[นิยายแปล] ลาก่อนชีวิตมังกร สวัสดีชีวิตมนุษย์ ตอนที่ 4 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] ลาก่อนชีวิตมังกร สวัสดีชีวิตมนุษย์

Ch.4 - -ด้วยกัน-


มันก็เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน

แต่สำหรับเผ่าพันธุ์อย่างมังกรที่เคยใช้ชีวิตโดยใช้พลังเวทมนตร์อย่างกับแขนขาของตัวเอง

จะพูดก็ได้ว่าไม่เคยมีเผ่ามังกรตัวไหนเคยประสบกับชีวิตที่ไร้พลังเวท

บอกได้เลยล่ะว่าสำหรับมังกรแล้ว การใช้ชีวิตโดยปราศจากพลังเวทมนตร์

ก็เหมือนกับมนุษย์ที่ใช้ชีวิตโดยไร้อากาศหายใจ

 

อีกอย่าง ฉันมีชีวิตอยู่มาตั้งแต่สมัยโคจิโระ ยุคที่พลังเวทและสิ่งลึกลับมีอยู่ทั่วทุกหนแห่ง

ถึงแม้มันจะมีข้อดีที่สามารถใช้พลังเวทได้โดยสัญชาติญาณ

แต่ในฐานะมนุษย์ ด้วยพลังเวทเท่านี้แล้ว ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่หวือหวามากอะไร

ตอนที่ถูกอุ้มในอ้อมกอดของพ่อแม่ ฉันก็มีความรู้สึกนี้มานานแล้ว ที่ตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตอย่างมนุษย์

และก็เพราะแบบนั้น ทั้งชีวิตที่ผ่านมาฉันจึงพยายามใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ปกติภายในชุมชนนี้

จนถึงทุกวันนี้ ฉันก็เริ่มคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตตามศักยภาพของมนุษย์ปกติ

แต่ว่าตอนเด็กๆ มันมีหลายๆอย่างที่ยากซึ่งมันเย้ายวนให้ใช้พลังเวทในการแก้ไขปัญหา

ฉันก็เลยโกงนิดๆหน่อยๆ และก็ทำให้แน่ใจด้วยว่าจะไม่เปิดเผยความจริงที่ฉันใช้เวทมนตร์ได้กับใครๆ

ไม่แม้กระทั่งพ่อแม่ของฉันเอง

 

ตัวอย่างเช่น ตอนที่ฉันยังเด็ก ฉันไปเล่นใกล้ๆกับบ้านของคุณยายมากุรุ

ที่ๆเธอทั้งทำยาสามัญทั่วไป ยาที่มีคุณสมบัติของพลังเวท และอื่นๆรวมไปถึงยาอายุวัฒนะ

ตามชื่อของมันเลย ยาอายุวัฒนะคือยาที่มีคุณสมบัติการอาบเวทอะไรซักอย่าง ไม่เหมือนกับยาสามัญทั่วไป

ปกติแล้ว ยานั้นทำมาจากสมุนไพรและยาบางตัวนั้นทำง่ายมากถึงขนาดเด็กๆในหมู่บ้านเบิร์นยังทำได้

แต่นั่นมันก็อีกเรื่องนึงถ้าเป็นยาอายุวัฒนะ

 

ยาอายุวัฒนะนั้นทำยากมาก มีเพียงผู้ที่มีความรู้กว้างขวาง มีพรสวรรค์ในการควบคุมพลังเวท

และมีความเข้าใจถึงความแตกต่างของส่วนประกอบในการผสมยาเท่านั้นถึงจะสามารถทำยาอายุวัฒนะได้

ยาอายุวัฒนะที่แม่หมอทำขึ้นจากสมุนไพรที่ฉันเก็บมานั้นพบว่าให้ฤทธิ์แรงกว่าในการรักษาโรค

และคุณสมบัติอาคมเวทอื่นๆอีกหลากหลาย ซึ่งมีประโยชน์มาก

ยาพวกนี้ยังดึงดูดความสนใจของเหล่านักเดินทางและพ่อค้าเร่ให้มายังหมู่บ้าน

เพื่อที่จะซื้อหรือแลกเปลี่ยนยาอายุวัฒนะด้วย

 

ฉันเชื่อว่าถ้าครอบครัวของฉันมีความสุขดีแล้ว ฉันก็อยากจะช่วยให้คนอื่นๆในหมู่บ้านมีความสุขเช่นกัน

เพราะงั้น ทีละเล็กทีละน้อย ฉันฝึกฝนที่จะทำยาอายุวัฒนะแบบที่แม่หมอทำ

ภายในใจของฉันที่เป็นมนุษย์นั้น มันเต็มไปด้วยการผจญภัยและความสงสัย

แต่จิตวิญญาณของฉัน ในทางกลับกัน คือมังกรชราที่เสื่อมถอย

และมันทำให้ฉันรู้สึกมีชีวิตชีวา จะพูดอย่างนั้นก็ได้

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้แล้ว มันก็ช่วยอะไรไม่ได้นอกจากลอง

ใครก็ตามที่ยังอายุน้อยอยู่ก็ไม่ควรจะกลัวที่จะลองอะไรใหม่ๆและล้มเหลวไปกับมัน

 

หลังจากที่สั่งสมประสบการณ์ได้สองสามปี ฉันก็เริ่มปรับตัวที่จะใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ได้

ประสบการณ์ในการใช้ชีวิตทั้งหมดของฉันในฐานะมนุษย์นั้นไม่ได้น้อยไปกว่าตอนที่มีชีวิตในฐานะมังกร

ความรู้จากอดีตไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาได้ตลอด ตอนที่ฉันเลียนแบบแม่หมอในการทำยาอายุวัฒนะ

ฉันมักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการคิดว่าพลังเวทมันถูกใช้ยังไง แล้วพอใช้เวลามากเกินไป

พ่อก็จะพูดว่า "ไม่ต้องไปเลียนแบบทุกอย่างที่แม่หมอเขาทำหรอกน่า"

 

แน่ล่ะที่พ่อพูดแบบนั้นก็เพราะว่าเขาเป็นชาวสวนและก็ไม่รู้เกี่ยวกับพลังเวทมนตร์เลย

และในมุมมองของเขาที่ไปเลียนแบบแม่หมอนั้นก็ถือเป็นการเสียเวลาสำหรับฉัน

ขั้นตอนในการทำยาอายุวัฒนะนั้นเป็นงานที่ละเอียดอ่อนมาก

ยิ่งมีประสบการณ์และความเข้าใจเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสในการทำยาสำเร็จ

แต่ยังไงก็ตามก็ยังมีโอกาสอยู่ตลอดที่ยาที่ทำขึ้นมานั้น จะไม่ใช่ยาอายุวัฒนะที่ช่วยชีวิต แต่เป็นยาพิษร้ายแรง

 

พ่อนั้นโกรธและก็เขกกำปั้น ด้วยประสบการณ์ในการต่อสู้ที่มากถึงสามสิบปี มาที่บนหัวฉัน

พ่อฉันโกรธก็เพราะว่าเขาอยากให้ฉันทำตัวเหมือนเด็ก เพราะเอาจริงๆแล้ว ฉันทำตัวเหมือนผู้ใหญ่เกินไป

หลังจากโดนเขกหัว ฉันก็ฟังพ่อเทศน์อย่างโดยดี ในช่วงเวลาแบบนั้น ฉันรับรู้ได้ถึงความรักของพวกเขาที่มีต่อฉัน

ถึงจะรุนแรงนิดนึงแต่จะพูดว่าเป็นความรักแบบหนักแน่นก็ได้ แทนที่จะรู้สึกสำนึก ฉันกลับมีความสุข

แต่มันกลับมีผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงในความล้มเหลวในครั้งนี้

 

ตอนที่ฉันกำลังถูกพ่อดุ คุณยายมากุรุก็มาเจอยาอายุวัฒนะที่ฉันกำลังทำอยู่พอดี

เมื่อสังเกตเห็นว่าฉันใช้หม้อหินเป็นที่รอง แผ่นหินเป็นหน้าบดสมุนไพร

และกิ่งไม้เป็นที่บด แทนที่จะใช้เครื่องมือให้เหมาะสม

เธอก็ทำท่าทางเศร้าและบอกฉันว่าเธอจะสอนการเตรียมส่วนผสมให้

จากนั้นเป็นต้นมา หลังจากที่ฉันทำงานในทุ่งเสร็จ ฉันก็จะมุ่งหน้าไปยังบ้านของคุณยาย

และถูกสอนวิธีทำยาอายุวัฒนะอย่างเหมาะสม ช่วงเวลาช่างเหมาะเจาะสำหรับเราทั่งคู่เลยจริงๆ

 

ฉันจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์สามารถทำได้ให้ได้เลยคอยดู

 

ด้วยโอกาสที่จะเรียนรู้เวทมนตร์ของมนุษย์จากแม่หมอ

ฉันได้เรียนรู้ได้เข้าใจในพลังเวทของมนุษย์และวิธีควบคุมรวมไปถึงการบงการพลังเวทตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ว่ากันตามตรงแล้ว มนุษย์ทุกคนนั้นมีพลังเวทอยู่ในตัว

แต่เหล่าผู้ที่มีพลังเวทมากพอที่จะสามารถควบคุมปรากฏการณ์ที่เรียกว่าเวทมนตร์ได้นั้นมีน้อย

แย่หน่อย ที่ไม่มีใครในหมู่บ้านเบิร์น มีความสามารถที่จะควบคุมพลังเวทได้นอกจากครอบครัวของแม่หมอและฉัน

 

♦ ♦ ♦

 

ไม่กี่วันหลังจากที่แยกกับเซเลีย ฉันก็ทำงานในทุ่ง พยายามกำจัดแมลงศัตรูพืชและวัชพืช

หลังจากทำงานเสร็จ ฉันก็เดินข้ามสะพานข้ามแม่น้ำที่ไหลผ่านหมู่บ้านที่ทางตะวันตกเฉียงใต้และไปหาคุณยายมากุรุ

 

มีห้าคนที่อาศัยอยู่ในบ้านนี้ แม่หมอเอง สามีและภรรยา

และลูกสาวทั้งสามคน แต่คนหนึ่งออกจากหมู่บ้านเบิร์นไปแล้ว

รอบๆบ้านแม่หมอมีพืชที่ใช้สำหรับทำยาและยาอายุวัฒนะ

ในบ้านมีห้องนอนสี่ห้องและมีห้องครัวกับห้องเก็บของที่ใหญ่กว่าบ้านของฉัน

ข้างๆบ้านมีสวน ในสวนมีพืชสมุนไพรที่เติบโตขึ้นหลากหลายทั้งขนาดและรูปร่าง

แตกต่างกันไปตั้งแต่หญ้า ดอกไม้ ไปจนถึงต้นไม้

 

คนที่จะเก็บเกี่ยวพืชพวกนี้ได้มีแค่คุณยาย ลูกสาวเธอ หลานของเธอ และฉัน

ลูกเขยของเธอนั้นเก็บไม่ได้เพราะมีความสามารถในทางเวทที่ต่ำ

ก็ไม่ใช่ว่าคุณยายมากุรุนั้นผูกขาดสมุนไพรทั้งหมดหรอกนะ แต่พอเป็นเรื่องที่คนมาร้องขอให้ช่วยถึงหน้าบ้าน

มีแค่ครอบครัวของเธอเท่านั้นที่มีทักษะและความสามารถพอในการจัดการกับยาอายุวัฒนะ

นอกเหนือจากนั้น พวกนี้น่ะไม่ใช่สมุนไพรธรรมดา พวกมันคือพืชที่มีคุณสมบัติพลังเวทมนตร์อยู่ข้างใน

การเก็บเกี่ยวที่ผิดๆอาจทำให้มีผลร้ายแรงตามมา ในเมื่อทุกคนในหมู่บ้านรู้เรื่องนี้จึงไม่มีใครว่าอะไร

และแม่หมอเองก็ขายยาในราคาที่ถูก ใครๆก็ซื้อได้

เพราะเรื่องนั้น ครอบครัวของเหล่าจอมเวทจึงได้รับความนับถือทั้งจากชาวบ้านและหัวหน้าหมู่บ้าน

 

ในขณะที่กำลังเดินผ่านบ้านไปที่สวนด้านหลัง ฉันก็ทักทายแมวดำที่มีขนเงาวับหน้าประตู

 

แมวที่กำลังนอนอยู่บนพื้นหินลืมตาขึ้น แสดงให้เห็นถึงดวงตาสีทอง และก็ทักทายกลับมาว่า

 

"เนี้ยววว~"

 

แมวดำตัวนี้คือหนึ่งในภูติทั้งสามที่คุณยายมากุรุมี

 

ก็ตามนั้น ภูติกับนายของมันมีประสาทรับรู้ทั้งห้าร่วมกัน ถึงจะแยกจากกัน

ก็ไม่ควรประเมินเจ้าเหมียวตัวนี้ต่ำไป แม้ว่าจะมีขนาดเล็ก แต่มันก็สามารถฉีกหัวคนๆหนึ่งได้ง่ายๆเลย

แต่ก็อาจจะยุ่งยากสำหรับปิศาจซักหน่อย หลังจากที่เลิกสนใจในตัวฉันแล้ว เจ้าเหมียวก็หลับตาและหลับต่อ

แมวนั้นเหมือนกับเด็กตัวเล็กๆ อยากนอนตรงไหนก็นอน มังกรเองก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอนเหมือนกัน

มันเป็นกิจกรรมที่ผ่อนคลายนี่นะ

 

เมื่อฉันเปิดประตูไปที่สวน กลิ่นที่ปะปนกันของพืชมากมายก็แล่นมาที่ช่องว่างของประตู

ดอกไม้แห้งมัดกันแน่นบนเชือกร้อยกันอยู่บนเพดาน ทางซ้ายของประตูเป็นชั้นที่เต็มไปด้วยหนังสือ

มีทั้งเตาผิงขนาดใหญ่ กลาง เล็ก เตรียมพร้อมที่จะปรุงยาทางด้านขวา

ทางด้านซ้ายของเตาผิงนั้นคือที่เก็บเครื่องมืออย่างพวก กระทะ กรรไกร ค้อน มีดและอื่นๆห้อยอยู่

 

โต๊ะกลมกับเก้าอี้นั้นวางอยู่กลางห้อง บนโต๊ะมีชุดแก้วชากับหม้อชาเตรียมไว้

และหญิงชราที่ฉันมาหานั้นก็กำลังรอฉันอยู่

คุณยายมากุรุแต่งตัวด้วยผ้าคลุมสีแดงน้ำตาลเข้มและกระโปรงลูกไม้

ผมเกล้าสีขาวของเธอนั้นมัดด้วยเชือกสีฟ้า ตาของเธอสีเขียวและมีรอยย่นอยู่เต็มหน้า

แต่เธอมีรอยยิ้มที่อ่อนโยนบนใบหน้าอยู่เสมอ ในสุดขอบทวีปแบบนี้ คุณยายคนนี้คือหนึ่งในจอมเวทหายาก

ที่สามารถทำยาอายุวัฒนะขึ้นมาได้และยังเป็นผู้ชำนาญเรื่องยาอีกด้วย

 

"อ้า มาแล้วหรือ ดราน-คุง บทเรียนวันนี้คือ การใช้เวทล้างพิษกับส่วนผสมตรงนั้น"

 

เมื่อเธอพูด ริมฝีปากของเธอขยับเพียงนิดเดียวเท่านั้น แทบจะไม่เรียกว่าพูดเลยดีกว่า

แต่เสียงของเธอนั้นหนักแน่นและชัดเจน ฉันโค้งให้เธอและไปนั่งเก้าอี้ตรงข้ามกับเธอและเริ่มเรียน

 

คุณอาจจะอยากรู้ว่าทำไมฉันถึงสนใจในศิลปะการทำยาถึงแม้ฉันจะสามารถควบคุมพลังเวทได้ตามใจอยาก

ง่ายนิดเดียว การทำยานั้นเป็นหนึ่งในมีกี่อย่างที่ฉันพบว่ามันน่าสนใจและยากพอที่จะลองทำและก็ทำได้ดีขึ้น

อีกอย่าง ฉันไม่เคยรู้วิธีการทำยามาตั้งแต่แรกแล้ว เพราะงั้นเรียนรู้การทำยาจะต้องมีประโยชน์มากแน่ๆ

 

ถึงแม้สำหรับเผ่ามังกร พวกเราส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับยา ไม่จำเป็นกับพวกเราเลยด้วยซ้ำ

ด้วยพรพลังเวทที่ได้รับมา พวกเราใช้พลังเวทในการรักษาบาดแผลและความเจ็บป่วย

แต่เรื่องแบบนั้นน่ะแทบจะไม่เกิดขึ้นเลย นอกจากพลังเวทจำนวนมหาศาลแล้ว

พลังในการรักษาและพลังชีวิตของมังกรนั้นก็ดีมากๆ ถ้ามังกรซักตัวได้รับบาดเจ็บ

พวกเขาก็แค่ต้องกินและก็งีบ หลังจากตื่นขึ้นมาบาดแผลก็น่าจะหายไปแล้ว

ส่วนเรื่องโรคนั้น เอาจริงๆคือมันไม่มีสำหรับมังกรหรอก

 

เพราะว่าอาศัยอยู่ที่สุดขอบทวีป พวกเราจึงอยู่กับความยากจนมากกว่า

เมื่อเทียบกับพวกที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ๆเป็นใจกลางหน่อย

ดังนั้น เครื่องมือที่ใช้ทำยาจึงไม่ได้ทำขึ้นมาอย่างดีหรือพัฒนาแล้ว

 

ชีวิตก่อนในฐานะมังกร ฉันไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับยาของมนุษย์เลย

ทุกความรู้เกี่ยวกับยาและยาอายุวัฒนะนั้นมาจากการสั่งสอนของคุณยายมากุรุล้วนๆ

 

ถึงแม้จะเรียนอยู่ แต่การช่วยเธอทำยานั้นถือเป็นความสำคัญอันดับหนึ่ง

มันมีความต้องการสูงอยู่ตลอด ฉันช่วยเธอเก็บเกี่ยว เตรียมสมุนไพร และในขณะที่นำคำสั่งสอนของเธอมาใช้

ฉันก็เตรียมส่วนผสมที่มีคุณสมบัติสูงสุดได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

ฉันต้องการจะทำให้แน่ใจว่าใครก็ตามที่ได้รับยาจากแม่หมอไปจะทำให้ความต้องการของพวกเขานั้นเติมเต็ม

ในฐานะนักเรียนภายใต้แม่หมอแล้ว ฉันมีความต้องการในความรู้สูงมาก เพราะฉะนั้นฉันจึงให้ความสำคัญกับยามากที่สุด

 

บทเรียนจะจบในตอนเที่ยง ฉันโค้งให้กับคุณครูด้วยความนับถือและกำลังจะกลับบ้าน

แต่ฉันเห็นร่างเล็กๆของไอริแต่งในผ้ากันเปื้อนพร้อมกับหน้าแดงแอบมองอยู่ที่ประตู

ไอริตัวน้อยในเสื้อสตรีกับผ้าอ้อม เธอเอียงคอและมองมายังฉันด้วยสายตางุนงง

 

ไอรินั้นคือคนเล็กของคู่พี่น้องที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ในปัจจุบัน

ถึงแม้จะยังเด็ก แต่เธอก็คือหนึ่งในผู้มีสิทธิ์รับมรดกธุรกิจของครอบครัวจะว่าอย่างนั้นก็ได้

เธอเองก็เป็นเพื่อนนักเรียนภายใต้คำชี้นำของแม่หมอ ด้วยความรู้ทางยา ณ ตอนนี้ของฉันแล้ว

บางทีเธอคงรู้มากกว่าฉันเสียอีก เด็กสาวสิบขวบรู้วิธีควบคุมพลังเวทในระดับหนึ่งแล้ว

แล้วยังฝึกใช้พลังเวทในการต่อสู้ด้วยเช่นกัน

 

ฉันเองก็ได้รับประสบการณ์ต่อสู้จริงแบบเดียวกับเด็กๆในหมู่บ้านจากการซ้อมร่วมกับเผ่าโคโบลด์และเผ่ากอบบลิน

ที่สามารถใช้เวทมนตร์ได้ ซึ่งฉันทำไปแล้วสองครั้ง

 

"ดราน-เซนไป กินข้าวเที่ยงกับพวกเรานะ"

 

"มันก็ถึงเวลาข้าวเที่ยวแล้วจริงๆน่ะแหละ แต่ฉันกลัวว่าจะไปรบกวนเธอเอาน่ะสิ"

 

"ไม่ ไม่รบกวนหรอกน่า อีกอย่าง พวกเราก็เรียนรู้สิ่งเดียวกันมาจากคุณยายแล้วก็สนิทแล้ว

ฉันหุงข้าวเพิ่มในส่วนของดราน-เซนไปไว้แล้วนะ ถ้าไม่กินข้าวเที่ยงด้วยกันกับพวกเรา

ฉันก็แย่สิถ้ามีข้าวเหลือ"

 

ด้วยสายตาของเธอที่จ้องมายังฉันอย่างอ้อนวอนและมือทั้งสองที่กุมไว้อย่างแน่นข้างหน้าหน้าอกเล็กๆของเธอ

ฉันก็แพ้ให้กับการเถียงนี้เสียแล้ว ดูเหมือนฉันจะต้องกินมื้อเที่ยงกับเธอซะหน่อย

ก็ไม่ใช่ว่าฉันไม่ชอบกินข้าวกับไอริและครอบครัวของเธอนะ ฉันรู้สึกขอบคุณเธอด้วยซ้ำ

แต่ฉันรู้สึกไม่สบายใจนิดหน่อยที่ไปแทรกแซงช่วงเวลาอันมีค่าของครอบครัวหนึ่งที่ใช้ร่วมกัน

ไอริขมวดคิ้วแล้วก็จ้องมาที่ฉัน รอฉันตอบอย่างอดทน และการเงียบของฉันเหมือนจะทำให้เธอไม่สบายใจ

 

ในขณะที่ฉันกำลังเหม่อในความคิด ครูของฉันก็เลื่อนเก้าอี้และพูดขึ้น

 

"อย่างที่ไอริบอกนั่นแหละ ดราน-คุง กินข้าวกับพวกเราซะ นั่นคือคำสั่ง"

 

ไม่ต้องบอกก็ได้ครับอาจ๊ารย์

 

ฉันยักไหล่แล้วก็ยอมแพ้ ทันทีที่ไอริเห็นแบบนั้น เธอก็ยิ้มอย่างสดใส

 

เฮ้อ ถ้าได้เห็นใบหน้ายิ้มแย้มแบบนี้แล้ว เหตุผลต่างๆมันก็หายไปหมดเลย

 

"ขอบคุณค่ะ ท่านยาย

รีบๆมาด้วยกันดีกว่านะดราน-เซนไป หนูกำลังรอทุกคนมารวมกันอยู่เลย"

 

ก็นะ ตามนั้นแล้วกัน มีข้าวให้กินนั้นก็ถือเป็นอะไรที่ควรจะดีใจนะ

ตั้งแต่ที่ฉันแยกตัวออกมาจากบ้านของพ่อแม่ ฉันก็เตรียมอาหารกินเองมาตลอด

การที่มีใครซักคนมาทำให้กินนานๆทีก็ดีเหมือนกัน

 

ไอริกับฉันช่วยอาจารย์ลุกจากเก้าอี้ ส่งไม้ค้ำให้เธอ และก็ไปที่ห้องกินข้าว

ภายในตัวบ้าน มีปล่องไฟพุ่งขึ้นสูงไปข้างบน คอยให้ควันลอยออกไปข้างนอก

 

ด้วยกลิ่นของอาหารที่โชยมาในอากาศ จมูกของฉันก็สัมผัสได้ถึงอาหารที่น่าอร่อยมากมาย

 

โอกาสหายากสำหรับการฉลอง ฉันคิดกับตัวเองในขณะที่ตามกลิ่นอาหารไป

 

พวกเรามาถึงโต๊ะอาหาร จากนั้นไม่นาน ทั้งครอบครัวก็มารวมตัวกัน

บนโต๊ะยาว มีมันฝรั่งทาด้วยเนยอยู่ข้างบน ขนมปังสีน้ำตาลอบสดใหม่ สลัดสด สตูเนื้อกระต่ายกับไข่ของนกโดโดะ

การจัดอาหารแบบนี้คงทำให้ท้องของใครก็ตามร้องและพร้อมจะดื่มด่ำไปกับอาหารแน่นอน

 

ที่นั่งอยู่รอบๆโต๊ะมี แม่ของไอริ ดีน่า: สามีของเธอพ่อของไอริและลูกเขยของแม่หมอ โดรูก้า: แม่หมอ

พี่สาวของไอริ ริชาเองก็อยู่ที่นี่เหมือนกัน ริชาอายุสิบเก้าปีนี้

ตามสิทธิ์ที่มี เธอควรจะเป็นผู้ที่รับมรดกธุรกิจของครอบครัวก่อนไอริ

แต่เนื่องจากการที่ไม่มีความสามารถในการนำเวทมนตร์มาใช้ เธอจึงตัดสินใจที่จะเป็นทหารสำหรับอาณาจักร

และไม่เป็นหมอในหมู่บ้านเบิร์น แย่หน่อยที่ความรู้ในการทำยากับยาอายุวัฒนะไม่ได้ส่งต่อมาสู่เธอเช่นกัน

ดังนั้น แม่ของเธอ ดีน่า กับคุณยายของเธอจึงสอนไอริในฐานะทายาทคนถัดไป

 

ก่อนที่ใครจะลงมือทาน พวกเราจับมือกันและและสวดให้กับเทพีแห่งโลก ไมราห์

ผู้ที่ให้ผลผลิตในการทำอาหารแก่พวกเขา

เทพีแห่งโลกไมราห์คือใครคนหนึ่งที่ฉันนับว่าเป็นเพื่อนสนิทในชีวิตก่อนหน้านี้

และก็เป็นคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบกับความอุดมสมบูรณ์ของโลกด้วย

รูปร่างของเธอในความคิดมนุษย์นั้นคือหญิงสาวตั้งครรภ์ที่มีผมสีดำยาวและมีรูปร่างอ่อนโยน

ความศรัทธาในเธอนั้นมีสูงที่สุดในทวีป บุคลิกของเธอเองก็เป็นผู้ที่มีความเมตตากรุณาและอดทน

ในความคิดของฉัน เทพีที่ประเสริฐเช่นนั้นสมควรได้รับความศรัทธาจากมนุษย์

 

ถึงแม้ฉันจะพูดว่าพวกเรานั้นสนิทกัน ลึกๆแล้ว ฉันก็ยังสงสัยว่าแค่ฉันคนเดียวหรือเปล่าที่คิดแบบนั้น?

 

ดีน่า-ซัง ผู้ที่ทำกับข้าว มีบรรยากาศลึกลับรอบตัวเธอ ไม่ว่าเธอจะทำอะไรเธอจะทำเงียบมาก

ยังไงซะ ฉันก็สวดภาวนาตามที่ฝึกไว้ พอทุกคนสวดภาวนาเสร็จ ดีน่า-ซังก็ให้สัญญาณว่ากินข้าวได้

จะว่าไป อำนาจในครอบครัวนี้จะเป็นแบบนี้ คุณยายมากุรุ > ดีน่า-ซัง > โดรูก้า-ซัง

ถึงแม้โดรูก้า-ซังจะไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้ แต่หากเป็นเรื่องยาแล้วล่ะก็

เขาก็นับได้ว่าเป็นผู้ที่มีความรู้มากที่สุดเป็นอันดับสามในขอบเขตนี้

 

ดีน่า-ซัง คือหญิงสาวที่ให้กำเนิดลูกมาแล้วสามคน แม้นั่นจะเป็นความจริง รูปร่างเธอก็ยังดูแลอย่างดี

ด้วยผมหยักศกสีแดงยาวลงไปจนถึงกลางหลังและรูปร่างเข้าสัดส่วน คนส่วนใหญ่คงไม่คิดว่าเธอเป็นแม่ลูกสาม

บุคลิกของเธอเองนั้นก็อ่อนโยนมาก แทนที่จะโกรธหรือตี เธอจะคุยกับลูกของเธอและแก้ไขปัญหาด้วยคำพูด

 

รูปลักษณ์ของโดรูก้า-ซังจะเป็นแบบผู้ชายมีกล้ามที่เข้มแข็ง

ทั้งความกว้างและความหนาของหน้าอกนั้นใหญ่มากถ้าเทียบกับฉัน

เวลาที่เขายืนตรง กางขาออกจะดูเหมือนกับมีกำแพงอยู่ข้างหน้าอย่างนั้นแหละ

เขาให้ความรู้สึกข่มขู่ กล้ามแน่นปกคลุมคาง แล้วด้วยผมสีดำขลับ กล้ามเนื้อ กับสายตาที่เฉียบคม

เขาดูเหมือนผู้ที่จะนำเหล่านักสู้ในหมู่บ้านเอามากๆ

 

ริชามีบรรยากาศที่นุ่มนวลรอบเธอ ผมดำหยักศกของเธอยาวไปจนถึงเอว

รับพันธุกรรมมาจากแม่ของเธอในหลายๆด้าน เอวแคบ และสัดส่วนเว้าเข้ารูป

โดยเฉพาะหน้าอกอันใหญ่และก้นกลมอย่างดี

ผิวนุ่มลื่นของเธอยามค่ำคืนเมื่อกระทบกับแสงจันทร์จะให้ภาพที่ไม่น่าเชื่อขึ้นมา

ฉันเห็นเธอครั้งสองครั้งตอนกลางคืนเมื่อตอนที่ถูกพวกปิศาจโจมตี

 

แม่และลูกคู่นี้คือเบอร์หนึ่งหรือสองที่เป็นที่นิยมในหมู่บ้านเมื่อเทียบกับเด็กสาวอื่นๆ

เนื่องจากความงดงามและธรรมชาติที่อ่อนโยนของพวกเธอ

 

ซึ่งก็นำมาสู่ไอริ เธอเป็นเด็กที่ตัวเล็กที่สุดที่นี่ ด้วยรูปร่างที่ไม่มีอะไรเหมือนกับพี่สาวของเธอกับแม่

ช่างเป็นเผ่าพันธุ์ที่ลึกลับจริงๆ ก็ตามนั้น รูปลักษณ์ของไอรินั้นธรรมดา

ไม่มีอะไรจากเธอที่ดูแปลกไปกว่าปกติ พวกเด็กผู้ช่ายงี่เง่าที่พูดเรื่องนี้ออกมาในอดีตและชอบล้อไอริ

โดนแขนที่แข็งแรงของเอลิสซัดจนอ่วมมาหมดแล้ว เอลิสนั้นน่ากลัวตอนเธอโกรธ แต่เธอก็โกรธแทนไอริเท่านั้น

ฉันฉลาดมากกว่าเด็กพวกนั้นโดยการพูดว่า "ไอริยังโตได้อีกเยอะ"

ฉันสร้างความต่างได้มากพอที่จะไม่ถูกอัด (T.L. เอลิสคือพี่สาวที่ออกจากบ้านไป)

 

ฉันกินโดยใช้ส้อมไม้ที่ได้รับมา ทุกครั้งที่ฉันเอื้อมไปเพื่อที่จะลองอาหารใหม่ๆ

ริชาจะถามตลอดว่ารสชาติอาหารเป็นยังไงพร้อมกับร้อยยิ้มเต็มใบหน้า

แล้วก็ที่นั่งข้างซ้ายฉันคือริชาส่วนข้างขวาคือไอริ

 

"ดราน-ซัง อาหารเป็นยังไงบ้าง? หวังว่าคงจะชอบนะ"

 

"อร่อยมาก โทษทีที่ไม่ได้เอ่ยถึงเลยนะ ริชา"

 

มีแต่อาหารน่าอร่อยเรียงกันสามแถวบนโต๊ะ ฉันได้แค่มอง

 

ความยิ่งใหญ่นี้นี่มันอะไรกันนี่?

 

เมื่อกี๊ ฉันสูญเสียความยับยั้งชั่งใจไปกับอาหารเนื่องจากรสชาติอันสุดยอด

เป็นนิสัยที่ไม่ดีที่ฉันควรจะคอยสำรวจในปีนี้ ฉันมีเรื่องที่ต้องให้สำนึกผิดเยอะเลย

แต่ในทางที่ดี ฉันได้รับประสบการณ์ในรสชาติอันสุดยอดมากมายพวกนี้

จนกว่าฉันจะตายในฐานะมนุษย์ ฉันคงไม่มีวันเบื่อหน่ายไปกับการลิ้มลองรสชาติที่แตกต่างใหม่ๆ

 

หลังจากที่ฉันให้คำตอบ ริชาหัวเราะหยอกๆไปข้างหลังฉัน

พอหันกลับไปมอง ไอริกำลังมองฉันด้วยดวงตาที่น่ารัก หลังจากทำความเข้าใจสถานการณ์ซักพัก

ฉันก็พยายามมองไปที่ริชาเพื่อขอคำอธิบาย แต่ก็ไร้ประโยชน์

 

""โอ...โอเน่-จัง!"

 

ถึงแม้ไอริจะส่งสายตาค้อนไปยังริชา เธอก็ค่อยๆส่งจานที่มีซุบจากสตูที่เธอนำมา

หลังจากที่เธอส่งมาให้ฉันแล้ว เธอก็กลับไปนั่งที่ทางขวาของฉัน และก็จ้องฉัน

ดูเหมือนเธอจะเตรียมสตูนี้เองและก็เป็นเหตุผลว่าทำไมฉันถึงเห็นเธอสวมผ้ากันเปื้อนก่อนหน้านี้

ไม่มีทางเลือกนอกจากลองชิม

 

"โอ้? ไอริ-จังทำนี่เองกับมือวันนี้เลยหรอ? อร่อยมาก ขอบคุณนะ"

 

"อื้ม หนูกลัวว่ามันจะไม่ได้เรื่องแล้วดรานจะไม่แม้แต่จะลองชิมซะอีก"

 

ไอริตอบกลับมาพร้อมกับหันหน้าหลบฉัน ด้วยโทนเสียงต่ำๆ พยายามกลบความเขินอายของตัวเอง

การกระทำทั้งสองอย่างนั้น ช่างน่ารักจริงๆ

 

"ไม่มีทางที่ฉันจะไม่ชิมหรอกน่า"

 

ความจริงที่ว่าไอริแอบไปทำสตูนี่คนเดียวให้ฉันทำให้ฉันรู้สึกมีความสุขมาก

ตอนที่ฉันมองไปรอบๆโต๊ะ โดรูก้า-ซังมีรอยยิ้มสดใสบนใบหน้าในขณะที่มองไอริ

ส่วนสมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆยิ้มให้กับไอริและฉัน

ดีน่า-ซังพักศอกที่โต๊ะเอานิ้วไขว้กันแล้วมองมาที่ฉันและถาม

 

"ดราน-คุง มีเด็กผู้หญิงคนไหนในหมู่บ้านที่ชอบหรือเปล่า ดราน-คุง? มีเด็กคนไหนที่เธออยากจะแต่งงานด้วยมั้ย?

อายุเธอก็ถึงแล้วนี่ ก็ไม่ได้เร็วเกินไปนะที่จะคิดถึงเรื่องนั้น"

 

ฉันนั่งตัวตรงกอดอกและก็คิดอย่างจริงจังเพราะว่าสิ่งที่ดีน่า-ซังพูดนั้นไม่ใช่พูดหยอกเล่น

แต่สำนึกของจิตวิญญาณมังกรของฉันไม่เคยคิดเรื่องอะไรแบบนั้น

ร่างปัจจุบันของฉันตอนนี้เป็นมนุษย์ ฉันมีความต้องการมากมาย แต่พอเป็นเรื่องรักๆ ฉันไปไม่ถูก

ไม่ใช่ว่าเพราะมันไม่มีอะไรให้รัก ฉันก็แค่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน

ฉันอาจจะตกหลุมรักมนุษย์ผู้หญิงแน่ๆล่ะ เพราะมันมาจากความรักที่ทำให้ครอบครัวเกิดขึ้น

รอเดี๋ยวนะ สายตาของโดรูก้า-ซัง คมอย่างกับธนู จ้องเผงมาที่ฉัน นี่ฉันทำอะไรไม่ดีรึ?

ไม่สิ ไม่ มันไม่ได้ยากหรอกที่จะเข้าใจการกระทำของโดรูก้า-ซังตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องนี้

 

ในความพยายามที่จะลองและพบเจอว่าชีวิตมันเป็นยังไง

ฉันมุ่งจิตวาดภาพขึ้นในหัวถึงใบหน้าของเด็กสาวในหมู่บ้านและทุกๆการกระทำที่อาจจะเกิดขึ้น

ทั้งโอบกอดสัมผัสถึงความรักและแบ่งปันความเจ็บปวด

มันคงจะฉลาดถ้าเลือกคนที่คุณอยากจะใช้เวลาแห่งความสุขด้วยกันมากกว่าความเจ็บปวด

 

"ผมก็คิดอยู่นะ แต่มันก็ยังเป็นตัวเลือกที่ยาก ยังไงซะ มันก็แค่เพิ่งจะปีเดียวตั้งแต่ที่ผมแยกตัวออกมา

แล้วก็ไม่มีคำพูดกระตุ้นให้ผมแต่งงานจากพ่อแม่ผมด้วยเหมือนกัน"

 

ดีน่า-ซัง และ โดรูก้า-ซัง ทั้งคู่พยักหน้ากับคำตอบของฉัน แล้วก็หยุดส่งสายตาข่มขู่

เมื่อเห็นแบบนั้นแล้วฉันก็โล่งอก

 

ในขณะที่สถานการณ์นี้เกิดขึ้นนั้น คุณยายมากุรุแต่แต่หัวเราะ "โหะโหะโหะ"

 

ถึงแม้ฉันจะตอบไปอย่างจริงจัง แต่ยังไงก็ตาม ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวตลกอะไรเทือกนั้นเลยแฮะ

 

"เหะเหะ ดีแลนแต่งงานแล้วนะ แล้วนายล่ะ ดราน-คุง กลับกันกับบอกว่าไม่สนใจซะนี่?

ดูเหมือนชั้นจะถูกดราน-คุงปฏิเสธเข้าซะแล้วสิ"

 

ริชาวางมือบนแก้มขวาแล้วก็ส่งสายตาผิดหวังมา ใบหน้าและโทนเสียงของเธอนั้นผิดหวังก็จริงอยู่

แต่ฉันได้ยินเสียงหัวเราะมาจากเธอด้วยแน่ๆล่ะ

ถึงจะมาพร้อมกับบรรยากาศนุ่มนวล ริชาเองก็มีนิสัยชอบหยอกพี่ชายของฉันกับภรรยาของเขา

 

"ผมชอบริชานะ แต่เอาตรงๆ ผมบอกไม่ได้ว่านั่นคือสิ่งที่เรียกว่ารัก"

 

"จริงหรือนี่? ฉันชอบดราน-คุงมากเลยนะ ถ้านายตอบรับ ฉันจะทำเต็มที่เพื่อนายเลย"

 

"อึ่ก ไม่ได้นะ โอเน่-จัง!!"

 

ไอริลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างแรงและก็ขึ้นเสียงค้อนใส่ริชา

 

เฮ้อ ขึ้นเสียงแบบนี้ ไอริเองก็กระวนกระวายน่าดูเลยนา

 

ในขณะที่ฉันบอกกับตัวเองแบบนั้น ริชาก็ได้แต่หัวเราะคิกคักตอบกลับการค้อนจากไอริอย่างกับสนุกกับสถานการณ์นี้อยู่

เมื่อเห็นแบบนั้นแล้ว ไอริก็ทำแก้มป่องและก็นั่งลงเก้าอี้แต่โดยดี

 

"อยู่ต่อหน้าดราน-คุงแล้วเนี่ย ไอริน่ารักจริงๆน้า อดไม่ไหวจนอยากแกล้งเลย"

 

"โอเน่-จัง!!"

 

ในขณะที่ริชาแกล้งไอริต่อ อาหารก็ค่อยๆเย็นลง พวกเขาควรจะหยุดในเร็วๆนี้

โชคดีที่พวกเขาหยุดหลังจากทุกๆคนคุยกันอย่างสงบ และฉันก็ได้เพลิดเพลินไปกับอาหารอย่างสงบเช่นกัน

คราวนี้ ไอริตัดสินใจที่จะรุกมาที่ท้องของฉัน* เพราะงั้นอย่าทำให้เธอไม่พอใจดีกว่า

ตอนนี้มันก็ดีอยู่หรอก แต่จะทำไงดีล่ะเมื่อเธอโตขึ้น? (*T.L.ในความหมายทำอาหาร)

 

หลังจากกินเสร็จ ฉันก็กล่าวลาและกลับบ้าน

 

ในขณะที่กำลังเดินไปที่แม่น้ำ ฉันพกตะกร้าใส่ปลา เบ็ดตกปลา และดาบเหน็บที่เข็มขัด

ถึงแม้ฉันจะเพิ่งกินข้าวเที่ยงมาก็เถอะ แต่ก็ตัดสินใจแล้วว่ามื้อเย็นจะเป็นเมนูปลาก็เลยมาหาตกปลาซะหน่อย

 

จุดหมายของฉันอยู่ที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของแม่น้ำเบเลนที่ไหลผ่านหมู่บ้านเบิร์น

ฉันสามารถจับปลาตรงไหนก็ได้ แต่ถ้าเลยขึ้นไปทางต้นน้ำอีกหน่อย ที่ๆห่างจากคลองกับไร่ที่มนุษย์ทำขึ้น

ปลาจะตัวใหญ่กว่าเยอะ และมีไขมันมากกว่า แม่น้ำเบเลนไหลลึกเข้าไปในแนวภูเขา

ฉันจึงตัดสินใจที่จะหยุดอยู่ตรงทิศเหนือของแม่น้ำอยู่ในป่าเลยออกมาจากหมู่บ้านเบิร์นนิดหน่อย

 

ภายในป่านี้ ต้นไม้บดบังและดูดซับแสงอาทิย์ทั้งหมดถึงแม้มันจะเพิ่งจะเริ่มบ่าย

ป่าสีเขียวที่ดูดซึมสารอาหารและน้ำจากพื้นดินรวมทั้งแสงอาทิตย์

ไม่มีที่ไหนเหมาะจะเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับสัตว์ป่ามากไปกว่าที่นี่แล้ว

มักจะมีหมาป่า หมีป่า สัตว์เลื้อยคลานมีพิษ และสัตว์อันตรายอื่นๆโผล่มาให้เห็นบ่อยๆ

แต่มนุษย์นั้นอันตรายสำหรับพวกมัน

ถ้าฉันเลี่ยงอาณาเขตของพวกมัน ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปสู้แบบสุ่มสี่สุ่มห้า

 

เพื่อที่จะเข้าใจในอาณาเขตของพวกมัน ฉันจึงใส่ใจกับเครื่องหมายตามกิ่งไม้ ลำต้น มูลและฉี่ที่พวกมันทิ้งเอาไว้

ท้ายที่สุดฉันก็มาถึงริมฝั่งแม่น้ำได้อย่างปลอดภัย ด้วยเสียงของเหล่านกน้อยที่ร้องเพลง เสียงธรรมชาติทำให้ฉันรู้สึกได้ว่าที่นี่ช่างมีชีวิตชีวาซะจริงๆ

 

วันนี้ เป้าหมายของฉันคือจับปลาที่มีชื่อว่าชาล็อต ขนาดเท่ากับแขนของผู้ใหญ่

มันมีจุดสีดำบริเวณปากที่คมของมัน เกล็ดสีเงินคลุมทั่วตัวและมีไขมันมาก สามารถประกอบอาหารได้ปลายวิธี

นึ่ง ต้ม รมควัน ย่างและอื่นๆ ไม่สำคัญหรอกว่าจะปรุงแบบไหน ยังไงมันก็ทำให้น้ำลายท่วมปากได้อยู่ดี

พิจารณาจากขนาดของตะกร้าที่ฉันนำมา น่าจะเก็บได้ซักห้าตัว ส่วนเกินจากนั้นไว้เก็บที่หลังได้

ยังไงก็ตาม ปลาชาล็อตนั้นตกด้วยเบ็ดได้ยากมาก เพราะงั้นฉันจะโกงนิดๆหน่อยๆ

 

กิ่งไม้สีเขียวแผ่ขยายสะท้อนบนผิวน้ำไปทั่ว ในขณะที่กำลังนำเบ็ดตกปลาไปไว้ที่ๆปลอดภัย

และก็ห้อยมันไว้ตรงที่ๆฉันรับรู้ถึงกระแสของปลา ทันใดนั้นฉันก็ได้กลิ่นไหม้ของไม้มากับลม

กลิ่นไม้ที่กำลังไหม้นี้นั้นมีเอกลักษณ์ ไม่น่าจะมีมนุษย์อาศัยอยู่ในป่านี่นา

หรือจะบังเอิญจะมีกอบบลินหรือออร์คอยู่ใกล้ๆงั้นหรอ? ถ้าพิจารณาดีๆ มันอาจจะอันตรายหน่อยๆเลยนะนี่

 

ต่างจากสัตว์ป่าอันตรายที่กอบบลินหรือออร์คมักจะเลี่ยง หากเป็นมนุษย์แล้ว

เจ้าพวกกอบบลินหรือออร์คป่าพวกนี้จะโจมตีและฆ่ามนุษย์อย่างไม่ลังเล

นอกซะจากว่าจะมีจำนวนมากกว่ากอบบลินหรือออร์คพวกนี้ หรือไม่ก็พวกมันบาดเจ็บ

ก่อนที่ใครจากหมู่บ้านจะมาที่นี่โดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ รีบจัดการกับภัยคุกคามนี้ดีกว่า

 

ฉันตัดสินใจและหยุดตกปลา หยิบดาบขึ้นมา เหน็บไว้ที่เข็มขัดและมุ่งตรงไปยังทิศที่กลิ่นลอยมา

จากกลิ่นแล้ว มาจากจุดที่ไม่ไกลจากแม่น้ำ ฉันเข้าไปใกล้ที่จุดนั้นด้วยความระมัดระวังอย่างสูง

คอยระวังไม่ให้เหยียบกิ่งไม้แล้วส่งเสียง

 

ฉันพร้อมที่จะสับกอบบลินหรือออร์คตัวไหนก็ตาม แต่ถ้าไฟนี้เป็นฝีมือของมนุษย์

พวกเขาควรจะมีข้อแก้ตัวสำหรับความเขลานี้จะดีกว่า ฉันเอามือจับด้ามดาบ พร้อมที่จะชักออกมาทันทีที่มันรู้ตัว

ด้วยแสงแดงวิบวับผ่านกิ่งไม้ใบไม้ ฉันก็มาถึงจุดที่ได้กลิ่นไม้ไหม้ ฉันเกร็งเนื่องจากประหม่า

จากนั้นฉันก็จำหน้าคนที่จุดไฟได้ สิ่งที่ฉันกำลังมองอยู่ในตอนนี้คือสิ่งมีชีวิตที่มีร่างท่อนบนเป็นคน

และท่อนร่างเป็นงูยักษ์ห่อหุ้มไปด้วยเกล็ดสีเขียวงดงาม มีเพียงเผ่าพันธุ์เดียวเท่านั้นมีมีรูปลักษณ์แบบนี้ ลาเมีย

ยิ่งกว่านั้นเธอคือเด็กสาวที่ฉันเพิ่งจะแยกจากกันมาเมื่อไม่กี่วันนี้เอง...

 

"เซเลีย-ซัง ไม่ใช่หรือน่ะ"

 

"อะ...เอ๋?"

 

เพื่อพิสูจน์ว่าฉันคิดถูก เซเลียหันกลับมามองฉันพร้อมกับใบหน้าประหลาดใจอย่างไม่รู้ตัว

 

ดูจากหม้อน้ำบนกองไฟ ดูเหมือนเซเลียก่อไฟขึ้นเพื่อจะต้มน้ำและทำความสะอาดตัวเอง

ถ้าฉันเป็นเธอในสถานการณ์แบบนี้ คงจะจุ่มตัวเองลงในสระหรือแม่น้ำเผื่อล้างตัวเอง

แต่คงจะโหดร้ายสำหรับเซเลียไปหน่อยเพราะในแม่น้ำมันเย็นเวลาประมาณแบบนี้

เธอคงจะป่วยแน่ล่ะ ยังไงซะ ลาเมียนั้นอ่อนแอกับความเย็น ไม่มากก็น้อย

ยังไงก็ตาม มันคงจะทำให้เซเลียไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวถ้าไม่ล้างคราบสกปรกออกจากตัวซะหน่อย

เธอทำความสะอาดตัวเองด้วยน้ำข้างๆกองไฟ จะว่าไปแล้ว ฉันว่าใครๆก็คงจะเข้าใจสิ่งที่ฉันสื่อ

เซเลีย"กำลัง"ทำความสะอาดตัวเอง เพราะงั้นตามธรรมชาติแล้ว เธอจึงไม่ได้สวมใส่อะไรเลย

ด้วยรูปลักษณ์เปลือยเปล่าแบบนั้น แม้จะด้วยความจริงที่ว่ามันยังหนาวอยู่หน่อยๆ

เนื่องจากความอุ่นจากผ้าเช็ดตัวที่เธอกำลังใช้อยู่ ดูเหมือนตัวเธอจะไม่ได้สั่นเทาอะไร

 

"...โอ้ ดราน-ซังนี่นา"

 

เธอขึ้นเสียงในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดที่มีฉันอยู่ที่นี่ และมีเสียงว้ายหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากเธอเล็กน้อย

หลังจากรู้ตัวว่าฉันกำลังมองร่างเปลือยเธออยู่ มันเป็นตอนที่เธอกำลังจะเช็ดคอตัวเอง

ผมสีทองของเธอจึงรวบไปทางด้านข้างเผยให้เห็นถึงต้นคอ เนื่องจากตอบสนองต่อฉัน

สิ่งแรกที่เธอทำก็คือหันลำตัวหลบ ถึงฉันจะเห็นแว้บๆทั้งหมดไปแล้วก็เถอะ เธอก็ยังพยายามที่จะปกปิดตัวเอง

 

แสงแดดกระทบกับเกล็ดที่กำลังชุ่มของเธอวิบวับ และฉันก็พบว่ามันเซ็กซี่มาก

ขนาดของหน้าอกเธอคงจะเต็มไม้เต็มมือฉันพอดี ภายใต้แสงแดดที่สะท้อนจากผิวที่ชุ่มชื้น

ทำให้ภาพที่ปรากฏนั้นช่างเย้ายวน ทุกๆอย่างเข้ากับเธออย่างสมบูรณ์แบบ

อย่างกับงานศิลปะที่งดงามที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา

เอวเธอนั้นแคบ นั่นคือส่วนที่ร่างมนุษย์ของเธอเริ่มเปลี่ยนเป็นงู ซึ่งฉันเห็นทุกรายละเอียดอย่างชัดเจน

ท้องสีขาวสีกระทบกับแสงแดดเองก็โผล่ให้เห็นเหมือนกัน ทุกๆที่ ที่ผู้หญิงควรจะปกปิดนั้นถูกเผยออกมาให้เห็น

จะด้วยยังไงก็ตาม ฉันรู้สึกโชคดีมากที่ได้มาเจอภาพเช่นนี้

 

ตอนนี้ ภาพของสาวงามจากเผ่าพันธุ์ที่ถูกพระเจ้าสาปให้มีครึ่งบนเป็นมนุษย์และครึ่งล่างเป็นงู

ซึ่งถอดแบบมาอย่างกับภาพวาด เป็นของฉันให้เชยชมแต่เพียงผู้เดียว

สำหรับฉันแล้ว ดูเหมือนลาเมียจะครอบครองความงามตามธรรมชาติมากกว่าจะเรียกว่าเป็นคำสาป

สงสัยจังว่าทำไมมนุษย์ถึงคิดว่าพวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์ที่ถูกสาปกันนะ?

ทุกๆอย่างตั้งแต่รูปร่างไปจนถึงผมสีทองที่เปล่งปลั่งอย่างกับทองจริงๆ ช่างสวยงามอะไรอย่างนี้

ตั้งแต่ที่พบกันครั้งแรก ลึกๆในจิตใจของฉันแล้วก็คิดว่ารูปร่างเธองดงามมากนะ

ฉันจึงชมออกไปโดยไม่รู้ตัว

 

"หูว เธอนี่น่ารักจริงๆเลย"

 

เนื่องจากคลังศัพท์ฉันมันน้อยก็เลยหาคำดีๆคำอื่นมาชมไม่ได้ ก็เลยชมไปตามที่คิดว่ามันใช่

 

"ก็ขอบคุณที่ถูกนายชมนะ แต่ช่วยหยุดมองด้วยท่าทางสง่างามแบบนั้นซักที!"

 

 

เธอรับคำชมแต่ดูเหมือนเธอจะไม่ชอบเวลาที่ฉันมองเธอแบบตรงๆ

หลังจากบอกฉันด้วยน้ำเสียงโกรธๆ เธอก็เอามือไขว้เหนือหน้าอกและส่วนลับต่างๆเผื่อปกปิด

ทำแบบนั้นทั้งๆที่หน้าแดง มีแค่ไม่กี่ส่วนบนร่างเธอเท่านั้นที่ถูกซ่อนจากสายตาของฉัน

 

"น่าเสียดายจริงๆ ช่างเป็นภาพที่งดงามอะไรเช่นนี้ ถึงจะถูกมองมันก็ไม่ได้ลดคุณค่าอะไรหรอกนะรู้มั้ย?"

 

เซเลียขดตัวรอบๆตัวเองและก็เหลือบมาที่ฉันด้วยใบหน้าแดงก่ำไปจนถึงหู

จากจุดนี้แล้ว ฉันไม่รู้ว่านั้นเพราะว่าอายหรือโกรธกันแน่

 

"นี่ อย่างน้อยก็ช่วยอายหน่อยเถอะค่ะ! แล้วใบหน้าสง่างามที่ยังลอยอยู่นี่มันอะไรกันคะ!?"

 

"ก็นะ มันก็เป็นไปตามสัญชาติญาณของทุกเผ่าพันธุ์นี่นา รวมทั้งฉันด้วยที่จะถูกสิ่งสวยๆงามๆดึงดูด"

 

"ชั้นไม่ถูกหลอกด้วยคำชมของเธอหรอก! ช่วยหันไปทางอื่นซักครู่ได้มั้ยคะ!"

 

เซเลียใช้เวทมนตร์พร้อมกับประโยคสุดท้าย ดูเหมือนจะใช้มากกว่าตอนที่พบกันคราวที่แล้วอีก

ฉันก็เลยหันไปทางอื่น ทุกๆอย่างที่ฉันพูดนั้นสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะของเธอ ไม่ได้โกหกเลยซักอย่าง

แต่มันก็ยังเป็นภาพที่สุดยอดอะไรเช่นนี้ อย่างกับอาหารตาเลย

 

ในขณะที่เซเลียกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า ฉันก็กลับมาที่ริมแม่น้ำและก็เก็บอุปกรณ์ตกปลา

ตอนกำลังกลับ ฉันว่าจะถามว่าทำไมเธอถึงมาอยู่ในที่แบบนี้ หลังจากเซเลียเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ

ฉันนั่งบนหินถัดจากเธอ ตรงที่เธอม้วนตัวอยู่ จากที่สังเกต ฉันพบว่าเธอยังอายที่ถูกเห็นตอนเปลือยอยู่

ถ้าไม่ระมัดระวังคำพูด ฉันอาจจะกลายเป็นเหล้าแอปเปิลไปเลยก็ได้ (T.L. ถูกรัดจนแหลก)

 

ฉันนั่งบนหินและตั้งระดับสายตาไปที่ผิวแม่น้ำแทนที่จะมองเซเลีย ฉันไม่รู้ว่าจะทำตัวอายหรือไม่สบายใจยังไง

แต่ถ้าไม่ลองดู ฉันคงจะเหมือนเป็นคนไม่ดีซะเอา

 

"ทำไมเธอถึงมาอยู่ในที่แบบนี้ล่ะ? นึกว่าจะลงทางใต้ไปอีก ที่ๆประชากรมนุษย์มากกว่านี้ แทนที่จะเป็นสุดขอบทวีป"

 

ฉันไม่ได้ถามไปในน้ำเสียงเสียงเชิงรุกหรือต้องการคำตอบ แต่จะด้วยอะไรก็ตาม

ฉันรู้สึกเหมือนว่าคุมน้ำเสียงตัวเองไม่ได้และมันฟังดูอย่างกับสอบสวนเซเลียแทนซะงั้น

 

"ชั้นก็คิดว่าจะทำแบบนั้น แต่ว่า..."

 

"อะไรหรอ?"

 

"ก็แค่เธอบอกว่ามนุษย์คนอื่นที่ชั้นจะได้พบเจออาจจะน่ากลัว ก็เลย..."

 

"ตอนที่ต้องตัดสินใจเลือกอะไรซักอย่าง เธอมักจะลังเลนะ เธอน่าจะเตรียมพร้อมเอาไว้นะ"

 

ฉันว่าจะแกล้งเธอซักหน่อย แต่รู้สึกเหมือนว่าจะต้องชดใช้อย่างใหญ่หลวงถ้าทำแบบนั้น

 

"มันก็ใช่จริงแหละ แต่สำหรับเรื่องนี้แล้ว ชั้นไม่รู้จะบอกอะไร ตอนที่ชั้นอยู่คนเดียว ชั้นได้แต่คิดถึงเวลาที่เราใช้ร่วมกัน

ชั้นหลงทางไปหลายที่เหมือนกัน แต่ชั้นก็แค่อยากจะเจอเธออีก คิดว่าดราน-ซังอาจจะช่วยแนะนำให้ชั้นได้"

 

"เธอตามหาชั้นอยู๋รึ? ชั้นเองก็อยากจะพบเธออีกเหมือนกัน ดีใจนะที่ได้พบกันอีกแบบนี้"

 

"จริงหรอ?"

 

"จริงสิ ฮืม... จะว่าไงดีล่ะ เซเลีย-ซัง"

 

"อะไรหรอ?"

 

ฉันรู้สึกถึงสายตาของเซเลียที่จ้องมายังฉันอย่างใจจดใจจ่อ

ก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ฉันจะแนะนำมันจะดีขึ้นหรือแย่ลงแต่ยังไงฉันก็จะพูดมันออกไป

 

"เธออยากมาอยู่ด้วยกันในหมู่บ้านของชั้นมั้ย? ทำแบบนั้นแล้วน่าจะช่วยให้เธอคุ้นเคยกับมนุษย์ได้เร็วขึ้นนะ

บางทีชั้นอาจจะตระเตรียมที่เอาไว้ให้เธอได้อยู่ที่นั่นได้ ถึงแม้มันอาจจะดูไม่เหมือนซักเท่าไหร่

แต่หมู่บ้านชั้นก็เป็นเมืองเล็กๆในทวีปนะ ผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นั่นใจกว้างกับเผ่าอื่นๆมาก

ถึงมันอาจจะใช้เวลาสำหรับลาเมียแบบเธอหน่อยที่จะปรับตัวเข้ากับที่นั่น แต่เมื่อเวลาผ่านไป

ชั้นมั่นใจว่าพวกเค้าจะยอมรับเธอแน่ๆ โดยเฉพาะเธอเลยล่ะ"

 

"ชั้นจะได้ไปอยู่ในหมู่บ้านของดรานจริงๆหรอ?"

 

คำแนะนำของฉันดูเหมือนจะมอบความกล้าให้กับเซเลีย แต่ฉัน เอาตรงๆนะ เกือบจะหัวเราะโพล่งออกมา

กับคำตอบที่ไร้เดียงสาของเธอ ยังไงซะ ด้วยบุคลิกของเธอนี่ล่ะที่จะทำให้แผนนี้ได้ผล

 

"ใช่แล้วล่ะ เธออาศัยอยู่ในหมู่บ้านได้นะ เราจะได้ใช้เวลาอย่างมีความสุขไปด้วยกันไง"

 

ในขณะที่กำลังรอคำตอบ เซเลียยิ้มออกมา แสดงให้เห็นถึงความไว้เนื้อเชื่อใจ

ต่อหน้ารอยยิ้มเช่นนี้ ใครก็ตามคงจะยอมทำทุกอย่างเพื่อให้เธอยิ้มต่อไป

รอยยิ้มของเด็กสาวลาเมียนั้นช่างวิเศษอย่างไร้ข้อกังขาเลย

 

"ชั้นว่า ถ้าอยู่ด้วยกับดราน-ซังแล้ว มันคงจะสนุกมากแน่ๆ เธอนี่ใจดีมากเลย...จริงๆนะ"

 

"มีอะไรที่ยังรบกวนใจเธออยู่อีกมั้ย? บอกได้เลยนะ"

 

"ความจริงคือ...ตอนที่เธอให้พลังวิญญาณกับชั้น มันอร่อยมาก ต่างจากพลังวิญญาณอื่นๆที่ชั้นเคยลิ้มลอง

แล้วตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา ชั้นกินอะไรไม่ได้เลย เพราะงั้น...ชั้นก็เลยหวังนิดนึงว่า..."

 

นั่นคือเหตุผลสินะ เซเลียสารภาพความตะกละของตัวเองอย่างเขินอาย

สิ่งที่ฉันมอบให้เธอเมื่อคราวก่อนนั่นคือพลังวิญญาณระดับเทพมังกรไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา

สิ่งที่ไม่คิดว่าจะแว้บเข้ามาในหัวฉัน คือไม่คิดว่าเธอจะเสพติดง่ายขนาดนี้

ดูเหมือนพลังวิญญาณระดับเทพมังกรจะมากเกินไปสำหรับลาเมีย

เธอคงจะไม่มีทางได้พบแหล่งพลังวิญญาณที่อร่อยขนาดนี้อีกแล้ว เป็นเรื่องที่เป็นปัญหาซะแล้วสิ

 

"งั้นหรอกหรือ? ไหนๆพวกเราก็จะอาศัยอยู่ด้วยกันแล้ว ชั้นให้พลังงานกับเธอตอนไหนก็ได้ถ้าเธอขอ ยื่นมือมาสิ"

 

ฉันยื่นมือซ้ายออกไป เซเลียก็จับด้วยมือซ้ายของเธอ บีบมือซ้ายของฉันแล้วก็มองอย่างเขินอาย

ฉันให้พลังงานมังกรส่วนหนึ่งไหลผ่านมายังแขนและให้เซเลียค่อยๆดูดซับไป

เมื่อเธอกำลังรับพลังงานไป สีหน้าของเธอเปลี่ยนจากเขินอายเป็นเต็มไปด้วยความสุขและก็เปล่งเสียงน่ารักออกมาเบาๆ

 

"อะ...อ๊าง..."

 

เผ่ามังกรไม่ใช่แค่มีศักยภาพทางกายที่แข็งแกร่งแต่ยังท่วมท้นไปด้วยพลังชีวิต

ความจริงคือ ว่ากันว่ามังกรเป็นแหล่งพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุดในทุกๆเผ่าพันธุ์

เผ่าไหนก็ตามที่ต้องกินพลังวิญญาณเพื่อดำรงอยู่นั้น ถ้าได้ลิ้มลองพลังของมังกรแล้ว

ไม่มีทางที่จะลืมได้เด็ดขาด เพราะมันอร่อยขนาดนั้นยังไงล่ะ

ไม่ได้พูดเกินจริงเลยที่ลาเมียอย่างเซเลียจะมีท่าทางแบบที่เธอเป็นอยู่ในตอนนี้

อีกอย่าง ถึงเซเลียจะไปเจอมังกรตัวอื่นและได้ดูดซึมพลังของมัน ก็คงจะไม่ทำให้เธอพอใจ

เนื่องจากความจริงที่ว่าพลังงานของฉันนั้นมีระดับสูงที่สุดในหมู่เผ่ามังกร

พอมาคิดๆดูแล้ว จะมีทางอื่นไหมนะที่จะส่งต่อพลังวิญญาณจากคนหนึ่งไปสู่คนหนึ่งได้โดยไม่ต้องแตะเนื้อต้องตัว?

ฉันชอบที่จะมองร่างงูของเซเลียบิดไปบิดมาอย่างนี้ สงสัยจังว่ามันเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี? ต้องสำนึกซะหน่อยแล้ว

 

จะว่าไปแล้ว สงสัยจังว่าทุกคนในหมู่บ้านจะยอมรับให้เซเลียมาอยู่ด้วยกันมั้ย

มันคือสิ่งที่ฉันคิดขึ้นมาได้ซักพัก ขณะที่กำลังเดินกลับหมู่บ้าน ฉันคิดว่าจะทำอย่างไรดีอย่างถี่ถ้วน

 

เธอเกิดและเติบโตมาจากแม่ลาเมียและพ่อมนุษย์ แล้วก็มีบุคลิกที่เป็นเอกลักษณ์

ก็ไม่ใช่ว่าฉันจะบอกว่ามีคนสองคนที่จะมีบุคลิกเหมือนกันเด๊ะ

 

มันคงจะยากสำหรับเธอที่จะอาศัยใกล้มนุษย์มากมาย

ไม่ใช่เพราะบุคลิกของเธอแต่เป็นเพราะเธอมาจากเผ่าปิศาจลาเมีย

 

ทุกคนต่างรู้ว่าลาเมียนั้นชอบพลังชีวิตมนุษย์ เพราะงั้นถึงเธอจะไม่ได้โจมตีใคร

ก็จะยังมีความกลัวอยู่ลึกๆในใจของทุกคนในหมู่บ้าน ถึงอย่างนั้น หากเธอต้องการพลังงาน

ฉันจะเป็นคนที่มอบให้เธอเอง เพราะงั้น ไม่มีใครที่จะต้องมาเดือดร้อน

ยังไงก็ตาม ยังมีความจริงที่ว่าเซเลียเองต้องแสดงให้เห็นว่าเธอมีประโยชน์ต่อหมู่บ้าน

ไม่อย่างนั้นเธอก็จะถูกปฏิบัติด้วยว่าเป็นคนแปลกหน้า

 

สำหรับเด็กๆแล้ว ด้วยบุคลิกของเซเลีย รับรองว่าเข้ากันได้ไม่มีปัญหา

มีเพื่อนเป็นลาเมียแน่นอนล่ะว่าคงจะดีไม่น้อย มันง่ายที่จะแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเธอ

อย่างแรก เธอมีพลังเวทมนตร์ที่แข็งแกร่ง มีเสน่ห์ที่ไร้ข้อกังขา ผสมผสานกับเสน่ห์จากดวงตาปิศาจ

แค่นั้น เธอสามารถแก้ไขความขัดแย้งได้อย่างสบาย ต่อมาคือความสามารถทางกายภาพของเธอ

เธอมีพิษตามธรรมชาติไหลผ่านทั่วร่าง และร่างงูที่แข็งแรงของเธอสามารถหักกระดูกของมนุษย์ผู้ใหญ่ได้อย่างง่ายดาย

ทั้งหมดนั้นทำให้เธอเป็นมิตรที่แข็งแกร่ง ยังไงซะความสามารถพวกนั้นหาได้ง่ายแค่ตามหนังสือ

แต่ก็แน่นอนล่ะว่าก็ยังมีโอกาสที่เธอจะใช้พลังของเธอกับผู้คนในหมู่บ้าน

บางทีฉันอาจจะแนะนำไปว่าพวกเขาสามารถจ้างเธอมาเป็นผู้คุ้มกันหรืออะไรซักอย่างได้

 

เธอสวยมากเพราะงั้นไม่น่ามีปัญหากับพวกผู้ชาย แต่กับผู้หญิงน่าจะมีแน่นอน

มันคงจะไม่ได้ช่วยอะไรถ้าจะให้เธอใช้พลังเวทให้เรื่องต่างๆมันง่ายลง

ร่างงูของเธอคงจะลอกคราบทุกๆปี และเมื่อลอกคราบแล้ว

ฉันสามารถใช้เวทกับคราบพวกนั้นและนำมาทำเป็นชุดเกราะเวทมนตร์ได้

ถึงแม้อัตราการผลิตเกราะเวทมนตร์นั้นจะได้น้อย แต่เกราะเวทมนตร์นั้นสามารถขายได้ในราคาค่อนข้างสูง

แล้วเวลาพวกปิศาจมาโจมตี เราสามารถผสมพิษของเธอกับหญ้าป่าและเห็ดพิษเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพิษได้

ทำให้มีผลกับพวกปิศาจเร็วขึ้น ฉันคิดทุกอย่างทุกวิถีทางที่จะให้ชาวบ้านยอมรับเซเลีย

ถึงแม้สิ่งที่ฉันทำได้ดีในหมู่บ้านคือทุกอย่างที่เกี่ยวกับฟาร์มเท่านั้น

 

ฮืมมม ในขณะที่ดำดิ่งสู่ห้วงความคิด เสียงของผู้หญิงดึงฉันให้กลับมาสู่ความจริง

 

"โอ้ ดราน-คุง! มีอะไรหรอ? กำลังคิดอะไรอยู่หรือ?"

 

เมื่อฉันมองกลับไป หญิงสาวในช่วงอายุยี่สิบกลางๆเรียกฉัน (T.L 24-26ปี)

 

หญิงสาวชื่อว่ามิว เธอมีผมสีน้ำตาลยาวประบ่า สวมผ้าลินินสีแดง

หน้าอกเธอใหญ่มาก เป็นหน้าอกคู่ที่ใหญ่ที่สุดในหมู่บ้าน ใหญ่กว่าหัวเด็กทารกซะอีก

ภายในชุดแบบนั้น อย่างกับผ้าจะหลุดออกมาได้ทุกเวลา

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกถึงเธอจะอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเบิร์น เธอไม่ได้มาจากเผ่ามนุษย์

 

มิวมาจากเผ่าสัตว์ มนุษย์วัวท่าจะพูดให้เป๊ะ หูวัวของเธอติดอยู่บนหัวอย่างน่ารัก

หางของเธออยู่เหนือก้นขึ้นไปและยาวเท่าๆกับแขนของฉัน ตามเผ่าพันธุ์แล้ว

มนุษย์วัวนั้นรักสงบและใจดีตามธรรมชาติ จากเอวลงไปนั้น ขาของพวกเขาปกคลุมด้วยขน

และก็แน่ล่ะว่าพวกเขาไม่มีเท้าแต่เป็นกีบวัว

จะว่าไปแล้ว มนุษย์วัวผู้หญิงนั้นจะมีปริมาณน้ำนมมากเกินไปเมื่อพวกเขาไม่ได้ตั้งครรภ์

เพราะงั้นนมภายในหมู่บ้านที่ดื่มนั้นนั้นมาจากพวกเขา แน่ล่ะมิวเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

ปกติแล้วเธอช่วยผลิตนมได้มาก แล้วก็มีบางครั้งตอนที่ฉันยังเด็ก ฉันดูดนมจากหน้าอกของเธอแทนของแม่

ถึงจะโตขนาดนี้แล้ว ฉันก็ยังพบว่าตัวเองยังดื่มนมของเธออยู่เป็นครั้งคราวบนโต๊ะอาหาร

 

เผ่าสัตว์เองก็มีพลังความทนทานมหาศาล มิวสามารถทำงานได้เท่าๆกับคนกับม้าช่วยกันซะอีก

 

แต่เดิมแล้ว มิวเป็นหญิงสาวในเมืองกาโลอิสตั้งอยู่ไกลออกไปทางใต้ของเบิร์น

ในขณะที่เธอเดินทางเพื่อธุรกิจ เธอก็ได้พบกับสามีของเธอและก็ตัดสินใจที่จะแต่งงานและย้ายมายังหมู่บ้านเบิร์น

เมื่อนำเรื่องนั้นมาพิจารณาด้วยแล้ว อายุจริงๆของเธอคงจะราวๆสามสิบปลายๆ

แล้วเธอก็มีลูกชายอายุสิบสองกับลูกสาวอายุสิบสี่ปีนี้ จะว่าไปแล้ว มันก็น่าจะถึงเวลาที่ลูกของเธอเริ่มจะผลิตนมเองเช่นกัน

 

มนุษย์สัตว์เองก็มีช่วงอายุขัยมากกว่ามนุษย์เพราะงั้นพวกเขาจึงมักจะมีลูกเยอะ

เสบียงอาหารในตอนนี้ของหมู่บ้านเบิร์นนั้นถือว่าดีเยี่ยม ถึงจะมีเด็กอีกซักโหลก็ไม่ใช่ปัญหา

ประวัติศาสตร์เบื้องหลังความสัมพันธ์ของมนุษย์กับมนุษย์สัตว์นั้นยาวนานและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง

มันอาจจะดูไม่เหมือนซักเท่าไหร่ถ้าฉันจะยกกรณีของมิวเป็นตัวอย่าง แต่เมื่อนานมาแล้ว และกระทั่งปัจจุบัน

มนุษย์สัตว์นั้นถูกเลือกปฏิบัติอย่างกว้างขวาง เพราะงั้นการที่มิวอยู่ที่นี่ก็ไม่เชิงว่า"มีอิสระ"

เธอมีครอบครัว แต่บนกระดาษ เธอคือทาสของสามี ส่วนโคโบลด์กับเผ่าอื่นๆในหมู่บ้านเบิร์น

พวกเข้ามีเป้าหมายร่วมกัน คือเอาตัวรอดจากพวกปิศาจ

พวกเขาถูกสภาพแวดล้อมบังคับให้ทำงานร่วมกันเพื่อเอาชีวิตรอดและเมื่อทำแบบนั้น

พวกเขาก็เริ่มเข้าใจซึ่งกันและกันจนสามารถสร้างสายสัมพันธ์แห่งความเชื่อใจขึ้นมาได้

แต่ไม่ว่าจะมากหรือน้อย เรื่องมันก็เป็นมาตามนี้ เหล่ามนุษย์สัตว์นั้นเคยถูกว่าร้ายและปฏิบัติด้วยอย่างรุนแรง

 

ในหมู่บ้านเบิร์น นอกจากมิวแล้วยังมีมนุษย์สัตว์อีกหนึ่งหรือสองคนที่รู้จักกับหมู่บ้านเบิร์นมาเมื่อนานมาแล้ว

แต่ยังไงก็ตาม หัวข้อเรื่องการเลือกปฏิบัติกับครึ่งคนครึ่งสัตว์ในนั้นไม่เคยเป็นเรื่องโฉ่ฉาว

เพราะทุกคนในหมู่บ้านเบิร์นนั้นรู้ว่าข่าวลือต่างๆที่แผ่ไปทั่วดินแดงนั้นมีแต่เรื่องโกหก

ความกลัวจากเผ่าที่ไม่ใช่มนุษย์แท้ๆนั้นมาจากสิ่งที่บรรพบุรุษมนุษย์สร้างขึ้น

และทำให้ผู้คนมากมายระทมทุกข์ไม่มากก็น้อย

มิวกับเซเลียทั้งคู่ได้รับผลกระทบไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

 

ต่างจากมิวที่เป็นที่ต้อนรับที่นี่ มันจะต่างกันโดยสิ้นเชิงถ้าฉันจะพาเซเลียเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านกับฉัน

สมมติว่าเธอสามารถเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านได้แต่แรกนะ

 

ตอนฉันเป็นมังกร ฉันไม่เคยจะคิดเรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างการปฏิบัติตัวในสังคมของมนุษย์

ดูอย่างมิวเป็นตัวอย่าง ฉันคงจะมองเธอว่าเฉยๆ ส่วนผู้คนคงจะเอะอะกันยกใหญ่

บางทีฉันควรจะขอความช่วยเหลือจากมิว-ซังเพราะเธอก็เคยผ่านเรื่องเดียวกันมาแล้วในจุดๆหนึ่ง

ฉันคิดถึงรอยยิ้มของเซเลียว่าเป็นยังไงและนั่นยิ่งทำให้ฉันอยากทำอะไรก็ได้ให้เธอพอใจ

 

จากนั้นฉันก็รู้สึกได้ว่ามิวจ้องฉันแบบงงงวย กระดิกหูขึ้นลง และสบัดหางผอมๆไปมา

เธอดูน่ารัก นี่มันมากเกินไปสำหรับชายโฉดที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน

แต่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เธอเนื่องจากสามีของเธอดูน่ากลัว

 

"ดีล่ะ ถ้างั้น ดราน-คุง รีบไปดีกว่านะ วันนี้มีซ้อมนี่"

 

"อ๊ะ! งั้นหรือ มิว-ซัง? ขอบคุณที่เตือนนะ"

 

การซ้อมที่มิว-ซังพูดถึงคือการต่อสู้แบบจริงกับปิศาจที่อ่อนแอหรือพวกสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่นอกหมู่บ้านเบิร์น

เพื่อเป็นการฝึกป้องกันตัวจากปิศาจ

การฝึกนั้นดำเนินการโดยเหล่าทหารที่ได้รับหน้าที่มาฝึกพวกผู้ใหญ่หรือแม้กระทั่งเหล่าเด็กๆ

เพื่อให้ต่อสู้เพราะทุกคนมีส่วนช่วยน้อยในการต่อสู้กับพวกปิศาจ

ปกติแล้ว การฝึกจะเริ่มตั้งแต่เด็กๆมีอายุถึงสิบขวบ ฉันเรียนรู้การใช้อาวุธและกับดักตั้งแต่ตอนอายุสิบขวบเช่นกัน

ตอนที่หมู่บ้านถูกโจมตี การที่มีเด็กสามารถสู้ได้ด้วยธนู หอก หรือดาบก็ยังดีกว่าไปกลัวตัวสั่นที่มุมห้อง

บางคนอาจจะว่ามันเย็นชา แต่เนื่องจากชีวิตรอบๆนี้มันเป็นแบบนี้ พวกเราต้องทำทุกวิถีทางเพื่อจะเอาชีวิตรอด

คนพวกนั้นคงไม่เคยคิดว่าเด็กๆจะสามารถเป็นกองกำลังทหารได้ แต่พวกเขาเป็นได้ เช่นฉันไง

 

พวกปิศาจดุร้ายจะโจมตีเด็กอย่างไร้ปราณีแบบที่โจมตีกับผู้ใหญ่ และพวกมันไร้ความเมตตา

เพราะแบบนั้นถึงจำเป็นที่จะให้เด็กๆเรียนรู้ถึงศิลปะป้องกันตัว พวกเขาจะได้สู้เพื่อความอยู่รอดของตัวเองได้

 

พวกปิศาจจะโจมตีหมู่บ้านที่มีกองกำลังอ่อนแอไปเรื่อยๆจนกระทั่งหมู่บ้านนั้นย่อยยับ

พวกมันเลี่ยงที่จะสู้กับคู่ปรับที่แข็งแกร่งหากเป็นไปได้ เป็นกลยุทธ์ที่เข้าท่าเลยทีเดียว

ปีนี้ฉันอายุสิบหกแล้ว และก็เป็นแนวหน้า คงจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีถ้าฉันไปสาย

 

ฉันเริ่มวิ่งไปบริเวณฝึกซ้อมทันทีที่กล่าวลากับมิว

มันเป็นนิสัยเสียของฉันที่ไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างเลยเมื่อตกอยู่ในห้วงความคิด

แต่ละก้าวที่ฉันวิ่งไปหาพื้นที่ฝึกซ้อม ฉันก็ยิ่งคิดว่าจะให้เซเลียเข้ามาอาศัยภายในหมู่บ้านได้ยังไง

 

วันนี้ อยากให้แผนสำเร็จเร็วๆจัง

 

"ระวังตัวด้วยนะ~~!"

 

ฉันโบกมือลาในขณะที่ยังคงวิ่งต่อไปเพราะรู้ว่ามิว-ซังเองก็โบกมือลาให้ฉันเหมือนกัน

 

โชคดีหน่อย ที่ฉันมาทันจุดนัดพบที่ประตูเหนือ พอฉันมาถึง ก็สังเกตเห็นว่าพี่ชายของฉันเองก็อยู่ที่นี่แล้วเหมือนกัน

สงสัยว่าวันนี้ก็เป็นวันที่เขาต้องมาเหมือนกัน  พี่ชายฉัน ดีแลน เมื่อเห็นฉันมาถึงก็ถอนหายใจ

 

ดีแลนคือพี่ชายของฉัน เขาคล้ายกับพ่อมาก ด้วยร่างกายที่มีกล้ามเนื้อและหน้าตาดีพร้อมกับผมสั้นสีดำ

ในครอบครัว ดีแลนจะคล้ายพ่อส่วนมาร์โก้กับฉันคล้ายแม่ แต่ฉันคิดว่าเรื่องพวกนั้นมันไร้สาระ

พี่ชายฉันพาดธนูกับลูกศรบนหลัง ในมือเขาถือหอก และเขาก็มีดาบที่กว้างคาดอยู่ที่เอว

เขาได้ดาบนั้นมาคราวที่แล้วตอนที่กลุ่มกอบบลินป่ามาโจมตี

 

 

"เฮ้ ดราน มันก็ดีอยู่ที่ไม่ได้มาสายนะ แต่นายทำให้ทุกคนรอนะรู้มั้ย"

 

ฉันตอบกลับด้วยการพยักหน้า

 

"โทษที"

 

ฉันก้มหัวเล็กน้อย แต่ดูเหมือนพี่ชายฉันจะไม่ได้โกรธอะไรแล้ว

มันคาใจฉันมาอยู่ตลอดที่ความสัมพันธ์แบบพี่น้องของเรานั้นต่างจากคู่พี่น้องอื่นๆในหมู่บ้าน

ถ้าฉันมีโอกาส ฉันก็อยากจะรู้ว่าพี่ฉันกำลังคิดอะไรอยู่ ถึงจะพูดงั้น ฉันก็คงไม่ทำแบบนั้นหรอก

เพราะว่าฉันเคารพในความเป็นส่วนตัวของพวกเขาเอง

ฉันไม่คิดว่ามันไร้สาระนะที่จะมาเป็นกังวลเรื่องความสัมพันธ์ของพวกเรา

ยังไงซะ เขาก็รู้จักฉันมาแล้วถึงสิบหกปี เขาเกลียดฉันรึเปล่านะ? จากเท่าที่ฉันจำได้

ช่วงเวลาที่เราใช้ด้วยกัน เขาก็ทำดีกับฉัน แต่ไม่ว่าจะยังไง ก็ดูเหมือนเขาจะหลบๆฉัน

ไม่อยากให้พี่เกลียดฉันเลยแฮะ

 

"เอาล่ะ ฟัง! ทุกคนมารวมตัวกันเรียบร้อยแล้ว"

 

นายทหารพูดขึ้น ในเมื่อฉันไม่ได้เห็นใครมาทีหลังจากฉันแล้ว ฉันคงเป็นคนสุดท้ายที่ปล่อยให้ทุกคนรอ

สำหรับการฝึกซ้อมครั้งนี้ จะมีผู้ใหญ่สองหรือสามคนนำกลุ่มเด็กๆหกถึงเจ็ดคนออกไปนอกหมู่บ้านเพื่อฝึก

ในกลุ่มของฉัน ฉันจับกลุ่มกับอัลเบิร์ต เพื่อนสมัยเด็กของฉันเองกับพี่ชาย

 

คนที่นำการฝึกในครั้งนี้คือผู้การบาลิน ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในหน่วยทหารที่ประจำการในหมู่บ้าน

นอกเหนือจากนั้นแล้ว ยังมี ราเมส เรธิชา นักบวชหญิงแห่งเทพีแห่งโลกไมราห์ เองก็คอยดูแลกิจกรรมการฝึกของพวกเรา

มีคนสำคัญๆอยู่มากกว่าปกติ บางทีมันอาจจะเกี่ยวข้องกับที่ทุกคนกลัวที่มีกอบบลินโผล่มามากกว่าปกติเมื่อเร็วๆนี้

 

แต่เดิมแล้ว ผู้การบาลินนั้นมาจากหมู่บ้านเบิร์น และเขาก็เลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว

ตอนนี้เขาสวมเกราะหนังที่ดูท่าทางทะมัดทะแมงพร้อมกับเกราะเหล็กหนาที่อก เสื้อเขาเผยให้เห็นถึงกล้ามแขน

มีข่าวลือว่ามีคนพยายามจะชกเขาที่คางแต่กลับมือหักซะเอง

 

แววตาของเขาคมราวกับเหยี่ยว แต่ก็น่าประหลาดใจ ไม่มีเด็กๆคนไหนสนใจเรื่องแววตาของเขาเลย

และบรรยากาศก็ไม่ใช่ความเบื่อหน่ายหรือความกลัว แต่เต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจ

ถึงแม้นี่มันจะแค่การฝึกซ้อม แต่ผู้การบาลินก็แต่งเกราะมาเต็มยศ ด้วยเกราะหนา เกราะคาง และเกราะแขนแต่ละข้าง

อย่างกับเราจะไปรบอย่างนั้นแหละ ที่เอวเขามีมีดสั้นอยู่สองสามเล่ม และในมือเขาถือพลองที่ดูท่าทางอันตราย

 

เกราะเหล็กนั้นยากที่จะจัดการแต่มันก็ราคาค่อนข้างถูกเนื่องจากกองกำลังทหารของประเทศนั้นมีคู่ค้าที่ดี

แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่ใช่เรื่องเดียวกันกับชาวบ้านธรรมดาหรอก

สำหรับพวกเขาแล้ว เหล็กนั้นแพงและเป็นทรัพยากรที่มีค่า

ทหารทุกนายได้รับมอบเกราะเหล็กอย่างน้อยที่สุด เมื่อตอนที่บาลินได้ตำแหน่งผู้การ

เขาขอที่จะมาประจำการที่หมู่บ้านเบิร์นเพราะว่ามันคือบ้านเกิดของเขา

ด้วยตัวตนของผู้ที่ขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งผู้สั่งการมีความเชื่อมโยงกับอาณาจักร

มันจึงช่วยเพิ่มขวัญกำลังใจของหมู่บ้านขึ้นอย่างมาก

ค่อนข้างจะมีคนที่ยอมแพ้เรื่องทำฟาร์มและไปเข้าร่วมกับกองกำลังทหารเพื่อที่จะมาประจำการในหมู่บ้านเช่นกัน

แต่ก็ได้แค่สองสามปีที่จะมาทนอยู่ในเขตชายแดนแบบนี้ได้ สำหรับผู้การบาลินแล้ว

การต่อสู้เพื่อปกป้องบ้านเกิดจากพวกปิศาจนั้นคือความฝันของเขา และเขาก็เป็นคนเอาจริงเอาจัง

จะว่าไปแล้ว สามีของมิว-ซังก็ผู้การบาลินนี่ล่ะ มีทหารหลายนายจ้องไปที่การปฏิสัมพันธ์ของพวกเขาอย่างอิจฉา

ลูกสาวของพวกเขาไม่ได้อยู่ที่นี่แน่ล่ะ แต่ลูกชายเขาอยู่ ถูกอบรมให้ปกป้องหมู่บ้าน

ในทางเปรียบเทียบ หน้าอกของมิวใหญ่กว่าของดีน่ามาก ก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะที่ฉันเคยพูดว่าดีน่ากับริชา

อยู่ตำแหน่งท็อปๆของความงามในหมู่บ้าน แต่หน้าอกของมิวนั่นชนะการแข่งขันนี้ไปขาดลอย

ถ้าบาลินไม่ได้เป็นผู้การ เขาคงโดยฆ่าตายไปหลายรอบแล้วด้วยความอิจฉาที่แผ่ออกมาจากเหล่าผู้ชาย

 

เอาล่ะ ผู้ที่อยู่ตรงกลางของกลุ่มในตอนนี้คือ ราเมส เรธิชา เป็นหญิงสาวอยุ่ในช่วงอายุยี่สิบ

เธอมีบรรยากาศสงบรอบตัวเธอ และเธอสามารถทำให้ความวุ่นวายพวกนี้หายไปได้หากเธอเลือกที่จะทำ

เธอเป็นคนใจกว้างมากและมีนิสัยดี เธอจึงเขากับคนอื่นๆได้อย่างดีเยี่ยม

แต่เดิมแล้วไม่มีนักบวชแห่งไมราห์ในหมู่บ้านเบิร์น แต่ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง

ทางอาณาจักรตัดสินใจที่จะส่งนักบวชหญิงมาที่นี่ จะอะไรก็ตาม เรธิชาถูกส่งมาที่นี่ประมาณสองปีที่แล้ว

และตอนนี้กำลังทำงานอยู่ในโบสถ์ที่อุทิศตนให้ไมราห์

ตามนั้นแล้ว เนื่องจากหมู่บ้านเบิร์นเป็นหมู่บ้านเล็กๆในใจกลางที่ไหนก็ไม่รู้ ตำแหน่งเรธิชาจึงน้อยกว่า

เมื่อเทียบกับเหล่านักบวชและนักบวชหญิงอื่นๆที่อยู่ใจกลางอาณาจักร

แต่ด้วยความอุทิศตนของเธอแล้ว เธอช่วยพัฒนาจิตใจของชาวบ้านอย่างมาก

 

นักบวชและนักบวชหญิงนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าร่วมการรบ แต่ถ้าหากอยู่ในหมู่บ้านเบิร์นแล้ว

การสังเกตกระแสของการรบนั้นอาจจะมีประโยชน์มากกว่านั่งสวดภาวนา

และเพราะอย่างนั้น นักบวชกับเรธิชาจึงตบแต่งกายและพร้อมที่จะเข้าร่วมการฝึก

เรธิชาตัดผมของตัวเองจนมีความยาวประบ่าและมัดเป็นหางม้า ถึงแม้จะอยู่ในโหมด"รบ"

เธอก็ยังมีบรรยากาศที่สงบอยู่รอบๆตัวเธอ

 

เรธิชาสวมเกราะหนังเพื่อเก็บกักความอบอุ่น ที่เอวเธอคาดเข็มขัดและถือโล่ในมือข้างหนึ่ง

นอกเหนือจากนั้นแล้ว เธอสวมสร้อยรอบคอที่มีสัญลักษณ์ที่มีเพียงนักบวชเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้สวมได้

แล้วก็แน่ล่ะ มันมอบพรของไมราห์ให้ผู้ที่สวมใส่ ถ้าคิดว่าเรธิชาต่อสู้ไม่เป็นแล้ว คุณคงประหลาดใจเลยล่ะ

เธออาศัยอยู่ที่นี่มากว่าสองปีแล้ว เพราะงั้นเรื่องต่อสู่กับปิศาจนั้นเป็นเรื่องที่เธอค่อนข้างจะชินแล้ว

 

ปัจจุบันนี้ ทุกๆคนคิดว่าปาฏิหาริย์ที่เรียกว่าเวทมนตร์นั้นคือสิ่งที่ผู้ที่มีความศรัทธาแรงกล้าในพระเจ้าได้รับ

และเป็นสิ่งที่ก้าวหน้ามาก ความจริงแล้ว เวทมนตร์ในโลกนี้ยังอ่อนอยู่มากและล้าหลัง

เพราะงั้น ถึงแม้ใครบางคนจะสามารถใช้เวทมนตร์ได้ พวกเขาก็ไม่สามารถนำเวทฟื้นฟูมาประยุกต์ใช้ได้

ยังไงก็ตาม เวทอย่างพวกล้างสารพิษ เพิ่มความแข็งแกร่งความทนทานยังใช้ได้ผลดีกับการต่อสู้กับปิศาจ

เวทมนตร์นั้นมีค่ามหาศาลสำหรับมนุษย์ในการต่อสู้

 

"ตามแบบเดิม วันนี้พวกเราจะจัดการกับพวกคานุซากิและหนูยักษ์เพื่อให้ทุกคนคุ้นเคยกับการต่อสู้กับปิศาจ

แต่ยังไงซะ ขณะที่กำลังสู้ ขอให้ทุกคนให้ความสนใจการเคลื่อนไหวของพวกมัน และพยายามโจมตี

ให้สอดคล้องกับคู่หูเพื่อที่จะฆ่ามัน"

 

ผู้การบาลินประกาศเป้าหมายของพวกเขาและคนราวๆหกหรือเจ็ดคนก็ขานรับ "ครับ/ค่ะ" อย่างทะมัดทะแมง

ไม่นานนัก การฝึกก็เริ่มต้น ระหว่างการฝึก เด็กพวกนี้มักจะเล่นสนุกกับอาวุธของตัวเองมากกว่า

หรือไม่ก็ทำท่าทางเท่ๆแทนที่จะฝึกและสู้จริงๆ หลังจากสนุกสนานแล้ว พวกเขาก็จะกลับบ้านอย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น

สำหรับฉันแล้ว ฉันดีใจที่มีการซ้อมรบ เพราะฉันจะได้ทดลองขีดจำกัดของมนุษย์ แล้วก็

ฉันมีความสามารถที่ค่อนข้างจะเหนือกว่าคนอื่น และพยายามที่จะไม่โกงโดยการใช้เวทมนตร์

 

บริเวณการฝึกนี้อยู่ตรงที่ราบเปิดที่ฉันมักจะไปเก็บพืชสมุนไพร

พวกเราทำตามขั้นตอนและเหล่าเด็กๆก็แยกกันเป็นกลุ่มสามคนและเริ่มลุยเข้าไปในทุ่งเพื่อหาตัวคานุซากิกับหนูยักษ์

ถ้าพวกเรา หัวหน้ากลุ่มย่อย เห็นวี่แว่วปัญหาที่มันใหญ่เกินไปสำหรับเด็กๆถึงจะยื่นมือเข้าไปช่วย

เพราะว่าฉันกินมื้อเที่ยงมาเยอะกว่าปกติ ต้องขอบคุณไอริ และก็ความจริงที่ว่ามันยังอยู่ในช่วงต้นของฤดูใบไม้ผลิ

แม้จะยังบ่าย อากาศก็ค่อนข้างที่จะหนาว ฉันรู้สึกค่อนข้างดีนะ พลังงานเต็มเปี่ยม รู้สึกอย่างกับจะทำอะไรก็ได้

กลุ่มของฉันและฉันคอยเฝ้าระวังให้เด็กๆ โดยเฉพาะอัลเบิร์ต เพราะเขาเต็มที่กับหน้าที่ตัวเอง

 

อัลเบิร์ตเป็นหนึ่งในเพื่อนสมัยเด็กของฉันที่มีตาสีฟ้าอ่อนและกระบนหน้า

ตัวสูงเท่าๆกับฉัน ตอนที่เขายังเล็กเขานั้นหัวทึบและเจ้าเล่ห์ อย่างกับเด็กเปรต

ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่เขาเริ่มชินกับการโดดลงแม่น้ำเพื่อจะอาบน้ำ

เขามักจะแอบเข้าไปใกล้เด็กผู้หญิงที่กำลังอาบน้ำและจับนมกับก้น

นั่นทำให้เด็กสาวๆมองเขาด้วยสายตารังเกียจทุกครั้งที่พบเจอ และผลของความงี่เง่านั่นเอง

ทำให้เขาถูกห้ามไม่ให้อาบน้ำในแม่น้ำอีก ถึงแม้จะพูดได้ว่านั่นเป็นการกระทำที่ไร้เดียงสา

แต่ถ้าทำย้ำๆ ชื่อเสียงก็มีแต่จะแย่ลง สำหรับเรื่องนั้นของอัลเบิร์ตแล้ว

หากเป็นไปได้ ฉันก็คงจะบอกว่าบุคลิกของเขานั้นคือไร้ความกลัว

 

อัลเบิร์ตนั้นสวมผ้าโพกหัวสีเขียวสุดโปรด เสื้อกล้ามทำจากเศษหนังงูเย็บเข้ากัน

และก็ถือหอกเพื่อที่จะกวาดหญ้าไปด้านข้างตอนที่กำลังเดิน

 

ปลายหอกของอัลเบิร์ตทำมาจากมีดที่หักและก็มัดไว้ที่ปลายพลองไม้ ถ้าฉันจำไม่ผิด

เขาได้นั่นมาจากการต่อสู้ของพ่อร่วมกับโคโบลด์และกอบบลินช่วงที่ป้องกันตัวจากการโจมตีของปิศาจ

ตอนที่กำลังเดิน เขามองมาที่ฉันและถาม

 

"นายค่อนข้างรั้งท้ายนะวันนี้ มีอะไรรึเปล่า?"

 

ถึงจะงานของกลุ่มหัวหน้าย่อยที่จะต้องคอยดูเด็กๆ เราก็ล่าเหยื่อสำหรับมื้อเย็นไปพร้อมๆกัน

ใช่แล้วล่ะ ในขณะที่กำลังเดินไปในที่ราบ ฉันก็ใช้ประสาทสัมผัสที่ถูกพัฒนาไปด้วย

ฉันจับกระต่ายบางตัวมาได้แล้ว แต่เมื่อเห็นว่าฉันตามรั้งท้ายอยู่ อัลเบิร์ตเลยถาม

 

"เปล่าหรอก ก็แค่กำลังคิดว่าจะเอาหญ้าเหล็กมาทำประโยชน์อะไรได้อยู่"

 

"ล้อเล่นกันรึเปล่าเนี่ย มันเรียกว่าหญ้าเหล็กก็เพราะมีเหตุผลนะ แข็งอย่างกับเหล็ก

ถ้าจะมีใครรู้วิธีเอามาใช้ประโยชน์ก็คงมีไปนานแล้ว!"

 

ก็ตามชื่อ หญ้าเหล็กนั้นแข็งเหมือนเหล็ก และก็ไม่โตขึ้นที่ไหนนอกจากที่ราบใกล้หมู่บ้านเบิร์นนี้

ใบแต่ละใบของมันรูปร่างคล้ายไข่ ยิ่งใบยาว ยิ่งแก่และแข็ง แน่นอนว่าหญ้าเหล็กเป็นพืชประเภทพืชเวทมนตร์

แต่นอกเหนือจากนั้นแล้ว ไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย

 

ลองนึกภาพดูสิ วัตถุที่แข็งอย่างกับเหล็กแต่เบากว่ามาก ความเป็นไปได้ที่จะนำไปใช้ประโยชน์นั้นกว้างขวาง

แต่ทว่า ไม่มีวิธีที่มีประสิทธิภาพที่จะดึงความสามารถมันออกมาใช้เลย คุณยายมากุรุใช้สูตรพลังเวทเพื่อ

เปลี่ยนหญ้าเหล็กเป็นผุยผงและนำไปใช้กับยาอายุวัฒนะและก็ขวดของยา

ทำให้ยาอายุวัฒนะมีคุณสมบัติธาตุเหล็กและขวดเองก็แข็งมากเหมือนเหล็ก

หลังจากที่ผงหญ้าเหล็กนำมาเคลือบกับด้านนอกของขวดแล้ว มันจะให้สีดำเงา

แล้วยังสามารถใช้เศษผ้านุ่มๆมาทำความสะอาดได้ง่ายด้วย

ค่อนข้างมีนักผจญภัยมาแลกเปลี่ยน "ขวดยาอายุวัฒนะเหล็ก"

เพราะมันทนทานและเก็บยาอายุวัฒนะที่มีคุณสมบัติธาตุเหล็กไว้ได้ดี

ในสวนของแม่หมอ มีหญ้าเหล็กอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งเมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว ไอริสามารถทำผงพอสำหรับขวดยาสิบขวดได้

นักวิชาการด้านเวทมนตร์มากมายได้ลองที่จะดึงความสามารถของหญ้าเหล็กออกมาด้วยหลากหลายวิธี

แต่เนื่องจากความยากของการควบคุมพืชเวทมนตร์ และความเสี่ยงที่จะใช้วิธีผิดๆ อัตราความสำเร็จจึงต่ำมาก

ในอนาคต ถ้ายังไม่มีใครทำสำเร็จ ฉันอยากจะลองเหมือนกัน หญ้าเหล็กจะได้กลายเป็นแร่ดิบที่ผลิตขึ้นได้ง่าย

นั่นคงจะทำให้ชีวิตของผู้คนที่อาศัยที่สุดขอบทวีปง่ายขึ้น

 

การดึงคุณสมบัติของหญ้าเหล็กมาใช้ประโยชน์ในเรื่องทั่วไปนั่นก็เรื่องหนึ่ง

ที่สำคัญกว่าตอนนี้คือให้ชาวบ้านยอมรับเซเลียต่างหาก คงจะไม่ใช่เรื่องง่ายๆหรอกถ้าจะให้เธอปลอมตัวเป็นมนุษย์

เว้นแต่ว่ามนุษย์ทุกคนจะโง่ ซึ่งไม่ใช่ พวกเขาจะดูออกเลยว่าเธอคือลาเมีย

 

เรื่องหญ้าเหล็กที่พูดขึ้นมานั่นก็แค่ข้อแก้ตัวที่รั้งท้าย และในเมื่อมันเป็นหัวข้อที่ซับซ้อน

อัลเบิร์ตจึงไม่ได้หาเหตุผลต่อว่าทำไมฉันถึงตามหลัง ในขณะที่กำลังคิดหาหนทางอยู่ต่อไปนั้น

ฉันก็มองไปรอบๆหาวี่แววของสัตว์ป่าอย่างเงียบๆและอัลเบิร์ตเองก็ทำตัวให้ไม่สะดุดตา

ไม่งั้นสัตว์ป่ามันจะรู้ตัวและหนีไป

 

พี่ฉันเฝ้ามองดูเหล่าเด็กๆอย่างเงียบๆในขณะที่ทุกๆคนล้มเหลวที่จะหาเหยื่อ

ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากล่าหรอก แต่เพราะเขาถือมีดพร้าขนาดใหญ่

มันยากที่จะฆ่าเหยื่อให้ตายในทีเดียวในที่ราบทุ่งหญ้าเหล็กนี้ แต่ว่ามีดพร้านั้นใช้ได้ดีกับพวกปิศาจและสัตว์ป่าแน่ล่ะ

อัลเบิร์ตกับฉันเลิกหาเหยื่อและกลับไปทำหน้าที่เฝ้าระวังต่อ ซึ่งก็คือดูแลเด็กๆ เพราะมีเสียงแปลกๆดังมาจากข้างหน้า

 

นั่นมันอะไรกันน่ะ นกยักษ์วิ่งแทนที่จะบิน มันมีขนกับจะงอยปากสีเหลือง และจะงอยปากของมันก็ใหญ่เท่ากับแขนของฉัน

รสชาติเนื้อของมันก็ธรรมดาๆแต่ว่ารับประทานง่าย และเพราะตัวมันใหญ่จึงมีเนื้อส่วนเกินอีกมาก

ฉันจึงลดหอกลงระดับพื้นดินและค่อยๆย่องเข้าไปใกล้ๆในขณะที่แหวกหญ้าเหล็ก

เจ้านกได้ยินเสียงเท้าของฉันเข้าหาแต่แทนที่จะหนี มันกลับเตรียมพร้อมโต้กลับโดยใช้จะงอยปาก

ก่อนที่มันจะโจมตีใส่ฉันได้ ฉันใช้พลังทั้งหมดที่แขนแทงเข้าไปกลางอกของมัน

 

ฉันสัมผัสได้ว่าพลังชีวิตของมันหายไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเลือดสดๆพรั่งพรูออกมาจากรูกลางอก

ก่อนที่มันจะตายสนิท มันส่งเสียงออกมาเล็กๆอย่างกับสบถคำด่า

ส่วนฉันกลับรู้สึกถึงความสำเร็จที่ไม่ต้องเจอปัญหาอะไรมากและก็โล่งอกที่จะมีอาหารให้กินอีกเยอะในภายหลัง

เสียงอัลเบิร์ตเรียกหาฉัน สงสัยจังว่าจะดึงหอกออกมาหรือปล่อยเสียบไว้อย่างนี้ แต่การที่ได้ยินเสียงอัลเบิร์ตเร่งฉัน

จึงตัดสินใจที่จะปล่อยมันไว้ตรงนั้น ถึงอัลเบิร์ตจะเรียกฉันเพราะรีบร้อน

แต่ก็ไม่มีความรู้สึกกลัวหรือสิ่งอันตรายอันตรายมาจากเสียงของเขา

ฉันรีบไปหาและพบว่าอัลเบิร์ตกับพวกเด็กๆยืนอยู่รอบๆจุดหนึ่งบนที่ราบ

 

พวกเขาล่าเหยื่อตัวเล็กๆได้หรอ? ไม่ยักเห็นร่างของพวกมันเลยแฮะ

 

อัลเบิร์ตเงยหน้าขึ้นเมื่อเห็นฉันมาหาและฉันก็เห็นว่าในมือเขามีหอกที่เสียบอะไรซักอย่างอยู่

 

"อัลเบิร์ต คอลก้า ฉันมาแล้ว!"

 

คอลก้าคือชื่อของเด็กผู้ชายอายุเก้าขวบ

 

"ดูสิดราน หนูยักษ์ แถมยังมีสี่ตัวด้วย!"

 

"ดราน-เซนไป ผมฆ่าได้ตัวนึงส่วนที่เหลือหนีไปได้"

 

"เยี่ยมมากคอลก้า ฉันเองก็ล่านกยักษ์ได้เหมือนกัน"

 

หลังจากบอกพวกเขาว่าฉันทำอะไรมา ฉันก็ยืนยันตำแหน่งของหนูยักษ์อีกสามตัวตามที่อัลเบิร์ตบอกมา

และเพราะว่าพวกมันเองก็อยู่ในตระกูลหนู หนูยักษ์จึงจะไม่อยู่ที่เดิมไปตลอด พวกเราจึงแยกกันล่า

คอลก้ากับอัลเบิร์ตไล่ตามหนูยักษ์ที่อยู่ใกล้กับพวกเขามากที่สุดส่วนฉันล่าอีกสองตัวที่เหลือ

ฉันเจอหนูยักษ์ตัวหนึ่งและถือมีดในมือพร้อมที่จะโจมตี แต่มันกลับโดดไปมาอย่างไม่คิดชีวิตและทำให้ยากที่จะแทงแม่นๆ

 

หนูยักษ์นี่มันรับมือยากจริงๆ

 

ขาที่ใหญ่และแข็งแรงของมันนั้นเชี่ยวชาญในการขุดและวิ่งผ่านท่ออุโมง แต่ก็ไม่มากนักในการวิ่งบนผิวดิน

มันมีขนสีเทาและอุ่นมาก เนื้อของมันรสชาติก็ไม่ได้แย่เหมือนกัน และก็ถึงจะมีแค่สองตัวที่ฉันกำลังไล่ล่า

แต่ดูเหมือนจะมีพวกมันอยู่สี่หรือห้าตัว อยู่ในทุ่งหญ้าแบบนี้ก็ไม่ได้ช่วยพวกมันหรอก

ถึงจะมีหญ้ามากมายมาบดบังทัศนะวิสัยและหนูยักษ์ก็ใช้สิ่งนี้เพื่อความได้เปรียบ อะไรประมาณนั้น

แต่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับฉันซักนิดที่พัฒนาประสาทสัมผัสขึ้น เมื่อฉันสัมผัสได้ว่าการเลื่อนไหวของหนูยักษ์ช้าลงเล็กน้อย

ฉันใส่พลังไปที่ขาแทบทั้งหมดและโดดขึ้นไปบนอากาศ ชักมีดออกมาและเล็งเสียบตรงไปที่คอหนูยักษ์ที่อยู่บนพื้น

 

หลังจากยืนยันว่าหนูยักษ์ตายแล้ว ฉันก็มองกลับไปหาคอลก้ากับอัลเบิร์ตและเห็นอัลเบิร์ตยิ้มอย่างพึงพอใจ

พร้อมกับเหยื่อของเขาที่ถูกหอกแทง จากนั้นอัลเบิร์ตก็ดึงหอกออกและเพื่อทำให้แน่ใจ เขาก็แทงคอหนูยักษ์ซ้ำอีกรอบ

 

ดูเหมือนเขาจะไม่ต้องการความช่วยเหลือจากฉันนะ

 

จากนั้นฉันก็ไปหาเก็บหินมาสองสามอันบนพื้นและโยนไปสี่ทิศแตกต่างกันเพื่อให้หนูตัวสุดทางแสดงตัวออกมา

เพราะเข้าใจในสิ่งที่ฉันทำ อัลเบิร์ตตั้งท่าเตรียมหอกพร้อมที่จะไล่ล่าหนูยักษ์ทันทีที่พบตัวมัน

โชคดีว่าหนูยักษ์มันอยู่ใกล้ตรงอัลเบิร์ตพอดี พอมันแสดงตัวออกมา เขาก็รีบแทงหอกเข้าคอของมัน

หลังจากนั้น อัลเบิร์ต คอลก้าและฉันก็ยิ้มน้อยๆให้กับความสำเร็จของพวกเรา

 

"นั่นตัวสุดท้ายแล้วสินะ?"

 

อัลเบิร์ตถือหนูยักษที่ถูกเสียบและห้อยไว้ที่หอกแล้วเดินมาหาคอลก้าพรอมกับรอยยิ้มบนใบหน้า

ฉันทำเป็นว่าไม่เห็นเขาเสียบหนูยักษ์แล้วก็ยักไหล่

 

พวกเรานำสัตว์ที่ล่าได้มารวมกัน ซึ่งก็มีนกยักษ์ที่ฉันล่าก่อนหน้านี้กับหนูยักษ์สี่ตัวพวกนี้

 

สิ่งที่ฉันจะเอากลับบ้านก็มีกระต่ายสองตัวที่ฉันจับมาก่อนหน้าแล้วก็นกยักษ์ที่ฉันล่าเอง

ที่เหลือนั้นคือการพยายามร่วมกันของกลุ่มจึงเอาไปแบ่งกับคนอื่นๆ

พอทุกคนมารวมตัวและแลกเปลี่ยนความสำเร็จของตัวเองแล้ว หลังจากที่เห็นเรื่องทั้งหมดนี้

ผู้การบาลินก็หัวเราะออกมาอย่างมีความสุข

 

โชคดีที่วันนี้ไม่มีใครบาดเจ็บเลย และพอเห็นว่าเรธิชาโล่งอก เด็กผู้ชายทุกคนเหมือนจะพึงพอใจเป็นอย่างมาก

ผู้การบาลินมาสำรวจนกยักษ์ของฉันอย่างระมัดระวังและก็ถามว่าฉันฆ่ามันได้ยังไง ซึ่งฉันก็ตอบเขาไปตามปกติ

จะว่าไปแล้ว ทุกๆคนที่เข้าร่วมการฝึกนี้ล่าเหยื่อได้อย่างน้อยหนึ่งตัว เพราะงั้นทุกอย่างจึงเป็นไปได้ด้วยดี

พี่ชายฉันดีแลนเองก็ทำคะแนนได้เยอะเองเช่นกันดูจากที่เขาแบกงูยักษ์สามตัวมาบนหลัง

และเด็กอีกสองคนที่เขาดูแลก็ช่วยกันจับกวางโดยการป้อนเห็ดป่าที่นำมาด้วย

มันคือกวางที่มีขนสีดำ ยังเด็กอยู่และดูท่าทางสุขภาพดี นั่นถือเป็นการจับได้ครั้งใหญ่เลยนะ

แล้วจะเป็นประโยชน์กับครอบครัวของเราอีกด้วย

 

แผนที่ฉันคิดไว้ว่าจะให้ชาวบ้านยอมรับเซเลียผ่านการชื่นชอบคงจะแห้วเพราะความสำเร็จของวันนี้

ฉันก็ยังคงคิดต่อไปทั้งก่อนฝึก ตอนฝึก แล้วก็ตอนนี้ แต่ความคิดทั้งหมดดูเหมือนจะไร้ผล

ตอนที่ฉันยังเป็นมังกร เรื่องซับซ้อนของความสัมพันธ์ของมนุษย์และการยอมรับพวกนี้นั้นไร้สาระสุดๆสำหรับฉัน

แต่ตอนนี้ในฐานะมนุษย์ ฉันก็ได้ตระหนักว่ายังมีอะไรอีกมากกว่าที่ตาเห็นเรื่องสายสัมพันธ์ของมนุษย์

คงจะเยี่ยมไปเลยถ้าจะมีใครซักคนมาบอกฉันว่าควรจะทำยังไงในเวลาแบบนี้

เพราะจากนั้นในภายหลัง ฉันจะได้ฉลาดและสามารถไปแนะนำต่อคนอื่นได้

 

หลังจากวันนั้น ฉันก็ไปหาเซเลียทุกวันเหมือนเดิม และตอนที่ฉันทำแบบนั้น เรื่องแปลกๆก็เกิดขึ้นที่หมู่บ้านเบิร์น

ทุกๆวัน ช่วงที่กำลังเดินตรวจตราตอนเช้า คนประจำการที่ประตูสองคนมักจะพบซากสัตว์ที่ถนนหน้าหมู่บ้านอยู่ตลอด

ครั้งหนึ่งเป็นจระเข้ที่มีเขี้ยวใหญ่และมีไข่มุกสีฟ้าในปาก สัตว์ที่น่าจะอาศัยอยู่เหนือต้นน้ำ จะด้วยวิธีใดก็ตาม

ถูกลากมาไว้ที่หมู่บ้านของพวกเรา และจากการวินิจฉัย ดูเหมือนมันจะเพิ่งตายมาเมื่อคืนก่อนเอง บางครั้ง

แทนที่จะเป็นสัตว์ตัวใหญ่ จะมีหนูยักษ์หรือตัวคานุซากิและสัตว์ป่าอื่นๆราวสิบหรือยี่สิบตัวถูกล้างไว้แล้วที่ปลายน้ำ

ที่มากกว่านั้นคือมีร่องรอยของงูยักษ์เลื้อยอยู่รอบๆที่นั่นเช่นกัน ตามนั้น คำร่ำลือและความคิดเห็นต่างๆเริ่มจะ

ส่งทอดกันไปมาระหว่างผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน

 

ไม่จำเป็นต้องบอก นั่นเป็นแผนของฉันที่จะช่วยเซเลียให้เข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ก่อน

ฉัน ผู้ที่คิดแผนนี้ขึ้นมา น่าจะได้จัดอยู่ในระดับสูงๆผู้ที่มีความสามารถในการวางแผนเท่าที่เคยมีมา

อย่างแรก สิ่งที่ฉันทำคือให้ผู้คนคิดว่าเกิดอะไรขึ้น จากนั้นก็ค่อยๆให้ทุกคนรับรู้ถึงตัวตนของเซเลีย ที่เป็นลาเมีย

กำลังอาศัยอยู่รอบๆพื้นที่นี้ และเพื่อทำอย่างนั้น ฉันล่าสัตว์และฆ่าตัวที่มันไม่ธรรมดาๆอย่างเช่นจระเข้

ที่มีเขี้ยวใหญ่และมุกสีฟ้าในปากและสิ่งอื่นๆที่จะช่วยกระตุ้นความน่าสงสัย

 

ก่อนที่เรื่องน่าสงสัยนี้จะเกิดขึ้น สัตว์ทุกตัวที่ฉันล่าเพื่อจะสร้างสถานการณ์นี้ขึ้นมานั้น

ถูกนำไปขายและเพิ่มกำไรให้กับหมู่บ้านในทางอื่นๆ ทั้งกระดูก เนื้อ หนังและเครื่องประดับทั้งหมดนั้นถูกนำไปใช้

และทำขึ้นเป็นเครื่องมือ และส่วนที่เหลือหรือไม่จำเป็นนั้นถูกส่งออกไปยังเมืองกาโลอิสและแลกเปลี่ยนเป็นเสบียง

เป็นอย่างนี้ต่อไปจนกระทั่งสุดท้ายคุณยายมากุรุและผู้การบาลินตัดสินใจว่ามันเป็นการกระทำของปิศาจ

ทำให้ความสนใจทั้งหมดนั้นเริ่มมาอยู่ที่เรื่องนี้ ผู้การบาลิน ผู้ที่รู้ถึงทุกเผ่าพันธุ์ของปิศาจที่อาศัยอยู่รอบๆพื้นที่นี้

ร่วมกับคุณยายมากุรุผู้ที่รู้เรื่องเวทมนตร์มากมาย ชี้จุดได้ง่ายๆเลยว่านั่นคือร่องรอยของลาเมีย

ดังนั้นพวกเขาจึงจัดประชุมที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านและเนื้อหานั้นว่ากันว่าเด็กๆนั้นห้ามถูกละเลยนอกหมู่บ้านเด็ดขาด

และอันตรายที่ลาเมียนั้นสามารถก่อได้  ในขณะที่พวกเขานั้นกำลังประชุม

ฉันใช้พลังสุดยอดในการได้ยินแอบฟังบทสนทนาของพวกเขา

 

"ด้วยโอกาสที่ลาเมียนั้นอาศัยอยู่รอบๆหมู่บ้านนั้นสูงมาก ทุกคนควรจะรับรู้ถึงพลังของมัน

อย่างแรกคือมันสายมารถฆ่าคุณได้ด้วยหางอันทรงพลัง

แล้วยังมีความสามารถของตาปิศาจที่สามารถทำให้คุณเป็นอัมพาต ถึงชั้นจะสามารถฟื้นตัวได้ค่อนข้างไว

แต่คงจะไม่สามารถตอบสนองได้ทันท่วงทีหากมันเล็งชั้นเป็นเหยื่อ

แม้กระทั่งพรจากสร้อยเรธิชาเองก็ไม่สามารถคุ้มครองเธอได้

ไม่ใช่แค่จากเพราะสองเหตุผลข้างต้น แต่ด้านพลังเวทมนตร์ของมันนั้นก็ยังมีเหนือกว่ามนุษย์มาก

การปราบลาเมียนั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากอยู่เสมอมา และมักจะมีผู้เสียชีวิต

เพื่อที่จะรับรองความเสียหายให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

เหล่าทหารที่ประจำการอยู่ที่นี่นั้นจะต้องขอความร่วมมือจากชาวบ้านทุกๆคน

หากมนุษย์ได้เห็นลาเมียคลั่งขึ้นมา รับรองว่าฉี่แตกวิ่งหากจุกตูดร้องไห้แน่

ฉันจะไม่โทษใครหรอกหากจะเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น"

 

เพราะว่าฉันรู้ถึงบุคลิกของเซเลียค่อนข้างดี ฉันไม่รู้สึกหรอกว่าจะต้องไปทำอะไรแบบนั้น

พ่อฉันนั้นใจกว่างต่อเผ่าอื่นๆ แต่ถ้าหากมาทำร้ายคนที่เขารักแล้วล่ะก็ นั่นก็ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งโดยสิ้นเชิง

การสนทนานั้นยังคงได้ยินอยู่ในหูของฉันแม้จะอยู่ไกลถึงในทุ่งทำงานของฉันก็ตาม

 

"ลาเมียงั้นหรอ ทำไมสิ่งมีชีวิตแบบนั้นถึงมาอยู่ในที่แบบนี้ได้กันน้า?"

 

คำถามที่ไม่คาดคิดนั้นพูดขึ้นมาจากคุณยายมากุรุพร้อมกับรอยยิ้มของเธอทำให้ฉันประหลาดใจ

 

"มันมีเรื่องราวอยู่นิดหน่อยสำหรับลาเมีย คงไม่มีพวกคุณคนไหนรู้เรื่องนี้มากมายนักหรอก

แต่เรื่องนั้นก็มีอยู่จริง ลาเมียนั้นคือเผ่าที่มีร่างมนุษย์ส่วนบนสวยยยยยยยยงามมาก และส่วนล่างเป็นงูยักษ์

ไม่มีเพศผู้ในเผ่าลาเมียเพราะงั้นเผ่าของพวกเขาจึงต้องออกหามนุษย์เพศผู้เพื่อแต่งงาน

สงสัยจริงๆว่าบรรพบุรุษของพวกเขา องค์หญิงที่ถูกสาปแห่งอาณาจักร

จะรู้สึกเหงาและพบกับชายผู้เป็นที่รักของตัวเองหรือเปล่า?

และถ้าประเพณีนั้นยังคงสืบต่อมา บางที ลาเมียตัวนี้ก็อาจจะกำลังออกตามหาสามีในอนาคต

และไม่มีความตั้งใจใดๆที่จะทำร้ายพวกเรา"

 

โอ้? ฉันเผลอพึมพัมกับตัวเองอย่างไม่รู้ตัว ไม่คิดว่าจะมีคนที่รู้เรื่องราวว่าลาเมียนั้นเลือกสามีของเธอยังไงอยู่ด้วย

ยิ่งกว่านั้น สิ่งที่คุณยายมากุรุพูดนั้นน่าจะช่วยเซเลียได้จริงๆ ดีจริงๆที่มีคนที่เข้าใจสถานการณ์ของคนอื่น

และเต็มใจที่จะมองในมุมต่างอยู่ตลอด

 

"อย่างที่คุณยายมากุรุพูด แต่ก็ยังมีโอกาสอยู่เสมอที่ลาเมียที่อาศัยอยู่รอบๆนี้ตัวนั้นวางแผนจะรุกราน

หมู่บ้านของพวกเราและจับพวกเรากินก็เป็นได้ ถ้าพวกเราไม่ปราบมันและเป็นอย่างนั้นขึ้นมาจริงๆ

รับรองว่าได้เกิดความเสียหายขึ้นมาจริงๆแน่"

 

"พวกเราไม่มีทางรู้ความตั้งใจของลาเมียตัวนั้นจนกระทั่งได้เจอหรอก

จนกว่าจะเกิดเรื่องแบบนั้นจริงๆ จำใส่ใจไว้ว่าลาเมียนั้นคือภัยคุกคามและต้องจัดอยู่ในความระวังภัยสูงสุด

คงจะดีกว่าถ้าแยก ดีน่า-ซัง ริชา-ซัง และก็ไอริ-จัง เพราะพวกเขารู้เรื่องเกี่ยวกับลาเมียมากกว่าใครในนี้

นอกเหนือจากมากุรุ-โดโนะ"

 

"ไม่ใช่แค่นั้น พวกเราควรจะขอความช่วยเหลือจากเผ่าโคโบลด์และเผ่ากอบบลินเหมือนกัน

ความช่วยเหลือจากแค่ครอบครัวของแม่หมอไม่เพียงพอสำหรับภัยคุกคามระดับนั้นหรอก"

 

หลังจากได้ยินจุดยืนและเรื่องราวของคุณยายมากุรุ ผู้การบาลินและหัวหน้าหมู่บ้าน

ก็พากันถกเถียงถึงการกระทำที่ดีที่สุด

 

"ลองยกตัวอย่าง ถ้าลาเมียตัวนี้อยากมาอาศัยในหมู่บ้านพวกเราล่ะ พวกเราจะได้รับประโยชน์อะไรจากเรื่องนั้นมั้ย?"

 

"ถ้าพูดถึงเรื่องพลังเวทของพวกเขาแล้วล่ะก็ ลาเมียหนึ่งตัวนั้นมีพลังเวทเหนือไปกว่าพ่อมดแม่มดทั่วไปมาก

พวกเขามีความสวยงามและสามารถทำเสน่ห์ชายใดก็ได้

ด้วยพิษที่เข้มข้นในเขี้ยวของพวกเขาและก็แน่นอนละในกระแสเลือด

พวกเขาสามารถทำให้ผู้ใหญ่เต็มวัยคนไหนก็ได้ ไร้ประโยชน์ขึ้นมาได้ในทันที

แค่แรงสะบัดจากหางก็สามารถหักคอผู้ใหญ่ที่แข็งแรงได้แล้ว เอาจริงๆนะ

ถึงแม้เธอจะอยากมาอาศัยภายในหมู่บ้าน ความกลัวต่อลาเมียก็จะยังมีอยู่

พวกเราถึงขนาดเป็นมิตรกับเผ่าโคโบลด์และกอบบลินแล้ว

เพราะงั้นฉันไม่เห็นว่าทำไมเราจะเป็นมิตรกับลาเมียไม่ได้ล่ะ แล้วก็

ถ้าพวกเราให้ความร้อนกับเกล็ดงูของพวกเขาเข้าไปหน่อย ก็ได้ทองแล้ว เพราะงั้นมันจะดีแน่นอน"

 

เฮ้อ สิ่งที่เธอพูดถึงประโยชน์ที่เซเลียจะให้กับพวกเราได้นั้นก็เหมือนกันความคิดของฉันเด๊ะ

คุณยายมากุรุนั้นมีอิทธิพลมากภายในหมู่บ้าน ถ้าไปได้สวย ทุกอย่างจะออกมาดีเอง

ฉันยิ้มเล็กน้อยก่อนจะรู้ตัวว่าอัลเบิร์ตมองฉันด้วยสายตาน่าสงสัย

มีอะไรที่ฉันจะทำให้เรื่องนี้มันเร็วขึ้นได้อีกมั้ยนะ?

 

พอถึงเวลาค่ำ ฉันแอบย่องออกจากหมู่บ้านเพื่อไปพบกับเซเลีย

หน่วยตรวจตราของหมู่บ้านนั้นถูกเพิ่มจำนวนขึ้นเรียบร้อยแล้ว

ในขณะที่ฉันคอยระวัง หน่วยตรวจตราเองก็เข้ามาใกล้ถึงจุดนัดพบของพวกเราสองสามรอบแล้ว

รูปร่างของเซเลียกำลังลากสัตว์ที่ถูกล่ามาสามารถมองเห็นได้ภายในความมืด

แต่ทักษะของทหารกับธนูนั้นแย่ เซเลียก็เลยหนีไปได้อย่างปลอดภัย

 

"ของขวัญ" จากเซเลียที่ให้กับหมู่บ้านนั้นก็ยัง "ถูกมอบให้" ต่อไปถึงแม้เซเลียจะถูกพบเห็น

ซึ่งดึงดูดความสนใจจากผู้การบาลิน

ด้วยสัตว์ตัวใหญ่ที่เซเลียล่ามา ซึ่งจะนำไปใช้ในงานฉลอง

ค่อยเป็นค่อยไปแต่แน่นอน แรงกระตุ้นของการต่อรองนั้นก็จะค่อยๆเกิดขึ้น

ทุกครั้งที่พวกเราพบกัน ฉันคอยให้กำลังใจเธอว่าอย่าใส่ใจอะไรที่มันใช้เวลานาน

และเธอก็ต้องทำทั้งหมดนี้เพื่อจะได้อาศัยในหมู่บ้านกับฉัน และเพราะแบบนั้น เซเลียจึงมุ่งมั่นต่อไป

 

เมื่อบรรยากาศภายในหมู่บ้านค่อยๆเปลี่ยนจากระแวงเป็นสงบลงมากขึ้น ในที่สุดฉันก็ตัดสินใจที่จะลุยต่อ

เรื่องการติดต่อโดยตรงกับเซเลียในไม่อีกกี่วันให้หลัง โอกาสคือในวันที่การฝึกซ้อมนั้นจะเริ่มขึ้น

จำนวนของคนเฝ้าระวังลาเมียนั้นลดลงแล้ว และกลายเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงของคนตำแหน่งสูงๆในหมู่บ้าน

 

การฝึกนั้นถูกเลื่อนออกไปจนกว่าปัญหาเรื่องลาเมียนั้นจะถูกดำเนินการ

แต่เพราะการกระทำของเซเลียที่มีความเสี่ยงต่ำสำหรับพวกเขา การฝึกจึงได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง

แต่ยังไงก็ตาม เพราะว่ามันยังคงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอยู่ เด็กสามคนจึงถูกมอบหมายให้ต่อหัวหน้าหน่วยย่อยสามคน

 

ฉันเลือกวันที่ฉันจะต้องเข้าร่วมกับการฝึกซ้อมและให้เซเลียแอบอยู่ที่มุมของที่ราบทุ่งหญ้า

มันถูกเข้าใจกันไปเองว่าลาเมียจะปรากฏตัวออกมาเฉพาะตอนกลางคืน

เพราะงั้นมันจึงจะเป็นสถานการณ์ที่เหมาะสมสำหรับสองฝ่ายที่จะได้พบกัน

แน่ล่ะว่าทุกคนรู้ว่ามีลาเมียอาศัยอยู่รอบๆ เรื่องซุบซิบเกี่ยวกับเรื่องนั้นจึงได้ยินจากเหล่าเด็กๆเหมือนกัน

เรื่องตื่นเต้นที่ได้ยินจากพวกเขาเองก็เช่นกัน ตื่นเต้นที่ว่าอาจจะมีลาเมียมาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านด้วย

ฉันคุยกับเซเลียมาก่อนหน้านี้แล้วว่าจะมาต่อรองกับเรื่องนั้นกับผู้การบาลินได้ยังไง

และตอนนี้ เธอกำลังซ่อนอยู่ในที่ราบ รอโอกาสที่จะเผยตัว

 

ฉันสวมชุดตามปกติ ดาบยาวเหน็บที่เข็มขัด รองเท้าหนัง และเกราะเบา

และนำพวกเด็กๆไปใกล้จุดที่เซเลียซ่อนตัวอยู่ ซึ่งน่าจะเป็นตรงนี้ แต่ฉันเองก็รับรู้ถึงตัวตนของสิ่งอื่นเช่นกัน

ฉันรู้ได้ว่านั่นคือปิศาจ ที่ไม่น่าจะมาอยู่ที่นี่ แต่มันอยู่ที่นี่จริงๆ

 

ปิศาจตัวนั้นมีร่างใหญ่ มันยืนด้วยความสูงราวๆสองเท่าจากความสูงของฉัน

มันมีขนสีดำ มีแขนขาสั้นและหนาสีน้ำตาล มันยืนและชะโงกหน้าเหนือหญ้าจ้องมายังฉัน

ด้วยการที่เห็นอย่างชัดเจน มันคือหมีเกราะที่อาศัยลึกอยู่ในป่าใกล้หมู่บ้านเบิร์น

เกราะของมันบางทีอาจจะแข็งเท่ากับเหล็ก และร่างกายที่เหนือกว่าหมีธรรมดาๆ

มันสามารถตบหัวผู้ใหญ่ให้หลุดได้ด้วยแค่สวิงเดียว หรือสามารถล้มต้นไม้ที่โตเต็มที่ได้อย่างง่ายดาย

เจ้าสัตว์ร้ายนี้สามารถฆ่ากอบบลินสิบถึงยี่สิบตัวได้ด้วยความยากพอตัว

ถ้ามนุษย์ไปเจอไอ้ตัวนี้เข้า เลี่ยงมันให้ห่างอย่างกับโรคร้ายเลย

ที่สำคัญกว่านั้น ทำไมสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในป่าลึกแบบนั้นถึงมาอยู่ที่นี่ได้กัน?

 

 

หากฉันใช้พลังมังกรที่นี่ ฉันสามารถจัดการกับมันได้อย่างกับเป่าเทียนให้ดับ

แต่ทันใดนั้น ฉันก็ได้ยินเสียงผู้การบาลิน ตะโกนใส่ฉัน เรียกให้ฉันวิ่งหนี

มันคือการตอบสนองที่เหมาะสำหรับมนุษย์ทั่วไปเมื่ออยู่ต่อหน้าหมีเกราะตัวนี้

ผู้การบาลินจะจัดการกับหมีเกราะตัวนี้ได้คนเดียวไหม?

ฉันควรปลดปล่อยพลังและจัดการกับมันเพื่อที่จะได้ไม่มีใครบาดเจ็บไหม?

 

ฉันตัดสินใจและชักดาบยาวออกมาจากฝัก ตั้งท่าด้านหน้าหมีเกราะ

ทันทีที่หมีเกราะพร้อมจะพุ่งใส่ฉันด้วยพละกำลังเต็มสูบ แสงวาบก็มาบดบังทัศนะวิสัยของฉัน

 

สายฟ้าจากพลังเวทมนตร์ล้วนๆพุ่งตรงเข้าใส่หมีเกราะ

ถึงอย่างนั้น ก็ค่อนข้างจะเป็นการโจมตีที่พื้นฐานด้วยคุณสมบัติธาตุแสง

สายฟ้าของพลังเวทบริสุทธิ์กระทบกับด้านขวาของหมี เรืองแสงสีเขียววิบวับ

หลังจากแสงหายไปแล้ว มีรูอยู่บนหมีเกราะ และเนื้อบางส่วนก็ไหม้

ฉันมองกลับไปตามเส้นของลำแสงและพบรูปร่างที่คุ้นเคย

 

ฉันเห็นเซเลียจากที่ราบทุ่งหญ้า และเดินเข้าไปหาเธอ เด็กลาเมียสาว

ผู้ที่ถูกจัดว่าเป็นปิศาจเนื่องจากบรรพบุรุษคือองค์หญิงที่ถูกสาปแห่งอาณาจักร

นั้นมีความสวยงามอย่างลึกลับ

 

หมีเกราะที่ถูกโจมตีนั้นเลี่ยงบาดแผลรุนแรงไปได้ต้องขอบคุณเกราะและไขมันที่หนาของมัน

พอมันฟื้นตัว มันเปล่งเสียงคำรามที่เต็มไปด้วยความคลั่ง

ฉันดึงความสนใจตัวเองกลับมาที่หมีทันทีพอมันคำราม

ถึงอย่างนั้น เซเลียกับฉันก็ไม่สะท้านกับเสียงคำรามของมัน เซเลียเองก็เตรียมร่ายเวทใหม่แล้ว

 

ฉันหลบด้านหลังเซเลียและจับส่วนงูด้านล่างของเธอ แน่ล่ะว่าคอยส่งพลังเวทให้

เพราะแบบนั้น ผู้การบาลินจึงไม่เห็นฉัน จำนวนพลังเวทที่ฉันมอบให้เธอนั้นไม่ต่างจากน้ำหยดเดียวในทะเล

ทว่าสำหรับเซเลียแล้ว มันคือพลังจำนวนมหาศาล และก็ นั่นคือจำนวนมากที่สุดที่เธอรับได้

 

เธอพยายามหนักมากที่จะตั้งสมาธิในขณะที่ดูดซับพลังเวทมหาศาลจากฉัน

แต่ฉันบอกได้เลยว่าสีหน้าเธอนั้นอยู่ไม่สุขแล้ว ในขณะที่หมีเกราะพุ่งเข้าใส่พวกเรา

การเตรียมพร้อมของเซเลียเองก็เสร็จสรรพไปแล้วเช่นกัน เซเลียชี้นิ้วชี้และนิ้วกลางออกไปทางทิศของหมีคลั่ง

ภาพของสาวงาม ที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและพลังวิญญาณ

คงทำให้ใครก็ตามที่มาเห็นลืมความจริงที่ว่าเธอนั้นเป็นปิศาจไป

 

"โอเทพแห่งผืนโลก! มอบพลังและสร้างหอกเพื่อกำจัดศัตรูข้าเถิด!"

 

เมื่อเธอร่ายเสร็จ วงเวทสามเหลี่ยมเริ่มก็ที่จะหมุนและเวทธาตุดินก็เริ่มที่จะทะลักเข้าใส่

สร้างรูปหอกขึ้นชี้ตรงไปยังหมีที่พุ่งเข้ามาหา หอกดินของเซเลีย ซึ่งสร้างมาจากพลังเวทของฉัน นั้นทรงพลังมาก

เมื่อมันพุ่งเข้าหาเป้าหมาย มีแค่ความตายรอเจ้าหมีอยู่ และจากนั้นหอกก็ทะลวงผ่านหมีเกราะ

เหลือไว้เพียงร่างหมีที่มีรูโบ๋

 

ปกติแล้ว หากใส่พลังงานเข้าไปในเวทขนาดนั้น

คงทำให้ใครก็ตามรับภาระหนักทั้งร่างกายภาพและความเมื่อยล้าด้านจิตใจ

แต่ในกรณีนี้ เซเลียเองก็ยังปกติ ไม่มีวี่แววความเหน็ดเหนื่อยให้เห็น ก็คงไม่น่าจะมีล่ะ

ก็ฉันเป็นคนมอบพลังเวทให้นี่ เวทเมื่อกี๊เองก็ยังเป็นแค่เวทธาตุดินระดับต่ำ

แต่เธอสามารถใช้เวทให้แข็งแกร่งขึ้นได้ตามการเติบโตของเธอเอง

 

"โอเทพผู้มีอำนาจเหนือน้ำ! โปรดมอบพลังและสร้างคมดาบเพื่อกำจัดศัตรูข้า!"

 

เซเลียยกมือซ้ายขึ้นบนฟ้าและหลังจากที่เธอร่ายจบ

ดาบน้ำที่สะท้อนแสงแดดล่องลงมาตัดหัวหมี โถเจ้าสิ่งมีชีวิตที่น่าสงสาร

แต่มันก็ต้องทำเพื่อให้แน่ใจ ยังไงซะ ก็หมีมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถึกนี่เนอะ

 

"บาดเจ็บตรงไหนรึเปล่า ดราน-ซัง? ขอโทษนะ ชั้นน่าจะรู้ว่ามันมีหมีอยู่ตรงนั้นให้เร็วกว่านี้"

 

ฉันตอบเธอด้วยเสียงเบาๆ ผู้การบาลินและคนอื่นๆจะได้ไม่ได้ยินพวกเรา

 

"ไม่เป็นไร และก็ไม่ใช่ความผิดเธอที่ไม่รับรู้ถึงมันให้เร็วกว่านี้หรอก ดีนะที่เธอสามารถช่วยเอาไว้ได้"

 

ในฐานะที่เป็นคนดีปกติ มันก็แค่เรื่องที่ต้องทำที่ต้องช่วยผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ

เพราะงั้นฉันเลยคิดว่าเธอไม่ควรจะรู้สึกผิด เจ้าหมีเกราะนี่ไม่ได้อยู่ในแผน แต่การแสดงนี่มันเพิ่งกำลังจะเริ่มเปิดม่าน

เหล่าทหารจากหมู่บ้านเบิร์นนั้นล้อมเซเลียไว้แล้ว ชี้หอกพวกเขามาใส่เธอ พร้อมที่จะโจมตีเธอหากเธอนั้นเป็นภัย

 

"ถอยห่างจากดรานซะ ลาเมีย"

 

ผู้การบาลินผู้ที่ขยี้กะโหลกปิศาจมานับไม่ถ้วน พูดในโทนออกคำสั่งกับเซเลีย

ข้างหลังผู้การบาลิน เรธิชานั้นง้างธนูเล็งมายังเซเลียไว้แล้ว เซเลียมองไปที่เรธิชาและเริ่มประหม่านิดหน่อย

ก่อนที่เซเลียจะพูดอะไร ฉันก็ก้าวมาด้านหน้าเพื่อปกป้องเธอ

 

"ผู้การบาลิน เธอคือคนที่ช่วยฉัน ช่วยพวกเรา เธอไม่เป็นภัย"

 

ผู้การบาลินเหลือบไปที่เรธิชา ให้สัญญาณเพื่อให้เธอตรวจสอบว่าฉันไม่ได้ตกอยู่ภายใต้ผลของดวงตาปิศาจ

มันคงจะพิลึกมากที่จู่ๆฉันออกมาปกป้องเซเลีย เพราะงั้นเพื่อให้แน่ใจ เรธิชาใช้สร้อยของเธอ

ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ว่าใครนั้นตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเวทมนตร์

 

และพบว่าฉันนั้นบริสุทธิ์ จากนั้นพวกเขาจึงถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ซึ่งฉันก็ตอบไปว่าเซเลียช่วยฉันปกป้องเหล่าเด็กๆ ฉันรู้สึกแย่หน่อยที่ต้องมาโกหกพวกเขา

ก็เลยแอบขอโทษเงียบๆอยู่ในใจ

 

"มันก็อาจจะดูเป็นอย่างนั้น แต่ต้องระวังไว้ก่อนนะดราน นี่คือลาเมียที่แข็งแกร่ง อย่าไปเชื่อเธอสนิทใจสิ"

 

"ข้าคือคนที่ช่วยพวกท่าน ไม่จำเป็นที่จะต้องระแวงอะไร หากข้าอยากจะฆ่าพวกท่านแล้วล่ะก็

ข้าคงทำไปนานแล้ว"

 

ถือเป็นคำพูดที่ฉันจะพูดหากยังเป็นมังกรอยู่เมื่อพบกับมนุษย์ ฉันก็เลยบอกให้เซเลียจำเอาไว้และพูดขึ้นมาในทันที

วิญญาณฉันยังคงเป็นมังกร และก็ยังมีพลังแทบทุกอย่างคงอยู่ จึงไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องมากลัว

หลังจากถูกเลี้ยงถูกมาโดยพ่อแม่ของฉันแล้ว ฉันรู้สึกสงสารเซเลียเมื่อได้พบกันครั้งแรก

และเธอก็ค่อยๆกลายมาเป็นเพื่อนคนสำคัญของฉัน

 

หลังจากที่พิจารณาสถานการณ์ ผู้การบาลินเดินมาหาฉันและวางมือบนบ่า เซเลียหลับตาอยู่ด้านหลังของฉัน

ยังไงซะ ตาปิศาจนั้นก็เป็นสิ่งที่น่ากลัว เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ

 

"ในเมื่อเธอพูดเช่นนั้นแล้ว ขอบคุณที่ช่วยพวกเรา แม่หญิง"

 

เพราะว่าฉันปกปิดความสัมพันธ์ของพวกเราก่อนที่จะได้มาพบกับทุกคนแบบนี้

ฉันเลยรู้สึกแย่ที่ทำแบบนั้น แต่เนื่องจากผลมันออกมาในด้านดี ก็หวังว่ามันจะได้เรื่องหน่อย

 

"แต่ยังไงก็ตาม..."

 

"อ๊ะ เยี่ยมเลย"

 

เซเลียตอบ และเรธิชาเดินขึ้นมาจากข้างหลังผู้การบาลินมาหาฉัน

หลังจากนั้นสักครู่เธอก็โล่งอกที่ฉันไม่บาดเจ็บแม้แต่นิดเดียว

เซเลียขยับออกไปห่างจากฉันโดยสัญชาติญาณและหลับตาเพราะฉันบอกให้เธอทำแบบนั้นมาก่อนหน้าแล้ว

เพื่อที่คนอื่นๆจะได้เข้าหาเธอได้ เหตุผลก็เพราะมาจากดวงตาปิศาจของเธอ

ก็แค่สิ่งที่จะแสดงให้เห็นว่าฉันไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเธอก็เท่านั้น

 

""เร็วๆนี้ มีเรื่องที่เหยื่อมากมายถูกส่งมายังหมู่บ้านเรา เจ้าคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังรึ ลาเมีย?"

 

"ใช่แล้วล่ะ ไม่ต้องสงสัยอะไรเลยว่าข้านั้นเป็นคนทำ ข้านั้น... โอ๊ย!..."

 

...เซเลียกัดลิ้นตัวเองเนื่องจากความประหม่าล้วนๆ น้ำตาคลอเบ้าแล้วนั่น

 

ลุยต่อเลย เซเลีย ฉันเอาใจช่วยเธออย่างมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

ชั่วอึดใจหนึ่ง ความกดดันนั้นเหมือนจะหายไปหมด แต่ผู้การบาลินนั้นฝืนที่จะกระแอมไอแล้วกลับมาที่เรื่องเดิม

 

"นั่นสินะ!... ทำไมเจ้าถึงทำเรื่องอะไรแบบนั้นล่ะ? ทำไมเจ้าถึงช่วยดราน?"

 

"ก็นะ นั้นก็เพราะว่าข้าอยากจะอาศัยในหมู่บ้านของเจ้าน่ะสิ ข้าอาศัยอยู่กับพ่อแม่มาตั้งแต่ตัวเล็กๆ

แต่ตอนนี้ ข้ากำลังทำตามประเพณีดั้งเดิมและออกผจญภัย แต่ทว่า การเดินทางคนเดียวมันทำให้ข้าเหงามาก

ข้าก็เลยคิดว่าคงจะดีกว่าหากมาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่มีมนุษย์อยู่สักพักหนึ่ง

 

และก็เหตุผลที่ทำไมข้าถึงช่วยคนผู้นี้ นั่นก็เพราะมันคงจะแย่หากหมู่บ้านที่ข้าจะเข้าไปขออาศัย

สูญเสียบุคลากรในหมู่บ้านไป แล้วก็ พ่อของข้านั้นเป็นมนุษย์

เพราะงั้นข้าก็แค่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ควรทำที่จะช่วยมนุษย์ผู้อื่น"

 

ฉันบอกเธอไปก่อนหน้านี้แล้วว่าเธอควรจะทำอย่างอื่นนอกเหนือไปจากสิ่งที่แม่สอนเธอมา

ใช้โอกาสเลือกเดินทางของตัวเอง จะว่าไปแล้ว สิ่งที่เธอพูดมาทั้งหมดนั้นเธอไม่ได้กัดลิ้นตัวเอง

แต่สิ่งที่เธอพูดนั้นเป็นเรื่องจริง ถ้าเธอไม่ได้เข้ามาช่วยจัดการกับหมี หมีมันก็คงมาโจมตีฉันไม่ก็คนอื่นๆ

เซเลียเองยังคงหลับตาและกุมมือด้านหน้าอกของเธอ อ้อนวอนผู้การบาลินและคนอื่นๆด้วยทุกอย่างที่มี

ทหารทุกนายที่ล้อมรอบพวกเราอยู่มีสีหน้าที่เอ็นดูเธอ บ้างก็หน้าแดง

ส่วนเด็กๆเองก็ทำตัวเหมือนเด็กเองเช่นกัน

 

นี่คือพลังของปิศาจลาเมียหรอ? นั้นกระซิบกระซาบอยู่รอบๆ

 

ในขณะที่เหล่าเด็กๆคุยอยู่ในหมู่เด็กด้วยกันเอง

 

"ไม่เห็นจะน่ากลัวตรงไหนเลย!"

 

"สงสัยจังว่าคำทำนายจากคุณยายของไอริจะจริงไหม?"

 

"นั่นไม่ใช่ปิศาจที่ไม่ดีหรอ?"

 

เหล่านั้นจึงทำลายความกดดันทั้งหมดหายไป พวกเด็กๆนี่น่าทึ่งจริงๆ

 

ผู้การบาลินเองก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อยหลังจากที่จำสิ่งที่คุณยายมากุรุพูดไว้ได้

ความคิดที่ว่าลาเมียจะทำร้ายมนุษย์นั้นดูเหมือนแทบจะหายไปจากความคิดทุกคน

ทันใดนั้น เรธิชา ผู้ที่ปกป้องเด็กๆอยู่ข้างหลัง

ก็ตัวสั่นเทิ้มและล้มคุกเข่าลงในขณะที่เอานิ้วคล้องกันและสวดภาวนาถึงเทพีไมราห์

 

เมื่อรับรู้ถึงบรรยากาศอันอบอุ่นรอบตัวเรธิชา...ยังไงซะเธอก็เป็นนักบวชหญิง

ผู้การบาลินยังคงไม่ละสายตาจากเซเลียและเรียกเรธิชาขึ้นเนื่องจากจู่ๆเธอก็ทำพฤติกรรมแบบนั้น

 

"เรธิชา เกิดอะไรขึ้นงั้นรึ?"

 

"บาลิน-ซัง ชั้นเพิ่งได้รับคำทำนายจากเทพีไมราห์!"

 

"อะไรนะ!? จริงเรอะ?"

 

ดูจากการตอบสนองของผู้การบาลินแล้ว ดูเหมือนการที่ได้รับคำทำนายจากเทพนั้นคงจะยังถือเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา

 

สำหรับเรธิชาเองแล้ว น่าจะเป็นครั้งแรกของเธอที่สัมผัสกับประสบการเช่นนี้ด้วยซ้ำ

เธอดูทั้งตื่นเต้นมากและอะไรทำนองนั้น จะยังไง มันก็คือสาสน์จากเทพีไมราห์

ฉันรู้สึกอย่างกับไมราห์ยิ้มอย่างมีเลศนัยอยู่ สงสัยจังว่าตอนนี้เธอไปอยู่ไหน?

แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็หัวเราะออกมาเบาๆ

 

ด้วยสิ่งที่คุณยายมากุรุพูดในการประชุม รวมกับสิ่งที่คิดว่าจะเป็นลางดีจากเทพีไมราห์

เรื่องก็จบลงได้อย่างดี สำหรับมนุษย์แล้ว ลาเมียที่มาขออาศัยในหมู่บ้านของพวกเขา

พร้อมกับความช่วยเหลือจากไมราห์นั้นถือเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ

เรธิชาอาศัยอยู่ที่นี่และคุ้นเคยกับวิถีชีวิตของพวกเรา เธอจึงยอมรับมัน ยังไงก็ตาม

พวกระดับสูงๆจากโบสถ์คงไม่ยอมรับเรื่องนี้ง่ายๆแน่

 

เรธิชาเองดูท่าทางตื่นเต้นและเต้นไปมาอย่างมีความสุข

เมื่อเธอกลับมาสู่โลกแห่งความจริงแล้ว ความสงบของทุกๆคนก็กลับมา

นี่เป็นหัวข้อพูดคุยที่ใหญ่มาก

เรธิชาและผู้การบาลินจึงกลับไปที่หมู่บ้านเพื่อจะพูดคุยกับหัวหน้าหมู่บ้านและคุณยายมากุรุ

การพูดคุยนั้นเกิดขึ้นสองสามวัน เซเลียก็ยังคงมอบของขวัญให้หมู่บ้านอย่างไม่ลดละ

แต่เปลี่ยนจากมอบให้ตอนกลางคืนเป็นกลางวันแสกๆ เซเลียเองก็โบกมือให้ผู้คนที่เห็นเธอ พวกเขาก็ยิ้มตอบ

ทุกๆคนแลกเปลี่ยนรอยยิ้มของความเป็นมิตรซึ่งกันและกัน

 

ห้าวันหลังจากนั้น การสนทนานก็มาถึงจุดจบและก็ได้ทำการตัดสินใจ

พวกเขามั่นใจแล้วว่าเซเลียนั่นไม่ใช่ปิศาจที่อันตราย และเธอจะได้รับอนุญาตให้อาศัยในหมู่บ้านได้

แต่ว่า เธอจะต้องถูกเฝ้าดู และเธอจะต้องไม่สูบพลังชีวิตมนุษย์เช่นกัน

 

วันที่การพบกันอย่างเป็นทางการกับเซเลียที่ประตูเหนือ ทุกๆคนมารวมตัวกันอย่างตื่นเต้น

แต่แน่ล่ะว่าบางคนก็ยังระแวง ผู้การบาลิน พ่อของฉันและฉันเดินไปหาเธอ มอบคำกล่าวต้อนรับเธอด้วยรอยยิ้มสดใส

 

"ยินดีต้อนรับ! ยินดีต้อนรับสู่หมู่บ้านเบิร์น"

 

"ชั้นชื่อดราน ขอบคุณที่ช่วยปกป้องชั้นเมื่อคราวที่แล้วนะ"

 

เซเลียและฉัน "พบกัน" ภายใต้ท้องฟ้าสีครามสดใส

 

 




NEKOPOST.NET