[นิยายแปล] ลาก่อนชีวิตมังกร สวัสดีชีวิตมนุษย์ ตอนที่ 6 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] ลาก่อนชีวิตมังกร สวัสดีชีวิตมนุษย์

Ch.6 - -ป่าเอนต์-


มีป่าขนาดเล็กมากมายอยู่รอบๆหมู่บ้านเบิร์น และพวกเราก็เพลิดเพลินไปกับผลประโยชน์ที่ป่ามอบให้ไปทุกๆวัน

แน่ล่ะว่ามีสิ่งมีชีวิตอื่นๆอีกมากมายอาศัยอยู่ในป่า รวมไปถึงสัตว์ป่าเถื่อนที่โจมตีมนุษย์

เพราะงั้น การที่เข้าไปในป่านั้นจึงถือเป็นเรื่องที่อันตรายอยู่เสมอมา

เด็กๆนั้นไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในป่าอย่างเด็ดขาด เพราะพวกเราพยายามกันอย่างหนักเพื่อไม่ให้พวกเขาได้รับอันตราย

ขนาดผู้ใหญ่ยังมักจะตั้งปาร์ตี้กันอย่างน้อยสามคนหรือมากกว่าเมื่อจะเข้าไปในป่า

 

วันหนึ่ง ฉันเข้าไปในป่าเพื่อที่จะปล่อยหมูที่เลี้ยงไว้ในหมู่บ้าน

หากพวกหมูอยู่รอดจนพ้นฤดูหนาว พวกเราคงได้ใช้ความพยายามมากมายเพื่อหาอาหารอย่างเช่นลูกโอ๊คจากในป่า

เพื่อที่จะเลี้ยงดูพวกมัน แต่ถ้าหากปล่อยพวกมันเข้าป่า มันสามารถหาอาหารและสืบพันธุ์ได้เองตามธรรมชาติ

 

พวกเราให้อาหารสัตว์เลี้ยงด้วยข้าวคุณภาพต่ำที่พวกเราปลูก กับถั่วจากป่าที่อุดมสมบูรณ์

แต่สัตว์เลี้ยงบางตัวของพวกเรานั้นถูกให้อาหารด้วยข้าวคุณภาพสูงและถั่วจากป่า

พวกมันจึงมีเนื้อคุณภาพสูงและพวกเราก็สามารถนำมันไปขายให้กับพวกขุนนางที่ชอบกินเนื้อได้

สัตว์เลี้ยงที่ถูกให้อาหารคุณภาพสูงนั้นคือตัวที่ถูกคัดสรรและเพาะพันธุ์ไว้ขายเนื้อโดยเฉพาะ

เพราะงั้นเนื้อของพวกมันจึงแพงกว่าเนื้อปกติ

 

ที่กำลังเดินอยู่ในป่าคือ เซเลีย คริสติน่า ชาวบ้านคนอื่นๆอีกสามคนและฉัน รวมเป็นทั้งหมดหกคน

ทุกคนในกลุ่มนอกจากเซเลียนั้นติดอาวุธด้วยดาบยาว หอกสั้น ธนูและลูกธนู

เพื่อจะขับไล่สิ่งมีชีวิตอันตรายใดๆก็ตามที่พวกเราอาจจะพบเจอ

ในป่าพวกนี้มักจะมีสัตว์ที่อันตรายมากกว่าพวกสัตว์ที่อาศัยอยู่ในป่าใกล้กับพื้นที่ใจกลางอาณาจักร

 

ดูจากแค่อุปกรณ์ของพวกเราแล้ว ใครๆก็คงเข้าใจได้ง่ายๆว่ามันอันตรายขนาดไหนใกล้ๆกับหมู่บ้านเบิร์น

เมื่อเร็วๆนี้ พวกกอบบลินป่าเถื่อนที่ว่ากันว่าอาศัยอยู่ในป่าลึกทางตะวันออกเฉียงหนือนั้นถูกพบเห็นใกล้ๆ

เพราะงั้นพวกชาวบ้านจึงระวังมากกว่าปกติ เมื่อพิจารณาจากความจริงที่ว่าเซเลียกับฉันทั้งคู่

เป็นผู้ใช้เวทมนตร์ที่หายากในหมู่บ้านเบิร์น และความจริงที่นักดาบฝีมือเป็นอันดับต้นๆอย่างคริสติน่าก็มากับพวกเราด้วย

คงไม่มีอะไรที่มันน่ากังวลมากมายหรอก

 

ตอนแรก ฉันคิดว่ามันคงไม่เป็นไรและก็คงไม่จำเป็นที่จะต้องตื่นตัวอย่างเต็มที่อยู่ตลอดเวลา

แต่หลังจากคิดๆดูจากเหตุการณ์ๆหนึ่ง ฉันก็ละทิ้งความคิดพวกนั้นไป

เมื่อฉันมองหมูที่กำลังกิน ฉันก็สังเกตเห็นดอกไม้ตูมเปล่งปลั่งไปด้วยสีเขียว

และก็พบสัตว์ป่าที่กำลังเข้ามาใกล้หมูตัวหนึ่ง

 

โชคดีที่ฉันสังเกตเห็นมันก่อนที่มันจะตะครุบเข้ามา

ฉันค่อยๆสังเกตสัตว์ป่าตัวนั้นอย่างระมัดระวังตามที่มันค่อยๆเข้ามาใกล้หมูที่กำลังกินอยู่

สัตว์ป่าตัวนี้ปกคลุมไปด้วยขนสีน้ำตาลพร้อมกับลายสีดำคล้ายสายฟ้าอยู่ด้านข้าง

แล้วก็ขนของมันนั้นค่อนข้างที่จะมันวาว หากสัตว์ป่าตัวนี้ยืนด้วยสองขาหลังแล้วล่ะก็

ความสูงของมันคงจะสูงกว่าฉันถึงสามเท่า ขาทั้งสี่ที่ดูทรงพลังของมันให้ความสมดุลและความแข็งแกร่งกับมัน

เพราะงั้น มันจึงสามารถโดดตะครุบมาเมื่อไหร่ก็ได้ กรงเล็บทุกซี่ที่อุ้งเท้าของมันครบกริบและดูเหมือนกับเขี้ยวของจระเข้

หูกลมของมันตกลงและตาสีทองจ้องไปที่เหยื่อด้วยความกดดันที่อำมหิต

เสียงคำรามในคอของมันเงียบและก็มีเขี้ยวสองข้างยาวลงมาจากโหนกใต้แก้ม

 

ช่างเป็นภาพที่หายากของสัตว์ร้ายหายากจริงๆ เสือเขี้ยวดาบ ชื่อเล่น เสือดาบ

 

ว่ากันว่าเจ้าสัตว์ร้ายตัวใหญ่ตัวนี้อาศัยลึกเข้าไปในป่าเอ๊นท์รอบๆหมู่บ้านเบิร์น

ที่ๆกิจกรรมทั่วๆไปของมนุษย์นั้นเข้าไปไม่ถึง ด้วยร่างที่ใหญ่ของมัน และเขี้ยวที่ยาว

มันสามารถฉีกหนังของหมีเกราะได้ง่ายๆเลย สัตว์ร้ายตัวนี้น่ากลัวกว่าหมีอย่างมาก

 

ขนที่ปกคลุมร่างของมันนั้นหนากว่าเกราะหนังธรรมดา แล้วยังเข้ากับรูปร่างของมันอีก

เขี้ยวของมันที่ยาวลงมากจากกรามบนนั้นแข็งแรงและคมไม่น้อยไปกว่าเหล็ก

ความยาวของเขี้ยวเองก็ยาวพอๆกับขนาดของมีดไม่ก็ราวๆดาบที่ยาวเท่าแขน

เพราะงั้นถ้าหากมีมีดหรือดาบที่ทำขึ้นมาจากเขี้ยวของเสือเขี้ยวดาบ มันก็คงจะขายได้ในราคาสูง

 

ในขณะที่เคลื่อนที่ไปด้านหลังหมูน้อยเพื่อจะคุ้มครองมัน ฉันชักดาบออกมาด้วยมือขวา

ถือหอกอีกมือและชี้ไปที่หน้าผากของเสือ ถึงแม้เซเลียกับคริสติน่าจะรับรู้ถึงตัวตนของเสือ

พวกเขาก็ขยับไม่ได้เนื่องจากภาวะฉุกเฉินที่มีเสืออีกตัว พวกเขาตัดสินใจถูกแล้วที่ไม่ขยับไปอย่างไม่ระมัดระวัง

เพราะว่าสถานการณ์ในตอนนี้อาจแย่ลงได้อย่างรวดเร็ว เมื่อฉันมองดีๆ ดูเหมือนเสือเขี้ยวดาบมันจะสู้กันเองมา

เพราะว่าตัวหนึ่งมีแผลสดๆบนตัว พวกเราพบร่องรอยเลือดที่มันทิ้งไว้

 

เจ้าสองตัวนี้มันสู้กันเองก่อนที่พวกเราจะมาที่นี่รึ?

 

ตามรอยกลับไปจากร่องรอยที่เสือเขี้ยวดาบตัวที่สองมาแล้ว ฉันเจอซากหมูป่าที่คอเหวอะกับท้องฉีก

รอยของบาดแผลนั่นท่าทางจะเป็นของมันนี่ล่ะ

 

พวกมันสู้กันเพื่อที่มันจะได้ยึดหมูทั้งตัวเป็นของตัวเองรึ?

 

เทียบจากศพหมูป่าแล้ว หมูที่พวกเรานำมาปล่อยนั้นดูอุดมสมบูรณ์ดีมากกว่าสำหรับพวกมันซะอีก

(T.L. เป็นฤดูใบไม้ผลิแล้ว พวกดรานกำลังจะพาหมูกลับ ไม่ได้เอามาปล่อยไว้)

 

ฉันคิดว่าทั้งเซเลียกับคริสติน่าเข้าใจถึงสถานการณ์ เพราะงั้น กับแค่ศัตรูประเภทนี้แล้ว

ก็ไม่น่าจะมีอะไรที่น่าเป็นห่วง ตัวตนของเสือเขี้ยวดาบหรือสัตว์ป่าตัวอื่นๆก็ไม่มีให้เห็นแล้ว

ฉันก็เลยมุ่งความสนใจไปแค่ที่ตัวที่อยู่ด้านหน้าฉันอย่างเดียว

 

สำหรับเสือแล้วเพื่อที่จะฆ่ามนุษย์ ก็คงจะแค่ตบครั้งเดียวด้วยอุ้งเท้า

งับทีเดียวด้วยเขี้ยว ตะครุบมาทีเดียวด้วยน้ำหนัก และอื่นๆ...

ไม่มีความรู้สึกว่ากลัวเปล่งออกมาจากมัน

นั่นก็อาจจะเป็นเพราะจากที่ๆมันอาศัย มันไม่เคยพบเห็นมนุษย์มาก่อน เพราะงั้น

ตราบใดที่เจ้าสัตว์ร้ายนี้ไม่คลั่ง ฉันก็น่าจะไม่ได้รับอันตรายใดๆ

 

ฉันลดดาบกับหอกลงนิดนึง เป็นการยุแหย่อย่างเห็นได้ชัด "จะลุยเข้ามามั้ยฮึ?"

สายตาของมันให้ความสนใจกับการท้าทายของฉัน เสือนั้นเป็นผู้ล่าที่มีความภาคภูมิใจสูงเหมือนๆกับพรานทั่วๆไป

มันตั้งท่าสองขาหน้าเพื่อยั่วฉันกลับมา

 

อุ้งเท้าของมันสองข้างจิกลงพื้น

และกล้ามเนื้อขาของมันก็แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งมหาศาลของสิ่งมีชีวิตตัวนี้อย่างชัดเจน

เสือเขี้ยวดาบที่มีขนลายสายฟ้า กระโจนด้วยร่างที่แข็งแกร่งและว่องไวใส่ฉันและโจมตี

ตามที่สัตว์ตัวนี้พุ่งเข้ามาด้วยทั้งสี่ขาของมันนั้น

พื้นบริเวณที่มันยืนอยู่กระจุยไปด้วยพลังเน้นๆจากกล้ามของมัน

 

เมือเจ้าเสือนั้นอยู่บนอากาศ ฉันตั้งดาบและเล็งไปยังกลางหน้าผากของเสือ

ดาบยาวของฉันผ่าอากาศที่อบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิและสร้างรอยโค้งสีเงินขึ้น

แต่ทว่า ดาบของฉันไม่ได้ฟันเข้าไปที่ๆฉันต้องการฟัน สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาอันสั้นที่เสือโดดใส่ฉันคือ

อุ้งเท้าหน้าของมันตีใส่กลางดาบของฉันออกและสร้างเสียงสูงดังขึ้นมาสั้นๆ "เคร้ง!!"

 

หลังจากที่ดาบฉันถูกตีแล้ว ฉันก็คล้อยตามแรงของดาบเพื่อไม่ให้มันแตกหรือหัก

การโจมตีเมื่อกี๊ก็แค่การที่ฉันหยอกเจ้าเสือเล่นๆ แววตาของมันตอนนี้แสดงให้เห็นถึงวี่แววของความโกรธ

ที่ไม่สามารถหักดาบฉันได้ ฉันไหวพริบดีกว่ามัน ดังนั้น เสือมันจึงดูเหมือนจะหมดความสนใจในตัวฉัน

แล้วไปมุ่งความสนใจที่ดาบแทน ฉันรู้ได้ว่าในเมื่อความสนใจของเสือมันไปอยู่ที่ดาบแล้ว มันจะโจมตีแต่ดาบ

แต่มันกระโจนใส่ฉันอีกครั้ง

 

ฉันโยนหอกทิ้งและพุ่งเข้าใส่มันพร้อมกับลดดาบไปด้านข้าง ซ่อนดาบจากวิสัยทัศน์ของมัน

พอเข้าถึงระยะ ฉันก็สไลด์ไปใต้ท้องของเสือและชักดาบมาด้านหน้าในท่าป้องกัน

ตอนที่ผ่านใต้ท้อง ฉันก็ชักมีดจากเข็มขัดด้วยมือซ้ายแล้วก็แทงไปที่ร่างที่ใหญ่และไร้การป้องกันด้านใต้ของมัน

 

หนังของมันค่อนข้างแข็งฉันก็เลยใช้เวทมังกรใส่เข้าไปในมีดเล็กน้อย

ไม่อย่างนั้น ถึงจะใช้ดาบก็ไม่สามารถแทงผิวหนังของมันได้

เจ้าเสือรู้ตัวแน่ๆล่ะว่าหนังที่หนาและกล้ามเนื้อของมันถูกแทงไปแล้ว และพลังชีวิตของมันก็ค่อยๆหายไป

หลังจากที่ได้สัมผัสกับความเจ็บปวด มันก็กระโดดผ่านหัวฉันไปและร่อนลงที่ด้านหลังฉัน

 

ทั้งเสือและฉันหันกลับมามองกันและกันในเวลาเดียวกันอย่างบังเอิญ

 

ฉันสังเกตท่าทีของสิ่งมีชีวิตที่ได้รับบาดเจ็บตัวนี้อย่างใจเย็น

เสือเขี้ยวดาบเตรียมร่างไว้ในท่าย่อต่ำ พร้อมที่จะตะครุบเข้ามาได้ทุกเมื่อ

แต่ทว่า มีดของฉันยังปักอยู่ในอกของมัน และที่ปากของมัน เลือดทะลักออกมาอย่างกับน้ำตก

มีดของฉันเสียบเข้ากลางอกของมัน ขนปุยสีขาวของมันแดงระเรื่อ

มันล้มลงอย่างขัดขืนไม่ได้ และด้วยดวงตาสีทองของมันที่มีพลังชีวิตเหลืออยู่เล็กน้อย

มันมองฉันด้วยความภาคภูมิใจที่ถูกบดขยี้โดยฉัน ผู้ที่แข็งแกร่งกว่า

 

ฉันมองไปทางคริสติน่าและคนอื่นๆ ทุกคนมองมาที่ฉันด้วยความนับถือในระดับหนึ่ง

เมื่อมองไปที่เสือตรงที่ๆคนอื่นๆยืนอยู่แล้ว แผลของมันหนักกว่าตัวนี้อีก

และก็จากที่ดู มันก็น่าจะอายุแค่ราวๆหนึ่งปีไม่ก็อ่อนกว่านั้นเทียบกับตัวที่ฉันสู้

ไม่ว่าจะยังไง มันก็สู้พวกเราไม่ได้หรอก

 

โชคดี ที่ความกังวลของฉันถูกพิสูจน์ให้เห็นว่ามันผิดไปทั้งหมดเลย

 

และเมื่อดูจากความจริงที่ว่ามันเป็นการต่อสู้ที่ราบรื่น

เซเลียต้องใช้ท่าอัมพาตจากดวงตาปิศาจของเธอแน่ๆล่ะ

และคริสติน่าก็เป็นคนลงดาบไปที่คอของมันด้วยดาบยาวของเธอ

โคลนสดๆและตะไคร่น้ำสีเขียวถูกปกคลุมไปด้วยเลือดของเสือเขี้ยวดาบ

ที่ๆร่างของมันล้มอยู่

 

หึ... กลิ่นเข้มๆของเลือดคลุ้งไปทั่ว

 

ในประวัติศาสตร์ของหมู่บ้านเบิร์น นี่ถือเป็นเหตุการณ์แรกที่มีใครบางคนไปเจอเสือเขี้ยวดาบถึงสองตัว

และไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ คนตายยิ่งไม่ต้องพูดถึง และไม่เสียสัตว์เลี้ยงที่มีค่าไปด้วย

ทั้งหมดนี้ถือเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้สำหรับใครก็ตามที่ได้ไปเจอเสือเขี้ยวดาบถึงสองตัวในการต่อสู้

มีแค่ฉันกับชาวบ้านคนอื่นอีกสามคนเท่านั้นที่อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านที่รู้ข้อเท็จจริงนี้

เพราะว่ายังไงซะ คริสติน่ากับเซเลียนั้นก็ยังใหม่กับที่นี่อยู่

พวกเราไม่ได้คิดว่าพวกเขาจะรู้ถึงประวัติศาสตร์ของหมู่บ้านเราแต่แรกแล้ว

พวกเสื้อมันควรจะอาศัยไกลเข้าไปทางตะวันออกสิ ต้องมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นรอบๆหมู่บ้านเบิร์นแน่ๆ

ถ้ายังปล่อยสถานการณ์นี้ไว้อย่างนี้ พวกสัตว์ร้ายป่าเถื่อนจะต้องโผล่ออกมาอีกแน่นอน

 

ซากของหมู่ป่านั้นถูกฝังไว้จะได้ไม่ดึงดูดสัตว์อันตรายมาใกล้ๆพื้นที่นี้อีก

ส่วนร่างของเสือเขี้ยวดาบสองตัวนั้นถูกแบกกลับไปที่หมู่บ้านเบิร์น

 

ตอนที่พวกเรากลับถึงหมู่บ้าน ผู้การบาลินตัดสินใจที่จะคุยถึงเรื่องที่เกิดขึ้น

ว่าพวกเราไปเจอเสื้อเขี้ยวดาบถึงสองตัวในป่าได้ยังไงในบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน

ภาวะฉุกเฉินของเสื้อถึงสองตัวในพื้นที่รอบๆหมู่บ้านเบิร์นนั้นถึงกับทำให้สีหน้าของหัวหน้าหมู่บ้านซีด

และคุณยายมากุรุเองก็ช็อคเหมือนกัน

 

ที่นั่งอยู่รอบๆโต๊ะคือทุกคนที่มีส่วนเอี่ยวกับเหตุการณ์ของวันนี้ และหัวหน้าหมู่บ้าน คุณยายมากุรุกับผู้การบาลิน

ฉันค่อยๆยกมือและขออนุญาตเพื่อจะเข้าไปสำรวจในป่า

 

"หัวหน้าหมู่บ้านครับ ถ้าสถานการณ์ในตอนนี้ถูกปล่อยไว้ มันอาจจะแย่ลงมากจนควบคุมไม่ได้ในอนาคต

ที่ผมขอคือให้ท่านอนุญาตให้ผมเข้าไปสำรวจในป่าก่อนที่มันจะถึงจุดๆนั้น

จากข้อเท็จจริงที่ว่าไม่ใช่แค่ตัวเดียว แต่เสือเขี้ยวดาบถึงสองตัวปรากฏตัวขึ้นมาในวันนี้

มันไม่ใช่เรื่องปกติแน่ๆล่ะ ท่านเองก็รู้ดีกว่าใครๆ ท่านหัวหน้า"

 

เมื่อได้ยินน้ำเสียงเชิงต้องการที่ไม่ปกติของฉัน หัวหน้าหมู่บ้านก็ส่งเสียงคร่ำครวญเล็กน้อย ฮึ่ม...

 

หัวหน้าหมู่บ้านนั้นอายุเกินหกสิบในปีนี้ ถ้าเขาเป็นชายแก่ทั่วๆไป เขาคงจะเริ่มเฉื่อยชาลงไปนานแล้ว

แต่ว่า หน้าที่ของหัวหน้าหมู่บ้านนี้ยังเป็นภาระบนบ่าของเขาอยู่ เขาจึงมามัวทำเป็นเล่นไปไม่ได้

แม้ว่าจะมีอายุมากและใช้ชีวิตอยู่กับฟาร์มด้านนอกมาเป็นเวลาหลายปี

วี่แววที่แสดงให้เห็นว่าเขาชรานั้นก็ยังมีน้อยนิด

 

ความสำเร็จและประสบการของเขานั้นถูกจดจำโดยทุกคนในหมู่บ้าน

และนั่นก็ถือเป็นสิ่งที่ฉันเองก็ต้องการ หวังว่าในสิบหรือยี่สิบปี

ฉันจะสามารถขึ้นเป็นตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านได้

 

ด้วยความที่เป็นกังวลอย่างมาก หัวหน้าหมู่บ้านลูบเคราสีขาวของตัวเองด้วยมือขวา

 

"ถ้าปัญหานี้ถูกปล่อยไว้ไม่ดูแลและเติบโตขึ้นจนกลายเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปรารถนา

ก็ตามที่เจ้าพูด มันถือเป็นเรื่องฉุกเฉินมาก แต่ว่า ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะให้ข้าส่งเจ้าไปคนเดียว

แต่พวกเราก็ไม่ควรจะส่งคนไปเยอะด้วยเช่นกัน บาลิน-โดโนะ ท่านสามารถแบ่งทหารมาช่วยได้ซักกี่นายล่ะ?"

 

"โอ้ ให้ทหารซักสองหรือสามนายไปกับดรานก็ได้ ถ้ามันเลยเถิดถึงจุดๆนั้นจริงๆ

พวกเราเองก็สามารถขอกำลังเสริมจากเมืองกาโลอิสได้ตลอด"

 

แม้ว่าผู้การบาลินจะจริงจังที่จะส่งทหารสองหรือสามนายมากับฉัน

แต่ฉันพบว่ามันน่ารำคาญ และก็จะค่อนข้างจำกัดความอิสระของฉันด้วย

 

"ผมว่าคงจะดีที่สุดถ้าไม่ส่งทหารของคุณมากับผมนะผู้การบาลิน

ยังไงซะ ผมเองก็เข้าใจถึงสถานการณ์ในระดับหนึ่ง

มันคงจะไม่ดีถ้าสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดบางอย่างเกิดขึ้นแล้วทุกคนต้องกระจายกันไป

ต่างจากพวกเรา ผู้การบาลินและกองทัพของคุณนั้นเชี่ยวชาญด้านการรบ

เผื่อว่าสถานการณ์ที่แย่ที่สุด มันจะดีกว่าถ้ามีกองกำลังป้องกันที่เข้มแข็งคอยปกป้องหมู่บ้าน"

 

ถึงแม้พวกเราชาวบ้านจะฝึกซ้อมกันเป็นประจำในช่วงการทำฟาร์ม

แต่ก็ไม่มีทางที่จะไปเทียบระดับของผู้การบาลินกับกองทัพของเขาได้ที่ฝึกกันอย่างสม่ำเสมอ

และใช้เวลาส่วนมากไปกับการร่ำเรียนเรื่องยุทธวิธีสงคราม พวกเขามาประจำการที่นี่ก็เพราะมีเหตุผล

เพื่อปกป้องหมู่บ้านจาก โจร คนเถื่อน ปิศาจ สัตว์ร้าย และอื่นๆที่จะมาทำร้ายผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่

อุปกรณ์ของพวกเขาเองก็ถูกแจกจ่ายให้โดยทางอาณาจักรและก็มีประสิทธิภาพมากทางการรบ

อีกอย่าง มันไม่จำเป็นที่จะต้องพาใครไปในสถานการณ์ที่อาจจะเป็นอันตรายและพวกเขาก็อาจจะได้รับบาดเจ็บ

 

ด้วยการแย้งสวนที่มีน้ำหนักของฉัน หัวหน้าก็คร่ำครวญสั้นๆกับตัวเองอีกครั้ง ฮึ่ม...

 

การตัดสินใจที่จะต้องมีการสำรวจป่านั้นแน่นอนล่ะ

แต่ว่า คงจะใช้เวลาซักหน่อยที่จะตัดสินใจว่าใครจะเป็นคนไป

 

ใช่แล้ว ยังไงมันก็คงจะใช้เวลาหน่อยสำหรับเขาที่จะตัดสินใจ

 

อย่างที่ฉันคิดกับตัวเอง เศร้ากับความจริงที่ว่าฉันอาจจะไม่ได้ไปเองด้วยตัวคนเดียว

เซเลียก็ยกมือขึ้นอย่างกระตือรือร้น

 

"ใช่แล้ว! ถ้าเป็นอย่างนั้น ข้าจะไปกับดราน-ซัง เพื่อที่จะสำรวจป่าด้วย

ข้ามีตาปิศาจและก็ใช้เวทมนตร์ได้ ยังไงซะ วันนี้ข้าก็ทำให้เสือเขี้ยวดาบอัมพาตมาแล้ว

ถ้าเป็นดราน-ซังกับข้าแล้วล่ะก็ พวกเรารับมือกับเรื่องแปลกๆในป่าได้แทบทุกอย่างแน่"

 

"คุณหนูอยากจะไปสำรวจกับดรานอย่างนั้นหรือ? ถึงพวกเราจะไม่เคยได้ยินข่าวลือว่ามีเผ่าลาเมียอาศัยอยู่ในป่าเอ๊นท์

แต่ถ้าเป็นคุณหนูแล้วล่ะก็ นั่นจะช่วยลดความกังวลของพวกเราได้จริงๆล่ะ

เป็นคู่หูจอมเวทด้วยเพราะงั้นพวกเธอทั้งคู่ก็น่าจะจัดการได้ แต่ว่า..."

 

ต้องได้ความมั่นใจขนาดไหนถึงจะเกลี้ยกล่อมหัวหน้าได้เนี่ย?

 

นอกจากเซเลียแล้ว มีอีกคนที่ทั้งหัวหน้าและฉันไม่ได้คิดว่าจะมาสนใจเรื่องของหมู่บ้านเรา

 

ว่าอย่างนั้นแล้ว คริสติน่าที่เงียบมาจนถึงตอนนี้ ก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้และมองไปที่หัวหน้าด้วยสายตาแน่วแน่

เพราะเธอเองก็อยู่กับพวกเราตอนที่เสือเขี้ยวดาบแสดงตัวออกมา

 

"ถ้าจะไม่ว่าอะไร หัวหน้าหมู่บ้าน ชั้นเองก็จะไปกับเซเลียกับดรานด้วย

ทักษะทางดาบของชั้นนั้นดีพอตัว และชั้นเองก็เรียนรู้เวทบางอย่างมาบ้างเหมือนกัน

หวังว่าท่านจะอนุญาตให้ชั้นไปสำรวจป่าด้วย ฟังดูเป็นไงบ้างล่ะ?"

 

หัวหน้าหมู่บ้าน ผู้ที่เกือบจะปล่อยให้ฉันไปกับเซเลียแล้ว

แสดงปฏิกิริยาออกมาตอนที่คริสติน่าขอไปสำรวจป่ากับพวกเรา

 

"ไม่ได้เด็ดขาด! ถ้าคุณเอาตัวเองมาเอี่ยวกับเรื่องนี้แล้วได้รับบาดเจ็บขึ้นมา

ไม่มีทางที่พวกเราจะยอมให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นแน่ พวกเราซึ้งใจกับข้อเสนอของคุณเกี่ยวกับปัญหาเรื่องนี้ของหมู่บ้าน

แต่ได้โปรดอย่าใส่ใจและอยู่ในหมู่บ้านต่อเถอะ และก็อย่าได้คิดถึงเรื่องจะเข้าไปในป่าเอ๊นท์อีกเลย"

 

หลังจากที่ได้ยินหัวหน้ายืนยันจะไม่ให้เธอมีเอี่ยวกับปัญหาของหมู่บ้าน

คริสติน่าก็ยังคงมีท่าทางสุขุมและเงียบต่อไป จะยังไงก็ตาม ดูเหมือนญาติของคริสติน่า

ไม่ก็เจ้าหน้าที่ตำแหน่งสูงๆที่รู้จักกับเธอจะมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งมากกับหมู่บ้านเบิร์น

ผู้การบาลินเองก็ดูเหมือนจะเห็นด้วยกับหัวหน้า เขาต้องรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับเบื้องหลังของเธอด้วยแน่

ด้วยรูปลักษณ์ผู้สูงศักดิ์ของคริสติน่าแล้ว ชาวบ้านส่วนใหญ่น่าจะคาดการณ์ไว้แล้วว่าเธอมีเชื้อสายของขุนนางในตัวเธอ

ก็ไม่ค่อยจะน่าแปลกใจเท่าไหร่ ด้วยลางสังหรณ์อย่างหนักแน่นที่ฉันเก็บไว้ในอก ฉันพูดออกไป

 

"หัวหน้าครับ ถึงท่านจะปฏิเสธการมีเอี่ยวของคริสติน่า ท่านจะอนุญาตให้เซเลียกับผมไปสำรวจป่าเลยไหม?

ถ้าคนที่สามหรือสี่ยังไม่ถูกตัดสินใจในเร็วๆนี้ ผมจะรีบรุดหน้าไปสำรวจป่าเลย คิดยังไงบ้างครับ หัวหน้า?"

 

"อืม... ดีล่ะ หน้าที่สำรวจป่าขอฝากไว้กับเจ้าแล้วก็คุณหนูก็แล้วกัน

จากก้นบึ้งของหัวใจข้าให้คุณค่าชีวิตของเจ้าเท่าๆกับของข้าเลย

ถ้าจะต้องไปจริงๆแล้วล่ะก็ เจ้าต้องทำตามเงื่อนไขหนึ่งข้อเท่านั้น : กลับมาอย่างมีชีวิต"

 

"เข้าใจแล้วครับ ผมกับเซเลียจะกลับมาอย่างมีชีวิตและไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนเดียวแน่นอน

พวกเราจะทำสุดความสามารถเพื่อที่จะคลี่คลายเรื่องลึกลับนี้"

 

ฉันตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นใจและแน่วแน่เพื่อให้หัวหน้าหมู่บ้านมั่นใจและเขาก็พยักหน้าเป็นการอนุญาต

สุดท้ายแล้ว เซเลียกับฉันก็ได้รับอนุญาตให้เข้าไปสำรวจป่าเอ๊นท์จากหัวหน้าหมู่บ้าน

และอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้การบาลิน พวกเรากลับบ้านและเตรียมเสบียงเพื่อมุ่งหน้าเข้าป่า

 

วันต่อมา ฉันบอกกับหัวหน้าหมู่บ้านว่าฉันคาดการณ์ไว้ว่าการสำรวจนี้จะใช้เวลาสองสามวัน

ดังนั้น ฉันจึงเอาอาหาร น้ำและเสบียงยาไปเผื่อสองสามวัน

ฉันเอาดาบยาวและมีดที่ใช้แทงหัวใจของเสือเขี้ยวดาบไปด้วยเหมือนกัน

 

การเตรียมตัวของฉันนั้นเกือบจะเสร็จแล้ว

ด้วยการที่ฉันใส่เกราะคางและเกราะแขนที่ทำมาจากหนังจระเข้ยักษ์

และสุดท้ายเกราะอก ทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับการป้องกันที่น้อยที่สุด

ฉันมัดถุงหนังใส่น้ำไว้ที่เข็มขัด พาดกระเป๋าไว้ที่บ่าและเดินไปที่ประตูเหนือที่ๆเซเลียกับฉันจะมาเจอกัน

สำหรับงานที่ทุ่งกับที่บ้านแล้ว ฉันขอให้มาร์โก้ดูแลให้เหมือนกับคราวที่แล้ว

 

มันก็ยังค่อนข้างจะเช้ามืดอยู่และฉันยังเห็นพระจันทร์สีเงินอยู่ที่มุมหนึ่งของขอบฟ้า

ส่วนอีกมุมหนึ่งฉันเห็นแสงอาทิตย์ที่เริ่มจะทาขอบฟ้าให้เป็นสีทอง

 

มันจะสว่างก่อนที่พวกเราจะไปถึงป่าไหมนะ?

 

ตามที่ฉันกำลังเดินไปที่ประตูเหนือ ฉันเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยและทักทายพวกเขา

เมื่อฉันมาถึงจุดนัดพบ ฉันเห็นเซเลียพร้อมกับกระเป๋าขนาดใหญ่ด้านหลังกำลังรอฉันอยู่แล้ว

พอฉันยกมือขึ้นเพื่อทักทายเธอ ฉันก็สังเกตสีหน้าไม่สบายใจของเซเลียเลยลดมือลง

 

เหตุผลก็เพราะคนที่ยืนข้างๆเธอในอากาศเย็นสบายตอนเช้ามืดนี้

ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูเป็นผู้ดีมาก และความงามที่เหนือกว่าทั้งสวรรค์และโลก

แม่สาวคริสติน่า สวมเกราะคางเหล็กสีดำ เกราะแขนและเกราะอกแบบที่ฉันใส่

 

คริสติน่า ผู้ที่หัวหน้าหมู่บ้านปฏิเสธไม่ให้เข้าไปในป่ากับเรา มีกระเป๋าวางอยู่ที่เท้า

ใบเล็กจนน่าแปลกใจเลยนะนี่ และดูเหมือนเธอวางแผนจะติดไปด้วย

เมื่อเห็นรูปร่างที่งดงามของคริสติน่าแต่งในชุดสีดำและเกราะแล้วนั้นพรากลมหายใจของฉันไป

เมื่อเห็นปฏิกิริยาตอบสนองของฉัน เซเลียกับคริสติน่าต่างก็ยิ้มแบบกระอักกระอ่วน

เสียงหัวเราะของคริสติน่าฟังดูปลอมสุดๆ อย่างกับพยายามหัวเราะออกมา

ดูจากท่าแล้ว ทักษะการเข้าสังคมเธอคงไม่ได้สมบูรณ์แบบ

 

"อรุณสวัสดิ์ ดราน อากาศเหมาะเหม็งไปเลยสำหรับการเดินทาง เนอะ?"

 

"อรุณสวัสดิ์ อากาศดีจริงๆนั่นแหละ แต่ว่า ไม่ใช่ว่าเมื่อวาน

หัวหน้าหมู่บ้านกับผู้การบาลินห้ามไม่ให้เธอเข้าไปในป่าตะวันออกอย่างเด็ดขาดยังงั้นหรอ?"

 

"โอ้ พวกเขาก็บอกอย่างนั้นในห้องประชุมจริงๆนั่นแหละ

แต่ชั้นบังเอิญจะออกไปเดินเล่นซักวันสองวันซะหน่อย

บังเอิญว่าทางที่ชั้นจะไปมันอยู่เหนือน้ำและเข้าไปในป่าตะวันออกด้วย

ก็แค่บังเอิญที่พวกเธอสองคนไปทางเดียวกันก็เท่านั้นเอง

และอีกอย่าง ชั้นก็ไม่ค่อยรู้จักพื้นที่รอบๆหมู่บ้านเบิร์นซักเท่าไหร่

ถ้าชั้นไปคนเดียวอาจจะหลงในป่าก็ได้"

 

เธออาจหรืออาจจะไม่ตามพวกเราไปตลอดทางก็ได้ แต่เธอนี่พูดดูเป็นเล่นจริงๆ ไม่มากก็น้อย

 

ดูเหมือนแม่สาวคนนี้จะเบื่อที่จะอยู่แต่ในหมู่บ้านและอยากจะใช้โอกาสนี้คลายเบื่อซะหน่อย

 

จะพูดว่าความคิดของฉันมันแม่นมากเลยดีมั้ยหนิ?

 

"ไม่รู้ว่าหัวหน้าหมู่บ้านจะตอบสนองกับคำแก้ตัวของคุณยังไงหรอกนะ

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม พวกเราจะถูกดุแน่

อย่างแรกเลย ทำไมเธอถึงอยากจะไปสำรวจป่ากับเราล่ะ?

ดูจากที่หัวหน้าตอบสนองกับข้อเสนอของเธอแล้ว ต้องมีอะไรมากกว่านั้นสำหรับเธอแน่

และชั้นก็ไม่อยากจะพาเธอไปที่ๆอาจจะเป็นอันตรายด้วย"

 

คำพูดของฉันทำให้สีหน้าของคริสติน่าหมอง แต่ความงามของเธอก็ดูเหมือนจะไม่จางไปเลยแม้แต่น้อย

 

เพราะว่าฉันไปทริปนี้ด้วยเงื่อนไขหนึ่งข้อคือกลับมาอย่างมีชีวิตพร้อมกับเซเลีย

ถ้าคริสติน่าติดไปด้วยในฐานะบุคคลแล้ว ตราบใดที่เธอไม่ได้รับอันตราย ก็ดีถมเถ

 

"ตอนฉันยังเด็ก ญาติชั้นบอกว่าความสัมพันธ์ของพวกเรากับหมู่บ้านเบิร์นนั้นลึกซึ้งมาก

แต่ว่า เรื่องนั้นมันไม่สำคัญสำหรับชั้นหรอก ส่วนตัวแล้วชั้นแทบจะไม่มีความสัมพันธ์ใดๆกับหมู่บ้านเบิร์นเลย

เหตุผลที่ชั้นมาที่นี่ก็เพราะเคยถูกเล่าให้ฟังเกี่ยวกับหมู่บ้านและตัดสินใจจะเดินทางมาในซักวัน

ตอนอยู่ที่หมู่บ้าน ชั้นก็รู้สึกถึงวี่แววของปัญหาว่ากำลังจะเกิด และในเมื่อปัญหามันก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร

ที่ฉันต้องการก็คือเสนอพลังของตัวเองช่วยอย่างจริงใจ แน่ล่ะว่าคิดเรื่องอันตรายๆเอาไว้แล้ว

แต่ว่า ชั้นมั่นใจในฝีมือดาบของตัวเอง และด้วยทักษะการเดินป่าของนายแล้ว

ซึ่งแน่นอนว่าดีกว่าชั้น พวกเราช่วยกันปิดจุดอ่อนให้กันและกันได้ และพวกเราก็จะไม่ได้รับอันตรายใดๆ"

 

เฮ้อ ดูเหมือนถึงแม้จะมีใบหน้าที่งดงาม แล้วยังเป็นจุดศูนย์รวมความงามทั้งหลายในตัวเองอีก

เธอนี่มีปัญหาส่วนตัวบางอย่างอย่างที่คาดไม่ถึงเลยแฮะ แล้วยังเต็มใจจะอาสาเผชิญกับวี่แววของปัญหาเป็นคนแรกอีก

ในขณะที่สาวงามอื่นๆอย่างเธอคงไม่ทำแบบนั้น

 

คริสติน่า ด้วยผิวที่งามแปล่งปลั่งอย่างกับหิมะตกใหม่ๆ

และแววตาที่แน่วแน่เปล่งออกมาจากนัยน์ตาสีแดงของเธอแล้ว มองตรงมายังฉันและรอคำตอบ

แววตาของคริสติน่านั้นเปล่งปลั่งขึ้นและขึ้นไปอีก

แทบจะเหมือนกับความแน่วแน่ของเธอนั้นมากตามขึ้นไปตามที่แววตาของเธอเปล่งปลั่ง

ฉันก็เลยหันไปถามเซเลีย

 

"เซเลีย-ซัง คิดยังไงกับเรื่องนี้หรอ? ชั้นจะเอาตามที่เธอว่าก็แล้วกันเพราะถึงจุดนี้ชั้นก็ไม่คิดอะไรแล้ว"

 

ฉันถามความเห็นเซเลีย....เธอใช้เวลาชั่วครู่เพื่อคิดในขณะที่เอานิ้วชี้แตะริมฝีปากตัวเองเบาๆ

 

ด้วยปลายหางของเธอที่ขยับดุ๊กดิ๊ก หัวของเธอที่เอียงไปข้างหนึ่งและท่าทางสบายๆของเธอ

มันทำให้ฉันรู้สึกสบายเมื่อไหร่ก็ตามที่เธอเป็นแบบนี้

 

"เดินทางด้วยกันก็เป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่หรอ? พวกเราจะไปสำรวจป่าและก็ออกมาจากที่นั่นอย่างรวดเร็ว

และในเมื่อดราน-ซัง คริสติน่า-ซังและก็ฉันไปพร้อมกัน มันจะต้องสนุกแน่ๆ แล้วยังปลอดภัยมากกว่าเดิมอีก"

 

เซเลียตอบมาพร้อมกับรอยยิ้ม และเมื่อเห็นเธอยิ้มแล้ว

ฉันรู้สึกว่าถ้าไม่เอาตามที่เธอตัดสินใจแล้วก็คงจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่

"การตัดสินใจนั้นได้ถูกตัดสินแล้ว" คือคำพูดที่ฉันอยากจะพูดออกมาดังๆ

 

"เข้าใจล่ะ ให้เป็นว่าคริสติน่าบังเอิญไปจุดหมายเดียวกันและเธอก็เดินทางไปกับพวกเราตามอำเภอใจ

ไม่แย้งอะไรใช่มั้ย? ถ้ายังงั้น ก็ดีล่ะ"

 

"อื้ม ดีไปเลยที่มีเพื่อนร่วมทางที่โดดเด่นอย่างพวกเธอทั้งคู่"

 

หลังจากที่พวกเราเปลี่ยนแปลงอะไรนิดๆหน่อยๆ ปาร์ตี้จากตอนแรกที่มีสองคน ตอนนี้มีสาม มุ่งหน้าเข้าสู่ป่าเอ๊นท์

ถนนที่มุ่งหน้าจากหมู่บ้านเบิร์นเข้าไปที่ริมป่านั้นกว้างพอขนาดที่รถม้าขนาดเล็กสามารถขับขนาบข้างกันไปได้

แต่ว่า สภาพถนนนั้นค่อนข้างจะย่ำแย่เนื่องจากต้องเผชิญกับฝนตกหนักและหิมะมาเป็นระยะเวลานาน

แล้วยังอยู่เหนือพื้นที่ฟาร์มด้วย สองข้างของถนนเองก็มีหญ้าขึ้นหนา

บางส่วนของถนนเองก็เป็นแบบลูกรัง เพราะงั้น ถนนส่วนพวกนี้มันจึงแคบและเคลื่อนที่ผ่านไปได้ยาก

 

ป่าเอ๊นท์นั้นเต็มไปพวกพื้นที่ๆยังไม่ได้สำรวจขนาดใหญ่

ซึ่งปกคลุมทั่วทั้งเขตตะวันออกเฉียงเหนือและเขตตะวันออกของอาณาจักร

ยาวเลยชายแดนไปจนเข้าไปยังเขตประเทศเพื่อนบ้าน

จากนักสำรวจมากมายนับไม่ถ้วนและการสำรวจที่เคยมีมานั้น

จำนวนพื้นที่ๆพวกเขาสามารถสำรวจได้ยังแค่ราวๆหนึ่งในห้าสิบของป่า

 

แม้จะด้วยความจริงที่ว่าพวกเราเพลิดเพลินไปกับผลประโยชน์ที่ป่ามอบให้กับเรา

สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในป่านั้นก็มีแต่สัตว์ป่าเถื่อนและปิศาจที่ฆ่ามนุษย์ได้ง่ายๆเลย

สำหรับพวกมันแล้ว มนุษย์ก็เป็นแค่เหยื่อ ป่าเองก็มีผลของเวทมนตร์บางอย่างอะไรเหมือนกัน

บางทีอาจจะผลิตขึ้นมาจากพืชเวทมนตร์ ซึ่งสามารถทำให้คนๆหนึ่งหลงทิศทางไปได้ง่ายๆ

ภูมิอากาศในป่าเองก็ชื้นและมีไอน้ำมากเพราะงั้นอาหารจึงเก็บไว้ได้ไม่นาน

และถ้าหากใครไปเจออาหารอยู่ในป่า ก็ควรจะรู้ไว้ดีกว่าว่ามันกินได้หรือไม่

ชีวิตมากมายสูญเสียไปในช่วงการเดินทางสำรวจ

 

เหตุผลที่ทำไมถึงมีคนมากมายเดินทางสำรวจนั่นก็เพราะมีข่าวลือว่าลึกภายในป่าเอ๊นท์

มีโบราณสถานที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นอาณาจักที่รุ่งเรืองของเผ่าเอลฟ์โบราณผู้ที่เคยครองทวีปทั้งผืนในสมัยอดีต

และผู้คนของทวีปนั้น เผ่าเอลฟ์ หลับใหลอยู่ภายใน

รวมถึงความจริงที่ว่าทุกๆการเดินทางสำรวจที่ผ่านมานั้นล้มเหลว

มันยิ่งทำให้มีเหตุผลมากกว่าเก่าที่ผู้คนจะเชื่อในเรื่องนั้น

 

ในอดีต มีปิศาจที่แข็งแกร่งและเป็นปัญหาและสัตว์ป่ามากมายอยู่รอบๆหมู่บ้านเบิร์น

ยกตัวอย่างบางตัวเช่นแมงมุมกินคน กิ้งก่ายักษ์ที่ร่อนบนอากาศคล้ายกับตัวกระรอกและอื่นๆ...

ต้องขอบคุณความพยายามในการกำจัดพวกปิศาจทั้งหมด

ชาวบ้านจึงสามารถเพลิดเพลินไปกับชีวิตอย่างที่เป็นอยู่นี้

แต่ยังไงก็ตาม การตัดไม้ทำลายป่าเพื่อมาสร้างกำแพงป้องกัน

และสร้างพื้นที่สำหรับทำฟาร์มนั้นก็ถือเป็นการทำร้ายป่า

แต่ในเวลาเดียวกันมันก็ให้การป้องกันที่ดีกับหมู่บ้านเบิร์น

เผื่อกรณีมีเรื่องอันตรายเกิดขึ้นอย่างที่มันเกิดมาหลายครั้งแล้ว

 

ฉันมีใจอยากจะสำรวจป่ามาตั้งแต่เหตุการณ์ที่หมีเกราะปรากฏตัวขึ้นมาแล้ว

ถ้าฉันบังเอิญไปพบอาณาจักรที่ล่มสลายของเผ่าเอลฟ์เข้าในทริปนี้

ยิ่งจะทำให้มันน่าตื่นเต้นเข้าไปใหญ่

 

เมื่อพวกเราเข้าใกล้ป่าเอ๊นท์มากขึ้น กลิ่นไม้ก็แรงขึ้น เวทธาตุดินและธาตุน้ำก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

 

บนพื้นดิน มีทั้งสายน้ำจากแม่น้ำ น้ำพุเล็กๆที่ผุดออกมาจากพื้น

คงจะยากถ้าจะมาสร้างบ้านที่นี่ สร้างหมู่บ้านยิ่งแล้วใหญ่ เพราะพื้นที่นี่ไม่ทนทานด้วยวิธีสร้างแบบธรรมดา

แต่ว่า ถ้าเซเลียหรือเผ่าของเธอมาอาศัยอยู่ในที่แห่งนี้ คงพบว่ามันค่อนข้างจะสบายแน่ๆ

 

นอกจากเรื่องนั้นแล้ว พวกเราก็มาถึงจุดที่วี่แววของการตัดไม้ทำลายป่าชัดเจนขึ้นและก็มีกระท่อมหย่อมๆอยู่ใกล้ๆ

ภายใน หนึ่งในกระท่อมทางขวามีห้องครัวเล็กๆ ทางซ้ายมีเตาผิงและตรงกลางมีโต๊ะกับเก้าอี้หกตัว

เพิ่มเติมจากนั้น มีประตูที่ด้านหลังซึ่งดูเหมือนจะเป็นทางไปห้องนอน

มีฝุ่นค่อนข้างเยอะพอตัวแต่นั่นก็เป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้เพราะกระท่อมแบบนี้ไม่ได้สร้างไว้เพื่ออยู่ในระยะยาว

กระท่อมพวกนี้ถูกสร้างขึ้นสำหรับคนงานตัดไม้และก็ทิ้งมันไปตอนที่พวกปิศาจโจมตีหรืองานของพวกเขาเสร็จ

 

พวกเราปัดฝุ่นออกจากโต๊ะ นั่งบนเก้าอี้ที่มีอยู่และเอาอาหารที่เตรียมมาออกมาจากกระเป๋า

คงจะดีที่สุดที่จะเตรียมพลังงานให้เต็มที่ก่อนที่จะมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวป่า

คริสติน่าเองก็กินอาหารเหลือที่เธอนำมาด้วยโดยไม่ปริบ่นซักนิด

เมื่อมองไปที่คริสติน่า ผู้ที่น่าจะเป็นขุนนาง

การกระทำและปฏิกิริยาของเธอกับสิ่งต่างๆที่สามัญชนทำนั้นไม่ค่อยเข้ากับภาพลักษณ์เธอเลยซักนิด

นี่ฉันเข้าใจอะไรบางอย่างผิดไปงั้นรึ?

 

ฉันคิดคำอธิบายที่มันเหมาะๆไม่ได้ว่าทำไมเธอถึงมีความงดงามขนาดนั้นได้ยังไง

 

เป็นเพราะเธอได้รับพรมาจากเทพแห่งความงามหรอ หรือเพราะเธอเกิดมาในตระกูลขุนนางโดยบังเอิญ?

และเรื่องหนักอกหนักใจที่เธอแบกไว้อยู่มันคืออะไร?

 

เหล่านี้คือสิ่งที่ฉันอยากจะรู้

 

หลังจากกินเสร็จ พวกเราก็ออกจากกระท่อมและเดินเข้าป่า

 

ซักพักก็พบว่าพวกเรา หรือจะพูดให้ถูก เท้าของพวกเราถูกปกคลุมไปด้วยสีเหลือง สีเขียวและหญ้าที่เปล่งปลั่งสีแดง

ซึ่งถ้าหากมองไกลๆมันคงจะดูเหมือนพวกมันเป็นขนแมวหลากสี

มีที่ๆรากไม้ปกคลุมพื้นดินอย่างสนิทพร้อมกับตะไคร่น้ำที่โตขึ้นบนราก

ซึ่งทำให้ฉันเดินได้อย่างยากลำบาก แต่ฉันก็เริ่มชินพอได้ฝึกนิดหน่อย

แน่ล่ะว่าเดินบนพื้นผิวของพื้นที่นี้ด้วยรองเท้าหนังไม่ใช่ความคิดที่ดีซักเท่าไหร่

แต่ฉันก็ช่วยอะไรไม่ได้เลยนอกจากอิจฉาเซเลีย

ที่เหยียบไปบนภูมิประเทศในขณะที่ทิ้ง "รอยเท้า" ที่ชัดเจนกว่าของฉันไว้

รอยเท้าที่ฉันทิ้งไว้นั้นลึกและตะไคร่น้ำที่ถูกเหยียบไปนั้นดูไม่เหมือนว่าจะรอด

 

ด้วยกิ่งไม้ของต้นไม้แก่และสูงแผ่ขยายปกคลุมท้องฟ้าส่วนใหญ่ด้านบน

มีเพียงแสงแดดเล็กๆที่เล็ดลอดผ่านป่าลงมาสู่พื้นด้วยช่องเล็กน้อย

ผมของเซเลียและคริสติน่าภายใต้แสงแดดนั้นดูอย่างกับของเหลวสีทองและสีเงิน

แต่ไม่ว่าพวกมันจะเป็นทองจริงหรือเงินจริงหรือไม่นั้นก็ไม่สำคัญ ฉันเคลิบเคลิ้มไปกับความงามของพวกเธอ

ให้ความสนใจกับทั้งคู่มากไปทำให้ฉันเผลอลื่นไปแล้วตั้งหลายครั้ง

 

ไม่นานนัก พวกเราก็เริ่มถูกพวกปิศาจและสัตว์ป่าโจมตี

ตามที่พวกเรารุดหน้าต่อไป ความถี่ของการโจมตีก็มีมากขึ้น

 

"เฮ้อ"

 

ฉันตัดหัวของกิ้งก่าโทไดที่เกาะอยู่บนต้นไม้ใหญ่แล้วหัวมันก็ร่วงลงสู่พื้น

เมื่อหันกลับไปฉันก็ฟันดาบยาวใส่อีกตัวที่อยู่ข้างหลัง

 

ฉันฟันด้วยความเร็วครึ่งหนึ่งของการฟันปกติและตัดหัวของมันแล้วหัวอีกอันก็กลิ้งหลุนๆ

กลิ่นของเลือดไหม้ลอยมาแตะจมูก ความร้อนที่เกิดขึ้นจากแรงเสียดสีระหว่างดาบของฉันกับหนังของกิ้งก่า

เพียงพอที่จะทำให้เผาเลือดบนดาบของฉัน

 

เจ้ากิ้งก่ายักษ์พวกนี้มีหนังและกระดูกที่หนา ปกติแล้วคงต้องฟันมากกว่าหนึ่งครั้งเพื่อจะฆ่ามัน

แต่ฉันมีความแข็งแกร่งกล้ามเนื้อมากพอที่จะตัดหัวมันในการฟันเดียว

ปกติแล้วกิ้งก่าโทไดจะโจมตีตัวเดียวเพราะงั้นนี่มันจึงเป็นแค่ความบังเอิญ

จะยังไงก็ตาม ไม่มีภัยคุกคามเหลือที่ตรงนี้แล้ว

ฉันจัดการกิ้งก่าไปสองตัวที่เคยอยู่ตรงนี้ เซเลียรู้สึกถึงพวกมันช้าไปนิดและโจมตีกิ้งก่าไร้หัวที่ยังเกาะอยู่บนต้นไม้

 

ด้วยดาบของฉันที่ยังเปื้อนเลือดของกิ้งก่าโทได สงสัยจังว่าควรจะถลกหนังมันดีมั้ย

หนังของกิ้งก่าโทไดนั้นแข็งแรงมาก คงไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะนำไปทำอุปกรณ์ดีๆได้

แต่ว่าตอนนี้พวกเรายังอยู่ในป่าและก็คงจะไม่ดีนักถ้าจะเพิ่มสัมภาระให้ตัวเองเข้าไปอีก

 

เสียของจริงๆ นี่ฉันทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยให้ธรรมชาติเอาไปเลยหรือนี่?

 

เซเลียคอยสอดส่องเหนือกิ่งไม้ด้วยความจดจ่อเผื่อว่ามีการโจมตีอื่นๆอีก

แต่แทนที่จะดูน่ากลัว คิ้วของเธอเลิ่กขึ้นและเธอดูน่ารักมาก

อืมมมมม

 

เธอยกกำปั้นมาไว้ที่หน้าอก ยิ่งเพิ่มความน่ารักเข้าไปอีก

คริสติน่ากับฉันยิ้มหน่อยๆเมื่อพวกเรารู้สึกถึงแมลงขนาดใหญ่คลานมาบนพื้น

ยอมรับเลยว่าสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในป่าปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีมาก

ยกตัวอย่างแมลงนี่ มันเคลื่อนไหวไปตามใบไม้ ใบหญ้าและกิ่งไม้โดยไม่แม้แต่จะส่งเสียง

 

"เซเลีย ข้างบนไม่มีอะไรหรอก ดูข้างล่างนี่สิ"

 

"หืม? เอ๋ ตัวอะไรน่ะ?"

 

เมื่อตอบสนองกับเสียงของฉัน เซเลียมองไประดับพื้นและเจอแมงมุมที่กำลังคืบคลานเข้ามาหาพวกเรา

 

แมงมุมตัวใหญ่มาก ส่วนสูงประมาณอกฉัน ที่ขามันมีขนขึ้นหนาไปหมดและดูยุ่บยั่บ

สีของแมงมุมมีสีม่วง แดงและเหลือง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งมีชีวิตที่มีพิษ

ตาสีแดงทั้งแปดของแมงมุมมองมาที่พวกเราไม่ต่างจากอะไรนอกจากเหยื่อ

 

เฮ้อ ด้วยพวกเราทั้งสามคน คงจะเยี่ยมไปเลยที่ได้สู้กันเป็นทีม

 

มีปิศาจที่มีร่างส่วนล่างเป็นแมงมุมยักษ์และส่วนบนเป็นหญิงสาวเหมือนกัน

พวกเขาเรียกว่า ปิศาจอารัคเน่

 

พวกเขาอาศัยอยู่ในป่านี้จริงๆ

 

ใยของอารัคเน่สามารถขายได้ในราคาที่สูงมากเพราะมันสามารถทอเป็นผ้าที่ใส่สะดวกสบายและทนทานมาก

อย่างที่ว่า ใยนั้นมีความต้องการทางตลาดสูงมาก

 

มีข่าวลือเกี่ยวกับหมู่บ้านของอารัคเน่ที่อาศัยในป่าแห่งอื่นและแลกเปลี่ยนสินค้าต่างๆภายในประเทศ

ฉันอยากจะไปหนึ่งในหมู่บ้านพวกนั้นจัง

 

การโจมตีของอารัคเน่นั้นไม่ธรรมดาแต่การโจมตีจากญาติๆแมงมุมของพวกเขานั้นค่อนข้างธรรมดา

พวกมันสืบทอดความคล่องแคล่วอย่างไม่น่าเชื่อ แรงกระโดดและใยที่ทนทานจากก้นเหมือนๆกัน

เหตุผลที่ว่าทำไมสู้กับพวกมันถึงได้ยากลำบากนั่นก็เพราะสามจุดแข็งที่กล่าวมานั้น

 

สำหรับพวกเราที่อยู่ในพื้นที่ๆมีต้นไม้หนาเตอะแล้วก็พื้นที่ลื่น

ถือเป็นความเสียเปรียบมหาศาลเมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับแมงมุมที่อาศัยอยู่ที่นี่และมีความคล่องตัวที่ดีเยี่ยม

ถ้าคริสติน่า เซเลียกับฉันถูกปราบที่นี่ พวกเราจะถูกฆ่าและโดนกิน

ช่างเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่าซะจริงๆ

 

ฉันจับได้ถึงการเคลื่อนไหวของแมงมุม โดดไปซ้ายทีขวาทีเป็นแบบซิกแซกโดยการใช้ประสาทสัมผัสที่พัฒนา

เมื่อแมงมุมเข้ามาใกล้พร้อมกับแยกเขี้ยว ฉันก็ใช้ดาบปัดการกัดของมันออก

 

ด้วยการโจมตีครั้งแรกของมันพลาด ความกระหายเลือดของแมงมุมก็เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า

และมันก็กระโดดขึ้นบนอากาศสร้างลมกรรโชกแรงขึ้นและตัดผ่านอากาศ

ฉันสัมผัสได้ว่ามีการใช้เวทมนตร์ในการกระโดดนั้น

ถึงแมงมุมมันจะหายไปจากวิสัยทัศน์ ฉันก็ยังรู้ตำแหน่งที่แน่นอนของมัน

ต้องขอบคุณประสาทสัมผัสที่พัฒนาขึ้นของฉัน

 

พอมันกำลังจะร่อนลง ฉันหันไปแทงหัวมันด้วยดาบ คมดาบแทงทะลุผ่านเปลือกที่หนาของแมงมุม

และของเหลวก็เริ่มที่จะพรั่งพรูออกมา ในความเจ็บปวด แมงมุมฟาดขาลงกับพื้นด้วยแรงมหาศาล

ฉันแทงเข้าไปอีกหนึ่งที แมงมุมล้มลงบนพื้นด้วยเสียงที่ดังและแรงที่อาจจะขยี้ญาติแมงมุมของมัน

ให้แบนเท่ากับกระดาษบางๆ

 

ฉันจัดการแมงมุมตัวที่เข้ามาโจมตีฉันแล้ว เมื่อมองกลับไปที่เซเลียกับคริสติน่า

แต่ละคนก็จัดการกับแมงมุมในแบบของตัวเอง

 

"หอกดิน! ย่าห์!"

 

หอกเวทบางๆลอยใกล้กับพื้นแหวกหญ้ากับตะไคร่น้ำออกแทงเข้าที่ท้องของแมงมุม

มันไม่แม้แต่จะสามารถกรีดร้องออกมาได้ ได้แต่ส่งเสียงเบาๆ

 

มันจำเป็นที่จะต้องร่ายเวลาใช้เวท เหมือนกับตอนที่เซเลียสู้กับหมี

ด้วยการฝึกฝนที่เพียงพอ คำร่ายอาจจะย่อลงได้และมีประสิทธิภาพมากในการต่อสู้

แต่ว่า ย่อคำร่ายลงในขณะที่ส่งพลังทำลายล้างขนาดนั้นคงสูบพลังเวทของจอมเวทไปมาก

เซเลียเป่าแมงมุมไปได้ด้วยการยิงครั้งเดียวต้องขอบคุณเวทมังกรหนุนจากฉัน

 

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรหรอกเพราะเซเลียกับฉันอาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่มีการโจมตีของพวกปิศาจค่อนข้างถี่

ดีแล้วที่ปล่อยให้เซเลียฝึกสู้เธอจะได้รู้ว่าต้องทำยังไงตอนที่หมู่บ้านถูกโจมตี

 

ในเวลาเดียวกันที่เซเลียจัดการแมงมุมได้ คริสติน่าเองก็จัดการในส่วนของเธอไปด้วยเหมือนกัน

เธอดึงดาบออกมาจากศพแมงมุมพร้อมกับมีของเหลวแปลกๆทะลักออกมา

 

พวกเราต่างยืนอยู่ใกล้ๆกับแมงมุมที่จัดการไปและมองหน้ากัน ยืนยันสถานการณ์

เมื่อเห็นว่าไม่มีใครได้รับบาดเจ็บและไม่มีแมงมุมอยู่ใกล้ๆแล้ว ฉันก็โล่งอก

เซเลียถามฉันเพื่อยืนยันสถานการณ์ของฉัน

 

"ดราน-ซัง ไม่บาดเจ็บตรงไหนใช่มั้ย? ถ้าฉันรู้ถึงพวกมันเร็วกว่านี้ล่ะก็..."

 

"ไม่มีอะไรที่เธอต้องเป็นห่วงหรอก อย่างที่เห็น ฉันยังอยู่ดี ไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนเลย

พวกเรายังอยู่ในป่า จากนี้ไป สิ่งต่างๆก็คงจะมีแต่อันตรายขึ้นเรื่อยๆ"

 

เมื่อพวกเราเดินลึกเข้าไปอีก มีบางครั้งทีพวกเราเจอนกยักษ์มาป่วนโดยการสลัดขนมาเป็นร้อยลงบนผืนป่า

มีครั้งที่หมาป่าที่อาศัยอยู่ในป่าเอ๊นท์เข้ามาโจมตีพวกเราในช่วงพักด้วยเช่นกัน

 

นอกจากเซเลียแล้ว คริสติน่ากับฉันที่เป็นมนุษย์ธรรมดา

พร้อมกับขาที่วิ่งผ่านรากไม้ที่ปกคลุมผืนป่านั้นสูบพลังกายไปอย่างมาก

ไม่ใช่ว่าพวกเราเดินทางกันได้เร็วหรอก เพราะมันไม่ได้เร็วเลย

พื้นมันลื่นแล้วถึงแม้จะ "วิ่ง" ก็ไม่ได้เร็วไปกว่าเดิน

 

การโจมตีมีมาอย่างไม่หยุดจากรอบด้าน ไม่ใช่แค่พวกปิศาจกับสัตว์ป่า

แต่พวกแมลงแปลกๆเองก็โจมตีพวกเราด้วย

 

ความผิดปกติของป่าเอ๊นท์ยังคงทำให้ฉันประหลาดใจอยู่ต่อไป

 

สีของป่าค่อยๆเปลี่ยนจากเขียวเข้ม เหลืองและแดงเป็นสีที่อันตรายมากขึ้นเช่น ฟ้า ม่วง ดำและอื่นๆ...

บางครั้ง พวกเราถึงกับเหยียบไปบนของเหลวแหยะๆบนพื้น

สถานการณ์พิลึกๆเองก็เกิดขึ้นกับต้นไม้และพืชพันธุ์ที่นี่ด้วยเช่นกัน

เปลือกไม้มีสีหลากหลายปกคลุมเส้นทาง ดูอย่างกับพวกมันกำลังย่อยสลาย

*เลย์-ไลน์ของพื้นที่แห่งนี้เองก็รกมาก สารอาหารที่จำเป็นสำหรับยังชีพไม่มีอยู่ที่นี่อีกต่อไป

และทำให้พืชและสัตว์ต่างก็ไม่สามารถมีชีวิตรอดได้ในที่อยู่อาศัยแบบนี้

(*T.L. Ley-Line ความหมายดูได้จากตอนที่หนึ่ง)

 

"นี่มันแย่สุดๆไปเลย อย่างกับหลุดมาอีกโลกนึงแน่ะ หรือบางทีจะเป็นไอพิษกันนะ..."

 

ฉันที่ใช้พลังวิญญาณมังกรและเซเลียที่สัมผัสได้ถึงเลย์-ไลน์ได้ตามธรรมชาติ

แสดงความเป็นห่วงออกมาเพื่อที่คริสติน่าจะได้สังเกตถึงสถานการณ์ที่ผิดปกติ

ถ้ามันเป็นไอพิษ นั่นก็คงจะเป็นเพราะเขตแดนระหว่างโลกวิญญาณและโลกนั้นพลังทลายลง

และเป็นสาเหตุของทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเรากำลังเห็นอยู่นี้

เป็นกรณีที่หนักยิ่งกว่าตอนวิญญาณดินคลั่งที่บึงซะอีก

มันถึงขนาดทำให้ใครก็ตามถึงกับขนลุกเมื่อเข้ามาใกล้

 

เซเลียเพิ่มพลังเวทตัวเองเพื่อปกคลุมร่างและคริสติน่าก็ชักดาบพร้อมที่จะโจมตี

"ศัตรู" ที่เซเลียและคริสติน่ากำลังมองอยู่นั้นคือหนึ่งในวิญญาณที่มาจากโลกวิญญาณและยังแปดเปื้อนอีกด้วย

มันจึงดูน่าเกลียดและไม่เป็นมิตรมาก ส่วนใหญ่มนุษย์จะเข้าใจผิดว่าพวกมันคือวิญญาณของคนตาย

ทั้งเซเลียและคริสติน่านั้นอยู่ในโหมดโจมตีและความจริงนั้นก็เห็นได้อย่างชัดเจน

 

กลิ่นของเลือดที่เข้มและความตายคลุ้งไปทั่ว ย่อยสลายวัตถุดิบ และสิ่งสกปรกปกคลุมไปทั่ววิญญาณ

ถึงจะเป็นฉันก็ไม่โทษใครก็ตามที่เข้าใจผิดคิดว่ามันเป็นวิญญาณคนตายหรอก

จากนั้น ต้นไม้ใหญ่ก็ล้มลง ทับเจ้าวิญญาณ ขยี้มัน และก็เปิดทางให้พวกเรา

 

จากนั้นชั่วครู่ พวกเราก็เจอศพสัตว์อยู่บนพื้น รอยเลือดสามารถมองเห็นได้จากบนต้นไม้และหญ้ารอบๆ

ศพนี่ดูเหมือนมันจะถูกฆ่ามาค่อนข้างนานแล้ว บางทีอาจจะสี่วันหรือมากกว่า

มันคือหมีเกราะที่มีขนสีออกน้ำตาล และร่างของมันก็ถูกฉีกไปด้วยรอยฟันมากมาย

เป็นฉากที่นองไปด้วยเลือดสุดๆ เจ้าหมีเกราะตัวนี้ตัวใหญ่กว่าตัวที่ไปปรากฏตัวใกล้ๆหมู่บ้านเบิร์นซะอีก

 

ดูจากรอยฟันแล้ว เกิดอะไรขึ้นกับเจ้าหมีตัวนี้กันแน่เนี่ย?

จะตัวอะไรก็ตาม ถือเป็นสิ่งที่พวกเราต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

 

"อึ่ก" เซเลียคำราญเล็กน้อยหลักจากได้เห็นศพที่น่าเวทนาของเจ้าหมีเกราะ

 

คริสติน่ากับฉันสำรวจศพเพื่อหาเบาะแสเพิ่มเติมว่าใครหรือตัวอะไรที่ฆ่ามันในขณะที่เซเลียยืนข้างๆและมอง

 

ขนที่หนาเหมือนกับเกราะน่าจะป้องกันหมีจากการฟันและแทง แต่รอยฟันพวกนี้ลึกไปยันกระดูกขาว

เป็นการฟันที่เยี่ยมยอดจริงๆ แม้จะเป็นดาบที่ทำมาจากเขี้ยวของเสือเขี้ยวดาบก็ไม่สามารถทำการฟันแบบนี้ได้

 

"ทำรอยฟันเลียนแบบแบบนี้ได้มั้ย คริสติน่า?"

 

"ไม่ ชั้นทำไม่ได้ แล้วก็ยังมีรอยฟันอีกมาก ไม่มีทางที่คนๆเดียวจะทำแบบนี้ได้หรอก

พวกมันก็อำมหิตด้วยเหมือนกัน"

 

นี่เป็นปัญหาที่สำคัญแน่ๆล่ะ ฉันเองก็เห็นด้วยกับสิ่งที่คริสติน่าพูดและมีความรู้สึกไม่ค่อยดีกับเรื่องนี้

 

"รอยฟันพวกนี้นั้นเลี่ยงจุดตาย และยืดเวลาตาย พวกมันสนุกสนานไปกับการดูสัตว์ค่อยๆตายไปอย่างช้าๆทรมาน"

 

ดูจากแผลแล้ว พวกมันสามารถฆ่าหมีเกราะได้ด้วยการโจมตีครั้งเดียว

แต่แทนที่จะทำแบบนั้น มันกลับฆ่าช้าๆ พวกป่าเถื่อนไม่ใช่รึน่ะ?

 

ผู้ที่บงการการฆ่าล้างแบบนี้ กำลังรบกวนป่าเอ๊นท์และขับไล่สัตว์ป่าออกไปงั้นรึ?

 

อย่างที่ฉันคิด หากเรื่องนี้ยังปล่อยยืดเยื้อ จะต้องเป็นเรื่องที่เป็นปัญหาแน่

 

มันอาจจะยังเร็วไปที่จะโล่งใจเพราะอันตรายของจริงยังคงอยู่ที่นี่

 

"อย่างน้อย วิญญาณของหมีตัวนี้ก็จะได้พักผ่อนอย่างเป็นสุขที่ทะเลแห่งวิญญาณ"

 

"นายรู้เรื่องแบบนั้นด้วยรึ?"

 

คริสติน่าเบิกตากว้างและถามฉันที่กำลังพูดคำที่น่าสงสารกับเจ้าหมี

 

มันยากที่จะเข้าใจถึงที่ๆแน่นอนว่าวิญญาณจะไปไหน เพราะว่ามันไม่เชิงว่าเป็นสถานที่เท่าไหร่

 

"ก็แค่คำอุปมา ฉันรู้สึกสงสารเจ้าหมีตัวนี้ และมันก็เป็นเรื่องที่ควรทำที่จะให้เกียรติผู้ที่ตายไปแล้ว"

 

"คำอุปมารึ"

 

"ก็นะ ตามนั้นแหละ ถ้าเราทิ้งศพหมีเกราะไว้อย่างนี้ มันมีความเป็นไปได้ที่มันจะเปลี่ยนเป็นพวกอันเด๊ด"

 

ตามธรรมชาติแล้ว ศพแบบนี้คงจะถูกกินโดยผู้ย่อยสลายและค่อยๆเปลี่ยนเป็นปุ๋ยเพื่อที่จะเพิ่มคุณค่าให้กับผืนโลก

แต่เพราะสถานการณ์มันไม่ปกติ บางคนหรือบางสิ่งอาจจะบงการศพและเปลี่ยนมันให้กลายเป็นอันเด๊ด

 

ไม่มีวิธีไหนดีไปกว่าฝังมันแล้ว

 

ฉันแทรกแซงดินและทำเป็นกระบวนการในการฝังหมี ฉันสัมผัสได้ถึงตัวตนที่ไม่คุ้นเคย

และเอื้อมไปจับดาบตามสัญชาติญาณ คริสติน่ารู้สึกถึงตัวตนในเวลาเดียวกันกับฉัน

และลาเมียของเราคือคนสุดท้ายที่รับรู้ได้ เซเลียรู้สึกสะอิดสะเอียนกับซากศพเลยรับรู้ถึงตัวตนได้ช้ารึเปล่านะ?

 

"ดูเหมือนพวกเราจะได้เจอคนที่เป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ในเร็วๆนี้นะ คริสติน่า เซเลีย เธอทั้งคู่พร้อมมั้ย?"

 

"มีการเตรียมพร้อมอะไรให้พูดถึงอีกล่ะ? พวกมันมุ่งความสนใจมาที่เราตรงๆเลยนะ"

 

"หนีกันเถอะ"

 

พวกเราจึงเริ่มวิ่งหนี คริสติน่าพร้อมกับดาบในมือ

นำทางผ่านพื้นที่ๆปกคลุมไปด้วยหญ้า รากไม้และกิ่งไม้

ผู้ไล่ล่ากำลังไล่ตามพวกเราและพวกเราก็ได้ยินเสียงกระโดด

จากข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่งจากมุมของประสาทรับรู้ของพวกเรา

แต่แม้ว่าพวกมันจะเคลื่อนที่ได้ค่อนข้างเร็ว พวกมันก็ดูเหมือนจะตามฝีก้าวของพวกเราไม่ทัน

 

เดี๋ยวนะ ไม่ใช่ว่าคริสติน่าควรจะเป็นมนุษย์ธรรมดาตามการวิเคราะห์ของฉันไม่ใช่เรอะ?

 

ฉันวิ่งตามรอยที่เซเลียทิ้งไว้ด้วยร่างงู เมื่อมองไปข้างหลัง

ฉันเห็นร่างเล็กๆคล้ายลิงทะยานไปมาจากต้นไม้สู่ต้นไม้

ด้วยความเร็วที่สุดของพวกมันและมีเงาวิบวับมากมายตามมาข้างหลัง

หัวและเท้าของมันคล้ายกับกิ้งก่า แต่หน้ามันดูไม่เหมือนกิ้งก่าแม้แต่น้อย

ผิวของมันสีเทา และกรงเล็บของมันก็ดูเหมือนจะทำมาจากกระดูกที่งอกส่วนเกิน

เมื่อฉันมองที่พวกมันดีๆ กรงเล็บของพวกมันจมลึกเข้าไปในตัวต้นไม้ได้อย่างสบายๆ

นั่นทำให้ฉันตระหนักได้ว่าคงจะง่ายสำหรับพวกมันขนาดไหนที่จะฉีกหมีเกราะเป็นส่วนๆ

 

"ระ...หรือว่าพวกมัน?"

 

ฉันพยายามจะนึกให้ออกว่าพวกปิศาจนั้นมันคืออะไรเพื่อจะตอบคำถามเซเลียตามที่เราวิ่งหนีอยู่

ฉันไม่มีความรู้เลยว่ามันคือตัวอะไรและฉันก็ไม่เคยถูกเล่าให้ฟังว่ามันคือปิศาจชนิดไหนที่มีรูปลักษณ์แบบนั้น

 

แต่ว่า มันมีอยู่ภายในความทรงจำก่อนหน้าที่ฉันจะเกิดมาเป็นมนุษย์

พวกมันคือสิ่งมีชีวิตที่ฉันเจอมานับครั้งไม่ถ้วน

 

"พวกมันคือทหารปิศาจระดับต่ำ มันเรียกว่า เซรูโตะ พวกมันตัวเล็ก ว่องไว และมีความคล่องแคล่วที่สุดยอด

เป็นตัวน่ารำคาญมากๆ โดยเฉพาะที่มันตัวเล็กและยากที่จะโจมตีมันให้โดน คริสติน่า คิดให้ดีก่อนที่จะสู้กับมันล่ะ

เคลื่อนไหวผิดนิดเดียวเธออาจจะถูกสับเป็นชิ้นๆได้"

 

ทหารปิศาจนั้นหมายถึงลูกน้องของเทพปิศาจ/นายปิศาจที่อาศัยอยู่ในนรก

พวกมันรู้จักกันดีในเรื่องความโหดร้าย บ้าคลั่ง ป่าเถื่อนและเกรี้ยวกราดอย่างมากหาเปรียบไม่ได้

พวกมันไม่มีความรักในความงดงามของสิ่งมีชีวิต มีชีวิตอยู่แค่เพื่อการทำลาย

ข้อพิสูจน์นี้สามารถพบได้จากศพของหมีเกราะ

 

สำหรับพวกมันที่มาปรากฏตัวบนโลกแล้ว พวกนายปิศาจหรือเทพปิศาจบางตัวต้องมีวิธีที่จะส่งพวกมันมาที่นี่แน่ๆ

ถ้าหากเกิดมีกองทัพของพวกมันขึ้นมาในโลกนี้จริงๆ มีแค่หายนะรอเหล่ามนุษย์ที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้

 

เซเลียยิ้มออกมาแห้งๆพร้อมกับมีเหงื่อไหลลงมาบนหน้าผาก

 

"ก็...ดีไปเลยนะที่รู้อย่างนั้น"

 

"มันมีบันทึกอยู่ในสมุดของคุณยายมากุรุน่ะ"

 

โกหกทั้งเพถ้าจะให้พูด ไม่มีวิธีพูดแบบอื่นจะมาคลายความสงสัยนี้ให้เร็วๆหรอก

สำหรับเซเลียแล้วก็ง่ายพออยู่ เธอไม่ถามคำถามอะไรมากถ้าฉันบอกไปว่าอ่านเจอมาจากไหน

จากนั้นพวกปิศาจระดับต่ำก็พบพวกเราและเปลี่ยนความมุ่งร้ายมุ่งตรงมาที่พวกเรา

และก็ใกล้เข้ามาถึงตำแหน่งของพวกเรา

 

"เซเลีย! ใช้ดวงตาปิศาจของเธอซะ"

 

เซเลียเมื่อเห็นเซรูโตะเข้ามาใกล้ก็ตัวสั่น แต่กับเสียงตะโกนของฉันร่างเธอก็ส่ายและแต่ก็ตอบกลับมาอย่างแตกตื่น

 

"จ้ะ!"

 

พวกเซรูโตะทั้งเร็ว ตัวเล็ก และมีที่มากมายให้หลบซ่อน จึงเป็นข้อเสียเปรียบสำหรับลาเมียที่จะใช้ดวงตาปิศาจ

พวกเซรูโตะทั้งหมดรีบหลบหลังต้นไม้ทันที

 

อย่างที่คิด นี่จะเป็นการต่อสู้ที่ยากเอาการสำหรับคริสติน่ากับฉัน ถึงแม้จะมีการสนับสนุนของเซเลีย

 

หลังจากผ่านไปวิหรือสองวิ พวกเซรูโตะก็เริ่มบุกเข้ามาต่อ

ส่วนสูงมันสูงจนถึงเอวฉัน กรงเล็บกระดูกของมันเคลือบไปด้วยเลือดสีแดง แม้จะมีพวกมันแค่แปดตัวที่นี่

มันก็เพียงพอแล้วที่จะพูดว่าพวกมันคือการเกิดใหม่ของความตายภายในป่า

 

สำหรับพวกเซรูโตะแล้ว จุดที่มันชอบโจมตีคือที่ขา

สิ่งมีชีวิตพวกนี้จะเฉือนขาของศัตรูทิ้งไม่ก็ตัดการเคลื่อนไหวของศัตรูซะ

ในเชิงของจำนวนกำลังทหารขนาดหนึ่งพันถึงหนึ่งหมื่นแล้ว

พวกมันคงจะอยู่บนตัวคุณหลังจากที่การเคลื่อนไหวถูกตัดไป

และจากนั้นมันก็จะละเลงเลือดของศัตรูไปบนพื้นด้วยความภาคภูมิใจ

 

ตัวเซรูโตะเฉือนท่อนไม้ด้วยกรงเล็บทั้งห้า ทำให้ต้นไม้ล้มลงไปตามกระบวนการ

และมองไปที่คริสติน่ากับฉันด้วยหน้าลื่นๆของมัน

คริสติน่าเตะพื้นด้วยร่างกายที่ถูกทำให้แข็งแกร่งขึ้นและเล็งตรงไปที่ตาดำๆของตัวเซรูโตะ

คริสติน่าเตะรากไม้บนพื้นและพื้นที่ตรงนั้นระเบิด การเคลื่อนไหวของเธอที่มุ่งไปหาตัวเซรูโตะดูสมชายมาก

 

เดี๋ยวนะ แรงเตะที่เธอใส่เข้าไปนั่นถึงกับทำให้รากไม้ระเบิดเลยเรอะ?

 

หันกลับไปจากผมสีเงินของเธอที่กำลังระบำไปบนสายลม

ฉันเห็นเซเลียกำลังร่ายเวทใส่ตัวเซรูโตะสามตัว

 

"ฟังคำวิงวอนข้า! จงเปลี่ยนเป็นศรและทิ่มแทงศัตรูข้า!"

 

เป็นคำร่ายเพื่อสร้างลูกธนูที่เธอใช้กับหมีเกราะ ด้วยพลังเวทที่มีอย่างกับอ่างเก็บน้ำ

และพลังเวทที่เธอสวดถึงใครก็ตามรวมกัน รูปร่างพลังเวทของเธอนั้นเป็นเอกลักษณ์สำหรับเธอคนเดียวเท่านั้น

แม้ลูกธนูจะเล็กและไม่มีประสิทธิภาพการทำลายล้างอย่างหอกดิน มันก็ยังมีพลังมากพอจะฆ่าตัวเซรูโตะ

ยิ่งกว่านั้น เซเลียนั้นช่ำชองพอที่จะให้การโจมตีนั้นล็อคเป้าหมาย ลูกธนูสีเขียวหกดอกถูกสร้างขึ้นหลังจากเธอร่ายเสร็จ

จากนั้นฉันก็เข้าสู้กับตัวเซรูโตะสองตัวที่มาทางด้านบน ฟิ้ว ลูกธนูสร้างเสียงแหลมแหวกอากาศไปที่ตัวเซรูโตะเป้าหมาย

เส้นทางที่ลูกธนูแต่ละลูกแหวกไปนั้นทิ้งรอยแสงสีเขียว การป้องกันเวทที่ไม่มีโดยสิ้นเชิงของตัวเซรูโตะนั้น

ทำให้พวกมันไม่สามารถป้องกันตัวจากการโจมตีเวทมนตร์ธรรมดาๆได้

ลูกศรเวทที่สร้างมาจากเวทมังกรของฉันยิ่งแล้วใหญ่ ตัวเซรูโตะแต่ละตัวโดนลูกธนูเข้าไปตัวละสองดอก

ดอกนึงที่หัว อีกดอกที่ท้อง ลูกธนูนั่นทะลุผ่านตัวมันไปอย่างกับมีดร้อนๆเฉือนเนย

พวกมันทั้งสามมีรูใหญ่สองรู รูหนึ่งที่หัวและอีกรูที่อก

 

พวกมันหล่นลงสู้พื้นและสลายตัวกลายเป็นฝุ่นสีเทา ตายไปสามเหลืออีกห้า

สามตัวสู้กับคริสติน่า ตัวหนึ่งตายไปแล้ว

 

ด้วยวิธีต่อสู้ของคริสติน่าแล้ว พวกเซรูโตะไม่แม้แต่จะสัมผัสตัวเธอได้

ฝีมือดาบของเธอเหนือไปกว่ามาริด้ามาก สมดุลของเธอสุดยอด การโจมตีของเธอแม่นยำ

และเหนือกว่าสิ่งอื่นใด เธอมีพลังกายมหาศาล

 

ตัวเซรูโตะอีกสองตัวพุ่งใส่เธอด้วยกรงเล็บคบกริบทั้งยี่สิบที่มือขวาและมือซ้าย เต็มไปด้วยรังสีอำมหิต

พวกมันวางแผนจะกักขังเธอเหมือนกับนกในกรง ฉันไล่ตามตัวเซรูโตะอีกสองตัวด้วยดาบในมือ

 

มันจะโจมตีมายังไงกัน?

 

จากนั้นความเร็วของตัวเซรูโตะข้างหน้าฉันก็ลดลง หันกลับมาและเล็งใส่ฉัน

จากนั้นตัวเซรูโตะตัวที่สองก็เข้ามาจากข้างหลังเล็งมาที่ขาของฉัน

เป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพจริงๆเมื่อเจอกันในสถานการณ์แบบสองต่อหนึ่ง

 

เฮ้อ พวกมันนี่ฉลาดจนน่าแปลกใจเลย

 

ตัวเซรูโตะด้านหน้าเล็งจะฉีกหัวฉันเป็นชิ้นๆ ส่วนอีกตัวด้านหลังเล็งจะขยี้ขา

ฉันฝึกมาเยอะกับพวกทหาร และก็สังเกตการเคลื่อนไหวมามากมายในประสบการณ์ที่สั่งสมมา

ยังมีเรื่องอีกมากมายที่ฉันอยากจะทำ ฉะนั้น ฉันจะไม่ยอมมาตายที่นี่

 

"เจ้าตัวฉลาด"

 

ฉันขยับไปทางซ้าย แล้วตัวเซรูโตะที่มาจากข้างหลังก็ตามฉันมาพยายามจะมาแทงเอว

ฉันใช้ดาบเพื่อเบี่ยงการโจมตี มันจึงทำความเสียหายมาได้น้อยอย่างน้อยที่สุด

ทันทีที่มันเข้าถึงเอวฉัน มันก็แค่สร้างรอยข่วนเล็กๆเพราะมันสูญเสียจุดศูนย์ถ่วง

ฉันรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดแบบจี๊ดๆ

 

ด้วยการใช้ท่าเฉพาะ ฉันทำให้ร่างแข็งแกร่งขึ้นด้วยเวทมังกร และฟันดาบด้วยความเร็วเท่าๆกับเสียงใส่ตัวเซรูโตะ

ดาบแทงผ่านหัวทะลุไปถึงตัวของมัน

 

ส่วนอีกตัวที่เล็งหัวฉัน ด้วยการที่ไม่เหลืออะไรในมือซ้ายแล้ว ฉันเอื้อมมือออกไปและจับที่หัวของเจ้าสิ่งมีชีวิต

ที่พุ่งเข้ามาใส่ฉันอย่างไม่หยุดยั้งและพยายามจะฆ่าฉันเหมือนกับที่ญาติมันทำ​

 

 

 

ฉันทำเหมือนว่ามันเป็นเหมือนกับเหยี่ยวที่มีกรงเล็บคม จับมันไว้ในมือระวังไม่ให้โดนกรงเล็บของมัน

ผิวสีเทาของมันหยาบเหมือนกับหิน ไม่มีความอบอุ่นภายในสิ่งมีชีวิตตัวนี้

เหมือนๆกับศพที่คอยดูดซึมความอบอุ่นจากสิ่งมีชีวิต

ฉันเคลือบกล้ามเนื้อด้วยความทรงจำของมังกรเข้าสู่ร่างตัวเอง

ฉันแสดงความเสียใจให้กับพ่อแม่ของเด็กคนนี้ ขอโทษถึงความเจ็บปวดที่มันกำลังจะได้สัมผัส

สำหรับมนุษย์ธรรมดาแล้ว หัวของตัวเซรูโตะนั้นทั้งแข็งและทนทาน

แต่ในมือของฉัน มันรู้สึกอย่างกับเปลือกไข่ที่เปราะบาง แม้จะเพียงแค่ชั่วอึดใจ

พลังกล้ามเนื้อของฉันก็พุ่งสูงไปกว่าที่มังกรเต็มวัยธรรมดาจะมีได้

ฉันหยุดใช้พลังมังกรที่ไหลผ่านทั่วร่างมาสนับสนุน และความแข็งแกร่งของฉันก็กลับมาเป็นมนุษย์ปกติ

 

หลังจากยืนยันถึงศพของตัวเซรูโตะทั้งสองนั้นกลับลายเป็นฝุ่นไปแล้ว ฉันกลับไปหาคริสติน่ากับเซเลีย

 

"จารามุ!"

 

งูยักษ์ปรากฏตัวขึ้นแล้วฉกตัวเซรูโตะไปทันที งูยักษ์ฉกตัวเซรูโตะเหลือศัตรูไว้ให้คริสติน่าตัวเดียว

คริสติน่ารีบฉวยโอกาสนี้ตัดหัวตัวเซรูโตะที่เหลืออยู่ เขี้ยวงูที่จมลงไปในคอของตัวเซรูโตะ งับลึกเข้าไป

จากนั้นมันก็ค่อยๆจางหายไป เซเลียต้องใช้พลังเวทไปจนหมดเพื่อที่จะคงรูปเวทมนตร์ไว้ๆแน่ๆล่ะ

เมื่อเห็นว่าตัวเซรูโตะทุกตัวถูกจัดการไปหมดแล้ว คริสติน่ากับฉันก็เก็บดาบเข้าฝักและพวกเราก็กลับมารวมกลุ่ม

 

"นั่นมันอันตรายจริงๆ ขอบคุณที่ช่วยชั้นนะ"

 

"เรื่องธรรมชาติสำหรับชั้นที่จะต้องช่วยอยู่แล้ว ถ้าชั้นอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น

ชั้นมั่นใจว่าเธอเองก็คงจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหมือนกัน"

 

สิ่งที่เซเลียพูดก็ถูก ถ้าไม่มีความช่วยเหลือจากเซเลียแล้ว คริสติน่าคงน่าจะติดกับระหว่างตัวเซรูโตะทั้งสอง

ส่งผลให้เกิดบาดแผลใหญ่ได้ ทั้งการตอบสนองและพลังของคริสติน่านั้นเหนือกว่ามนุษย์ปกติทั่วไปมาก

แต่สำหรับเธอที่เจอถึงสามตัวแล้วยังรอดมาได้ เธอนี่ฝีมือดีจริงๆล่ะ

 

"พวกเราต่างหากที่ถูกไล่ตาม ทำไมถึงไม่หนีไปตั้งแต่เจอวี่แววของปัญหาตั้งแต่แรกล่ะ คุณหนู?"

 

คริสติน่า เซเลียและฉันหันสายตาไปหาเจ้าของเสียง และเจอคนร่างเล็กๆปกคลุมไปด้วยแสงวิบวับ

ผู้ที่ถูกพวกเซรูโตะไล่ตาม มีรูปร่างเป็นเด็กหญิง ส่วนสูงราวๆหนึ่งในสิบของร่างมนุษย์

และมีแสงเปล่งออกมาจากร่าง ดูเหมือนแม่หนูน้อยคนนี้จะมีแสงออกมาจากร่างของตัวเอง

 

เด็กหญิงคนนี้เก็บผมยาวสีหยกไปข้างหลัง สองข้างของหัวเธอมีริบบิ้นสีเหลือง

ที่หลัง มีปีกผีเสื้อเล็กๆโปร่งแสงยืดออกมา กระจายอานุภาคแสงเล็กๆน้อยๆ

 

"แฟรี่หรอ? ความน่ารักนี่ทำให้ดูอย่างกับเธอโดดออกมาจากหนังสือเลย เฮ้อ"

 

"ว้าย... เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นแฟรี่เลย! ตัวเล็กน่ารักจัง!"

 

หลังจากที่พบถึงตัวตนของผู้ที่ถูกตัวเซรูโตะไล่ตาม คริสติน่ากับเซเลียต่างก็แสดงปฏิกิริยาอย่างผู้หญิงออกมา

โดยเฉพาะคริสติน่า หากไม่มีสีหน้าเคร่งขรึมตามปกติที่บดบังใบหน้าอันน่ารักของเธอแล้ว

เธอก็ดูเหมือนเด็กหญิงทั่วๆไป

 

ช่างเป็นความคิดที่หยาบคายจริงๆ ฉันไม่ควรจะไปคิดถึงเรื่องเชื้อสายของเธอเลย

 

ยังมีเวลาอยู่ โอกาสที่จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับคริสติน่า น่าจะเพิ่มขึ้น

ฉันหวังถึงเวลาที่จะไม่มีความเข้าใจผิดใดๆระหว่างเรา

เท่าที่ผ่านมา พวกเราก็ได้แต่เดาสุ่มมาตลอดว่ามันเกิดอะไรขึ้น

คงจะดีถ้าพวกเราสามารถคุยกับเด็กสาวแฟรี่คนนี้และได้รับเบาะแสว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับป่ากันแน่

 

แฟรี่นั้นสวมชุดแต่งเป็นกลีบดอกไม้ ซึ่งเข้ากับเธอมาก

และคงค่อนข้างจะสร้างความปั่นป่วนให้กับฝูงชนแน่ๆล่ะ

ยังไงก็ตาม แฟรี่นั้นระแวงถึงรูปลักษณ์คนแปลกหน้า

เธอค่อยๆเข้ามาใกล้พวกเราและถามด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างจะเบาและดูกลัวๆ

 

"ข-ขอบคุณที่ช่วยชั้นนะ... คุณมนุษย์? และก็คุณลาเมีย นิ?"

 

"อ้า นั่นสินะ ชั้นชื่อดราน ผู้หญิงดวงตาสีแดงผมสีเงินนั่นคือคริสติน่า และสุดท้าย เด็กสาวจากเผ่าลาเมียชื่อเซเลีย

พวกเรามาจากใกล้ๆหมู่บ้านเบิร์นเพื่อมาสำรวจป่าและพยายามจะหาสาเหตุว่าทำไมสัตว์อย่างหมีเกราะ

และเสือเขี้ยวดาบถึงไปปรากฏตัวใกล้ๆหมู่บ้านของพวกเรา พอจะบอกได้มั้ย?"

 

"นิ! ช-ชื่อมาร์ล มันปลี่ยนไปตอนถูกไล่ล่า ล-แล้วก็ยังมีชีวิต! ข-ขอบคุณมากนะ!

แต่ว่า สำหรับทุกคนที่เข้าไปใกล้หมู่บ้านของคุณมนุษย์แล้ว..."

 

เมื่อเห็นใบหน้าหมองตกที่ดูเศร้าอย่างใสซื่อของมาร์ลแล้ว คริสติน่าดูเหมือนอยากจะปลอบเธอ

สีหน้าหม่นหมองของคริสติน่าดูเหมือนจะจางหายไปหมด

และด้วยสีหน้าแบบนั้นที่หายไปแล้ว เธอดูเหมือนหญิงสาวที่อ่อนโยน

 

"ใช่แล้วล่ะ พวกเรามาที่นี่เพื่อเสาะหาเบาะแส แต่ไม่เคยคาดคิดเลยว่าปิศาจพวกนั้นจะเป็นต้นเหตุ

มาร์ล ช่วยบอกได้มั้ยว่าตั้งแต่เมื่อไหร่แล้วก็ที่ไหนที่พวกปิศาจมันเริ่มปรากฏตัวขึ้นมา? ได้มั้ย?

คงจะเยี่ยมไปเลยถ้าเธอจำได้ ในเมื่อพวกเราทุกคนต่างได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ภายในป่า

มาช่วยกันเถอะ ไม่ใช่ว่าเป็นอย่างนั้นหรือ ดราน?"

 

"เฮ้อ ก็อย่างที่คริสติน่าพูดแหละ มาช่วยกันเถอะ ว่าไงล่ะ มาร์ล?"

 

"เอโตะ...เอโตะ... เพราะว่าทุกคนนั้นได้รับปัญหา มาร์ลยินดีที่จะช่วย

หวังว่าชั้นคงจะไม่เป็นภาระให้คุณมนุษย์นะ"

 

ตอนที่ฉันกำลังจะตอบกลับ คริสติน่ากับฉันก็สัมผัสได้ว่าพวกเราถูกล้อมไว้แล้วและเงยหน้าขึ้น

เซเลียเองก็รู้ตัวเหมือนกัน แต่ว่าช้าไปเสียแล้ว

 

เซเลียมาจากเผ่าปิศาจนี่น่า ไม่ใช่ว่าเธอควรจะสัมผัสถึงตัวตนของศัตรูได้ก่อนคริสติน่ากับฉันที่เป็นมนุษย์รึ?

 

ความรู้สึกที่ส่งตรงมายังพวกเรานั้นดูระแวงและน่าสงสัยมากกว่าคุกคาม

พวกเขาไม่มีผิวหนังสีเทาหรือความกระหายเลือดแบบตัวเซรูโตะ

ฉันปลดดาบและมีดออกจากเข็มขัดและวางไว้ที่เท้า แสดงให้พวกเขาเห็นว่าฉันไม่เป็นภัย

เซเลียทำตามฉันและหลับตาแน่น มีแค่คริสติน่าที่ดูเหมือนจะทำตัวไม่ถูกแต่ก็ทำตามฉัน

แล้วก็วางดาบลงที่เท้าอย่างลังเล

 

แค่เหลือบดูฉันก็บอกได้เลยว่ามีธนูเล็งมาที่พวกเรา และเมื่อมองไปข้างหน้าฉันเห็นคนสองคนเดินเข้ามาในระยะ

 

"นั่นเป็นตระกูลของเอลฟ์ป่า"

 

"เข้าใจล่ะ"

 

ฉันตอบกลับคริสติน่าด้วยเสียงพึมพัมสั้นๆ

 

นั่นเป็นผู้ชายและผู้หญิงที่สวย ด้วยผมสีทองและตาสีเขียว สวมชุดใบไม้ตกแต่งด้วยขนสัตว์

และวัสดุอื่นๆที่สามารถหาได้ในป่า ตำแหน่งของปาก จมูก ตาและอื่นๆช่างไร้ที่ติ

อย่างกับว่าเทพปั้นพวกเขาขึ้นมาด้วยรูปร่างที่สมบูรณ์แบบ หูยาวแหลมของพวกเขาผุดออกมาจาก

ผมสีบลอนด์แวววาวเข้ากับชุดสีเขียวดีมาก และไม่มีใครคนไหนในพวกเขาที่เป็นข้อยกเว้น

 

เอลฟ์เองก็มีหลายประเภท ต่างไปตามเผ่าพันธุ์ ตระกูล กลุ่ม และอื่นๆของตัวเอง

แต่ที่ยืนอยู่ข้างหน้าพวกเรานั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าคือเอลฟ์ป่า

เคยได้ยินมาว่ามีนักบวชขั้นสูงที่ทำการต่อรองกับเอลฟ์ป่าพวกเขาจะได้ให้พรกับป่ารอบๆหมู่บ้านเบิร์น

ตอนที่หมู่บ้านถูกก่อตั้งขึ้นเป็นครั้งแรก ตระกูลเอลฟ์ที่อยู่ต่อหน้าเราพวกนี้น่าจะเป็นพวกเดียวกันกับเมื่อตอนสมัยนู้น

 

มาร์ลที่อยู่ระหว่างพวกเรากับเหล่าเอลฟ์นั้นแตกตื่นอย่างเต็มที่ และบินวนไปวนมาค่อนข้างเยอะ

พวกเขามีดาบที่เข็มขัด ธนูสั้นพาดบนหลัง และในมือถือหอก

ยิ่งไปกว่านั้น ฉันรู้สึกได้ถึงเอลฟ์บางคนกำลังเริ่มร่ายเวท

ถ้าพวกเราแสดงให้เห็นถึงวี่แววความเป็นภัย พวกเขาคงจะยิงใส่เข้ามาทันทีที่รู้ตัว

พวกเราอาจจะหลบไม่พ้นหากเป็นงั้นจริงๆ

 

เอาล่ะ ลองต่อรองดูดีมั้ยนะ?




NEKOPOST.NET