบาปซึ่งดึงดูดสายตาของชายทุกผู้ไปยังหน้าอกของเธอ

 

เธอมีทั้งความงามในอุดมคติเช่นเดียวกับความรู้สึกเย้ายวน

ผิวของเธอขาวอย่างกับผ้าไหมคุณภาพสูง และดูอย่างกับผ้าไหมจริงๆ

สายลมดูเหมือนจะเล่นกับผมดำวาวของเธอ ในความมืด ผมสีดำขลับของเธอปลิวไสวไปกับสายลมอย่างกับน้ำตก

และสีผมก็ดูเหมือนกับสีของกุหลาบดำที่บานอยู่บนขวากหนามที่เหนี่ยวรั้งจีโอรูโดะเป๊ะ

เมื่อผมของเธอไสวไปด้านข้างเพราะลม ในที่สุดฉันก็ได้เห็นใบหน้าที่งดงามของเธออยู่ชั่วครู่หนึ่ง

 

"กุหลาบ-นิ! นั่นมันพลังของกุหลาบดำ-นิ! อิย้า~~"

 

มาร์ล ผู้ที่สั่นเทาไปด้วยความกลัวเมื่อครู่นี้ พูดออกมาอย่างร่าเริง สิ่งที่มาร์ลพูดเองก็มีความจริงอยู่

มีตัวตนวิญญาณเปล่งออกมาจากผู้ที่ถูกเรียกว่ากุหลาบดำอยู่จริงๆ

 

"ใช้แล้ว กุหลาบดำไงล่ะ วิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุดในป่าเอ๊นท์ หรือรู้จักกันในชื่อ เดียโดร่า"

 

"เดียโดร่าหรอ?"

 

ท่อนล่างของกานาฟุชุ่มไปด้วยเลือดของมันเอง เมื่อเห็นเดียโดร่ามองลงมายังเจ้าปิศาจร้าย

เธอดูสง่าอย่างกับราชานิเสด็จลงมาจากสวรรค์ ในขณะที่เดียโดร่ามองไปยังจีโอรูโดะด้วยสายตาอันเย็นชา

เซเลียกับฉันมองไปยังเธอด้วยความชื่นชม




NEKOPOST.NET