[นิยายแปล] ลาก่อนชีวิตมังกร สวัสดีชีวิตมนุษย์ ตอนที่ 5 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] ลาก่อนชีวิตมังกร สวัสดีชีวิตมนุษย์

Ch.5 - -เทพีแห่งโลก และ นักดาบหญิง-


ตอนนี้ ฉันอยู่ในโลกที่สามารถเรียกได้ว่าเป็น ยูโทเปีย หรือก็คือ สวรรค์

เป็นที่ ที่ชีวิตและความตาย ความดีและความเลว ปะปนกันอย่างยุ่งเหยิง แต่ก็ยังคงสวยงาม

และก็เป็นที่ ที่เทพทั้งปวง แยกตัวออกมาอาศัยอยู่จากโลกเบื้องล่าง

 

ร่างมนุษย์ของฉันนั้น ยังคงหลับอย่างสบายอยู่บนเตียงในบ้านของฉันที่สร้างขึ้นมาจากดิน หญ้า และต้นไม้ในหมู่บ้านเบิร์น

ทว่า จิตสำนึก จิตวิญญาณของฉันนั้นล่องลอยออกมาจากร่าง และอยู่ในรูปของเทพมังกรโบราณ

ฉันก็เลยมาอยู่ที่นี่ ดินแดนแห่งเหล่าเทพ

 

สิบหกปีในช่วงชีวิตมนุษย์ที่ผ่านมานั้น จิตวิญญาณของฉันอาศัยอยู่ในเปลือกของร่างมนุษย์

แต่ทว่า ตอนนี้ฉันไม่ได้ถูกผูกติดอยู่กับร่างกายภาพหรือวิญญาณของร่างมนุษย์ ฉันก็เลยรู้สึกค่อนข้างดี

ในขณะที่ฉันอยู่ภายในดินแดนแห่งนี้ โซ่ที่รั้งทุกสิ่งทุกอย่างให้อยู่กับพื้นผิวโลก หรือก็คือแรงดึงดูด นั้นไม่ได้ผลกับฉัน

เช่นนั้นแล้ว ฉันจึงบินขึ้นไปบนฟ้าครามด้วยปีกสามคู่ที่แผ่กว้าง เมื่อเห็นจุดมุ่งหมาย ฉันก็หลุดคำพูดติดปากออกมา

เฮ้อ

 

ฉันหยุดบินและร่อนลงมาที่พื้น ที่ๆฉันยืนอยู่ในตอนนี้คือพื้นที่เขตเล็กๆบนทวีปที่กว้างใหญ่บนผืนฟ้า

ท้องฟ้าสีครามที่สวยงามนั้นไกลออกไปสุดลูกหูลูกตา ใกล้ๆจุดนี้ มีน้ำตกกระเซ็น ทำให้มีหมอกบนชั้นอากาศขึ้นรูปเป็นเมฆ

ช่างเป็นภาพที่สวยงามจริงๆ เทพที่ฉันจะมาเจอนั้นกำลังรอฉันอยู่พอดี และเธอก็ยิ้มเมื่อเริ่มเห็นฉัน

จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม จู่ๆฉันก็พบว่าตัวเองนั้นรู้สึกมีความสุข และรอยยิ้มบนใบหน้าที่งดงามนั้นก็อบอุ่น

ช่างเป็นใบหน้าของหญิงสาวที่ฉันรู้จักอย่างที่เคยอยู่เสมอมาจริงๆ

 

เทพองค์นี้แต่งชุดในผ้าไหมสีขาวปล่อยพริ้วไหวไปด้วยเชือกสองเส้น ผมสีดำขลับของเธอนั้นตรงและยาวจนเกือบถึงพื้น

ดวงตาสีดำของเธอนั้นเปล่งประกายอย่างกับอัญมณีสีดำ ไม่ผิดแน่ เธอคือเทพผู้ที่มีอิทธิพลมากที่สุด ไมราห์

 

ฉันร่อนลงสู่พื้นและกระพือปีกสองสามครั้งในขณะที่ยืนทรงตัวร่างขนาดใหญ่ของฉัน

แน่ล่ะ ร่างของฉันในตอนนี้นั้นไร้น้ำหนักเพราะงั้น นั่นก็แค่ทำไปเพราะความเคยชิน

ยังไงซะ ร่างมังกรนั้นก็เป็นร่างที่ฉันคุ้นเคยมาเป็นระยะเวลานานแสนนาน

ฉันมองไปรอบๆและเห็นดอกไม้ที่บานเต็มที่ ต้นไม่สีเขียวและหญ้าเขียวขจีที่มีชีวิตชีวาในสิ่งแวดล้อมแบบนี้

ดอกไม้เหล่านั้นมีแค่เพียงบนสวรรค์ ที่ๆเหล่าเทพอาศัยอยู่และมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่สามารถเชยชมได้

ดังนั้น พวกมันจึงให้กลิ่นที่หอมมากมาในสายลมอุ่นๆ

 

ขนาดไมราห์ เทพที่ถูกเคารพบูชาบนผืนโลกนั้น ก็ยังรู้สึกหน่ายกับโลก

เพราะผู้คนนั้นเจ็บป่วยด้วยโรคร้าย และประชากรก็แก่และล้มตาย

ทว่า เธอก็ยังคงเป็นเหมือนเดิมและยังคงแสดงให้เห็นถึงรูปลักษณ์ที่อ่อนโยนต่อไป

 

"นี่มันก็นานมามากแล้วนะ มังกรสหายเก่าเอ๋ย"

 

เสียงของไมราห์นั้นฟังดูเหมือนทั้งหญิงชราและเด็กสาว ก็ยังเหมือนเดิมตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่เราพบกัน

ช่างเป็นความรู้สึกที่น่าคิดถึงจริงๆ เหตุผลที่ว่าทำไมฉันถึงรู้สึกหวนคิดถึงในตอนนี้

บางทีนั่นก็อาจจะเกี่ยวข้องกับการที่มาพบกับเธอที่นี่อีกครั้ง

 

"นานจริงๆนั่นแหละ ผ่านไปกี่ยุคสมัยกันแล้วล่ะตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่เราพบกัน เทพีแห่งโลกเอ๋ย?

จะยังไงก็ตาม ข้าเองก็ดีใจที่เจ้ายังดูเยาว์และสุขภาพดี"

 

ไมราห์ยิ้ม สงสัยจังว่าฉันพูดอะไรตลกออกไปรึเปล่า?

 

"เฮ้อ วิญญาณข้านั้นได้รับความเสียหายเพราะเกิดใหม่เป็นมนุษย์ หวังว่ามันก็คงไม่ได้แย่เท่าไหร่ต่อหน้าเจ้านะ แม่หญิง?"

 

ร่างมังกรของฉันในตอนนี้นั้นมีหกปีกเปล่งปลั่งอยู่ข้างหลัง ดวงตาของฉันประกายแสงเจ็ดสี (สีรุ้ง)

และเกล็ดของฉันสีขาว ในความเห็นของฉันแล้ว ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยเรื่องรูปลักษณ์ของฉัน

แต่ไมราห์อาจจะไม่ได้เห็นเป็นอย่างนั้น ถ้าจะด้วยความเลินเล่อ ทำให้ฉันแสดงรูปร่างที่น่าสมเพชต่อหน้าเพื่อนเก่าแล้วล่ะก็

ก็ต้องขอโทษด้วยนะ แต่เธอหัวเราะอย่างกับเด็กสาวและก็ส่ายหัว และฉันก็รู้ตัวว่าตัวเองเข้าใจผิด

 

"เปล่า ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก เทียบกับตอนที่ข้าพบเจ้าเมื่อครั้งที่แล้ว เจ้าดูมีชีวิตชีวามากกว่าเมื่อก่อนอีก

และข้าก็ดีใจที่เจ้าเป็นเช่นนั้น โอ้... ตอนที่ข้าได้ยินมาว่าเจ้าถูกมนุษย์จับเป็นนักโทษ

และก็เพราะว่าเจ้านั้นเบื่อหน่ายกับการมีชีวิตและอะไรทำนองนั้น....ข้าก็เลย... คิดแบบนั้น..."

 

"ข้าไม่ปฏิเสธหรอก ในตอนนั้น ข้าหน่ายกับการมีชีวิตมาก ไม่ว่าจะอยู่ต่อไปหรือตายก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับข้าซักนิด

เพราะงั้น เมื่อตอนที่ดาบของผู้กล้าทะลวงหัวใจข้า ข้าไม่รู้สึกถึงความตั้งใจที่จะมีชีวิตต่อหรือดิ้นรนอะไรทั้งนั้น

ข้าเพียงแค่คิดว่า ในที่สุดมันก็จบซักที ข้าคิดว่ามันเป็นการมอบให้แทน (T.L. มอบอิสระ/มอบความตายอะไรประมาณนั้น)

แล้วก็ ข้าไม่คิดว่าข้าควรจะไปเพิ่มปัญหาให้กับพวกผู้กล้ามากไปกว่านี้อีก

เพราะแค่มาเพื่อฆ่าข้า พวกเขาก็เจอมาเยอะแล้ว"

 

อย่างกับว่าฉันใช้การโจมตีของพวกเขาเป็นข้อแก้ตัวในการฆ่าตัวตายเลยพอลองๆคิดดู

ถึงแม้ในช่วงเวลาสุดท้าย ฉันก็ยังพูดอะไรเล็กๆน้อยๆให้กับพวกผู้กล้าเลย

พอนึกหวนกลับไป ฉันนี่ทำตัวอย่างกับเด็กๆเลยแฮะ พวกผู้กล้าไม่ควรจะมากังวลกับอะไรแท้ๆ

 

"เข้าใจล่ะ แต่ว่า ตัวเจ้าในตอนนี้ดูมีความสุขกับการใช้ชีวิตมากเลยนี่

 

ข้าดีใจมากเลยที่ได้เห็นเจ้ามายืนตรงนี้ ทั้งร่างและวิญญาณของเจ้าไม่ได้ซ่อนหรือปกปิดอะไร

และข้าเห็นได้ว่าเจ้าเองก็ใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์อย่างสนุกสนาน ข้าเองก็ดีใจที่ผลมันออกมาเป็นแบบนี้"

 

"ได้ยินคำพูดเช่นนั้นมาจากปากแม่หญิงเอง ข้านี่ภูมิใจจริงๆที่มีเจ้าเป็นเพื่อน ไมราห์

เฮ้อ ข้าไม่คิดว่าการเกิดใหม่เป็นมนุษย์นั้นจะเป็นไปได้ แต่ว่า สัมผัสความรู้สึกจากเนื้อหนังมนุษย์

แรงกระตุ้นจากสิ่งที่พวกเขารับรู้และลิ้มลองสิ่งแปลกใหม่ในมุมต่างนั้น พัดพาความเบื่อหน่ายของข้าหายไปหมด

และเติมเต็มวิญญาณของข้าไปด้วยความสุข ข้าก็เลยคิดและตัดสินใจว่า นี่มันคือวิธีใช้ชีวิตที่เพลิดเพลินกว่ามาก"

 

หลังจากที่ฉันเกิดมาเป็นมนุษย์ ผ่านดวงตาเด็กทารก ฉันประหลาดใจมากที่ได้เห็นสิ่งแปลกๆมากมาย

เมื่อเทียบกับมุมมองของมังกร มนุษย์ที่ไม่คุ้นเคย ใช้ชีวิตของพวกเขาไปด้วยร่างกายที่เปราะบางและพลังเวทที่ต่ำ

ทั้งความสุขและความตื่นเต้นเมื่อน้องชายเกิดมา ถึงแม้ชีวิตที่สุดขอบทวีปมันจะสาหัส

ฉันเล่าให้ไมราห์ฟังอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยเลย

 

มันเยี่ยมไปเลยที่ไมราห์ ผู้ที่เป็นเทพที่สำคัญ และยังถูกนับว่าเป็นเทพที่ศักสิทธิ์ที่สุดสำหรับมนุษย์

มาฟังเรื่องของฉันอย่างกับแม่ฟังลูกชายตัวเองโอ้อวดเรื่องต่างๆ เธอเองก็ถามคำถามเป็นครั้งครา

ฉันเองก็ตอบทั้งหมดเลย พักนี้ ดูเหมือนว่าฉันกลายเป็นคนพูดเยอะเลยล่ะ เทพีแห่งโลกนั้นเป็นผู้ฟังที่ดีมาก

จากนั้น ในที่สุดฉันก็รูสึกตัวได้ว่าฉันยังไม่ได้บอกถึงเจตนาที่ฉันมาที่นี่ ฉันจัดท่าทางตัวเองและก้มหัวให้เธอ

 

"เรื่องราวของข้านั้นมันใช้เวลานานมากว่าที่คาดซะอีก

เหตุผลที่ข้าทนความอับอายที่เผยรูปลักษณ์ที่ค่อนข้างจะโทรมหน่อยๆให้แม่หญิงเห็นนั้น

ก็เพราะข้าต้องการจะพูดเรื่องเกี่ยวกับเซเลีย ขอบคุณคำทำนายของท่าน เธอจึงสามารถอาศัยภายในหมู่บ้านได้"

 

"ดีจังเลย เมื่อเร็วๆนี้ ผู้คนในหมู่บ้านนั้นสวดถึงข้า และวี่แววของสิ่งที่น่าคิดถึงมากนั้นสัมผัสได้

ข้าจึงเริ่มที่จะดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นที่โลกของมนุษย์และไปสะดุดที่เจ้ากับเด็กหญิงลาเมียกำลังพูดคุยอยู่กับชาวบ้าน

ข้าฟังเรื่องราวและก็ให้คำทำนายไปเพราะความกรุณา"

 

นอกเหนือจากนั้น ก็ต้องขอบคุณเรธิชา ผู้ที่มีทั้งความศรัทธาแรงกล้าพอที่จะรับคำทำนาย และจิตใจที่อ่อนโยน

ซึ่งทำให้สถานการณ์เป็นไปได้ด้วยดี อีกครั้งหนึ่ง ฉันก้มหัวให้กับไมราห์ แล้วนอกจากนั้น การที่ใช้คำทำนายนั้น

ถือเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ด้วยความจริงที่ว่าเธอใช้มันเพื่อช่วยให้เซเลียอาศัยในหมู่บ้านได้นั้น

ทำให้ความสงสัยว่าเธอจะเป็นอันตรายต่อชาวบ้านนั้นหายไปหมด ด้วยการที่ทำเรื่องขนาดนั้นแล้ว

ฉันได้แค่รู้สึกว่าฉันต้องตอบแทนเธอให้เพียงพอ

 

"จะด้วยยังไงก็ตาม ข้ารู้สึกว่าข้ายังไม่ได้แสดงความขอบคุณอะไรให้ท่านอย่างเพียงพอเลย

แม่หญิงไมราห์ ท่านอยากให้ข้าทำอะไรเพื่อตอบแทนท่านล่ะ? ข้าสามารถทำอะไรก็ได้เพื่อผลประโยชน์ของท่าน

ด้วยความสามารถทั้งหมดเท่าที่ข้ามีในตอนนี้ หรือในอนาคตหากท่านต้องมาสู้รบกับศัตรูที่แข็งแกร่งอย่างปิศาจร้าย

ข้าจะรีบถลาเข้าสู่สงครามเพื่อช่วยท่านเช่นกัน พลังของข้าที่สามารถทำได้ขนาดนั้นยังคงมีอยู่ไม่หายไป"

 

สิ่งที่เรียกว่าปิศาจร้าย พวกมันคือสิ่งที่มีชีวิตที่ร้ายกาจ เทพปิศาจ เทพจอมปลอมที่สิงสู่ในโลกวิญญาณร้ายของมันเอง

ภายในนั้น กลุ่มของปิศาจร้ายมีมากมายมหาศาล และถึงแม้จะทำลายพื้นที่ในเขตนั้นไปซักโหล

ก็จะยังคงมีปิศาจอยู่อีกเป็นล้านหรือพันล้านตัว แต่บางทีจำนวนของพวกมันอาจจะมีไม่จำกัด

และก็ยังคงจะพยายามกัดกินทำลายโลกต่อไป

 

ถ้าจะพูดให้ถูก โลกนั้นมันก็น่าจะเรียกว่านรก และภายในนรกนั้น มันก็ยังจะมีนรกเล็กๆอยู่ในนั้นอีก

และภายใน "นรกเล็กๆ" ส่วนนั้น ก็อาจจะมีผู้ปกครองซึ่งเป็นหัวหน้าของสมุนมากมายในโลกเล็กๆนั้น

 

ยังไงก็ตาม หากหนึ่งในพวกผู้ปกครองนั้นมาโจมตีเหล่าเทพและพยายามรบกวนสมดุลของโลก

ฉันจะทำลายมันและอาณาเขตของมันให้ไมราห์ ยังไงซะ ถ้าพวกมันจะชนะ ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้

มันก็คงจะให้ผลด้านลบร้ายแรงมากมายกับโลก ถ้าใครก็ตาม(เทพ) มาขอให้ฉันสู้กับพวกปิศาจพวกนั้น

ฉันก็คงจะปฏิเสธไป ให้พวกเขาจัดการปัญหาของตัวเองเอง

 

หลังจากที่ได้ยินความมุ่งมั่นของฉัน ไมราห์มีสีหน้าที่ไม่สบายใจ ฉันดิ้นรนหาวิถีทางที่จะตอบแทนบุญคุณ

และก็ตัดสินใจที่เสนอพลังในฐานะมังกรให้ คงจะดูเหมือนว่าจากการหาวิธีทดแทนอย่างเอาเป็นเอาตายของฉัน

จะทำให้ผู้มีพระคุณจนมุมเพราะไม่รู้จะตอบกลับยังไง ความรู้สึกผิดนั้นจู่โจมเข้ามาในทันที

และทำให้ฉันต้องรีบขอโทษออกไป ฉันจะไปสำนึกเรื่องนี้ คราวหน้าจะได้ไม่เป็นแบบนี้อีก

 

"ได้โปรดอย่าไปใส่ใจเลย ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก หากเป็นไปได้ แค่เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันต่อไปข้าก็ดีใจแล้ว"

 

"งั้นหรอกหรือ? ดีใจที่เจ้าพูดเช่นนั้นนะ หากเทพองค์อื่นๆนั้นเป็นเช่นเจ้า โลกเบื้องล่างนี่มันจะรุ่งเรื่องได้ขนาดไหนกันนะ?"

 

"เทพแต่ละองค์ก็ควบคุมในเรื่องต่างๆ ต่างกันไป พวกเราทำในสิ่งที่พวกเราชอบ

จะยังไงซะ พวกเราก็ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ดังนั้น โลกเบื้องล่างนั่นจึงเป็นผลจากการกระทำของพวกเรา

เจ้าไม่ชอบ โลกที่ไม่สมบูรณ์แบบ ในตอนนี้หรอกหรือ?"

 

"สหายเอ๋ย เจ้าเข้าใจไปในผิดทิศทางแล้ว ข้านั้นยินดีรับประสบการณ์ต่างๆที่มนุษย์นั้นสามารถสัมผัสได้

โลกที่เป็นอยู่ในตอนนี้นั้นให้ความสุขกับข้าได้มากมายแล้ว"

 

ฉันตอบกลับด้วยเสียงหัวเราะนิดๆ ไมราห์เองก็ตอบกลับด้วยรอยยิ้มเล็กๆบนใบหน้า

ยังไงก็ตาม ฉันก็เป็นกังวลนิดหน่อยว่านั่นเป็นรอยยิ้มแบบโบราณหรือว่าเป็นแบบเจ้าเล่ห์

พอมาคิดดูซักหน่อย ไมราห์นั้นมีทั้งความอดทนและความรักเหมือนกับคนเป็นแม่ แต่ในขณะเดียวกัน

เธอเองก็มีบุคลิกแบบเด็กสาว ความอดทนของเธอนั้นก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากวันเก่าๆ

แน่ล่ะว่า "ความรัก" นี้มอบให้กับเพื่อนๆของเธอเท่านั้นในความหมายของชื่นชอบ ไม่ใช่รักกัน

 

ถึงแม้มันจะสนุกที่ได้พูดคุยกับไมราห์หลังจากผ่านมาเป็นเวลานาน แต่ถ้าฉันยังคงอยู่ในดินแดนแห่งเทพ

ต่อไปอีกช่วงเวลาหนึ่ง ร่างมนุษย์ของฉันก็คงจะถูกทำลายในเวลาต่อมา คงจะดีที่สุดหากจะจบการสนทนาในเร็วๆนี้

หมู่บ้านเล็กๆที่ชายแดนของอาณาจักรคือที่ ที่ฉันอยากอาศัยอยู่ เพื่อจะใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน

พูดง่ายๆก็คือ ฉันรักหมู่บ้าน

 

"ข้าหมดเรื่องราวที่ไม่คาดคิดว่าจะยาวขนาดนี้แล้ว สนุกจริงๆที่ได้พูดคุยกับผู้ฟังที่ดีอย่างเจ้า แม่หญิง

ในเมื่อข้านั้นเกิดใหม่เป็นมนุษย์ คงจะลำบากน่าดูหากคนอื่นๆพบว่าข้าสามารถเข้าออกดินแดนนี้ได้ตามใจอยาก

ปัญหาพวกนั้นมันไร้สาระ เพราะงั้น ข้าคงต้องขอลาก่อนที่มันจะเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น"

 

"อา นั่นสินะ เพราะเทพแห่งสงครามอาร์เดสนั้นชื่นชอบการวัดพลังกับเจ้า หากเขาสัมผัสตัวตนเจ้าได้

เขาก็คงจะออกมาจากห้องน้ำร้อนๆพร้อมกับอาวุธในมือและรีบมาที่นี่อย่างไม่ต้องสงสัย

ถึงแม้ความจริงที่ว่าเจ้าจะอ่อนแอลงเมื่อเทียบกับตัวเจ้าในอดีต แต่วิญญาณของเจ้าก็ยังคงสว่างไสว

เทพองค์อื่นๆคงจะรู้ตัวได้ในไม่ช้า"

 

"และเหตุผลอื่นที่ข้าต้องขอตัวจากที่นี่คือ ข้าต้องรีบตื่นเช้าและไปทำงานในทุ่งมันฝรั่งพรุ่งนี้"

 

"มันฝรั่งที่เป็นที่รักหรอ?"

 

ไมราห์เอามือมาวางบนแก้มและก็เอียงคอไปข้างหนึ่งในขณะที่ถามฉัน

 

ฉันและมันฝรั่ง เป็นความสัมพันธ์ลึกลับที่ฉันไม่ควรจะไปคิดอะไร เพราะว่ามันไม่มีน่ะสิ

 

ฉันตอบไมราห์ที่มีท่าทางน่าเอ็นดูไปด้วยน้ำเสียงจริงจัง

 

"พวกมันคือมันฝรั่ง"

 

"เจ้ามี....มันฝรั่งที่เป็นที่รัก"

 

ฉันพยักหน้าให้กับประโยคของเธอและจ้องไปที่ดวงตาสีดำคู่นั้น ไม่นานนัก

เธอก็เอามือมาป้องปากตัวเองและหัวเราะคิกคักใหญ่

 

สงสัยจริงว่าฉันพูดอะไรตลกๆไปรึ? กระบวนการในการทำมันฝรั่งมันก็สนุกดีนะ ฉันว่า

 

ฉันเดินถอยมาสองสามก้าวและค่อยๆสยายปีก เมื่อฉันทำแบบนั้น

หญ้า ดอกไม้ ใบไม้ และกิ่งก้านเล็กๆต้นไม้ไสวอย่างแรงเนื่องจากแรงกดดันจากปีกของฉัน

ยิ่งฉันบินสูง ไมราห์ก็ยิ่งดูตัวเล็กลง และเธอโบกมือให้ฉัน จากนั้น เทพที่ดูยังเด็กๆ

ที่มีผมเปียสีน้ำเงินก็มาอยู่ข้างๆไมราห์ รูปลักษณ์ของเธออาจจะดูคล้ายเด็กสาว

แต่ให้ความรู้สึกว่าเธอโตกว่า บางทีเธออาจจะเป็นหนึ่งในพวกเทพชั้นล่าง

 

เธอสัมผัสได้ถึงตัวตนของฉันและรีบมาหาไมราห์เพราะคิดว่าเธอตกอยู่ในอันตรายรึ?

ไมราห์นี่ช่างเป็นเด็กทอมบอยจริงๆ ถ้าเรธิชามารู้เข้านี่ เธอจะมีปฏิกิริยาตอบสนองยังไงน้อ?

ก็ถือเป็นเรื่องที่ฉันอยากจะรู้เหมือนกันนะ

 

อย่างที่ว่า คงจะไม่ดีหากฉันยังอยู่ที่นี่ต่อไป ฉันจึงกระพือปีกลงและขึ้น บินด้วยร่างวิญญาณมาจากที่แห่งนั้น

ที่ๆไมราห์รอฉันอยู่ข้างหลังนั้นดูเป็นขนาดเท่าลูกหมาภายในพริบตา

 

เทพองค์นั้น บางที อาจจะกลายมาเป็นเทพเนื่องจากความเชื่อของมนุษย์

ในช่วงชีวิตของมนุษย์แล้ว พวกเขาค่อนข้างใช้เวลาไปกับการอุทิศตนให้กับเทพ และก็ไม่ได้จำกัดแค่กับไมราห์

ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นชื่อเสียง ความปรารถนา และความศรัทธาที่คนๆหนึ่งมี

และอิทธิพลที่พวกเขามีต่อผู้คนรอบข้างพวกเขาเอง หลังจากที่พวกเขาตายไป

ความเชื่อพวกนั้นอาจจะเปลี่ยนร่างเป็นเทพขึ้นมา

 

ฉันคือหนึ่งในสิ่งมีชีวิต/จิตวิญญาณที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา พวกที่ปกครองสวรรค์และนรก

ต่างพากันครั่นคร้ามเมื่อได้เห็นฉัน พยายามที่จะค้นหาถึงต้นตอและเข้าใจในธรรมชาติของฉัน

และก็ด้วยพลังของฉัน ทั้งชื่อและรูปลักษณ์ของฉัน ต่างเป็นที่รู้จักกันดีในเหล่าทวยเทพ ทั้งดีและร้าย

 

ในขณะเดียวกันที่ฉันคิดเรื่องพวกนี้ ย้อนกลับไปตรงที่ ที่ไมราห์ยืนอยู่

เทพอีกองค์ที่สวมชุดเทพที่มีแค่เทพเท่านั้นที่สวมได้ ยืนยันความปลอดภัยของไมราห์

และก็คุกเข่าลงต่อหน้าไมราห์ ขออภัยที่ไม่มาอยู่ตรงนั้นให้เร็วกว่านี้ ฉันลดความเร็วลงและร่อนลงสู่พื้น

จากนั้นก็มุ่งความสนใจไปที่การสนทนาระหว่างเทพฝึกหัดกับไมราห์ด้วยความสงสัย

 

"ความปลอดภัยของท่านไมราห์นั้นถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ข้า ผู้ที่ได้รับเกียรติมารับใช้ท่าน

นั้นปล่อยให้ท่านตกอยู่ในอันตราย ช่างน่าอับอายขายขี้หน้าเหลือเกิน

ได้โปรดลงโทษข้าตามที่ท่านปรารถนาด้วยเถิด"

 

เทพที่สำคัญๆส่วนใหญ่มันจะเอาเทพตำแหน่งสูงๆมาไว้ข้างกาย

แต่ไมราห์แล้วกลับชอบที่จะเอาเทพฝึกหัดมาไว้กับตัวเอง แปลกแยกจากคนอื่น

ว่ากันว่าเธอชอบดูแลพวกเขา สีหน้าของเทพฝึกหัดนั้นซีดลงตอนที่ไมราห์จับมือของเธอและช่วยให้เธอลุกขึ้น

เธอลูบแก้มของเทพฝึกหัด

 

"ข้าต่างหากที่ทิ้งเจ้าออกมาตามอำเภอใจ ไม่ใช่ความผิดของเจ้าหรอก เมย์ฟา เอาล่ะ ลุกขึ้นสิ"

 

ถึงหน้าของเมย์ฟาจะยังดูหมอง ไมราห์เองก็ยังคงลูบแก้มของเธอต่อไป

หลังจากนั้นสักพัก เมย์ฟาก็ตั้งสติอย่างรวดเร็วและแยกตัวออกจากมือของไมราห์

เมย์ฟาเองน่าจะใช้เวลาทั้งชีวิต รวบรวมความเชื่อความนับถือจากผู้คนมากมาย

แต่ต่อหน้าไมราห์แล้ว เธอก็เป็นได้เพียงแค่เด็กตัวเล็กๆ

บางที ธรรมชาติของเทพนั้นอาจจะเกี่ยวข้องกับการเกิดของพวกเขา

เนื่องจากแต่เดิมแล้วเทพมาจากคน

 

"โทษทีนะเมย์ฟา มังกรตัวนั้นเป็นเพื่อนเก่าแก่ของฉันเอง เนื่องจากสถานการณ์บางอย่าง

จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้พวกเธอทั้งคู่พบกัน ไม่มีเรื่องอะไรที่ต้องเป็นห่วงหรอก มาดูนี่สิ"

 

ไมราห์แสดงฉากที่งดงามและสวยที่สุดของดอกไม้ในโลก

เฉิดฉายอยู่บนสวรรค์และพัดไสวไปมาเบาๆเพราะถูกลมพัด ให้เมย์ฟาเห็น

มันเป็นภาพที่งดงามมากที่มีเพียงแค่ที่นี่เท่านั้น

และไม่มีทางที่เซเลียหรือครอบครัวของฉันหรือเหล่ามนุษย์จะได้เห็น

 

"ทั้งดอกไม้ หญ้า ต้นไม้ ไม่มีอะไรถูกเหยียบย่ำเละเทะเลย เห็นมั้ย?

เค้าคือคนที่ใส่ใจรายละเอียดมาก เจ้าไม่จำเป็นที่จะต้องแตกตื่นไปหรอก

เผื่อว่าเขาจะมาอีก"

 

ฉันรู้สึกเขินเล็กน้อยและก็เดินทางกลับร่างมนุษย์ที่หมู่บ้านเบิร์นต่อไป

หลังจากที่ฉันกล่าวขอบคุณไมราห์เสร็จ ฉันก็กลับมาที่ร่างมนุษย์ที่กำลังหลับอยู่ประมาณเช้าๆ

 

เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นสูงพอที่จะขับไล่ความมืดไป ฉันดื่มน้ำสดๆจากเหยือกและล้างหน้าเพื่อให้สดชื่น

จากนั้นฉันก็เตรียมอาหารเช้าตามปกติ ฉันอุ่นอาหารจากของเหลือจากมื้อเย็นเมื่อวาน

แต่สำหรับชาวสวน ปกติแค่ขนมปังดำกับมันฝรั่งเป็นมื้อเช้าก็พอใจแล้ว จากนั้นก็ออกไปทำงาน

ฉันเองก็เอาเนื้อรมควันจากกระต่ายกลายพันธุ์ที่ฉันล่าเมื่อก่อนหน้านี้ มารวมกับผักและกินกับไข่เจียว

ที่ทำมากจากไข่ของนกโดโดะที่เลี้ยงไว้หลังบ้าน

 

นกโดโดะเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีขนสีด่างๆ มีหงอนบนหัว และมีปีกโทรมๆ พวกมันบินไม่ได้

ฉันติดนิสัยชอบลูบตัวเล็กๆ เด็กๆนั้นต้องการความเอาใจใส่ แต่ฉันจะยับยั้งช่างใจหน่อยถ้าเป็นเด็กมนุษย์

ฉันมีนกโดโดะยี่สิบตัวที่บ้าน ขุมสมบัติที่พวกมันมอบให้นั้นเต็มไปด้วยสารอาหาร

ปกติแล้วฉันจะไม่กินเนื้อของพวกมัน ฉันจะกินก็ต่อเมื่อมันตายไปตามธรรมชาติ

อย่างเช่น ตายเพราะอุบัติเหตุหรือเพราะอายุมาก พวกมันให้ไข่ที่มีค่าสำหรับฉัน

เพราะงั้น ฉันจึงแทบจะไม่ฆ่าพวกมัน ฉันใส่เครื่องเทศเพื่อเพิ่มรสให้กับเนื้อกระต่ายด้วยสมุนไพรและมันเยี่ยมมาก

 

ตอนนี้ฉันเริ่มดูแลทุ่งมันฝรั่งตามที่บอกกับไมราห์ และมันฝรั่งจะเป็นอาหารจานหลักสำหรับมื้อเย็นของฉัน

แล้วเซเลียเป็นยังไงบ้างล่ะ คุณอาจจะถาม? เซเลียนั้นยังคงถูกเฝ้าดูด้วยทหารสามนายไม่ว่าเธอจะไปที่ไหนก็ตาม

ยังไงซะ ชาวบ้านก็ยังไม่เชื่อใจเธอสนิทใจ เซเลียเคยบอกกับฉันครั้งหนึ่ง ว่างานในทุ่งนั้นเป็นความรับผิดชอบของพ่อ

และเขาจะต้องผลิตอาหารให้มากพอสำหรับครอบครัว แต่ว่างานบ้านนั้นแม่จะเป็นคนสอน

เธอสามารถทำทุกอย่างเองได้ถึงจะอยู่ด้วยตัวคนเดียว เธอออกไปนอกหมู่บ้านเพื่อล่าสัตว์ ปลา และอื่นๆ

เพราะเธอรู้ว่าชาวบ้านยังไม่เชื่อถือเธอสนิทใจ

 

สำหรับฉันแล้ว ฉันเอาเรื่องที่ว่าเซเลียช่วยฉันจากหมีเกราะมาขอให้หัวหน้าอนุญาตให้ฉันดูแลเธอเอง

และเขาก็รับรองให้ฉันอย่างไม่เต็มใจ ยังไงก็ตาม ก็ยังมีความระแวงถึงลาเมียอยู่รอบๆ

ฉันถึงกับรู้สึกได้จากพี่น้องและพ่อแม่

 

ส่วนตัวแล้ว ฉันคิดว่าถ้าเซเลียพยายามอย่างหนักที่จะให้พวกเขายอมรับ เวลาอย่างต่ำก็คงจะประมาณห้าวัน

มันก็นานพอที่จะให้พวกเขารู้ถึงบุคลิกของเธอ กระบวนการนี้ไม่ควรรีบร้อน ก็เหมือนกับเมื่อก่อน

สิ่งที่เซเลียต้องการทั้งหมดก็แค่เวลา ยิ่งเธอใช้เวลาอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน ชาวบ้านก็จะยิ่งสบายใจเมื่ออยู่ใกล้ๆเธอ

เพราะงั้นตามธรรมชาติแล้ว ฉันถึงไม่ได้กังวลอะไรกับมันมาก

 

เซเลียนั้นถูกมอบกระท่อมหลังหนึ่งให้ กระท่อมนั้นแต่เดิมแล้วเป็นของครอบครัวหนึ่ง

ซึ่งออกจากหมู่บ้านเพื่อเดินทางลงใต้ไปเนื่องจากการแต่งงานของลูกชาย มันจึงไม่ได้รับการดูแล

 

"จะอยู่ที่บ้านฉันซักพักก็ได้นะ"

 

ฉันแนะนำไปอย่างนั้นแต่โชคร้ายที่ถูกปฏิเสธ เหตุผลที่เป็นแบบนั้นก็เพราะยังมีความไม่ไว้ใจ

และข่าวลือเรื่องการอาศัยกับปิศาจคงจะเริ่มสะพัด ทำให้ผลที่ตามมามันไม่ดี

 

กระท่อมถูกทิ้งร้างไว้มาห้าปีแล้ว และก็ต้องขอบคุณวิธีสร้างบ้านที่มั่นคงล่ะ

ทั่งฝน ลมจึงไม่ได้ทำความเสียหายให้กับมันมากนัก ถึงหน้าต่างบางส่วนจะแตกอยู่บ้างและบ้านมีลมโกรก

มีรังหนูอยู่ในกระท่อมด้วยแต่เมื่อเซเลียปรากฏตัวขึ้น มันก็หายไปอย่างลึกลับ

ก็เข้าใจได้อยู่ เพราะเซเลียมีร่างเป็นงู และงูนั้นก็ถือเป็นศัตรูตามธรรมชาติของหนู

แต่ก็นะ พวกหนูมันวิ่งแจ้นกันไปด้วยความเร็วอย่างกับสายฟ้า

 

เมื่อวาน เซเลียนั้นถูกพาไปที่กระท่อม และเริ่มใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นตั้งแต่บ่าย

หัวหน้าหมู่บ้าน แม่หมอ บาลิน และเรธิชา ประกาศว่าพวกเขาจะรับผิดชอบที่จะคอยจับตาดูเธอเอง

พร้อมกับทหารห้านาย และพ่อของฉัน โกราน เองก็ขอที่จะมีส่วนร่วมด้วย

ถือเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างใหญ่เลยนะนี่ แต่มันก็ถูกตั้งขึ้นในกรณีที่เซเลียตัดสินใจที่จะแสดงความเป็นภัยออกมา

แล้วก็ เพราะว่ามีแค่เรธิชาที่ได้รับคำทำนายจากไมราห์ จึงมีความระแวงว่าเธอนั้นจะรู้จักกับเซเลีย

แต่ผู้การบาลินสนับสนุนว่าพวกเขาไม่มีความเกี่ยวข้องกัน เพราะเธอก็อยู่ที่นั่นตอนเหตุการณ์การพบกัน

 

ถึงแม้พ่อของฉันจะมีความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรมากกับเผ่ากอบบลินและโคโบลด์

เขาก็ช่วยไม่ได้ที่จะเป็นห่วงที่ฉันเป็นมิตรกับลาเมีย เขาห่วงครอบครัวของตัวเองมากกว่าใครอื่น

แม้ฉันจะเป็นเพื่อนกับปิศาจ ปิศาจที่มีศักยภาพและอันตรายมาก เขาก็ยังเคารพและเชื่อใจการตัดสินใจของฉัน

ยิ่งกว่านั้น เขายังกล้าพอที่จะอาสาคอยสังเกตเธอ ฉันภูมิใจในตัวพ่อจริงๆ

 

โชคร้ายหน่อยที่สิ่งที่เหลือภายในกระท่อมมีแค่ชั้นวางเปล่าๆกับกองฟืนเก่าๆ

แต่เซเลียก็ไม่ได้เป็นห่วงเรื่องพื้นที่ใช้ชีวิตของเธอแม้แต่น้อย เธอได้รับหมอนกับผ้าผืนชุดใหม่

เพื่อที่จะปูบนเตียงฟางที่ห้องด้านหลังกระท่อม เป็นที่นอน

แต่เพราะร่างส่วนล่างของเซเลียเป็นงู คุณยายมากุรุจึงแนะนำให้ใช้ผ้าพวกนั้นแทนที่จะหลับแบบมนุษย์

จริงๆแล้ว คุณยายมากุรุนั่นแหละที่ให้ผ้าชุดใหม่จากบ้านของเธอเองและหมอนกับเซเลีย

คุณยายมากุรุอยากจะรับเซเลียเป็นสมาชิกของหมู่บ้านจริงๆล่ะ

บางทีมันอาจจะเกี่ยวข้องกับลางดีที่เธอสัมผัสได้ก็ได้

 

นอกเหนือไปจากผ้าหมอนแล้ว เซเลียยังได้รับเครื่องเรือนชุดใหม่และเนื้อรมควันจากสัตว์ที่เธอล่ามา

จริงๆเธอไม่ต้องการหม้อชุดใหม่อะไรหรอกเพราะเธอนำมาเองแล้ว และเธอก็จัดมันไว้ใกล้ๆกับกองฟืน

สำหรับเซเลีย ผู้ที่ตังแค้มป์ในหมู่บ้านโคโบลด์ที่ถูกทิ้งมาจนถึงเร็วๆนี้

เธอไม่มีปัญหาเรื่องอาศัยในกระท่อมเลยแม้แต่นิดเดียว

 

เธอกอดหมอนและสูดหายใจเอากลิ่นผ้าใหม่อย่างลึก ล้มลงบนเตียงและกลิ้งไปมาพร้อมกับหัวเราะคิกคัก

 

เฮ้อ เธอนี่น่ารักจริงๆเลยน้า

 

การกระทำที่ใสซื่อบริสุทธิ์แบบนั้นช่างเหมาะกับรูปลักษณ์เด็กสาวต่อหน้าพวกเขา

หัวหน้าหมู่บ้าน ผู้คน และถึงขนาดผู้คุ้มกันของผู้การบาลิน จ้องกันไปมาอย่างมึนงง

และความกดดันก็ลดทอนลงไป

 

พฤติกรรมของเธอนั้นไม่ใช่ของปลอม และคนพวกนี้ก็รู้ เพราะงั้นมันถึงไร้เหตุผลเอามากๆ

ที่จะไปคิดว่าคนแบบนั้นจะเป็นปิศาจที่น่ากลัว ยอมรับเถอะ ลาเมียถึงจะอันตรายก็จริง

แต่ไม่ใช่ในกรณีนั้นสำหรับเซเลีย ฉันว่าการที่จะทำความรู้จักกันนั้นดีกว่าแทนที่จะยึดภาพความกลัวในจินตนาการ

และก็ไปเกลียดชังเผ่าอื่น ในกรณีนี้ คือเผ่าลาเมีย

 

หลังจากเธอเล่นสนุกกับหมอนและเอาข้าวของเครื่องใช้ออกมาหมดแล้ว

เธอก็โค้งให้กับผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน ขอบคุณพวกเขาด้วยรอยยิ้มสดใสบนใบหน้า

แค่นั้น เมื่อรวมกับผมลอนสีทองของเธอแล้ว ทำให้เธอคล้ายกับดอกทานตะวัน

หลังจากนั้น พวกเขาก็ปล่อยให้เธออยู่ตามลำพังไปทั้งวัน

 

ดูที่รอยยิ้มนั่นสิ ใครมันจะไปคิดว่าเซเลียคือปิศาจอันตรายล่ะ?

รอยยิ้มของเซเลียนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกขอบคุณจากก้นบึ้งของหัวใจที่น่าเอ็นดูและใส่ซื่อของเธอ

 

วันแรกของเซเลียในหมู่บ้านเบิร์นนั้น ถูกพาแนะนำรอบๆหมู่บ้านและเพื่อนบ้าน

วันถัดมา เซเลียไปล่าสัตว์กับพรานคนอื่นในหมู่บ้าน เซเลียนั้นยังเด็กและเป็นลาเมียที่ยังไม่บรรลุนิตาวะ

แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็สามารถช่วยคุ้มกันเหล่านายพรานจากปิศาจอื่นๆใกล้ๆหมู่บ้าน

ฉันรู้สึกโล่งอกที่กลุ่มนักล่ากลุ่มนั้นจะปลอดภัยเมื่ออยู่ใกล้ๆเธอ

 

ฉันกินข้าวเที่ยงซึ่งมี ขนมปังดำ เนื้อกระต่ายกลายพันธ์รมควันผสมกับผัก ปลาย่างที่ฉันจับมาจากแม่น้ำ

และเหยือกที่เต็มไปด้วยนมของมิว ฉันกินเยอะแต่ก็ทำงานหนักเหมือนกัน ในขณะเดียวกันนั้น

ฉันก็เพลินเพลินไปกับทุกๆวัน

 

เมื่อหมดวัน เหงื่อฉันท่วมตัวและชุ่มแก้มกับหน้าผาก

ความเมื่อยล้าทำให้ร่างของฉันรู้สึกหนักและแขนกับนิ้วก็ยากที่จะขยับ

ด้วยดวงอาทิตย์ที่เริ่มตกที่ปลายขอบฟ้าแล้ว ลมที่พัดผ่านทำให้ฉันรู้สึกมีความสุขที่มีชีวิต

 

ด้วยท้องฟ้าที่แดงไปหมดเพราะดวงอาทิตย์เริ่มจะตกแล้ว ทุกๆคนในทุ่งก็เริ่มจะเก็บข้าวของ เตรียมกลับบ้าน

ฉันไปเอาแหที่ทิ้งไว้ในแม่น้ำเมื่อเช้า และมันจับปลาได้บางตัว พาดไว้ที่หลังและกลับบ้าน

ฉันเพิ่งแค่จะแก้นิสัยหาอาหารมากเกินไป ฉันเพิ่งสามารถหาได้เท่าจำนวนที่ต้องการ

นิสัยที่ชอบใช้เวทมนตร์ของฉันตอนที่ทำเรื่องต่างๆนั้นก็ยังคงอยู่จากชีวิตในอดีต

แต่ฉันก็จำกัดมันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แต่ก็เป็นครั้งคราว ฉันก็มักจะใช้เวทอยู่เนืองๆ

และมันก็ไม่ค่อยจะดีนัก

 

คนๆหนึ่งต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดของเขาและทำให้ถูกต้องทีละขั้น ทีละขั้น

 

ฉันตัดสินใจที่จะท้าทายทุกสิ่งที่มนุษย์สามารถทำได้ และฉันก็ไม่กลัวที่จะล้มเหลว

ล้มเหลวที่ท้าทาย ลองใหม่อีกครั้ง ล้มเหลวอีกครั้ง แล้วก็ลองใหม่ ท้ายที่สุด

มันก็จะนำไปสู่ความสำเร็จหากใครคนนั้นมีความอดทนและแก้ไขจุดผิดพลาดของตัวเองไปตามกระบวนการ

วิธีนี้เข้ากับบุคลิกของฉันค่อนข้างดีเลยทีเดียว ฉันใช้เวลามากมายไปกับการเรียนรู้

และทำกับดักจับปลาให้สมบูรณ์แบบตามที่พ่อและพี่ชายสอนมา และในตอนนี้ฉันเองก็ไม่ได้ถือว่าแย่

ตอนที่ฉันมัวแต่ยุ่งคิดถึงเรื่องกับดักของตัวเอง ฉันก็เดินผ่านบ้านหลังหนึ่ง และเด็กสาวที่หลบอยู่หลังประตู

ก็เรียกฉันด้วยเสียงเบาๆ

 

"อ๊ะ ดราน-ซัง เข้ามาซักเดี๋ยวได้มั้ย? หนูอยากให้ดรานลองชิมดูหน่อย(?)"

 

เจ้าของเสียงนั้นคือมิรุ ลูกสาวอายุสิบสี่ของมิวและผู้การบาลิน

 

เลือดของมิวนั้นเข้มข้นในตัวมิรุ และเพราะงั้น เธอเองจึงมีร่างกายคล้ายกับมนุษย์วัว

ทั้งขน กีบ หางที่ยาวออกมาจากเหนือก้นเลยถึงหัวเข่า หูของเธอผุดออกมาจากผมสีน้ำตาล

และขนเธอก็มีลายดำกับขาว หน้าอกที่เติบโตอย่างดีของเธอเองก็ถูกเสื้อสีขาวที่เธอสวมดันขึ้น

เอวแคบของเธอนั้นก็พอๆกับแม่ของเธอถึงแม้จะอายุแค่นี้ บรรยากาศรอบตัวเธอเองก็อ่อนโยนอย่างแม่ของเธอ มิว

 

เอาตรงๆนะ บางทีฉันก็คิดว่าไอรินั้นอ่อนกว่าเธอไม่กี่ปี แต่มิรุอ่อนกว่าไอริด้านจิตใจ?

 

ในคืนนี้ มิรุมองฉันด้วยความใสซื่อและรอยยิ้มที่ไร้การป้องกันอย่างสิ้นเชิง

และฉันเดินเข้าไปหาเธอ

 

ฉันเดินผ่านประตูที่ๆมิรุยืนอยู่ ก่อนที่ฉันจะเข้าไปในบ้าน มิรุกระเถิบไปด้านข้างและหน้าอกของเธอก็กระเด้งตอนที่เธอขยับ

หลังจากเข้ามาข้างในแล้ว ฉันก็ตามมิรุไปแต่โดยดี ผู้การบาลินสูญเสียพ่อแม่ของตัวเองไปตอนที่เกิดการระบาด

และพวกปิศาจโจมตี เขาพบกับมิวตอนที่ฝึกเป็นทหารที่กาโลอิส และหลังจากที่พวกเขาแต่งงานกัน

พวกเขาก็อาศัยอยู่ที่นี่มานับแต่นั้น

 

ฉันถูกมิรุพาไปยังโต๊ะอาหารที่มีเก้าอี้หกตัวรอบโต๊ะยาว มิวเองก็อยู่ในห้องเช่นกัน

ไม่ว่าจะกี่ครั้งกี่คราที่ฉันเห็นมิวกับมิรุอยู่ด้วยกัน มันก็ช่วยไม่ได้ที่จะคิดว่าพวกเขาอย่างกับพี่น้อง

พวกผู้ชายในหมู่บ้านนั้นช่วยอะไรไม่ได้นอกจากอิจฉาผู้การบาลิน

 

"สวัสดี มิว-ซัง หวังว่าผมคงไมได้มากวนนะ"

 

"โอ้ ไม่หรอก ดราน-ซัง ไม่ใช่ความผิดของเธอหรอก ยังไงซะ มีบางอย่างที่ฉันอยากให้เธอชิมให้หน่อย

ตามสบายและนั่งที่โต๊ะเลย"

 

ฉันรับข้อเสนอของมิว-ซังและนั่งบนเก้าอี้ ฉันมีความรู้สึกว่าจะได้ชิมอะไรอร่อยๆ

ฉันก็เลยแอบสงสัยว่ามันคืออะไร

 

"เอ๋? หรือว่านี่คือ...?"

 

มิรุวางแก้วที่มีของเหลวสีขาวต่อหน้าฉันพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า

กลิ่นหวานๆนั้นลอยขึ้นมาจากของเหลว

 

"นมนี่ หรือว่านมของมิรุหรอ?"

 

"ใช่แล้วล่ะ วันนี้ หนูเริ่มทำนม~~ หนูให้พ่อกับเทาโรชิมดู แต่หนูก็อยากให้คนนอกครอบครัวชิมบ้างเหมือนกัน

เพราะงั้น ช่วยดื่มหน่อยได้มั้ยคะ?"

 

เทาโรนั้นคือน้องชายของมิรุ เขารับกรรมพันธุ์มาจากมนุษย์วัว และผู้การบาลินเองก็สอนศิลปะการต่อสู้ให้ด้วยตัวเอง

ว่ากันว่าในอนาคต เทาโรนั้นวางแผนจะเป็นไม่นักผจญภัยก็ทหาร

 

"อื้ม ยินดีเป็นอย่างยิ่งเลย"

 

เพราะการผลิตนมนั้นถือเป็นสัญญาณว่าร่างกายของมนุษย์วัวผู้หญิงได้เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว

ฉันจึงไม่ได้อายอะไรเลย ยิ่งไปกว่านั้น ฉันรู้สึกว่ามันถือเป็นอะไรที่เอาไว้อวดซะอีก

 

เพราะความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์วัวและมนุษย์นั้นล้ำลึก

นมของพวกเขานั้นให้สารอาหารที่มีค่ากับมนุษย์ การช่วยมิรุโดยการชิมน้ำนมของเธอนั้นก็ไม่ใช่เรื่องมากมายอะไรนัก

ด้วยนมที่วางอยู่ต่อหน้าฉัน ฉันก็ได้แต่คิดว่ามิรุรีดน้ำนมออกมาด้วยตัวเองหรือมิวทำให้

เพราะมิรุเองก็ยังไม่มีประสบการณ์หรือเปล่า?

 

"เพราะว่าฉันยังไม่ได้ฝึกรีดน้ำนมออกมาเอง แม่ก็เลยเข้ามาช่วย

มันเพิ่งรีดออกมาเมื่อเช้า รสชาติมันแย่กว่าตอนนั้นมั้ย? ดราน-ซัง ช่วยชิมทีได้มั้ยคะ?"

 

"ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธคำขอของเธอซักนิด ฉันจะชิมล่ะ"

 

ไม่มีเหตุผลอะไรที่ฉันจะไม่ชิมมัน มิรุเข้ามาที่ข้างซ้ายฉันและนั่งลง

ยื่นหน้าเข้ามาหาฉันและจ้องเขม็ง ขอฉันให้ชิมนม หลังจากที่ฉันตอบ เธอก็มีรอยยิ้มทั่วใบหน้า

จากจุดที่เธอนั่งและเอนเข้ามาหาฉัน หน้าอกบะเลิ่มเฮิ่มของเธอนั้นอยู่ด้านล่างโดยตรงฉันจึงต้องหลบสายตา

 

ความลับของอกที่ดึงดูดสายตานี่มันอะไรกัน?

 

นี่มันใหญ่กว่าของเซเลียซะอีก มนุษย์วัวผู้หญิงมีหน้าอกใหญ่ขนาดนี้ทุกคนเลยมั้ยนี่?

 

ฉันเอาแก้วนมมาที่ปากและจิบดู ฉันทำให้แน่ใจว่าจะไม่กลืนมันลงไปในทีเดียว

และลิ้มรสให้ทั่วถึง เพลินเพลินไปกับรสชาติของนม

 

"อร่อย หวานกว่านมของมิวอีก ด้วยนมนี่ล่ะก็ ชาวบ้านจะต้องดีใจมากแน่ๆ"

 

มิรุมองฉันด้วยสายตาปิ๊งๆในขณะที่รอความประทับใจจากฉัน

ฉันมอบความประทับใจอย่างจริงใจให้เธอ และเพราะว่าคลังศัพท์ฉันมันน้อย ฉันก็เลยบอกเธอไปตามที่คิด

ไม่เวอร์ไปมากกว่านั้น หลังจากนั้น ฉันก็วางแก้วที่ว่างเปล่าลงและดื่มแก้วอื่นๆ

มิรุมองฉันด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าและค่อยๆเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเขินอาย

ไม่ว่าจะทางใดทางหนึ่ง ฉันพูดสิ่งที่อยู่ในหัวออกไปตรงๆ และฉันก็ดีใจที่เธอชอบมัน

มิวที่ได้ยินคำตอบของฉันก็โล่งอกและเก็บแก้วไป

 

ถึงแม้พวกเราจะอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน แต่การรีดนมนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะไปโชว์ให้แขกดู

และก็ ไม่! ฉันไม่ผิดหวังเลยซักนิด มิรุยิ้มอย่างดีใจและจู่ๆก็กอดหัวฉันเข้ากับหน้าอกของเธอ

ซึ่งมันรู้สึกสุดยอดมาก อกของสาวใหญ่แทบจะไม่สามารถเทียบได้เลย

 

เฮ้อ มันช่างเต็มไปด้วยความนุ่มแต่ก็ยืดหยุ่นสุดๆ นี่คือหน้าอกที่ผลิตนม และฉันก็คงที่จะไม่มีวันเบื่อที่จะสัมผัสมัน

 

คงจะดีถ้าฉันจะนับถือมนุษย์วัวผู้หญิงและแสดงถึงความขอบคุณนับตั้งแต่นี้

 

"โอ้ ดีจังเลย ถ้าดราน-ซังว่างั้นแล้วล่ะก็ หนูคิดว่าชาวบ้านจะต้องดีใจแน่ๆ

ก่อนหน้านี้หนูกังวลอยู่นิดหน่อย ขอบคุณมากนะคะดราน-ซัง~~"

 

"มึ๊มมมมมมมม"

 

มิรุเพิ่มแรงในการกอดฉันเข้ากับอกของเธออย่างใส่ซื่อ ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรนะเพราะมันนุ่ม กลิ่นก็หอม

และก็รู้สึกสบาย ยังไงก็ตาม มันก็เป็นการกระทำที่ฉันจะไม่พาไปในทิศทางผิดๆ

ในขณะที่ฉันคิดถึงสิ่งที่ควรจะทำ มิรุก็ปล่อยหัวฉันออกมาในท้ายที่สุด

ก็นะ...ฉันรู้สึกทั้งผิดหวังและโล่งอก แต่เหมือนผิดหวังจะมากกว่าโล่งอกรึเปล่านะ?

 

"ขอโทษนะหนูกอดไปซะจนไม่ได้นึกถึงมารยาทตัวเองเลย พ่อหนูเองก็บอกให้ปรับปรุงแต่หนูก็แค่ดีใจมาก"

 

นิสัยของมิรุที่กอดคนอื่นอย่างไม่ตั้งใจนั้นมีมาตั้งแต่ตอนเธอเล็กๆ

ความจริงแล้ว เธอแทบจะกอดเด็กๆเพื่อนๆทุกคนที่อายุเท่าๆกับเธอไปหมดแล้ว

เธอเองก็ยับยั้งช่างใจไปอยู่เมื่อปีที่แล้ว แต่ดูเหมือนจะไม่ได้หายไปอย่างสนิท

 

"เธอไม่ควรจะไร้การป้องกันแบบสุดๆต่อหน้าผู้ชายนะ มิรุ

หลังจากที่เห็นเธอทำแบบนั้นแล้ว คนอื่นๆอาจจะเอาเปรียบจุดนั้นได้นะ

เพราะว่ามิรุนั้นน่ารัก พวกผู้ชายอาจทนไม่ไหวและจู่โจมเธอได้"

 

"เอะ เอ๋? น่ารัก? หนูหรอ?"

 

"ก็นะ"

 

โอ้? หน้ามิรุแดงระเรื่อเลย บางทีเธออาจไม่คุ้นเคยกับวิธีพูดแบบนี้ เด็กนั้นทำตามสิ่งที่พ่อแม่สอนไปง่ายๆ

แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการก็คือประสบการณ์ และเมื่อถึงเวลา พวกเขาจะหาคู่ที่เหมาะสมของตัวเองได้เอง หรือว่าไม่

แต่ฉันก็ทำได้ดีอยู่นา

 

ความเข้าใจของมิรุในเรื่องนั้นมีจำกัด แต่โชคดีสำหรับเธอ เสน่ห์ทางกายภาพของเธอนั้น

ไม่เป็นรองใครแน่นอน แต่บุคลิกของเธอในทางกลับกันแล้ว อาจจะเป็นปัญหานิดหน่อย

มิวเอานมมาเพิ่มอีกแก้ว และฉันตัดสินใจที่จะอยู่ที่บ้านเธอเพื่อจะพูดคุยต่ออีกซักหน่อย

ฉันได้รับเหยือกนมมาจากมิว และตอนที่เธอกำลังมอบให้ฉันนั้น

การเคลื่อนไหวของน้ำนมข้างในทำให้ฉันนึกถึงการเคลื่อนไหวของหน้าอก

 

"ค่อนข้างเยอะน่าดูเลยนะนี่"

 

"ในที่สุดฉันก็รีดออกมาได้หมด และเพราะมิรุกับฉันสามารถผลิตนมได้แล้ว

ถึงพวกเราจะสามารถทำให้ทุกๆคนดื่มมากตามที่ต้องการได้ แต่ก็จะยังเหลือส่วนเกินอยู่

เพราะงั้นพวกเราจะส่งออกไปหมู่บ้านอื่นๆและแลกเปลี่ยน เพราะงั้น มิรุกับฉันต้องทำให้ดีกว่านี้"

 

"เหะเหะ ช่วยดื่มเยอะๆเลยนะคะ ดราน-ซัง~~"

 

"โอ้ ขอบคุณมาก"

 

ฉันกล่าวลามิวกับมิรุและมุ่งหน้าไปยังแม่น้ำเพื่อจะวางกับดักในที่ดีๆ

 

ฉันเอาปลาชาล็อตสองตัวออกมาจากกับดักก่อนหน้านี้แล้ว

ฉันรู้สึกดีที่รู้ว่ากับดักมันทำหน้าของมันได้ดีเยี่ยม ในขณะที่กำลังเดินกลับบ้าน

ด้วยปลาและเหยือกนมของมิรุ อาหารเย็นคืนนี้คงจะต้องอร่อยมากแน่ๆ

 

ดูเหมือนว่าความคาดหวังของฉันที่เซเลียจะเข้ากับคนอื่นๆในหมู่บ้านจะทรยศซะแล้ว

แต่ในทางที่ดีนะ ฉันนี่ประเมินทักษะทางสังคมของเซเลียและการปรับตัวของชาวบ้านต่ำไปจริงๆ

 

พอถึงเวลาอาหารเที่ยง ฉันไปพักเบรคและนั่งบนตอไม้ใกล้ๆกับทุ่งถั่วของฉัน

มองดูเซเลียและเด็กๆว่ายน้ำด้วยกันในแม่น้ำ ใช่แล้วล่ะ พวกทหารก็ทำหน้าที่ของตัวเองอยู่ คอยเฝ้าดูเซเลีย

แต่แรงกดดันจากวันแรกนั้นลดลงไปอย่างมาก อย่างน้อยก็ตอนนี้ล่ะนะ

ยังไงก็ตาม พวกเขาก็ยังพกอาวุธ พร้อมที่จะพุ่งเข้าใส่เธอหากจะมีอะไรเกิดขึ้น

อย่างที่คิดสำหรับทหารที่สู้ในแนวหน้า

 

มันก็สามวันแล้วตั้งแต่ที่เธอเริ่มมาอาศัยที่นี่ เหล่าเด็กๆก็เรียกเธอว่า "พี่เซเลีย" ไปแล้ว

ตอนนี้ ฉันสามารถมองเห็นเซเลียเล่นกับเด็กๆอยู่ได้ และสำหรับพวกเด็กๆแล้ว

บางทีเธออาจจะเป็นพี่สาวที่สมบูรณ์แบบไปเลยก็ได้ เธอถูกเด็กบางคนตีน้ำใส่

ในขณะที่คนอื่นๆก็เกาะหางของเธอ ฉันสามารถได้ยินเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานจากเด็กทุกๆคนรวมทั้งเซเลีย

 

ฉันเคยถามเซเลียไปว่าเธอคิดยังไงกับเด็กๆ แต่เธอตอบกลับว่าเธอเป็นเด็กคนเพียงเดียวในครอบครัว

ดังนั้น เธอบอกว่ามันก็คงจะสนุก และเล่นกับเด็กๆก็คงเหมือนเล่นกับน้องชายและน้องสาว

ในเมื่อฉันไม่มีเวลาว่างมากมายที่จะใช้กับเซเลียและสามารถปฏิสัมพันธ์กับเธอได้แค่ตอนกลางคืน

ก็ยังดีที่รู้ว่าเธอเองก็สนุกสนานกับพวกเด็กๆ

 

อีกอย่าง ประสิทธิภาพการล่าของหมู่บ้านก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งหมดนั่นต้องขอบคุณพลังเวทของเซเลียและตาปิศาจ

ยิ่งกว่านั้น เซเลียกินเนื้อนิดเดียวกับผัก สัตว์ตัวอื่นๆที่เธอล่าจึงมอบให้กับหมู่บ้าน

และเธอก็ได้รับชื่อเสียงที่ดีจากพวกนักล่าด้วยกัน แล้วก็

ไม่มีพ่อแม่คนไหนหยุดให้ลูกของพวกเขาเลิกเล่นกับเซเลียอีกแล้วด้วย

มันเยี่ยมไปเลยที่เซเลียเข้ากันได้ดีกับผู้คนที่นี่

 

แต่ตอนนี้ มีเรื่องอื่นที่รบกวนฉันอยู่ คือเหตุการณ์หมีเกราะนั่นเอง

ทำไมปิศาจที่อาศัยลึกเข้าไปในป่าตะวันออก ซึ่งแทบจะไม่ได้เห็นในบริเวณนี้ ปรากฏตัวขึ้นล่ะ?

โชคดี ที่ยังไม่มีวี่แววของตัวที่สอง แต่มันก็อาจจะจำเป็นที่จะต้องสำรวจซักหน่อย

 

เฮ้อ...ฉันควรจะไปขอคำอนุญาตให้เข้าไปสำรวจในป่าดีไหมนะ?

 

ในวันหนึ่ง ฉันต้องเข้าร่วมการอบรมฝึกต่อสู้เพื่อเหล่าเด็กๆกับผู้การบาลิน

สถานที่ฝึกอยู่ตรงลานของร้านอาหารพักแรมสองชั้นพร้อมกับทหารที่ประจำการอยู่ด้านนอก

เทียบกับเหล่าทหารที่แต่งตัวเต็มสรรพที่อยู่ข้างๆพวกเราแล้ว ฉันกับอัลเบิร์ตมีแค่หอกไม้กับดาบฝึกซ้อมเท่านั้นเอง

ไอริ-จังและเด็กคนอื่นๆมองมาที่พวกเราด้วยสายตาที่ดูเหมือนว่าจะเปรียบเทียบว่าใครจะเก่งกว่ากัน

 

ผู้ช่วยมาริด้านั้นอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของผู้การบาลินและมีอำนาจสั่งการเป็นรอง

เธอมีดวงตาเด็ดเดี่ยวสีน้ำตาล ทรงผมเธอตัดเป็นทรงบ๊อบด้านข้างเทลงมาข้างหน้า

และทั้งหมดทั้งมวล เธอดูสวยมาก ทักษะทางดาบของเธอเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าความสวยของเธอเช่นกัน

วิธีที่เธอจับดาบนั้นดูคล่องมาก ไม่ว่าศัตรูหน้าไหนก็ตามคงจะโง่มากหากคิดว่าท่าทางที่สง่างามนั้นไม่อันตราย

 

ผิวของเธอสีแทน และเธอก็สวมเกราะอกบางส่วนทับชุดหนังบางๆ

ในมือเธอถือดาบที่มีคมด้านเดียว ตัวดาบนั้นโค้งเล็กน้อยและที่ปลายมีความคมมาก

 

มาริด้านั้น สำหรับผู้หญิงแล้วถือว่าเป็นคนที่สูง แต่ว่าเธอก็ด้อยกว่าผู้ชายในเรื่องของกล้ามเนื้อ

ความทนทานและความสามารถทางกายทั้งหมด แม้จะอยู่ในการฝึกก็ตาม

ดังนั้น เธอจึงเอาดีทางด้านความเร็ว ความแม่นยำ ความคล่องแคล่ว และการโจมตีที่อันตราย

เมื่อมองมาริด้าที่กำลังควงดาบในขณะที่เคลื่อนไหวไปมาบนพื้น และฟันลม

มันดูเหมือนกับนักเต้นที่ขยับไปตามเสียงเพลง อย่างกับเธอกลายเป็นส่วนหนึ่งของสนามรบ

จะพูดว่านั่นคือพรสวรรค์ตามธรรมชาติของเธอก็ได้

 

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าถ้าเธอนั้นย้ายไปอยู่ในเขตที่ใกล้ใจกลางของอาณาจักร

เธอคงจะได้รับสมยานามว่า "ซอร์ดมาสเตอร์"

การที่มาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่ห่างไกลด้วยฝีมือทางดาบระดับนั้นนี่มันช่างน่าเสียดายจริงๆ

น่าแปลก ที่คู่ซ้อมของเธอนั้นตั้งรับเธอได้ค่อนข้างดี

ส่วนหนึ่งก็คงมาจากที่ว่ามาริด้านั้นยังอ่อนประสบการณ์ด้านการรบ

ส่วนคู่ปรับของเธอนั้นคือทหารที่ผ่านการรบมาโชกโชน

 

และใครคนหนึ่งที่มาอาศัยอยู่ที่ร้านอาหารพักแรมมาสองสามวันเองก็อยู่ที่นี่เช่นกัน

เธอเป็นนักผจญภัยและพักอยู่ที่ร้านอาหารพักแรมเพื่อค้นหาข้อมูล

เพราะว่าเธอเห็นเจ้าจระเข้ยักษ์ตัวนั้นและเธอก็อยากจะรู้ด้วยว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนที่จะมุ่งหน้าเข้าป่า

 

พอมาคิดๆดู ความพยายามทั้งหมดที่สร้างเหตุการณ์จระเข้นั้นสูญเปล่าแท้ๆ

 

นักดาบสาวคนนี้เองก็มีนิสัยลึกลับที่ชอบไปโบสถ์และสวดภาวนาถึงไมราห์ด้วยกันกับเรธิชาทั้งวัน

หมู่บ้านเบิร์นนั้นมักจะไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมา  เพราะงั้น นักดาบสาวคนนี้จึงกระตุ้นต่อมความสนใจของฉันอยู่ด้วยล่ะ

ความจริงแล้ว ผู้คนมักจะถูกดึงดูดเข้าหาเธอไปตามธรรมชาติเพราะบรรยากาศผู้สูงศักดิ์รอบๆตัวเธอ

เธอสวมเสื้อผ้าที่ดูท่าทางราคาแพงมาก ทั้งมารยาทและวิธีที่เธอปฏิสัมพันธ์กับผู้คนนั้นดูเป็นผู้ดีอย่างกับขุนนาง

ถึงจะช้าๆแต่ก็แน่นอน ผู้คนที่นี่ต่างก็เริ่มชื่นชมเธอ

 

รูปลักษณ์ภายนอกของเธอนั้นสวยมาก ไม่มีร่องรอยของไขมันส่วนเกินให้เห็น

หน้าอกเธอเล็กนิดหน่อยและถูกเสื้อผ้าดันขึ้นมา เอวเธอก็คอดและที่เหนือไปกว่านั้น ก้นเธอกลมดีมาก

เธอสวมกางเกงหนังรัดที่โชว์สัดส่วนขาของเธออย่างสวยงามยาวไปจนถึงเข่า

และเพราะเธอไม่ค่อยมีไขมัน ขาเธอนั้นจึงดูมีกล้าม แต่ก็ยังคงรูปลักษณ์ไว้ของหญิงสาว

ผมสีเงินของเธอมัดไว้ด้วยเชือกสีฟ้ายาวลงไปจนถึงกลางหลังและเปล่งปลั่งกับแสงอาทิตย์ราวกับเงิน อลังการจริงๆ

รอบคอเธอสวมสร้อยทองซึ่งมันค่อนข้างเข้ากับเธอเลยทีเดียว สีเงินกับสีทอง

ขนตาที่ยาวของเธอคอยปกป้องดวงตาสีเลือดจากเศษฝุ่นทั้งหลาย ริมฝีปากเองก็เล็กและชุ่ม สีเดียวกับนัยน์ตา

 

ไม่กี่วันก่อน นักดาบสาวคนนี้ ผู้ที่มีความงดงามงามที่สามารถทำให้นานาประเทศล่มสลายได้

มาพบกับหัวหน้าหมู่บ้านและก็ประกาศว่าชื่อตนคือคริสติน่า

หัวหน้าหมู่บ้านอนุญาตให้เธอพักอยู่ที่ร้านอาหารพักแรมอยู่สองสามวัน

 

เธอสวมชุดผ้าไหมและกางเกงหนังรัด คริสติน่านั้นดึงดูดความสนใจมากมาย โดยเฉพาะกับเหล่าผู้ชาย

ตอนนี้เธอกำลังฝึกด้วยตัวเอง ถ้าเธอเผชิญหน้ากับศัตรูแล้วล่ะก็ ทั้งการโจมตีและการตั้งรับของเธอคงจะสมบูรณ์แบบ

ร่วมกับที่เธอนั้นสวมกางเกงหนังรัด คริสติน่าจึงดึงดูดความสนใจมากมายจากพวกผู้ชาย

 

หลังจากที่เธอซ้อมคนเดียวเสร็จ เธอก็เหลือบมายังพวกเราที่กำลังฝึกซ้อม

และเหล่าทหารคนอื่นๆที่กำลังสอนเด็กๆถึงศิลปะการต่อสู้ที่ใจกลางลาน

เธอมองมาที่พวกเราด้วยแววตาสีแดงที่อยากรู้อยากเห็น

แสดงให้เห็นถึงวี่แววว่าเธอก็อยากจะเข้าร่วม ถึงแม้ความจริงที่ว่าเธอจะเป็นคนนอก

ในขณะที่อัลเบิร์ตที่ถือหอกกับฉันที่ถือดาบฝึกซ้อม กำลังฝึกแทงและฟันกับหุ่นฟางในลาน

คริสติน่าก็เข้ามาหาและถาม

 

"ขอรบกวนได้รึเปล่า จะเป็นอะไรมั้ยถ้าชั้นจะขอเข้าร่วมการซ้อมด้วยคน?

พวกโคโบลด์กับกอบบลินนั้นมันน่าเบื่อเกินไป ถ้าชั้นฝึกกับพวกเขา"

 

ต่อหน้าคริสติน่า มาริด้าชักดาบโค้งออกมาจากฝัก และมอบหมายกลุ่มเด็กๆให้เครส หนึ่งในผู้ฝึกสอน

 

"ชั้นไม่ว่าอะไรหรอก แต่ว่าเธอเป็นนักดาบที่เชี่ยวชาญและมันคงจะลำบากเกินไปสำหรับเด็กๆถ้าให้เธอเป็นคู่ปรับ

เพราะงั้น ชั้นจะเป็นคู่มือให้เอง จะเป็นไรมั้ย?"

 

มาริด้าตอบกลับด้วยน้ำเสียงอันตรายกับเด็กสาว แต่คริสติน่า ก็ยังเต็มไปด้วยบรรยากาศผู้ดี ไม่สะท้านเลยซักนิด

และยิ้มออกมานิดหน่อย ส่วนอีกฝั่ง เครส อัลเบิร์ต ไอริ และชั้นก็ช่วยไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาเล็กน้อยให้กับสองสาวงาม

มาริด้าและคริสติน่า ทุกคนต่างตื่นเต้นกับการดวล

 

"ในเมื่อชั้นเป็นคนขอ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องปฏิเสธ ต้องขอบคุณแทนซะมากกว่า

แต่ชั้นว่าใช้มือเดียวสู้กับเธอคงจะดีที่สุด"

 

"ด้วยสมดุลแปลกๆที่สามารถขยับไปได้ทุกทิศทาง แรงดึงดูดจุดศูนย์กลางของเธอนี่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ

เป็นอะไรที่พิเศษมาก ไม่ค่อยมีคนฝีมือแบบเธอถึงแม้จะอยู่ในกาโลอิส ใช่มั้ย?"

 

"ขอบคุณที่ชม จะว่าไปแล้ว มันก็นานแล้วนะที่ชั้นไม่ได้ฝึกด้วยการใช้มือเดียว นี่มันจะต้องสนุกมากแน่ๆ"

 

พวกเรา เหล่าผู้ที่อยู่ด้านหลัง ช่วยอะไรไม่ได้นอกจากอยากรู้อยากเห็นถึงกระบวนดาบของคริสติน่า

มาริด้าผู้ที่ได้มาเป็นผู้ฝึกสอนในวันนี้ก็ช่วยอะไรไม่ได้นอกจากยิ้มแบบขมๆ

 

จากนั้น คริสติน่าก็ชักดาบออกมาจากเข็มขัดหนัง ตกแต่งไปด้วยหินเวทมนตร์

และพุ่งตรงเข้าใส่มาริด้าด้วยดาบในมือ ดาบของพวกเขากระทบกันอยู่ไม่กี่ครั้ง

และมันก็ไม่ได้ใช้เวลานานเลยที่พวกเราและมาริด้าจะตระหนักได้ว่า

ฝีมือทางดาบของคริสติน่านั้นอยู่อีกระดับหนึ่ง

 

ถ้ามาริด้านั้นถือว่าเป็นอันดับหนึ่งแล้ว คริสติน่าก็คงจะอยู่จุดสุดยอด

กระบวนดาบของคริสติน่านั้นทำให้ฉันสงสัยในตาตัวเอง และก็ตั้งคำถามขึ้นมาว่า

มนุษย์ที่มีทักษะระดับนั้นมีอยู่ด้วยจริงๆหรือ เครส ผู้ฝึกสอนอีกคนของการฝึกวันนี้

มองพวกเขาปะทะกันด้วยความชื่นชม พวกเราที่เหลือเองก็เหมือนกัน

 

ฉากการดวลออกมาเป็นแบบนี้

 

มาริด้าสวนการโจมตีโดยการเบี่ยงดาบคริสติน่าไปทางซ้าย หลังจากปัดดาบแล้ว

เธอก็กลับตัวไปทางขวาพร้อมกับเหวี่ยงดาบโค้งของเธอไปยังคริสติน่าอย่างกับพระจันทร์เสี้ยว

คริสติน่าหลบดาบด้วยการย่อตัวลง แต่ว่า ฉันก็เห็นได้ว่าเธอยังไม่คุ้นเคยนักกับการใช้มือขวาข้างเดียว

เธอตั้งท่าขึ้นมาในทันที ระยะห่างระหว่างทั้งสองดูค่อนข้างเยอะ แต่สำหรับทั้งคู่แล้ว

ระยะทางไม่มีความหมายอะไรเพราะความเร็วที่พวกเขาเคลื่อนไหวนั้นอย่างกับสายฟ้า

ถ้ากระพริบตาไปชั่วอึดใจ บางสิ่งก็อาจจะเกิดขึ้นไปแล้ว คาดว่าจะเป็นแบบนั้นได้สูงมาก

มาริด้าพุ่งจู่โจมคริสติน่าด้วยความเร็วที่น่ากลัว แต่แทนที่จะตื่นตูม คริสติน่าก็แค่ยิ้มออกมาเล็กๆ

 

"ดูจากการตั้งท่าแล้ว ดูไม่เหมือนว่าชั้นควรจะเป็นคนเปิดนะ มาเลย"

 

เมื่อคริสติน่าพูดแบบนั้นด้วยน้ำเสียงเบาๆ เธอก็เริ่มจะเคลื่อนไหวไปภายใต้ท้องฟ้าสีคราม

สองสามก้าวแรกของเธอทิ้งรอยเท้าไว้บนพื้น อยากรู้จริงว่าเธอมีความแข็งแกร่งของขาขนาดไหนถึงได้ทำแบบนั้นได้

แล้วเธอใช้ความแข็งแกร่งนั้นมาเปลี่ยนมาเป็นความเร็วได้ยังไง?

 

ยิ่งกว่านั้น มาริด้า เครส และแม้แต่สายตามนุษย์ของฉัน (ที่ยังไม่ได้ใช้การพัฒนาวิสัยทัศน์)

ไม่สามารถมองเห็นคริสติน่าชัดๆได้ เห็นได้แต่ภาพติดตาของเธอ และมันดูเหมือนคลื่นลมสีเงิน

 

ทันใดนั้น ต่อหน้ามาริด้าก็มีประกายไฟ

 

คริสติน่าเปลี่ยน "ทิศทางลมของเธอ" และพุ่งตรงใส่มาริด้า แต่ทว่า

มาริด้าก็ป้องกันการโจมตีนั้นไปได้ด้วยสัญชาตญาณเน้นๆ

แม้จะกลางวันแสกๆ ประกายไฟจากดาบของพวกเขาก็ยังสว่างไสวเมื่อพวกมันปะทะกัน

ในความระอุของการดวล มาริด้าแสดงสีหน้าทึ่งขึ้นมา และช่วงเวลาแห่งความลังเลก็แสดงออกมาเช่นกัน

 

มาริด้าคือทหารแนวหน้า เธอนั้นมีประสบการณ์ไม่มากก็น้อยในการต่อสู้

เพราะงั้นเธอจึงข่มความทึ่งของเธอได้อย่างรวดเร็วและกลับมามีสมาธิใหม่

ด้วยดาบทั้งสองที่กดใส่กัน มาริด้าพยายามจะกดดาบลงไปที่สีข้างด้านขวาของคริสติน่า

เนื่องจากเธอสังเกตได้ว่าการป้องกันของคริสติน่าในพื้นที่นั้นขาดหาย

คริสติน่ายังคงยืนอยู่อย่างมั่นคง แต่ทว่า

 

ตั้งแต่ที่ฉันเกิดมาเป็นมนุษย์ ฉันยังไม่เคยพบเห็นมนุษย์คนไหนมีความแข็งแกร่งทางกายและความเร็วในระดับนั้น

ในขอบเขตสองเรื่องนี้ เธอนั้นมีศักยภาพเหนือกว่า "ศักยภาพของมนุษย์" ไปแล้วมาก

ก็ต้องยอมรับ จำนวนมนุษย์ที่ฉันได้พบมาจนกระทั่งตอนนี้ ดูเหมือนว่าจะยังไม่เกินหนึ่งร้อยคน

 

เมื่อต่างเห็นว่าไม่มีฝ่ายไหนยอมถอย ทั้งคู่ก็เปลี่ยนทิศทางแรงบนดาบของพวกเขาและฟันใส่กัน

แต่ก็ไร้ผลเพราะทั้งคู่ต่างก็หลบได้อย่างแทบจะเรียกว่าลื่นไหล

แรงที่คริสติน่าใส่ลงไปในดาบนั้นมากเกินไปนิดหน่อยสำหรับมาริด้า มันจึงปะทะกับท้ายทอยของเธอเล็กน้อย

 

มาริด้าจิกเสียงออกมา แม้ว่านี่จะเป็นการต่อสู้จำลอง แต่ถ้าดาบนั้นฟันโดนกันจริงๆ

คนที่ถูกฟันคงจะไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะถูกผ่าหรือถูกฆ่า

 

บางทีการต่อสู้จำลองนี้พวกเขาก็น่าจะยั้งมือหน่อยนา และก็พูดถึงเรื่องนั้นแล้ว

มันเป็นความคิดที่ดีรึ ที่มาสู้จำลองด้วยการใช้ดาบจริงเนี่ย?

 

มาริด้าเองก็อยากจะรู้ว่าเธอจะรับมือกับคริสติน่าได้มั้ยเหมือนกันรึเปล่านะ?

 

มาริด้าดึงดาบที่ฟันคริสติน่าพลาดกลับมาและก็หมอบลงเพื่อหลบดาบของคริสติน่าให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

จากนั้นก็กลิ้งถอยออกมา พยายามจะทิ้งระยะห่าง เมื่อคริสติน่าเห็นสิ่งที่มาริด้าทำก็รีบตามเธอไปทันที

เพราะเธอนั้นยังอยู่ในจุดบอดของมาริด้า ความโชคดีมากมายขนาดไหนก็คงจะช่วยมาริด้าไม่ได้หากนี่เป็นการสู้กันจริงๆ

เพราะถ้าหากคริสติน่าคิดจะจบการโจมตีนี้ หัวของมาริด้าก็คงจะกลิ้งหลุนๆไปจนถึงมุมลาน

แต่มาริด้าเองก็ยั้งไว้ได้ด้วยการหยุดกลิ้งและดาบทั้งสองก็มาปะทะกันอีกครั้ง

 

"ย้ากกกกกกก!!"

 

มาริด้าคำรามเสียงเข้มออกมาอย่างกับสิงโต ประกายไฟที่โชติช่วงก็ยังคงว่อนอยู่รอบๆดาบของพวกเขา

 

ไม่ใช่แค่นั้น คริสติน่าเหวี่ยงดาบของเธอลงมาอย่างต่อเนื่องและพวกเราทุกคนก็ได้ยินเสียงที่ดาบแหวกอากาศลงมา

ฉันช่วยอะไรตัวเองไม่ได้นอกจากได้แต่จ้องไปยังการเหวี่ยงของดาบ

ดูเหมือนอย่างกับว่ามันจะฟันต่อไปจนกระทั่งไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่เลยอย่างงั้น

แต่ว่า แต่ละการโจมตีนั้นทำออกมางดงามมากและทิ้งร่องรอยของแสงไว้ข้างหลัง

 

คริสติน่าเล็งการโจมตีของเธอไปที่คอของมาริด้า แต่มาริด้าก็ป้องกันการโจมตีพวกนั้นได้ด้วยดาบบางๆ

แค่ได้ยินเสียงดาบของทั้งคู่ปะทะกัน มันก็ชัดเจนแล้วว่ามันมีแรงมหาศาลที่ใส่ลงไปในทุกๆการฟัน

ความแข็งแกร่งมหาศาลของคริสติน่านั้นทรยศความงามและท่าทางที่ดูลึกลับของเธอไปหมดเลย

จากสายตาของฉันแล้ว (ผ่านวิสัยทัศน์ที่พัฒนา) คริสติน่านั้นเป็นมนุษย์แน่ๆล่ะ

แต่ว่าก็ยังมีความแตกต่างระหว่างเธอกับมนุษย์คนอื่นๆ โดยเฉพาะตาสีแดง และประสาทรับรู้ของเธอ

 

เฮ้อ นี่มันไม่ธรรมดาจริงๆ คนที่มีร่างกายแบบนั้น หรือว่าเธอคือสิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่ใน "ร่างนั้น" กันนะ?

 

ฝีมือดาบของเธอนั้นก็เชี่ยวชาญไม่น้อยไปกว่ากันเลย แต่ว่า ก็ยังขาดๆอยู่หากเทียบกับเหล่าผู้กล้าในอดีต

ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ แน่ล่ะว่ามีคนที่เกิดมามี "โครงสร้างร่างกายที่เป็นเอกลักษณ์" อยู่เหมือนคริสติน่า

แม้ว่ามันจะมีโอกาสเกิดขึ้นยากมากๆก็ตาม ในขณะที่มีแค่ฉันเท่านั้นที่เชื่อว่าฝีมือของคริสติน่านั้น

น่ากลัวกว่าร่างกายภาพของเธอมากนัก การสู้จำลองนี้ก็ระอุขึ้นไปอีก

 

เมื่อมาริด้า ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม สามารถกลับมายืนตั้งหลักได้ จากนั้นเธอก็เล็งไปที่เท้าของคริสติน่าด้วยตำแหน่งแปลกๆ

ศิลปะการต่อสู้ของมนุษย์นั้นไม่ได้มีไว้ใช้กับคนตัวสูง และก็แทบจะไม่ได้มุ่งไปที่ ที่ตำกว่าหัวเข่า

เพราะงั้น ที่มาริด้าเล็งไปที่เท้าแล้ว เธอต้องจนมุมสุดๆแน่

 

ถึงจะเป็นสายพันธุ์ที่ป่าเถื่อนกว่าอย่างเช่นกอบบลินหรือโคโบลด์ โดยเฉพาะโคโบลด์

จะเล็งไปที่ท้องของศัตรูที่ตัวสูงกว่าพวกมัน ดังนั้น ถึงแม้จะเป็นนักรบที่เชี่ยวชาญ

ก็พบกับความยากลำบากเมื่อต่อสู้กับพวกโคโบลด์เนื่องจากขนาดที่เล็กของพวกมัน

การเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว และความจริงที่ว่าพวกมันทำให้ศัตรูที่ตัวสูงกว่าค่อยๆล้าไปด้วยการเล็งที่ท้อง

มาริด้าบางทีอาจจะเล็งไปด้วยความประหลาดใจที่เผชิญหน้ากับนักดาบที่ชำนาญอย่างคริสติน่า

 

การลอบโจมตีเองก็สามารถมีประสิทธิภาพพอๆกับการโจมตีธรรมดาทั่วๆไป

โชคร้ายสำหรับมาริด้า คริสติน่าก็แค่ถอยกลับสองสามก้าว ตีลังกากลับหลังและตั้งท่าลงอย่างสมบูรณ์แบบ

เธอส่งสายตาที่ดูสุขุมสีแดงไปยังมาริด้า

 

ถัดจากฉัน ไอริกับอัลเบิร์ตพร้อมกับคนดูอื่นๆนั่นค่อนข้างจะตื่นตาตื่นใจไปกับการต่อสู้ของพวกเขา

มาริด้ากลับมาเป็นฝ่ายรุกเละมุ่งโจมตีที่หัวเข่าคริสติน่าด้วยการก้มต่ำใกล้พื้นและฟันในแนวนอน

แต่ละการฟันของมาริด้าด้วยดาบที่โค้งและคมนั้นเร็วมาก มันสามารถผ่ากระดูกได้โดยง่ายเลย

แม้คริสติน่าจะสวมรองเท้าบูทสีดำที่ป้องกันหัวเข่า ดาบนั้นก็ยังสามารถตัดผ่านไปได้

 

ใครจะสนล่ะว่าคุณจะเป็นนักดาบหรือไม่ เมื่อได้มาเห็นทั้งสองคนนี้สู้กันแล้ว

ใครก็ตามก็คงจะพบว่ามันไม่น่าเชื่อ เมื่อดาบนั้นกำลังฟันมาที่หัวเข่าขวาของเธอ

คริสติน่าก็หมุนตัวกลางอากาศไปด้านข้างเพื่อหลบอย่างสวยงาม จากเท่าที่ฉันดู

คริสติน่าคงจะไม่สามารถหลบการฟันนั้นได้หากเธอไม่ได้เตรียมพร้อมมาก่อนแล้ว

มาริด้าเองก็น่าประทับใจไม่น้อยไปกว่ากัน เธอเองก็คิดแผนโจมตีไว้แล้ว

เมื่อคริสติน่าหลบการฟันของเธอตอนอยู่บนอากาศ มาริด้าก็ขยับดาบไปตามกระแสในท่าตั้งชูขึ้นและสับลงมา

 

มาริด้าตั้งท่าขาตัวเองให้เข้าที่บนพื้นเพื่อใส่พลังมากกว่าเดิมลงไปในดาบ

และฟันลงมาที่สีข้างด้านซ้ายของคริสติน่าในแนวเฉียง เป็นท่าฟันที่สวยงาม รอยโค้งที่เธอฟันนั้นกลมอย่างสมบูรณ์แบบ

ขนาดมาริด้าเองยังเผลอยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจเลย

 

ด้วยดาบที่ฟันลงมาในแนวเฉียงจากข้างบน คริสติน่า ผู้ที่อยู่ในแนวการฟันตรงๆนั้น

ไม่ได้มีท่าทางประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย นัยน์ตาสีแดงของเธอจับตามคมดาบที่มุ่งมาหาเธออย่างแม่นยำ

คริสติน่าใช้ดาบของเธอเพื่อผลักดาบของมาริด้าและปัดออกไป ไม่ใช่แค่นั้น

เมื่อดาบปะทะกัน คริสติน่าใช้ความแข็งแกร่งของตัวเองและเปลี่ยนทิศทางการโจมตีไปที่ร่างของมาริด้า

 

เมื่อพบว่าเธอไม่สามารถเอาชนะด้านความแข็งแกร่งได้ มาริด้าก็แยกตัวออกมาจากดาบเพื่อเลี่ยงการโดนดาบตัวเองฟัน

แต่ทว่า คริสติน่าไม่ได้ยอมแพ้แค่นั้น เมื่อเท้าเธอสัมผัสกับพื้น เธอก็รุกเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง

และกว่าที่มาริด้าจะตอบสนองทัน ภายในพริบตานั้น ที่คอของมาริด้า ปลายดาบของคริสติน่าก็มาแตะเธอเรียบร้อยแล้ว

 

การต่อสู้ที่ดุเดือดจบในชั่วอึดใจ คริสติน่าเลิ่กดาบขึ้นเล็กน้อย และมาริด้าเองก็ลดดาบที่เล็งไปที่ขาขวาของคริสติน่าลง

ฉันบอกได้เลยว่ามาริด้านั้นหายใจเข้าออกอย่างแรงและก็ค่อนข้างจะประหม่าที่มีดาบเย็นๆจ่อมาที่คอของเธอ

เหล่าคนดูเองก็เหมือนกัน พวกเราทุกคนประหม่าว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป จนกระทั่งคริสติน่าเก็บดาบ

บรรยากาศจึงกลับมาเป็นปกติ

 

ในช่วงอึดใจแห่งความกดดันนั้น แทบจะทุกคนลืมที่จะหายใจไปเลย

แต่เมื่อพอดาบถูกเก็บไป ทุกๆคนก็เริ่มส่งเสียงเฮอย่างมีความสุข

มีแค่เครสกับฉันเท่านั้นที่เข้าใจว่าในที่สุดการต่อสู้ของมาริด้ากับคริสติน่าก็จบลง พวกเราก็ผ่อนคลายการป้องกันลง

ในขณะที่มาริด้ากำลังเก็บดาบ คริสติน่าก็แลกเปลี่ยนคำพูดกับมาริด้าอย่างร่าเริง

เป็นมารยาทที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงน้ำใจนักกีฬา

 

มันก็แค่ไม่กี่วันเท่านั้นนับตั้งแต่ที่คริสติน่ามาที่หมู่บ้าน เธอนั้นลึกลับ เธอประดาบกับมาริด้า

และดูเหมือนเธอจะกำลังอารมณ์ค่อนข้างดี แต่ทว่า ภายในดวงตาสีแดงของเธอ

ฉันมองเห็นแสง แสงที่มืดมิด และบางอย่างที่รู้สึกเหมือนว่าเธอนั้นจำนนต่อบางสิ่งบางอย่างลึกๆอยู่

 

ตอนนี้ หลังจากที่ได้มีประมือที่ดีกับมาริด้าแล้ว เธอดูเหมือนจะมีแสงสว่างในแววตาอยู่ชั่วครู่หนึ่ง

อยากจะรู้จริงๆว่านั่นมันคืออารมณ์หรือความรู้สึกอะไรภายใต้เบื้องหน้าที่งดงามของเด็กสาวคนนี้

 

"ได้เห็นทักษะทางดาบกับศิลปะการต่อสู้ของมาริด้า-โดโนะแล้ว

ไม่ใช่ว่ามันน่าเสียดายหรือที่คุณจะมาอยู่ในกองทัพแบบนี้"

 

"ไม่หรอก ชั้นมีความภาคภูมิใจในหน้าที่ และชั้นเองก็มีวิธีคิดที่ว่าปกป้องผู้อื่นก็เหมือนกับปกป้องตัวเองเหมือนกัน"

 

"อย่างนั้นหรือ? ถือเป็นสิ่งที่น่าอิจฉานะ ส่วนชั้น ในทางตรงกันข้ามแล้ว

ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะใช้ชีวิตต่อไป แต่ก็ต้องอยู่ต่อไป"

 

ได้ยินเศษเสี้ยวของอารมณ์ด้านมืดของคริสติน่าจากไกลๆแล้ว ชักเป็นห่วงอาการของเธอซะแล้วสิ

และก็คงจะจินตนาการได้เลยว่ามันคงจะแย่ลงหากเธอไม่มีเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป

 

เฮ้อ ถ้าความหม่นหมองถือเป็นหัวข้อให้พูดถึงแล้ว ฉันก็คงจะพูดถึงมันแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่สาหัสก็ตาม

สงสัยจริงว่าจะมีโอกาสได้คุยกับเธอมั้ยนะ?

 

ด้วยฝูงชนที่เฮกันสนั่น รวมทั้งอัลเบิร์ตและไอริ

ทั้งมาริด้าและคริสติน่าก็ไม่มีทางเลือกนอกจากจับมือกันด้วยความเขินอายหน่อยๆ

เมื่อเห็นท่าทางอายของคริสติน่าแล้ว ฝูงชนก็ยิ่งเฮกันสนั่นขึ้นไปอีก

 

คริสติน่านี่ช่างมีเสน่ห์จริงๆน้า

 

หลังจากนั้นซักพัก ด้วยมือที่กอดอก อัลเบิร์ตกับฉันก็แลกเปลี่ยนความประทับใจกัน

แล้วมิรุกับเรธิชาก็นำถาดที่มีแก้วไม้หลายอันกับเครื่องถ้วยชามออกมา

 

"ขอบคุณทุกๆคนที่ร่วมฝึกกันอย่างดีนะคะ มารับนม น้ำผลไม้ น้ำดื่มกันเถอะค่า"

 

"ระวังอย่าดื่มมากไปเดี๋ยวจะปวดท้องนะค้า"

 

เรธิชากับมิรุพูดพร้อมกับยิ้ม บางที ในเรื่องของรอยยิ้มแล้ว

สองคนนี้นี่อันดับหนึ่งกับสองในหมู่บ้านเลยนะนี่ ซึ่งทำให้ความเมื่อยล้าจากการฝึกนั้นผ่อนคลาย

 

"คริสติน่า-ซัง ดื่มได้ตามเท่าที่อยากดื่มเลยนะคะ แต่ว่า ชั้นกลัวว่าอาหารในหมู่บ้านนี้อาจจะไม่ถูกปากคุณเท่าไหร่"

 

เหยือกนม น้ำผลไม้ น้ำเปล่า นำมาวางบนโต๊ะที่ไกลๆ ริชานั้นกำลังพูดคุยกับคริสติน่าและก็

ชมว่าสายคาดดาบของเธอมันสวยยังไง

 

"โอ้ ไม่หรอกๆ! อาหารจากหมู่บ้านนั้นอร่อยมาก ยินดีเป็นอย่างยิ่งเลยที่จะร่วมกินด้วย ขอบคุณนะ"

 

ริชาเทน้ำผลไม้ให้คริสติน่าแล้วก็ยิ้ม เธอไม่ใช่คนที่ไม่สามารถเข้าสังคมกับคนอื่นได้

บางทีอาจะเป็นเพราะเธอนั้นไม่ได้สวมบรรยากาศลึกลับรอบตัวเธออยู่ เอาล่ะ ชักจะสนใจซะแล้วสิ

ว่าสาวงามคนนี้ซ่อนอะไรไว้ในเงามืด

 

อย่างเป็นทางการแล้ว คริสติน่าเองก็ไม่เคยประกาศว่าเธอเป็นขุนนางซักครั้ง

แต่ผ่านมารยาทและชุดที่เธอสวมใส่ มันก็ช่วยไม่ได้ที่ผู้คนจะคิดว่าเธอเป็นชนชั้นสูง

อย่างน้อยเธอก็คงมีเชื้อสายผู้ดีล่ะ ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างขุนนางและตำแหน่งพวกนั้น

ถือเป็นสิ่งที่ฉันจินตนาการไม่ออก ใช่แล้วล่ะ มันเป็นไปไม่ได้ที่ฉันจะจินตนาการถึงอะไรแบบนั้น

 

"มิรุ ขอด้วยคนได้มั้ย?"

 

"ค่ะ"

 

"ขอบคุณนะ"

 

ฉันยื่นแก้วให้มิรุในขณะที่คิดถึงเรื่องที่คริสติน่ามาที่หมู่บ้าน แต่อย่างน้อย ก็ดูเหมือนเธอจะไม่ได้มีเจตนาร้ายใดๆ

 




NEKOPOST.NET