[นิยายแปล] ลาก่อนชีวิตมังกร สวัสดีชีวิตมนุษย์ ตอนที่ 3 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] ลาก่อนชีวิตมังกร สวัสดีชีวิตมนุษย์

Ch.3 - -เซริน่า-


ฉันทนกับความรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวจากความเหนอะหนะของน้ำโคลนที่
กระจายไปทั่วทั้งร่างในขณะที่ถือถุงหนังใส่น้ำและล้างปากตัวเอง
ดรานที่กำลังมองฉันในสภาพนี้ มีสีหน้ากังวลอยู่
ต่างจากฉันที่ต้องมาทนกับพวกน้ำโคลนเต็มร่างนี่ เขานั้นตัวแห้งตั้งแต่หัวจรดเท้าเลย

ตอนที่ฉันมองเขาด้วยความสงสัย เขาก็แค่ยักไหล่และหัวเราะเบาๆ
สงสัยจังว่าฉันทำอะไรแปลกๆไปรึเปล่าเนี่ย? หรือมีอะไรน่าตลกตอนที่ฉันล้างปากหรอ?

"รีบๆล้างปากแล้วก็ล้างเนื้อล้างตัวเถอะ เดี๋ยวเป็นหวัดนะ เธอมีเสื้อผ้ามาเปลี่ยนอยู่ใช่มั้ย?"

ดรานบอกกับฉันในขณะที่มองมายังกระเป๋าสะพายที่พาดไหล่ฉันอยู่
ด้วยการที่โคลนเลอะเทอะไปทั่วกระเป๋าแบบนี้ ฉันไม่คิดว่าสิ่งของข้างในมันจะยังปลอดภัยดีเท่าไหร่

แต่ไม่มีปัญหา!

ตอนที่ฉันตัดสินใจจะเดินผ่านบึงนี้ ฉันค่อยๆห่ออาหารและเสื้อผ้าในกระเป๋าอย่างระมัดระวังเผื่อว่ามันเปียก
แล้วรู้อะไรมั้ย? มันช่วยได้เยอะเลยล่ะในโอกาสแบบนี้

ตอนที่ฉันพยายามจะล้างปากรอบสุดท้ายและก็ให้แน่ใจว่าดรานจะไม่เห็น
ฉันรีบถ่มมันออกมาและเช็ดริมฝีปากอย่างรวดเร็ว
วิธีนี้มันดูหยาบคายไปรึเปล่านะ? ถ้าแม่มาเห็นฉันทำแบบนี้ต้องโกรธแน่ๆเลย

"มีสิ ไหนๆก็มีที่ว่างในบ้านของเผ่ากิ้งก่าอยู่ ฉันน่าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าได้"

หลังจากที่ฉันพูดแบบนั้นไปด้วยความภาคภูมิใจนิดๆ ดรานก็ยิ้มอีกแล้ว
ที่พูดไปมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกนี่นาแล้วเขาหัวเราะทำไมล่ะ? หรือว่าชายคนนี้มีบุคลิกเพี้ยนๆเนี่ย?

ในขณะที่ฉันเข้าไปหาเขาเพื่อที่จะคืนถุงหนังใส่น้ำ เขาก็รับไปพร้อมกับพูดขึ้นมา

"เซเลียนั้นต่างจากลาเมียที่ฉันจินตนาการไว้ มันค่อนข้างน่าสนใจมากเลยนะ
โอ้ แล้วก็ตอนที่พวกเราพบกัน เซเลียมีสีหน้างุนงงด้วย แต่เพราะสถานการณ์มันพาไป สีหน้าแบบนั้นก็เลยหายไปละ
ฉันว่ามันจะดีสำหรับเธอนะถ้าจะระแวงมนุษย์ไว้หน่อย"
 
 

เมื่อได้ยินสิ่งที่ดรานพูด ฉันเห็นด้วยกับเขา ดรานเป็นมนุษย์ ในขณะที่ฉันเป็นปิศาจลาเมีย
มนุษย์จะหวาดกลัวลาเมียนั้นเป็นเรื่องธรรมดา คงไม่ยากที่จะเชื่อหรอกถ้าดรานจะจ่อปลายดาบมายังฉัน
หลังจากการต่อสู้กับวิญญาณดินคลั่งเมื่อซักพักมานี้ ฉันลืมไปสนิทอย่างไม่ระมัดระวังเลย
ความจริงคือฉันไม่ได้ตั้งใจจะเข้าไปใกล้ขนาดนั้นและยื่นถุงใส่น้ำให้เขา

"อ่า เอ่อ นั่นสินะ โทษที"

เพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไร ก็เลยขอโทษดรานไป จากนั้นดรานก็ยักไหล่
ท่าทางแบบนั้นเข้ากับเขามากเลย

ดรานมีดวงตาสีฟ้าที่สว่างและอ่อนโยน สีเดียวกับในวันที่ท้องฟ้าโปร่ง เป็นสีที่จะช่วยให้จิตใจของคนๆหนึ่งสงบ
ถ้ามองไปยังดวงตาของดราน ทั้งใจและจิตใจของคนนั้นจะสงบอย่างไม่ต้องสงสัยเลย
สงสัยจังว่าทำไมดรานถึงไม่โจมตีฉันทั้งๆที่ถ้าจะทำก็ทำได้ง่ายๆ เขามีแรงจูงใจอย่างอื่นรึไงกันนะ?

"ไม่จำเป็นที่จะต้องขอโทษหรอก ฉันไม่ได้ตั้งใจที่จะร่วมมือกับเธอเหมือนกัน
นอกจากนั้นแล้ว รีบเปลี่ยนเสื้อให้เสร็จเถอะ"

ดรานไม่ได้ตั้งใจจะแกล้งฉันอย่างเห็นได้ชัด

ในเมื่อพ่อแม่ฉันสั่งสอนมาว่าอย่าเข้าใกล้มนุษย์อย่างประมาท มนุษย์นั้นจึงค่อนข้างน่ากลัว
ดังนั้น ฉันจึงค่อนข้างโล่งอกกับคำพูดที่สุภาพและสีหน้าของดราน

เมื่อเราทั้งคู่ต่างเข้าใจว่าไม่มีความมุ่งร้ายต่อกัน
ฉันสามารถไปที่บ้านของเผ่ากิ้งก่าที่ๆฉันซ่อนเสื้อสำรองไว้ได้
แน่นอนว่าดรานเองก็มาด้วย
ไม่มีใครอาศัยอยู่ในหมู่บ้านกิ้งก่าเล็กๆนี้อีกแล้ว บ้านส่วนใหญ่จึงมีหลังคาพัง ผนังแตก ไม่มีพื้น
และที่สำคัญ มันไม่ใช่ที่ๆเหมาะสำหรับจะอาศัยอยู่
แต่ฉันก็หาบ้านที่ท่าทางสะอาดที่สุดทำหรับซ่อนเสื้อผ้าเจอ และเมื่อดูจากสภาพแล้ว
นี่จะต้องเป็นบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านแน่นอน

ในขณะที่ฉันกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าและล้างน้ำโคลนออกจากผม ดรานก็รออยู่นอกบ้าน
ถึงแม้ฉันจะพูดว่านี่เป็นบ้านที่ดูดีที่สุด แต่ผนังก็มีส่วนแตกอยู่ประปราย
และฉันก็ประหม่าว่าดรานจะมาแอบดู แต่ดรานก็อยู่ข้างนอกและไม่มีวี่แววว่าจะมาสอดส่องตัวบ้าน

หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ฉันก็ออกมาหาดรานพร้อมกับกระเป๋าที่เปรอะโคลนในมือข้างหนึ่ง
และกระเป๋าที่ฉันเก็บของอย่างอื่นพาดหลัง เมื่อฉันเห็นดราน เขากำลังมองไปทิศตะวันตก
นั่นทำให้ฉันนึกขึ้นได้ว่าดวงอาทิตย์ตกทางทิศตะวันตกและพลบค่ำกำลังใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว
เพราะว่ามันยังอยู่ในช่วงแรกของฤดูใบไม้ผลิ ถึงแม้ดวงอาทิตย์จะตก มันก็ยังเร็วไปอยู่ดี
"รีบเตรียมตั้งแค้มป์น่าจะดีกว่า ฉันจะเตรียมอาหารและผึ่งเสื้อผ้า
แผนของฉันตอนนี้คือตั้งแค้มป์นอนคืนนี้ เซเลีย แผนของเธอล่ะ?"

"ฉันก็กะจะค้างคืนที่นี่เหมือนกัน เพราะว่าทั้งครอบครัวของฉันเป็นธาตุน้ำ
ที่นี่ ที่ๆธาตุน้ำกับดินผสมกันอย่างเข้มข้นมันก็เลยรู้สึกสบาย"

ตอนที่ฉันบอกว่าเสื้อผ้าอาจจะเปียกง่าย ดรานหันกลับไปมองด้านหลังพร้อมกับสีหน้ากังวลและเดินไปดูพื้นที่รอบๆ
เพื่อที่จะเตรียมอาหารเย็น ไฟนั้นสำคัญ และที่ๆห่างจากพื้นแฉะๆก็น่าจะดีกว่า
ฉันชี้ไปที่ต้นไม้ที่ล้มลงห่างๆ มันไม่ได้แห้งสนิทแต่ก็แห้งพอที่จะให้ไฟติดไว
หลังจากดวงอาทิตย์ตกดินอย่างสมบูรณ์ มันจะอันตรายถ้ายังไม่ได้ตั้งแค้มป์
เพราะงั้น มันจะดีสำหรับพวกเราทั้งคู่ถ้ารีบทำอะไรให้มันเสร็จก่อนดวงอาทิตย์ตก

"รีบกันเถอะ"

"อื้ม!"

เมื่อฉันเห็นว่าอาหารที่นำมาจากบ้านนั้นยังปลอดภัยดีและยังมีพอสำหรับพวกเราทั้งคู่
ฉันรู้สึกมีความสุขนิดหน่อย พวกเราตั้งแค้มป์ห่างออกมาจากบึงในที่ๆมันแห้ง
แล้วก็ยังมีหินขนาดใหญ่อยู่ข้างๆแค้มป์เราด้วย ไอร้อนแผ่ออกมาจากหินเช่นกัน

เพื่อที่จะนอน สิ่งที่จะต้องทำทั้งหมดก็แค่แผ่ผ้าปูที่นอนออกบนพื้นกับผ้าห่ม
แล้วก็ พวกเรามีไฟจุดอยู่ตรงกลางดังนั้นมันก็คงจะไม่หนาวมากในตอนกลางคืน
ในตอนกลางคืน เพื่อที่จะให้ไฟยังคงติดอยู่ ดรานกับฉันจะผลัดกันตื่นเพื่อที่จะลุกมาดูไฟไม่ให้มันดับ

ลาเมียเป็นสายพันธุ์ที่อ่อนแอต่อความหนาว เพราะงั้นฉันจึงม้วนร่างงูและห่มผ้าห่มบนตัวและห่มผ้าห่มเล็กๆ
ที่ร่างมนุษย์ส่วนบน
ผ้าห่มสำหรับร่างกายท่อนล่างนั้นคือผ้าที่เก็บข้าวของส่วนใหญ่ของฉันเอง
มันเหนื่อยมากเลยนะที่จะต้องแบกมันไปมา ทั้งใหญ่ หนา และหนัก
แต่มันก็เป็นสิ่งที่ทิ้งไปไม่ได้เพราะกลางคืนมันหนาว ฉันเหลือบมองไปที่ดรานในขณะที่ห่มผ้า
เขากำลังกินเนื้อแห้งกับซุบผักและก็นั่งอย่างสบายบนหิน

ตามปกติแล้วมันอันตรายสำหรับมนุษย์ที่จะมาตั้งแค้มป์หลังพลบค่ำและก็ทำอาหารด้วยไฟ
เพราะสัตว์ป่าปกติแล้วมักจะดึงดูดหาไฟมากกว่ากลัวไฟเพราะกลิ่นอาหาร
ยังไงก็ตาม คืนนี้น่ะไม่เป็นไรหรอกเพราะการมีตัวตนของฉัน
เนื่องจากกลัวฉันที่เป็นปิศาจ ไม่มีสัตว์ป่าตัวไหนกล้าเข้ามาใกล้หรอก
มันทำให้ฉันเศร้าเป็นครั้งคราวเหมือนกันนะที่ไม่มีสัตว์ตัวไหนเข้าใกล้ฉันเพราะความตั้งใจของมันเอง
 
 

ในขณะที่ถูกห่อหุ้มไปด้วยผ้าห่มอุ่นๆและนอนใกล้ๆกับกองไฟ
ฉันพบว่ามันดีมากที่ได้มีใครซักคนมาเป็นเพื่อนคุยหลังจากผ่านมาเป็นเวลานาน
มันน่าประหลาดใจถึงขนาดว่า ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะที่ฉันอยากจะพูดคุยกับคนอื่นๆ
เพราะงั้นฉันก็เลยเริ่มเล่าเรื่องราวของฉันให้ดรานฟัง

ฉันเกิดและถูกเลี้ยงดูมาในหมู่บ้านของเผ่าลาเมียในภูเขาไกลออกไปทางเหนือ
เด็กลาเมียที่เกิดมาจากลาเมียกับสามีของเธอซึ่งเป็นเผ่าอื่นที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน
ภายในหมู่บ้านนั้นมีกฎสำหรับลาเมียเมื่อเธอมีอายุถึงสิบเจ็ดปี
เมื่ออายุถึงสิบเจ็ด เธอจะต้องออกไปสู่โลกภายนอกค้นหาสามีของตน
เมื่อฉันมีอายุสิบเจ็ดปี ฉันได้ออกจากหมู่บ้านและตอนนี้กำลังหาสามีของตัวเองอยู่ตามกฎ

ลาเมียนั้นเป็นเผ่าพันธุ์พิเศษที่มีเพียงเพศหญิงเท่านั้น
เพศชายเองก็มีโอกาสเกิดจากลาเมียเช่นกันแต่ว่าจะเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกับพ่อของเขาร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีข้อยกเว้น
ดังนั้นมันถึงสำคัญสำหรับลาเมียที่จะต้องหาคู่จากเผ่าพันธุ์อื่น แต่ไม่ใช่ใครก็ได้ที่เป็นเพศชาย

เมื่อนานมาแล้ว เผ่าลาเมียแต่เดิมนั้นเป็นมนุษย์และถูกสาปโดยเทพ
คำสาปตั้งแต่บรรพบุรุษลาเมียนั้นส่งต่อลงมาสู่ลาเมียทั้งหมดตั้งแต่มีครึ่งหนึ่งเป็นงู
จนถึง เลือด เหงื่อ น้ำลายที่เป็นพิษ และอื่นๆ
ลาเมียจะเลือกสามีของเธอตามที่เขาจะสามารถทนพิษของเธอได้หรือไม่

ถ้าไม่ ถ้าฉัน...ไหนดูซิ...ใช่...ถ้าจูบเขาตอนที่กำลังมีลูกกัน เขาอาจจะตายจากพิษ
และก็คงเป็นการตายที่แย่มากๆ อ่า... หน้าฉันร้อนไปหมดแล้ว
เพราะดรานนั้นเป็นผู้ฟังที่ดี ฉันไม่ได้จงใจจะพูดถึงหัวข้อนั้นโดยไม่ระมัดระวัง
เมื่อเรื่องราวของฉันจบลง อาหารเองก็หมดเช่นกันและในหม้อนั้นว่างเปล่า

ว่ากันว่าสายสัมพันธ์ของพี่ชายและน้องชายนั้นแข็งแกร่ง
และแต่ละคนเองก็จะสลับบทบาทกันเป็นผู้ฟังเรื่องราวของแต่ละคนที่บ้าน
ฉันเองก็พูดถึงเรื่องที่ว่าฉันเก่งเรื่องดูแลเด็กๆในหมู่บ้านด้วยความภาคภูมิใจเหมือนกัน
แต่มันดูเป็นเด็กไปหรือเปล่านะ? รู้สึกเหมือนฉันกำลังหยาบคายกับเขาเลยแฮะ
ดรานอายุสิบหกและฉันก็เพิ่งจะสิบเจ็ดเมื่อไม่นานมานี้ เพราะงั้น ฉันเป็นพี่สาวรึเปล่านะ?

ในขณะที่ฉันยังยั้งความไม่สบายใจกับเรื่องนั้นอยู่ในอก
ดรานก็ทำความสะอาดหม้อกับช้อนเพื่อที่จะเก็บในขณะที่พูดขึ้นมา

"ตอนที่เธอทำแก้มป่องแบบนั้น ดูเหมือนเด็กมากเลยล่ะ"

"อ๊ะ มีอะไรออกมาจากปากฉันหรอ?"

ตอนที่ฉันรีบตอบออกไปตามสัญชาติญาณ ดรานก็หัวเราะแล้ว! การตอบสนองของฉันมันต้องตลกมากแน่ๆ
"เปล่า 'โทษที ฉันไม่ได้ตั้งใจจะแกล้งเซเลียนะ ก็แค่เธอน่ารักเท่านั้นเอง"

"ฉันไม่ถูกหลอกด้วยคำชมแบบนั้นหรอก"

"ขอโทษจริงๆ ฉันไม่ได้จงใจจะทำให้เซเลียเคืองใจเลยนะ ได้โปรดรับคำขอโทษฉันหน่อยเถอะ"

"โธ่"

"ฉันคิดว่ามันน่าหนักใจ ที่เซเลียจะมาขุ่นเคือง...โอ้! สะดือเธอที่งอแบบนั้นดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเลยนะ เซเลีย?"

ฮึ่ม... ยังไงก็ตาม ฉันรู้สึกว่าตัวเองยิ่งทำตัวเป็นเด็กขึ้นไปอีก

พอลองกลับไปคิดดูซักหน่อย สิ่งที่ฉันพูดกับเขานี่มันทำให้ฉันดูเหมือนเด็กจริงๆนะ
ก็นะ.. ไม่มีทางหรอก ถ้าฉันยกธงขึ้นมาตอนนี้คงจะกลายเป็นขุดหลุมฝังตัวเองแน่ๆ
ฉันหันไปมองทางดรานอีกครั้งและจ้องเขา

"ก็ได้ฉันแพ้แล้ว ฉันมันเด็ก โอเค้? แล้วที่สะดือฉันมันเป็นแบบนี้ก็เพราะมันอยู่ตรงที่ร่างของลาเมียเริ่มจะคล้ายงูน่ะสิ"

หลังจากตอบกลับไป ฉันก็เอามือเข้ามาในผ้าห่มและหุ้มส่วนที่เป็นมนุษย์อย่างแน่น
สงสัยจังว่าขาฉันจะยาวขนาดไหนถ้าฉันเป็นมนุษย์ผู้หญิง
สะดือของลาเมียทุกคนนั้นเหมือนกัน แม่ ฉัน ลาเมียคนอื่นๆในเผ่า ยังไงซะพวกเราก็เกิดมาจากท้องไม่ใช่ฟักไข่

ฉันเล่าเรื่องพ่อแม่ให้ดรานฟังต่อไปในขณะที่อยู่ในผ้าห่ม
แม่ฉัน แน่นอนล่ะว่าเป็นลาเมียส่วนพ่อเป็นมนุษย์ แม่ฉันออกไปล่าสัตว์นอกหมู่บ้านส่วนพ่อทำงานที่ทุ่งในหมู่บ้าน
และสุดท้าย งานบ้านพวกเราสามคนช่วยกัน

"ครั้งหนึ่งแม่ฉันก็ทำแบบที่ฉันกำลังทำอยู่ตอนนี้เหมือนกัน เดินทางออกจากหมู่บ้านแล้วพบกับพ่อ
กลายเป็นคู่รักแล้วก็กลับมายังหมู่บ้าน ฮุฮุฮุ คุณแม่กับคุณพ่อเป็นคู่รักที่มีความสุขมาก"

"ถึงแม้ฉันจะยังไม่พบ 'ใครคนนั้น' ฉันก็หวังว่าจะได้พบกับคนดีๆและก็เริ่มสร้างครอบครัวเหมือนที่แม่ฉันทำ"
ตอนที่พ่อแม่ของฉันเล่าเรื่องอดีตของพวกเขาให้ฟัง ทั่งคู่มีบรรยากาศค่อนข้างโศกเศร้า
การแต่งงานของเผ่าลาเมียกับมนุษย์นั้นเป็นเรื่องง่าย แต่กับมนุษย์แล้วไม่เหมือนกัน
ถึงแม้ต่างคนต่างจะรักกันแต่ก็มีอุปสรรคขวางกั้นอยู่ ฉันเลิกถามอดีตของพ่อหลังจากที่ตระหนักได้
แม่กับพ่อฉันรักกันและมันไม่ดีหรอกถ้าจะนำความโศกเศร้ามาให้พวกเขา

"อย่างนั้นหรือ? การแต่งงานของมนุษย์กับเผ่าอื่นนี่แทบจะไม่เคยได้ยินเลยนะ
จะว่าไป เธอมีหน้าตาคล้ายแม่รึเปล่า เดาว่าแม่เธอต้องสวยแน่ๆเลย"
 
 

"ท่านน่ะเป็นผู้หญิงที่สวยจริงๆนั่นแหละ แต่ฉันก็ไม่ได้เหมือนแม่ขนาดนั้น
ถ้าจะให้เหมือน ฉันถูกบอกว่าดวงตากับบุคลิกนั้นคล้ายกับพ่อ ถามทำไมหรอ?"

"เปล่า ไม่มีอะไรสลักสำคัญหรอก ก็แค่ถามตามความสงสัยน่ะ
ตอนที่ฉันเจอเธอที่บึงก่อนหน้านี้ เธอมีรูปร่างที่เย้ายวน และเวทเสน่ห์เองก็ถูกใช้เหมือนกัน
จะว่าไงดีล่ะ เธอเรียนรู้วิธีทั้งหมดนั่นมาจากแม่หรอ?"

อู~... ฉันคร่ำครวญกับตัวเองหลังจากรู้ตัวว่าถูกพบเข้าซะแล้ว

แม้มันจะเป็นเรื่องธรรมชาติของลาเมียที่จะเย้ายวนต่อเพศตรงข้ามเพราะมันเป็นลักษณะของเผ่า
แต่ดูเหมือนเสน่ห์ดึงดูดของฉันจะแย่เอามากๆ ถึงแม้จะสามารถใช้ดวงตาปิศาจและร่ายคาถาใส่คู่ของตนได้
แต่ที่ฉันทำได้ทั้งหมดก็แค่ทำเสน่ห์ใส่คนอื่นผ่านการยิ้มและการแสดงท่าทาง
แม่ฉันสอนรายละเอียดของบทเรียนนี้มาก่อนที่ฉันจะออกจากหมู่บ้าน
แต่ฉันเรียนรู้มาได้แค่นี้เอง อา...ฉันเป็นนักเรียนที่แย่จริงๆ

"แม่ฉันเก่งมากเลยนะ! ฉันเองแหละที่ไม่มีพรสวรรค์
ฉันออกจากหมู่บ้านมาทั้งๆที่คิดว่าเดี๋ยวมันก็คงทำได้เอง
แต่ดูเหมือนฉันจะไร้ประโยชน์จริงๆในการเดินทางนี้"

ฉันเริ่มรู้สึกหดหู่ แล้วดรานก็แสดงสีหน้าที่อ่อนโยนอย่างเป็นห่วง เหมือนกับพ่อเลย

"อย่าโทษตัวเองเลยนะ พวกเรารู้จักกันยังไม่ถึงวันเลย แต่ถึงอย่างนั้น
ฉันก็คิดว่าเซเลียเป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์มากเลยนะ แค่เธอเป็นตัวของตัวเองก็น่ารักพอแล้ว
เธอจะได้พบกับ 'ใครคนนั้น' ของเธออย่างแน่นอน ฉันมั่นใจได้เลย"

ฉันมองไปยังดวงตาสีฟ้าของดราน พูดได้เลยว่าเขาไม่ได้โกหก

ถึงแม้เขาจะเป็นมนุษย์คนแรกที่ฉันพบในการเดินทางครั้งนี้ ฉันก็เชื่อว่าฉันสามารถไว้ใจดรานได้อย่างไม่ต้องสงสัย

แก้มฉันกลายเป็นสีแดงหลังจากได้ยินคำพูดกระตุ้นกับคำชมจากดราน ดีใจจัง

ดรานถึงขนาดพูดเรื่องน่าอายแบบนั้นออกมา ฉันจะยอมให้เขาเห็นสภาพน่าอายอย่างนี้ไม่ได้

"อู~... นายชมฉันอีกแล้ว แต่ก็จริงนะ ถ้านายคิดอย่างนั้นก็ดีเลย ฉันสามารถหาสามีที่ดีและนำไปทักทายกับพ่อแม่ได้อย่างแน่นอน"

"มันต้องอย่างนั้นสิ!"
 
 

ทีนี้ก็เป็นคราวของดรานที่จะเล่าเรื่องครอบครัวของเขา
เขาเล่าให้ฟังทุกอย่างตั้งแต่อาหารโปรดของพ่อแม่ จนถึงว่าเขาฉลองวันเกิดตัวเองยังไง
ครอบครัวของดรานมีกันห้าคน แม่ พ่อ น้องชาย พี่ชาย และตัวเขาเอง
แต่ดูเหมือนพี่ชายของเขาจะอาศัยอยู่นอกบ้านพ่อแม่แล้ว
พวกเขาไม่ต้องออกเดินทางเหมือนพวกเรา
ถึงแม้จะอยู่ในหมู่บ้านเดียวกับพ่อแม่ แต่ต้องแยกตัวออกมา มันต้องเหงาและเศร้ามากแน่ๆเลย ฉันคิด

"อยู่คนเดียวไม่เหงามั่งหรอ ดราน?"

"มันก็คงจะโกหกนะถ้าบอกว่าไม่ แต่บ้านฉันอยู่ใกล้ๆกับบ้านพ่อแม่เอง ฉันไปหาพวกเขาได้ตลอด
เทียบกับฉันแล้ว ฉันว่าเซเลียน่านับถือกว่าอีก ต้องออกจากบ้าน หมู่บ้านตัวเอง
ไปผจญกับโลกกว้างตัวคนเดียว"

"ฮุฮุฮุ มันเป็นเรื่องที่ฉันรู้มาตั้งแต่เด็ก เพราะงั้น ฉันเตรียมใจพร้อมมาตั้งนานแล้ว
อีกอย่าง ฉันออกไปหาสามีด้วยตัวของตัวเอง มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอก"

"อย่างงั้นหรอ? เซเลียนี่เป็นเด็กที่เข้มแข็งนะ"

ดรานตอบกลับมาพร้อมกับรอยยิ้ม
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
 
เมื่อมองไปยังใบหน้าที่กำลังหลับของเซเลียในขณะที่ทั้งร่างเธอห่อหุ้มไปด้วยผ้าห่มที่แผ่ตรงพื้น
ฉันสูดหายใจลึกๆ รู้สึกผ่อนคลาย และก็เข้านอน
เมื่อพยายามนอน ฉันก็ตระหนักได้ว่าตัวเองเริ่มจะพูดเยอะมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
ฉันมองขึ้นไปบนท้องฟ้า พระจันทร์นั้นอยู่ตรงกลางสวรรค์ แปล่งแสงสีเงินอร่าม
เหมือนกับราชินีแห่งฟ้าในยามค่ำคืน

ฉันพูดเยอะมากเลยแฮะ

เซเลียกับฉันยังรู้จักกันไม่ถึงวัน แต่เธอก็ลดความระแวงกับฉันแล้ว แถมยังโชว์สีหน้านอนหลับอย่างสบายอีก
ถ้าฉันเป็นลาเมียในสถานการณ์แบบนี้ แม้จะหลังจากการร่วมมือสู้กับวิญญาณคลั่งแล้ว
ฉันก็คงก็ไม่ยอมเชื่อใจมนุษย์ง่ายๆหรอก จะว่าไป เธอก็ทำเสน่ห์ใส่ฉันผ่านการกระทำและพรสวรรค์ทางเวทแล้ว
ยังไงก็ตาม ฉันไม่ควรมีทัศนิคติแบบนั้นต่อเพื่อนไม่ใช่หรือ?

หลังจากแยกทางกันแล้ว เซเลียอาจจะไปพบกับมนุษย์ที่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะจ่อปลายดาบไปยังเธอแน่
เธอจะป้องกันตัวเองได้รึเปล่านะ? ถ้าฉันเป็นพ่อของเธอ ไม่สิ พ่อของเธอคงจะต้องเป็นห่วงเธอมากแน่ๆ
 

พ่อที่ฉันรักมากนั้นเป็นคนอ่อนโยน ไม่มีความมุ่งร้าย แต่ไม่ใช่มนุษย์ทุกคนจะเหมือนกัน ฉันก็เลยกระวนกระวายใจ
แน่นอนล่ะว่าถ้าใครมาเห็นการที่ฉันไปพบกับลาเมียแบบนี้ พวกเขาคงพบว่ามันเป็นเรื่องที่น่าตลกมาก
ฉันคงจะไม่ต้องเป็นห่วงอะไรหรอกถ้าหากเป็นลาเมียตัวอื่น แต่ด้วยบุคลิกของเซเลียแล้ว...

เมื่อละสายตาจากเซเลียที่กำลังหลับอย่างสงบ ฉันมองขึ้นไปบนท้องฟ้ายามค่ำคืน
ตอนที่ฉันเป็นมังกร ท้องฟ้ายามค่ำคืนนั้นเต็มไปด้วยหมู่ดาว อัญมณีนับไม่ถ้วนนั้นกระจายเต็มอยู่ทั่วท้องฟ้า
แต่ตอนนี้ เหมือนอัญมณีพวกนั้นบางอันมันหายไป
เกิดอะไรขึ้นกับพวกมันกันนะ? อยู่จนหมดอายุขัยหรอ หรือถูกทำลายโดยผู้ที่อยู่อาศัย หรือว่าถูกทำลายจากผู้รุกราน?

มันก็เป็นเรื่องธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไป แต่มันก็ช่วยไม่ได้ที่ฉันจะรู้สึกเศร้าเวลาสิ่งที่เรารักนั้นหายไป
แต่มันจะมีปัญหาอะไรล่ะ? ถึงแม้ดวงดาวบนฟ้าจะลับหายไป สิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ก็ยังอยู่ดีมีสุขเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ฉันกำลังคิดถึงเรื่องที่นำมาถกเถียงกันได้และก็พบว่าการหาคำตอบมันไม่คุ้มกับเวลาเอาซะเลย
ฉันก็เลยเก็บความรู้สึกนั้นไว้ในใจ

เมื่อหันกลับมามองใบหน้าเซเลียที่กำลังหลับ ปลายหางของเธอก็แว่บเข้ามาในสายตาฉัน
จู่ๆฉันก็มีความรู้สึกอยากจับปลายหางเธอขึ้นมาซะอย่างนั้น ความรู้สึกทั้งหมดเมื่อกี๊นี้หายวับไปหมด
และทั้งหมดที่ฉันคิดในตอนนี้คือหางของเธอ

...

"อืมมม.. อ๊าง..."

เซเลียร้องขึ้นมาในขณะที่กำลังหลับ ปากของเธอปิดแน่น และคิ้วของเธอก็เลิ่กขึ้น
ขนตาสีทองของเธอสั่นดุ๊กดิ๊กเล็กน้อย รู้สึกเหมือนองค์หญิงงูจะตื่นได้ในทุกเวลา
การตอบสนองแบบเด็กของเซเลียนี่มันน่าสนใจจริงๆ ฉันเล่นกับหางเธอต่อไปและก็ให้แน่ใจด้วยว่าเธอจะไม่ตื่น
ภายใต้แสงจันทร์ เสียงของเซเลียดังขึ้นเรื่อยๆแต่ดูเหมือนมันจะดึกเกินไปแล้ว
ช่างน่าเสียดายอะไรเช่นนี้ ฉันเองก็สนุกเหมือนกัน แต่คงต้องพอได้แล้ว

เช้าวันถัดมา ดวงอาทิตย์ย้อมสีขอบฟ้าเป็นสีแดง ฉันตัดสินใจที่จะออกจากแค้มป์ตอนที่เซเลียกำลังหลับ
โชคดีที่เซเลียไม่ตื่นตอนที่ฉันเล่นสนุกกับหางของเธอเมื่อคืน ฉันนอนได้ไม่เต็มอิ่มเพราะคิดแต่เรื่องตื่นเต้นตอนเล่นสนุก

เพราะว่าเซเลียเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีเลือดเย็น พวกเขาจึงจะไม่ไปไหนมาไหนมากจนกว่าร่างกายจะอุ่น
เพราะงั้น ฉันก็เลยเพิ่มเชื่อเพลิงเข้าไปในกองไฟ มากพอที่ไฟจะติดอยู่จนถึงตอนที่เซเลียตื่น
ฉันรวบรวมผ้าห่ม หม้อ ช้อน ส้อม และเก็บไว้ในกระเป๋า จากนั้นก็เอามีดเก็บไว้ในฝักแล้วก็มัดรวมกับดาบที่เข็มขัด
คงจะแย่น่าดูถ้าเซเลียตื่นขึ้นมาแล้วไม่เจอฉัน เพราะงั้นทิ้งข้อความไว้น่าจะดีที่สุดเธอจะได้ไม่เศร้า
 

เท่านี้น่าจะได้ละ

ฉันเดินออกมาจากจุดตั้งแค้มป์ แล้วก็เดินผ่านตรงจุดที่สู้กับวิญญาณคลั่งเมื่อวาน
ร่องรอยของความไม่สมดุลที่ผิดธรรมชาติดูเหมือนจะหายไปหมดแล้ว เหลือแต่แร่ที่เปล่งแสงอยู่บนพื้น
คริสตัลนั้นใสมาก ถ้าจำได้ไม่ผิด นี่จะต้องเป็นหินวิญญาณแน่ๆ
นี่น่าจะเป็นหลังจากที่ปราบวิญญาณคลั่งเมื่อวานทำให้หินก่อตัวขึ้นและตกลงบนพื้น
วิญญาณที่สะสมพลังเวทมนตร์มามากกว่าสิบปี และหินนี้มีพลังนั้นอยู่ ตัวหินเองก็ยังมีคุณภาพสูงมากอีกด้วย
เป็นเพราะว่าวิญญาณคลั่งสถิตอยู่ที่นี่จึงไม่มีสัตว์ป่าตัวไหนกล้ามาอาศัยอยู่ที่บึงนี้
ยังไงก็ตาม เมื่อฉันลองตรวจพื้นที่รอบๆ ฉันเห็นรอยเท้าของสัตว์ป่าบางตัว
ฉันตัดสินใจที่จะเดินไปยังใจกลางของบึง บึงนี้มันเหนอะหนะไปด้วยโคลนฉันเลยเดินบนน้ำแทน

ฉันใช้เวทมนตร์ของมนุษย์ที่เรียนมาจากจอมเวทในหมู่บ้านเพื่อที่จะแทรกแซงน้ำให้รับน้ำหนักฉันได้
เมื่อฉันลองเหยียบลงไปในน้ำและเห็นว่าไม่เป็นไร ฉันก็ค่อยๆเอาขาทั้งสองข้างมายืนบนผิวน้ำ
แล้วก็เริ่มเดินไปยังใจกลางบึง

เมื่อมาถึงกลางบึง ฉันถกแขนเสื้อขึ้นและตั้งฝ่ามือไปที่บึง
สิ่งที่ฉันกำลังพยายามทำตอนนี้คือหาว่ามีตัวตนของวิญญาณอยู่หรือไม่
ฉันปล่อยคลื่นพลังเวทออกไปสองสามชุดเพื่อทำให้แน่ใจ

หลังจากนั้นซักพัก ฉันสัมผัสได้ถึงวี่แววของสิ่งมีชีวิตที่ตามองไม่เห็นอาศัยอยู่ที่นี่
ก็ไม่ได้คิดว่าปลาจะมาอาศัยอยู่ที่นี่แล้วนะ แต่ชีวิตก็เริ่มกลับมาที่บึงนี้
คงใช้เวลาซักหน่อย แต่นั่นฉันมั่นใจ ฉันมีความสุขที่เห็นว่ามันไม่มีเรื่องราวซับซ้อนอะไรอีกแล้ว

เมื่อมองไปยังหินวิญญาณที่ฉันถืออยู่ ของแบบนี้ไม่มีความจำเป็นอะไรกับฉัน
คงจะดีที่สุดถ้าพลังในคริสตัลนี้มีไว้ใช้เพื่อคงสภาพบึงนี้ ฉันก็เลยหาร่องรอยของหินวิญญาณอื่นๆ
รวบรวมมาโดยการใช้เวทมนตร์ พอลองคิดย้อนกลับไป คนมากมายมองว่าการเดินบนน้ำนั้นเป็นพลังเทเลคิเนซิส

การเปลี่ยนหรือควบคุมน้ำหนักของสิ่งของนั้นคือความหมายของเทเลคิเนซิสเพราะงั้นจึงไม่มีอะไรน่าแปลกใจ
ฉันเรียนรู้เวทมนตร์มาจากครอบครัวจอมเวทในหมู่บ้าน
และพวกเขาก็รับผิดชอบสำหรับความรู้เรื่องเวทมนตร์มนุษย์ของฉัน

หินวิญญาณนั้นเปล่งแสงออกมาแม้ว่าจะอยู่ก้นบึง มีฟองลอยปุดๆขึ้นมาบนผิวน้ำนิดหน่อยตรงที่ฉันยืนอยู่
แสงที่เปล่งออกมาจากหินวิญญาณดินมีสีน้ำตาลเหลือง หินวิญญาณแต่ละชนิดมีสีต่างกัน
อย่างเช่น หินวิญญาณน้ำให้สีแซฟไฟร์ ขนาดปกติของหินวิญญาณมีขนาดเท่าก้อนกรวด
จะพูดว่าหินวิญญาณดินก้อนนี้มีขนาดที่หายากเอามากๆเลยก็ได้
มีหินวิญญาณดินเจ็ดก้อนและหินวิญญาณน้ำสี่ก้อน รวมทั้งหมดสิบเอ็ดก้อน
ฉันห่อพวกมันเอาไว้ในเสื้อผ้าเผื่อให้มันซับน้ำออก เท่านี้ก็ได้ของฝากสำหรับทริปนี้ละ

"อรุณสวัสดิ์ดราน! ได้ยินมั้ย?"

เซเลียทักทายฉันอยู่ที่ริมบึงพร้อมกับข้าวของที่เก็บเรียบร้อยพาดอยู่บนหลัง
เธอโบกมือมาที่ฉันพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า
ความสัมพันธ์ของพวกเราดีมากแม้จะแค่วันเดียวก็ตาม
ฉันเดินไปหาเธอ เธอเอามือประสานกันไว้ข้างหลัง

"นั่นมันหินวิญญาณไม่ใช่หรอน่ะ? ว้าว ใหญ่จัง!"

"คงเป็นเพราะมันดูดพลังรอบๆนี้มาเป็นสิบปีน่ะ"

เซเลียชมขึ้นมาเมื่อมองเห็นหินวิญญาณดินที่มือซ้ายของฉัน
บางทีเซเลียคงเห็นหินวิญญาณมามากมายแล้ว เมื่อเห็นหินขนาดเท่านี้เธอเลยไม่ประหลาดใจอะไรเลย
เธอคงเคยเห็นขนาดที่มันใหญ่กว่านี้แน่ๆล่ะ
เป็นเพราะเธอมีส่วนช่วยอย่างมากตอนต่อสู้เมื่อวาน เธอจึงสมควรได้รับหินวิญญาณนี้

"เอ้านี่ เซเลีย"

ฉันยื่นหินวิญญาณดินสี่ก้อนกับหินวิญญาณน้ำสองก้อนให้เธอ
ตอนแรกเธอก็ลังเลที่จะรับหินวิญญาณไป แต่เนื่องจากบุคลิกที่อ่อนของเธอ
หลังจากที่ฉันตื๊ออยู่นิดหน่อย เธอก็รับไปอย่างไม่เต็มใจ
เพราะว่าฉันแก้ปัญหาที่บึงแล้วจึงไม่มีเหตุผลที่ฉันจะอยู่ที่นี่ต่อไป
ถ้าฉันอยากจะกลับไปก่อนที่มันจะค่ำและเล่าเรื่องทั้งหมดให้มาร์โก้กับคนอื่นๆฟัง
ฉันก็ควรจะรีบออกเดินทางในเร็วๆนี้

"นี่ เซเลีย ฉันจะกลับที่หมู่บ้านแล้วนะ จากนี้ไปเธอวางแผนจะทำอะไรหรอ?"

"เอ๋? ฉันก็คงเดินทางลงใต้ไปเรื่อยๆเพื่อหาสามีที่ดีน่ะ"

"เฮ้อ ถึงชั้นจะเป็นมิตรกับเธอ แต่มนุษย์คนอื่นอาจจะไม่ใจกว้างกับลาเมียนะ อย่าลืมด้วยล่ะ"

"จ้ะ พ่อแม่ฉันเองก็คอยเตือนชั้นเหมือนกัน ดีใจที่ได้พบกับคนอ่อนโยนอย่างเธอนะ ดราน"

"เซเลียเป็นเด็กที่เป็นมิตรมาก ยากที่จะได้พบเจอ
หวังว่าเธอจะได้พบกับคนที่เธอมีความสุขอยู่ด้วยนะ ยังไงก็ตาม ช่วงชีวิตของลาเมียนั้นยาวกว่ามนุษย์มากนัก
ชั้นว่าเธอควรจะลองใช้เวลาเรียนรู้มนุษย์มากกว่าที่จะรีบหาคู่ดูนะ"

"จ้ะ"
 

เซเลียพยักหน้ากับคำพูดของฉัน และฉันก็ยื่นมือขวาออกไป
เซเลียมองท่าทางของฉันด้วยใบหน้าแปลกใจ แต่เธอก็จับมือฉันพร้อมกับรอยยิ้ม
และหลังจากนั้นก็มีสีหน้าเขินอายทันที
รอยยิ้มของเธอช่างสวยงาม อ่อนโยนและอบอุ่นอย่างกับดอกไม้บานสะพรั่ง
เมื่อเห็นอย่างนั้นแล้ว ฉันก็เลยส่งพลังเวทของฉันส่วนหนึงผ่านไปยังมือนุ่มๆอุ่นๆของเธอ

"อ๊าง...!"

ฉันให้พลังงานระดับเทพมังกรกับเธอแทนที่จะเป็นของมนุษย์และนั่นทำให้เธอประหลาดใจนิดหน่อย
ตอนที่เธออยู่ในหมู่บ้านตัวเอง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเธอจะได้ลิ้มรสแค่พลังงานของมนุษย์
พลังงานชีวิตของมังกรนั้นถือเป็นอะไรที่เธอคงไม่เคยคาดคิด

นี่ฉันประมาทเกินไปหรือเปล่านะ?

สีหน้าของความพึงพอใจนั้นสามารถมองเห็นได้บนใบหน้าของเซเลีย
หางเธอเองก็สะบัดไปมาอย่างแรงเหมือนกันตอนที่เธอได้รับมัน

"โทษทีๆ หวังว่ามันคงไม่ได้ทำให้เธอประหลาดใจมากเกินไปนะ
ขอภาวนาให้เทพคุ้มครองเธอจากเรื่องร้ายๆระหว่างการเดินทางของเธอด้วยล่ะ"

"อ๊ะ จ้ะ ดรานก็เหมือนกันนะ"

"ขอบคุณนะ หวังว่าจะเจอชายที่เธอชอบล่ะ จะคอยเชียร์นะ"

เราต่างปล่อยมือกัน ฉันเดินถอยออกมาและเริ่มเดินกลับหมู่บ้านเบิร์น
หลังจากนั้นซักพัก ฉันมองหันกลับไปและยังเห็นเซเลียยืนอยู่ที่เดิม ฉันโบกมือให้เธอ เธอก็โบกกลับ
ฉันหัวเราะแล้วก็เดินต่อไปแล้วเซเลียก็ยืนมองฉันไปจนลับสายตา

ช่างเป็นลาเมียที่น่ารักจริงๆ
 

ระหว่างทางกลับหมู่บ้านเบิร์น ฉันจัดการหมีตัวใหญ่ที่เข้ามาโจมตีฉันไปสองตัว นอกเหนือจากนั้นก็ปกติ

ในที่สุดฉันก็มาถึงประตูเหนือของหมู่บ้าน เมื่อเห็นคนประจำการสองคนหัวเราะและเล่าเรื่องตลกด้วยกัน
ฉันก็ยังไม่สามารถสลัดความกังวลของตัวเองออกไปได้
ถึงแม้จะแยกทางกับเซเลียและเตือนอะไรหลายๆอย่างกับเธอไปแล้ว ก็ยังอดเป็นห่วงเธอไม่ได้
แต่จากความสามารถของเซเลียแล้ว เธอไม่น่าจะมีปัญหาอะไรกับการขับไล่พวกโจรหรืออะไรทำนองนั้น

ไม่เป็นไรหรอกน่า? ฉันบอกกับตัวเองอยู่อย่างนั้น

ถึงแม้พวกเราจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่ก็ไม่มีความรู้สึกหลงใหลอะไรนอกเหนือไปจากนั้น
แต่ฉันรู้สึกว่าฉันน่ะให้ใจกับเซเลียไปเต็มๆเลย ไม่รู้เหมือนกันว่าเส้นทางของเราจะมาบรรจบกันอีกไหมในอนาคต
แต่ก็คงจะเยี่ยมไปเลยถ้าได้พบกับเธออีกครั้ง



NEKOPOST.NET